มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 113 จุดเริ่มต้นแห่งการล่า

    บทที่113 จุดเริ่มต้นแห่งการล่า

             

            สุราหนึ่งชามเมื่อหลั่งรินสู่ลำคอจักนำพาความร้อนผ่าวแทรกซึมถึงทรวงในสุราหนึ่งไหที่ร้อนแรงจักทำให้ผู้คนหลุดรอดจากความกลัดกลุ้ม คล้ายคลึงกับจิตใจของผู้คนหากได้สนองตอบต่อปณิธาณที่ตั้งมั่นจะทำให้รู้สึกจรรโลงผ่อนคลายทว่าเหตุไฉนหลังจากได้แก้แค้นตามความต้องการแล้ว จิตใจของสตรีในอาภรณ์ขาวจึงยังร้อนลุ่มหนักอึ้งมิเคยเลือนลางแม้แต่สุราที่หลั่งไหลไปจนหมดไหก็มิอาจทำให้นางรู้สึกปล่อยวางได้เลย

             

            นัยน์ตาที่เย็นชามองสุราอันใสกระจ่างในชามตรงหน้าเสมือนหนึ่งมีภาพในอดีตผุดขึ้นมาให้เห็น ความทุกเศร้าจึงยิ่งฉายชัดผ่านนัยน์ตาที่จืดชืดทำให้สตรีนางนี้ดูเย็นชาไร้จิตใจยิ่งนัก

             

            นางก็คือสตรีไร้ใจไป๋เหิ่นซินสตรีที่เป็นแสงสังหารแห่งวจนะ สตรีที่ผู้ใดพานพบก็ต้องยำเกรงมิอาจสู้หน้า แม้ความงดงามของนางจะสะดุดตาเพียงใดแต่จะมีซักกี่คนที่กล้าเชยชมวงหน้าที่งดงามแต่เย็นชาราวกับสลักเสลาจากหยกนี้

             

            ฝึกวิชามาเยอะคับแค้นมามาก ฆ่าคนมิอาจนับถ้วน สตรีที่ราวกับมัจจุราชผู้นี้จึงมิอาจที่จะนำพาตนขึ้นมาจากปรักโคลนแห่งความมืดอนธการแม้นจะใช้สุราอีกกี่สิบไห นางก็ยังคงมิอาจละทิ้งซึ่งจิตใจที่หนักอึ้งแลเจ็บปวดที่หยั่งลึกอยู่

             

            ตึง

             

            ชามสุราในมือถูกวางลงพร้อมกับเงินก้อนใหญ่ถูกวางตาม ก่อนสตรีในอาภรณ์ขาวจะลุกออกจากห้องรับรองขนาดใหญ่ในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งแล้วจากไปหลังจากแก้แค้นคืนกลับแก่เจ้าของปิ่นหยกดำที่สร้างบุญคุณความแค้นต่อนางและฮุ่ยจวินในวันนั้นทำให้เจ้าของปิ่นหยกดำต้องประสบพานพบกับความเจ็บปวดเช่นเดียวกับตน ทำให้นางต้องถูกไล่ล่าเฉกเช่นเดียวกับที่ตนเคยถูกนางไล่ล่าเมื่อแก้แค้นแล้วไป๋เหิ่นซินจึงกลับมายังแคว้นซานอีกหน ไปคารวะหลุมศพของท่านลุงและฮุ่ยจวินเพื่อแจ้งข่าวหวังปลดปล่อยจิตใจให้หลุดพ้นแต่จวบจนจะกลับจากแคว้นซาน นางก็มิอาจที่จะหลุดพ้น ความแค้นนี้ได้สลักลึกในจิตใจของนางจนเกินไปแล้ว

             

            ไป๋เหิ่นซินอาศัยการฝึกวิชาเพื่อลืมความเจ็บปวดอาศัยการศึกษาสรรพตำราเพื่อลบรอยสลักลึกที่ฝังในจิตใจ นางในตอนนี้จึงยิ่งมีระดับพลังฝีมือที่ก้าวกระโดดจนผู้เยาว์ในรุ่นราวคราวเดียวกันยากที่จะต่อกรนางได้ แต่นี่ก็ยังนับว่าไม่เพียงพอหากหวังจะจัดการจอมมารแห่งปฐพีอย่างอวิ๋นเซี่ยวซุน

             

            ซึ่งเรื่องของอวิ๋นเซี่ยวซุนนี้อาจเป็นปมสุดท้ายที่ทำให้นางยังไม่หลุดพ้นจากปรักตมแห่งอนธการ มีแต่สังหารจอมมารนางจึงอาจได้เห็นคำตอบ

             

            การมาแคว้นซานในคราวนี้ของไป๋เหิ่นซินจึงไม่เพียงเพื่อต้องการมากราบไหว้หลุมศพเท่านั้นแต่นางยังมาหาข่าวของจอมมารอย่างอวิ๋นเซี่ยวซุนร่วมด้วย เคยมีข่าวในช่วงที่ผ่านมาว่ามีคนพบเห็นร่องรอยของมันในที่แห่งนี้แต่นางใช้เวลาที่แคว้นซานมาเนิ่นนานแล้ว นางก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของอวิ๋นเซี่ยวซุนแม้เพียงกระผีก

             

            “หลบไปหลบทางให้แก่นายน้อยของข้า"

            เสียงตวาดดังลั่นมุ่งมาตามทางสายหนึ่งรถม้าที่พุ่งทะยานมาทำให้เหล่าชาวบ้านที่กำลังเดินขวักไขว่ต้องพากันหลบหนีกันจ้าละหวั่นบนรถม้ามีบุรุษกลางคนคุมบังเหียนบังคับม้าให้พุ่งทะยานอย่างเร่งรีบ ด้วยความเร็วของม้าที่พุ่งทะยานทำให้ม่านที่ปิดหน้าต่างรถม้าลู่ไหวเผยให้เห็นบุรุษหนุ่มวัยยี่สิบเศษที่นั่งวางท่าใหญ่โตไม่เกรงกลัวอันใด แต่เป็นชาวบ้านตามท้องถนนเมื่อเห็นมันก็ต้องเงียบปากและหลบออกไปโดยไม่กล้าพร่ำบนหรือสาปแช่งแม้ครึ่งคำ

             

            มันผู้นี้ก็คือบุตรสืบสายโลหิตของประมุขพรรคภูษาทมิฬนับแต่ที่เฉียวชิงประมุขพรรคภูษาทมิฬมีสติฟั่นเฟือนหลังกลับมาจากแม่น้ำร้อยลี้ บุตรที่เคยไม่ได้เรื่องของมันผู้นี้ก็ได้รับการสนับสนุนจากขุมอำนาจทางฝั่งมารดาแลตั้งตนหวังสืบทอดในทันใด ซึ่งกองกำลังของมันก็ใกล้กำชัยคว้าตำแหน่งเก้าอี้ประมุขมาไว้ในมือเต็มทีแล้ว

             

            เพราะอำนาจอันหอมหวานกำลังมาอยู่ในมือมันถึงได้ดูยโสโอหังถึงเพียงนี้ พรรคภูษาทมิฬมีอำนาจมิน้อยในแคว้นซาน ด้วยการที่เป็นพรรครับใช้ของนิกายเทวะวจนะอีกทั้งแผ่นดินแคว้นซานซึ่งถือได้ว่าทุรกันดารมากที่สุดในแผ่นดินใหญ่จึงไม่มีค่ายพรรคหรือสำนักใดในมหาวิถีวจนะตั้งอยู่พรรคภูษาทมิฬนี้จึงแทบจะควบคุมอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในแคว้นซาน ยิ่งแคว้นแห่งนี้ไร้ซึ่งราชวงศ์แลทางการปกครองด้วยแล้วพวกมันยิ่งทำตัวเหมือนเจ้าแผ่นดินแคว้นซานในทุกที มีหลายครั้งที่พวกมันคิดจะสถาปนาราชวงศ์ใหม่ของตนเองขึ้นมาแต่ติดที่ว่าประมุขพรรคคนเดิมมาชิงสติฟั่นเฟือนไปเสียก่อน ส่วนเหล่าผู้หวังสืบทอดก็ตั้งตนแย่งชิงกันจึงไม่มีใครได้สานต่อปณิธานของอดีตประมุขของพวกมันนี้

             

            ซึ่งบุรุษหนุ่มบนรถม้าเป็นผู้ที่อยู่ในจุดที่สามารถจะสานต่อปณิธานอันยิ่งใหญ่นั้นได้

             

            บุรุษกลางคนที่บังคับบังเหียนม้าพุ่งทะยานมันมองไปที่ทางเบื้องหน้าก่อนกล่าวกับบุรุษหนุ่มในประทุนรถม้า

            “นายน้อยมีคนไม่หลบทางขอรับ"

             

            เสียงของบุรุษหนุ่มดังออกมาอย่างไม่สบอารมณ์

            “หากมันไม่หลบก็พุ่งชนให้มันจมผืนปฐพี”

             

            ปลายทางเบื้องหน้าของมันมีงานสำคัญเช่นนั้นมันจะมามัวเสียเวลากับเรื่องเล็กน้อยมิได้ ใครขวางทาง มันจะเหยียบให้จมพื้นปฐพีทั้งสิ้น

             

            แต่ที่หนทางเบื้องหน้าผู้ที่เดินอย่างเนิบช้าบนถนนคือสตรีในอาภรณ์ขาว สตรีที่ในชีวิตนี้ก็มิเคยคิดจะหลีกหนีต่อสรรพสิ่งใดเช่นนั้นต่อให้ม้าพุ่งทะยานมาอย่างน่าเกรงกลัว นางก็เพียงชายตาที่ราวกับไร้จิตใจแลเย็นชามองออกไปเท่านั้น

             

            หนึ่งสายตาเสมือนสยบทุกสรรพสิ่งม้าที่ตะบึงมาเพียงสบสายตาที่เย็นชา มันก็ลืมความเจ็บปวดที่เบื้องหลังซึ่งถูกบุรุษกลางคนใช้แส้ฟาดทันทีม้าจึงหยุดชะงักพลางกระโดดดีดข้าหน้าด้วยความตื่นกลัว ส่งให้ประทุนรถถึงกลับหักครึ่งกลางลำแลพลิกคว่ำบุรุษหนุ่มต้องทะยานกายออกมาผ่านช่องหน้าต่าง ส่วนบุรุษกลางคนได้ทะยานลงจากหลังม้าในทันใด

             

            “เกิดสิ่งใดขึ้น!”

            เสียงตวาดลั่นของบุรุษหนุ่มทำให้ชาวบ้านต่างพากันก้มหน้ามิกล้าชมมองบุรุษหนุ่มผู้นี้แม้เป็นบุตรชายนอกสมรสของอดีตประมุขพรรคภูษาทมิฬ ทว่ามันก็วางท่าใหญ่โตกดขี่ข่มเหงผู้อื่นมาโดยตลอดจนไม่มีใครกล้าตอแยหรือสร้างโทสะให้แก่มัน

             

            ผู้คนล้วนรู้จักตัวตนแลจิตใจของมันดีจึงไม่มีใครในแคว้นซานจะกล้ามีเรื่องกับเฉียวชิงซานผู้นี้

             

            แต่สตรีในอาภรณ์ขาวคือแสงสังหารแห่งวจนะเป็นสตรีที่ไร้ใจไร้ความหวาดกลัว ดังนั้นนางจึงไม่เหมือนกับคนอื่น

             

            บุรุษกลางคนขมวดคิ้วพินิจมองดรุณีวัยแรกแย้มที่แสนเย็นชาตรงหน้า

            “เป็นแม่นางผู้นี้ที่ขวางทาง”

             

            เฉียวชิงซานเป็นครั้งแรกที่ได้มองออกไปยังเบื้องหน้าเมื่อเห็นผู้ที่เดินบนเส้นทางซึ่งขัดขวางรถม้าตนเป็นสตรีที่สะคราญโฉมยากหาใดเปรียบมันก็บังเกิดความพิศวาสจนอารมณ์เดือดดาลเลือนหายในทันทีมันจึงเปลี่ยนท่าทีคิดเข้าไปคร่ากุมแลนำตัวของสตรีนางนั้นไป

             

            เฉียวชิงซานเป็นเพราะมิเคยออกท่องยุทธภพไม่ค่อยได้ยินเรื่องราวในปฐพีมันจึงไม่รู้ว่าสตรีเบื้องหน้าของตนเป็นใคร แต่บุรุษกลางคนที่คุมบังเหียนรถม้า มันรู้สึกว่าสตรีนางนี้ไม่ธรรมดาแม้เพียงนิดเพราะเพียงก้าวเดินยังทำให้ม้าหวาดกลัวได้ถึงเพียงนี้ นางจะนับว่าธรรมดาได้อย่างไร

             

            เมื่อไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของสตรีในอาภรณ์ขาวมันก็รีบรั้งตัวนายน้อยของตนทันใด

            “นายน้อยงานสำคัญรออยู่จะเสียเวลามิได้"

             

            แม้กล่าวเช่นนี้แต่ในจิตใจกลับรู้สึกตรึงเครียดเป็นอย่างมากโชคดีที่เฉียวชิงซานมันนึกถึงผลลัพธ์ในอนาคตมากกว่าจึงถอยจากสตรีสะคราญโฉมตรงหน้านางนี้

            “วันนี้มีวาสนาได้พานพบแต่น่าเสียดายที่ข้ามีงานใหญ่รัดตัว ทว่าหากข้าจัดการสะสางเรื่องจนเสร็จสรรพ ข้าจะติดตามหาท่านให้พบอีกครั้ง"

             

            กล่าวจบมันก็ไม่สนรถม้าที่พลิกคว่ำรีบคว้าเอาม้าที่ลากจูงเทียมเกวียนตัวหนึ่งก่อนทะยานขึ้นขี่แล้วบังคับม้ามุ่งไปยังทิศทางเบื้องหน้าต่อทันใดส่วนบุรุษกลางคนได้แต่ปาดเหงื่อและทะยานขึ้นหลังม้าอีกตัว พร้อมบังคับติดตามนายน้อยของตนไปติดๆ

             

             วันนี้นับเป็นคราวที่โชคดีของเฉียวชิงซานเพราะหากมันก้าวเดินเข้าหาสตรีในอาภรณ์ขาวอย่างไป๋เหิ่นซินอีกเพียงครึ่งก้าว หากมันคิดเข้ามาลวนลามคร่ากุมนางมันจะถูกดรรชนีอันก่อเกิดเป็นมุทราเทพสังหารในทันที!

             

            ดรรชนีที่กำลังจะชี้ออกของไป๋เหิ่นซินได้ลดลงก่อนที่นางจะก้าวเดินไปยังเบื้องหน้าราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น จิตสมาธิของนางในตอนนี้ได้เข้าสู่มรรคาแห่งการฝึกยุทธ์อีกครั้งแล้ว

             

            ม้าที่ตะบึงไปของเฉียวชิงซานทะยานไปจนถึงตีนเขาเถาหมิงซานที่นั่นมีบุรุษย่างสู่วัยชราสติฟั่นเฟือนวนเวียนอยู่ เป้าหมายของเฉียวชิงซานก็คือบุรุษสติฟั่นเฟือนผู้นี้ทว่ารอบกายบุรุษสติฟั่นเฟือนกลับเต็มไปด้วยกำลังคนจำนวนมากที่มาถึงก่อน หนึ่งในนั้นมีบุรุษหนุ่มที่หน้าตาคล้ายคลึงกับบุรุษสติฟั่นเฟือนเป็นอย่างมากซึ่งมันก็คือ เฉียวหลิ่วซาน บุตรชายคนโตของอดีตประมุขพรรคภูษาทมิฬนั่นเอง

             

            และบุรุษที่สติฟั่นเฟือนก็คงเป็นอดีตประมุขพรรคภูษาทมิฬแล้ว

             

            แม้จะมีกลุ่มคนมากมายที่มาก่อนแต่เมื่อเฉียวชิงซานได้ประเมินจากสถานการณ์ก็รู้ว่าฝ่ายตรงข้ามยังไม่สัมฤทธิ์ผล มันจึงกล่าวว่า

            “เป็นถึงบุตรคนโตแทนที่จะรับบิดาคืนไป แต่กลับกระทำการเพื่อหวังสิ่งอื่น"

             

            เห็นการมาของเฉียวชิงซานเฉียวหลิ่วซานก็พลันคิ้วกระตุกไม่คิดว่าฝ่ายตรงข้ามจะได้ข่าวสารที่รวดเร็วถึงเพียงนี้

            “หากข้าพาบิดากลับเกรงว่าจะถูกบุตรเนรคุณบางคนสังหารทิ้ง"

             

            เฉียวชิงซานยิ้มอย่างรู้ทัน

            “แน่ใจหรือ?มิใช่ว่าตอนนี้มีผู้บีบคั้นบิดาเพื่อหวังสืบทอดวิชาลับขั้นสูงอยู่หรอกหรือเพราะนี่เป็นหนทางเดียวที่จะพาสุนัขจนตรอกให้มีเขี้ยวเล็บได้”

             

            คนทั้งสองในใจหาได้มีความกตัญญูต่อบิดาไม่ในใจของพวกมันคิดกระทำทุกวิถีทางเพื่อจะไปให้ถึงเป้าหมายสูงสุดของพวกตน สำหรับเฉียวชิงซานหากไร้ซึ่งบิดา หนทางของมันก็จะราบเรียบขึ้น ส่วนเฉียวหลิ่วซานหากบีบคั้นเอาเคล็ดวิชาลับขั้นสูงจากบิดาที่ฟั่นเฟือนได้มันก็จะมีโอกาสพลิกกระดานอำนาจในตอนนี้ บุตรในไส้ของอดีตประมุขพรรคภูษาทมิฬทั้งสองจึงไม่ผู้ใดเลยที่จะนึกถึงบิดาของตนอย่างแท้จริงซักคน!

             

            ได้เห็นภาพความหดหู่และความอกตัญญูต่อผู้ให้กำเนิดเช่นนี้ทั้งได้เห็นความวุ่นวายกำลังจะเกิดขึ้นอย่างมิอาจหักห้าม ที่บริเวณเนินดินสองลูกจากที่เคยเงียบสงบมาโดยตลอดก็ไม่สงบอีกต่อไปเนินดินสถานที่อันไม่สะดุดตาแม้มีป้ายศิลาสลักชื่อถูกปกคลุมไปด้วยวัชพืชก็ดูไม่ดึงดูดมิอาจหาความสำคัญอันใดทว่าสถานที่แห่งนี้กลับเป็นสถานที่อันสำคัญของบุรุษหนุ่มในชุดแพรเงินยิ่งนัก เพราะที่นี่คือสถานที่ที่เปรียบดั่งอนุสรณ์สถานของผู้ที่มันรักทั้งสอง

             

            กลุ่มคนจากพรรคภูษาทมิฬกลับมาแย่งชิงอำนาจกันที่หลุมฝังศพคนสำคัญของบุรุษชุดแพรเงินและพวกมันกำลังจะทำลายสถานที่ที่สมควรจะสุขสงบนี้ให้พังพินาศ ดังนั้นตัวตนที่อยู่ในชุดแพรเงินจึงมิอาจนิ่งเฉยอีกต่อไป

             

            ฮุ่ยจวินได้ปรากฏกายขั้นกลางความขัดแย้งของสองฝ่ายที่กำลังจะปะทุ!

             

            “พวกเจ้าไม่เคารพในบิดาแต่ก็ควรที่จะเคารพในผู้อื่น”

             

             

             

             

    คล้ายกับเรื่องมารประหัตถ์ฟ้า (จบ) ที่คุณอ่าน