ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    เล่มที่ 3 บทที่ 64 ราชาโอสถนิรันดร์ (3)

            อาการบาดเจ็บช้ำในทุกส่วนถูกรักษาจนหายสวีหยางอี้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งเฮือก จากนั้นก็กำหนดจิตจมดิ่งลงสู่ทะเลลมปราณอย่างไม่รีรอ

            แสงสีทองสว่างเรืองรองราวกับสะท้อนมาจากคลื่นน้ำต้องแสงอาทิตย์ไม่ถึงห้าวินาที อณูแสงสีทองจำนวนมากก็ควบแน่นกลายเป็นคัมภีร์ยุทธเวทกลางห้วงสมองของเขาอีกครั้ง

            คัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์!

            ลมหายใจของเขากระชั้นถี่ขึ้นจากความตื่นเต้นแม้กำลังฝึกบำเพ็ญอยู่ก็ตาม

            เขาพยายามสะกดความคาดหวังในใจลงและค่อยๆ อ่านตัวหนังสือทีละตัว

            “สรรพสิ่งก่อกำเนิดหากแต่ว่างเปล่า เป็นเพียงธาตุอากาศของโลก ว่างเปล่าอย่างแท้จริง...เต๋าตรัสไว้อย่างสมบูรณ์ อันชีวิตมนุษย์ก่อกำเนิด ต้องประกอบด้วยสามวิญญาณ วิญญาณฟ้าวิญญาณดิน วิญญาณชีวิต จึงจะสามารถดำรงความเป็นมนุษย์ได้สืบไป...”

            ห้วงสมองของสวีหยางอี้ผ่องแผ้วขึ้นมาในบัดดลเปลือกตาสั่นกระเพื่อมเล็กน้อยแต่ก็ยังไม่ลืมตา

            ประหนึ่งภายในใจของเขาถูกซัดโถมด้วยคลื่นสมุทรบ้าคลั่ง!

            นี่มันวิชาหลอมยาวิเศษ!

            เป็น “ยาวิเศษ”ของจริง ไม่ใช่ยาที่สังเคราะห์ขึ้นในห้องแลป! และไม่ใช้ยาเหลวสำหรับฉีด!

            ตอนนี้ทักษะการหลอมยาวิเศษนี้หายสาบสูญไปตั้งนานแล้วในประวัติศาสตร์ของประเศษหวาซย่ามีความจริงอันลี้ลับซ่อนไว้อยู่ ซึ่งก็คือในแต่ละยุคสมัยมีจักรพรรดิที่สวรรคตด้วยศาสตร์การหลอม “โอสถแห่งเซียน” อย่างน้อยสองถึงสามพระองค์

            ในโลกแห่งผู้ฝึกตนที่รวมเป็นปึกแผ่นเดียวกับสังคมมนุษย์ศาสตร์การหลอมยาเริ่มเลื่อนหายไปหลังจากสมัยราชวงศ์ชิง และนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมาทุกคนต่างรู้ดีว่าสิ่งที่ช่วยชีวิตมนุษย์ได้ก็คือยาทางการแพทย์ หาใช่ยาวิเศษแห่งเซียนไม่

            โลกแห่งผู้ฝึกตนเริ่มพึ่งพาอาศัยนวัตกรรมจากโลกมนุษย์องค์ความรู้ของศาสตร์การหลอมยาวิเศษก็เริ่มหายสาบสูญนับว่าเป็นผลกระทบครั้งใหญ่ที่ส่งผลต่อศาสตร์วิชาที่มีรากเหง้ามาจากลัทธิเต๋าเป็นอย่างมากเพียงไม่ถึงสองร้อยปี ศาสตร์การหลอมยาวิเศษก็เริ่มเลือนหายไปจนกระทั่งสิบปีหลังจากสถาปนาประเทศหวาซย่า ศาสตร์นี้ก็สูญหายไปอย่างสมบูรณ์

            และด้วยเหตุนี้เองโลกผู้ฝึกตนที่ได้แต่มองดูสงครามโลกครั้งที่สองอยู่ห่างๆก็เริ่มหันมาให้ความสำคัญและก่อตั้งองค์กรสัมพันธภาพกับสังคมมนุษย์ทั้งหมดก็เป็นเพราะอิทธิพลของการวิวัฒนาการของทั้งโลก อีกทั้งยังเปิดหูเปิดตาให้เหล่าผู้ฝึกตนรุ่นใหญ่ที่เชื่อแต่ศาสตร์แห่งเซียนเต๋าเปิดหูเปิดตาและยอมรับว่ายุคสมัยเก่าๆ ได้ถูกกาลเวลากลืนกิน และยุคสมัยใหม่หมดเปลือกนี้ก็ค่อยๆคืบคลายเข้ามาแทนที่ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาพื้นที่ลี้ลับที่เปรียบเสมือนประตูสวรรค์ของเหล่าผู้ฝึกตนที่อยู่ตามหุบเขาและลุ่มแม่น้ำที่มีชื่อเสียงก็เริ่มเปิดออกจนค่อยๆ หลอมรวมเข้ากับสังคมมนุษย์

            จนถึงตอนนี้ ที่ผ่านมามีเพียงจักรพรรดิเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงศาสตร์วิชาพวกนี้ได้แต่ปัจจุบัน ในขณะที่สังคมโลกหลอมรวมกัน ศาสตร์แขนงนี้ก็เป็นแค่เป็นศาสตร์ที่ตรงข้ามกับวิทยาศาสตร์เท่านั้น

            ความรู้ทางประวัติศาสตร์เหล่านี้แล่นพล่านอยู่ในห้วงสมองของสวีหยางอี้เขารู้สึกว่าตัวเองเริ่มปากแห้งขึ้นมาเล็กน้อย

            วิชาหลอมยาวิเศษ...

            เป็นวิชาหลอมยาวิเศษของแท้!

            เกรงว่านี่น่าจะเป็นวิชาหลอมยาวิเศษเล่มสุดท้ายที่เหลืออยู่บนโลกก็เป็นได้!

            อิงจากประวัติศาสตร์ของประเทศหวาซย่าถึงแม้วิชาหลอมยาวิเศษจะเลือนหายไปผ่านสายธารแห่งประวัติศาสตร์ แต่ก็มักจะมีเรื่องเล่าข่าวลือส่งต่อกันมาเป็นทอดๆและเมื่อสวีหยางอี้ปะติดปะต่อสิ่งที่ตัวเองพบเจอกับข้อมูลเหล่านั้นเขาก็เข้าใจขึ้นมาทันที

            ว่ากันว่า พยัคฆ์ขาวธาตุทองสถิตอยู่ที่ปอดตามหลักเบญจธาตุแล้วปอดคืออวัยวะธาตุทอง ซึ่งเป็นอวัยวะตั้งต้นในการดูดซับพลังชีวิตหรืออณูปราณเป็นอวัยวะสำคัญของการหลอมแก่นพลัง หัวใจและโลหิตคือเครื่องสูบฉีดและหล่อเลี้ยงอณูปราณเล็กละเอียดไหลเวียนเข้าสู่ตับแหล่งสถิตของวิญญาณมังกรเขียวธาตุดิน

            นี่เป็นข้อความที่ถูกบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ซึ่งทำให้ข้อสันนิษฐานของสวีหยางอี้ดูสมเหตุสมผลขึ้น

            เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆหนึ่งเฮือก กำหนดจิตจมดิ่งลงสู่ก้นบึงหัวใจเขาแทบไม่อยากเชื่อถึงการมีอยู่ของคัมภีร์ยุทธเวทเล่มนี้

            เขาลืมตาทั้งสองข้างขึ้น

            จุดบุหรี่ขึ้นหนึ่งมวนและสูบอย่างเงียบๆ พลางคิดว่าสิ่งเมื่อครู่ลึกลับเกินไป เขาจำเป็นต้องไตร่ตรองให้ละเอียดก่อน

            วิชายุทธเวทแบ่งเป็นยุทธเวทสายหลักที่เน้นการจู่โจมกับสายเสริมที่เน้นการสนับสนุนยุทธเวทสายหลักคือรากฐานของผู้ฝึกตนส่วนยุทธเวทสายเสริมคือการเสริมพลังภายนอกให้แก่ผู้ฝึกตน ในความคิดของเขา ดูจากชื่อราชาโอสถนิรันดร์แล้วคัมภีร์ยุทธเวทเล่มนี้น่าจะเป็นยุทธเวทหลอมยาอะไรพวกนั้นน่าจะไม่เป็นประโยชน์กับร่างกายเท่าไรนัก แต่พอมานั่งไตร่ตรองอยู่สักพัก ค่อยๆครุ่นคิดอย่างละเอียด ในที่สุดเขาก็พบว่าตัวเองคิดผิดไปถนัด!

            ถึงแม้นี่อาจเรียกว่าวิชายุทธเวทสายหลักได้ไม่เต็มปาก

            แต่มันคือวิชาหลอมยาวิเศษ!เป็นวิชาหลอมยาที่ไม่มีใครฝึกมาก่อน อีกทั้งยังเป็นวิชาที่ต้องใช้ร่างกายตัวเองเป็นเบ้าหลอมขัดเกลาจิตวิญญาณและเลือดเนื้อของตน สามารถจัดเป็นวิชายุทธเวทสายหลักได้เช่นกัน!

            ร่างกายของผู้ฝึกตนก็คือวัตถุดิบตั้งต้นกายหยาบคือเตาหลอม วิญญาณคือภาชนะห่อหุ้ม จิตใจคือแรงเสริม!

            การหลอมยาวิเศษจำเป็นต้องเสริมแรงให้อวัยวะห้าธาตุในร่างกายไปด้วยหากอ้างตามคัมภีร์เล่มนี้ เท่ากับว่าต้องฝึกร่างกายตลอดทั้งวันทั้งคืน ชนิดที่ไม่ได้ข่มตาหลับขับตานอนเลยทีเดียวผู้ฝึกตนที่ “ฝึกยุทธเวท” ประเภทนี้ จะมีร่างกายที่แข็งแกร่งจนแทบจะทัดเทียมไม่ได้และสามารถต้านทานวิชาเวทของธาตุทั้งห้าได้อย่างไร้เทียมทาน!

            ก็เหมือนกับการเล่นเกมออนไลน์เมื่อเลเวลสูงขึ้น ก็จะกลายเป็นมนุษย์รถถังที่มีระดับป้องกัน “ทางกายภาพ”และระดับการป้องกัน “เวทมนตร์” ที่สูงขึ้น!

            ไม่มีใครรู้ว่าคัมภีร์ลับพรหมเทวสูตรเปลี่ยนสภาพไปแล้วเท่ากับว่าตอนนี้สวีหยางอี้เป็นผู้บุกเบิกการฝึกวิชาเวทจากคัมภีร์ราชาโอรถนิรันดร์คนแรกของยุคสมัยเขาคิดจะฝึกอยู่ ใช่ว่าจะไม่ฝึก แต่ต้องตัดสินใจยอมรับผลที่อาจจะตามมาให้ดี และเขาต้องเตรียมยอมรับมันด้วยตัวเอง!

            “สิ่งนี้มันเหมาะกับฉันจริงๆ...เหมือนมันถูกสร้างมาเพื่อฉัน...” เขาอัดบุหรี่ลงปอดไปเฮือกใหญ่ก่อนพ่นควันออกมา เขาพึมพำกับตัวเอง “ฉันเป็นพวกชอบจู่โจมระยะใกล้แบบถึงเนื้อถึงตัวด้วยสิไม่ใช่พวกที่แอบโจมตีจากระยะไกล...”

            ร่างกายที่ต้านทานการโจมตีทางกายภาพและเวทมนตร์แบบนี้ช่างเหมาะสมกับวิธีการต่อสู้ของเขาเสียจริง!

            เมื่อสูบบุหรี่เสร็จเขาก็ขยี้ก้นบุหรี่ลงบนพื้น และกลับไปนั่งขัดสมาธิ หลับตาลงและเข้าฌานเหมือนเดิม

            ผลตอบแทนยิ่งมากความเสี่ยงก็ยิ่งสูง ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ได้มาโดยไม่พยายาม

            แต่ละวันผันผ่านพ้นไปโจวถิงถิงที่อยู่ด้านนอกห้องใต้ดินยกกับข้าวมาไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ แต่ก็ลังเลไม่กล้าเคาะประตู

            แม้ตบะเธอจะไม่สูงแต่เธอก็รู้ดีว่าการถูกขัดจังหวะขณะเข้าฌานมันเป็นอย่างไร

            “นี่ก็เข้าวันที่สามแล้ว...”เธอมองปฏิทินที่แขวนอยู่ที่ประตูพลางเม้มปาก “ดูเหมือนเขาจะอยู่แค่ขั้นเลี่ยนชี่ระดับต้นเหมือนกันไม่ใช่เหรอแต่ทำไมไม่กินไม่ดื่มเลยล่ะ แบบนี้ได้เหรอ?”

            ไม่มีใครตอบคำถามเธอมีเพียงประตูห้องใต้ดินที่ปิดสนิท

            ห้าวันผ่านไปแปดวันผ่านไป สิบห้าวันผ่านไป สี่ยิบวันผ่านไป...ประตูห้องใต้ดินก็ยังไม่ถูกเปิดออกสักที หากเป็นขั้นเลี่ยนชี่ธรรมดาๆคงหิวตายไปนานแล้ว

            แต่ว่าสวีหยางอี้ที่อยู่ในห้องใต้ดินไม่เพียงแต่ไร้สภาพอิดโรย แต่กลับนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมและลืมตาที่เปี่ยมด้วยเปลวไฟลุกโชน

            สามสิบวัน หนึ่งเดือนเต็มเขาไม่หยุดพักแม้แต่น้อย และไล่อ่านคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์จนเกือบจะหมดเล่มแล้ว

            แต่ว่า...บทสรุปที่ได้รับกลับไม่เหมือนกับที่เขาตั้งสมมุติฐานไว้ในตอนต้น

            เรื่องแรก...วิชายุทธเวทเล่มนี้ จากคำอธิบายในเล่มมันคือคัมภีร์ที่สวนทางกับวิถีสวรรค์อย่างแท้จริง โดยปกติผู้ฝึกตนทุกคนต้องเป็นไปตามวัฏจักรของโลกแต่ว่าคัมภีร์ยุทธเวทเล่มนี้ ไม่สนใจเรื่องพวกนี้แม้แต่น้อย!

            ไม่ว่าวิชายุทธเวทใดๆก็ต้องดูดซับอณูปราณมาเป็น “พลังตั้งต้น” จากนั้นก็ใช้วิธีฝึกจากวิชายุทธเวทนั้นๆ พัฒนาพลังตั้งต้นนั้นในรูปแบบของตัวเองและกักเก็บพลังนั้นไว้ที่ทะเลปราณของตน ซึ่งขั้นตอนนี้เรียกว่าการ “ฝึกยุทธเวท”

            แต่ว่าวิชายุทธเวทเล่มนี้ไม่จำเป็นต้องดูดซับอณูปราณอยู่ตลอดเวลาในขณะที่ฝึกต่อให้อยู่ที่พื้นที่ปิดตายไร้อณูปราณ ก็สามารถฝึกยุทธเวทนี้ได้เช่นกัน แต่ว่า....

            จะต้องกักเก็บอณูปราณไว้ในร่างกายเสียก่อนจากนั้นก็กำหนดจิตขับเคลื่อนอณูปราณให้โคจรอยู่ภายในร่างกาย!

            ก่อนหน้านี้เขาคิดง่ายเกินไปร่างกายเป็นเตาหลอม จิตใจเป็นแรงเสริม แต่ขาดสิ่งหนึ่งที่จำเป็นยิ่งนัก นั่นก็คือ “ไฟ!”

            ใช่แล้วไฟที่ว่านี้คือไฟจริงๆ! ในคัมภีร์ราชาโอรถนิรันดร์นี้ได้อธิบายไว้ชัดเจน ครั้นเมื่อจักรวาลถือกำเนิดมีเพลิงวิญญาณแห่งโลกธาตุกระจายอยู่ในมนุษย์ภูมิทั้งหมดสี่พุ่มและสิ่งที่เขาต้องใช้ก็คือไฟชนิดนี้!

            แน่นอนว่าสามารถใช้ไฟประเภทอื่นก็ได้แต่ว่าในคัมภีร์ได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนว่า ยิ่งเชื้อเพลิงมีคุณภาพมากเท่าไหร่คุณภาพของ “แก่นพลัง” ที่หลอมขึ้นมาก็จะยิ่งสูง

            เพลิงวิญญาณ

            เป็นเป็นเปลวไฟทั้งสี่พุ่มที่ถูกตั้งชื่อขึ้นจากผู้คนในยุคโบราณอ้างอิงจากคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์ เว่ยหยางปั๋วครอบครองเพลิงวิญญาณหนึ่งในนั้นและจากการคาดเดาของสวีหยางอี้ เขาคิดว่าเว่ยหยางปั๋วน่าจะหลอมแก่นพลังเซียนขึ้นมาสำเร็จแล้วและมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นแก่นพลังเซียนบริสุทธิ์อีกด้วย!

            ยังมีอีกคนที่ครอบครองหนึ่งในสี่เพลิงวิญญาณเช่นกัน

            ซึ่งก็คือจางเต้าหลิงหรือจางฝู่ฮั่น หรือที่เป็นที่รู้จักกันในฐานะศาสดาของลัทธิเต๋าแม้ในคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์จะไม่ได้กล่าวถึงแต่ระหว่างนั้นข้อมูลหลักฐานทางประวัติศาสตร์จากที่ผ่านๆมาก็ผุดขึ้นมาในห้วงสมองของสวีหยางอี้

            ซึ่งก็คือ จากตำราลายลักษณ์อักษรทั้งหลายที่สืบทอดมาจากเหล่าบุคคลผู้สร้างโลกในอดีตล้วนมีเนื้อหาที่มีจุดร่วมเดียวกันอันได้แก่แก่นพลังเซียนบริสุทธิ์ที่ปรากฏขึ้นมาบนโลกก่อนช่วงยุคสมัยของเว่ยหยางปั๋วมีอยู่สองก้อนด้วยกัน

            และสองก้อนนั้นก็ถูกหลอมขึ้นมาจากน้ำมือของจางเต้าหลิง!

            ก้อนแรก ว่ากันว่าถูกหลอมขึ้นที่เขาหลงหูที่มณฑลกานเจียงอันโด่งดังแต่ในวันที่ใกล้จะหลอมสำเร็จกลับขาดวัตถุดิบไปหนึ่งอย่าง

            ก้อนที่สองคือแก่นพลังเซียนมังกรพยัคฆ์อันมีชื่อเสียงจากศาสตร์การหลอมยาของลิทธิเต๋า!

            นาทีนี้ ตำนานเรื่องเล่ามากมายได้พรั่งพรูเข้ามาเข้ามาในห้วงสมองของสวีหยางอี้หากไม่มีเพลิงวิญญาณนั่น แล้วจะได้แก่นพลังได้อย่างไร?

            เพลิงวิญญาณแห่งโลกธาตุพุ่มที่หนึ่งอยู่กับจางเต้าหลิงหากต้องการหลอมแก่นพลัง ก็ต้องได้ครอบครองเพลิงวิญญาณ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่ยากเอาการ

            อีกทั้งเพลิงพุ่มนี้...ยังเป็นเพลิงวิญญาณพุ่มแรกที่บันทึกไว้ในคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์!

            มันมีชื่อว่าเพลิงศักดิ์สิทธิ์แห่งทักษิณทิศ

            เป็นเปลวเพลิงที่ร้อนที่สุดในโลก!

            หลายพันปีที่ผ่านมาทั่วทั้งประเทศหวาซย่ามีเพียงพุ่มเดียวเท่านั้น!

            ขอแค่นำเปลวนี้ใส่ลงไปที่ทะเลลมปราณในร่างกายตัวเองและควบคุมมันให้อยู่ใช้มันเป็นเป็นแหล่งพลังงานขับเคลื่อนการฝึกวิชาจากคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์ถึงตอนนั้นก็จะเป็นการเริ่มต้นขัดเกลาพลังยุทธเวทอย่างแท้จริง!

            แต่ว่าเวลาก็ผ่านไปหลายพันปีแล้วสำนักอู่โต่วหมี่ก็ไม่ใช่สำนักที่ใหญ่ที่สุดเพียงหนึ่งเดียวของลัทธิเต๋า

            สำนักจีว่านสำนักจิงเตี่ยน สำนักฟู่ลู่ สำนักตันติ่ง สำนักจ้านเยี่ยน สำนักเหวินสื่อสำนักชงสวี สำนักซ่าวหยาง สำนักเจิ้งหยาง สำนักฉุนหยาง สำนักเหล่าหวาซาน สำนักห่ายฉานสำนักซานเฟิง สำนักภู่จู่ สำนักจื่อหยาง... ในช่างหลายปีนั้นมีสำนักของลัทธิเต๋าก่อตั้งขึ้นมานับไม่ถ้วน!แล้วเพลิงศักดิ์สิทธิ์แห่งทักษิณทิศที่หล่อเลี้ยงโลกพวกนั้นอยู่ที่ไหนกันแน่?

            หรือว่า...ใครสักคนจะฝังลงหลุมศพไปพร้อมกับตัวเอง? งั้นก็อาจจะอยู่ตามสุสานโบราณงั้นเหรอ?

            แต่ว่านี่ไม่ใช่กรณีที่น่ากลัวที่สุดเพราะสิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ... ใครจะไปรู้ว่าหลายพันปีที่ผ่านไปนั้นเจ้าเพลิงวิญญาณนี้จะวิวัฒนาการจนมีสติปัญญาหรือเปล่า? แล้วถ้าหาก...มันฝึกตนจนเป็นปีศาจขึ้นมาล่ะ?

            เมื่อคิดถึงตรงนี้สวีหยางอี้ก็ถอนหายใจออกมาอย่างไม่รู้ตัว

            ช่างเป็นเรื่องยากเหลือเกิน...

            ถ้ามีแหล่งพลังขับเคลื่อนแล้วแล้วเชื้อเพลิงล่ะ?

            ปัญหานี้ก็คือต้นตอที่ทำให้เขาปวดหัวจนหัวแทบแตกที่แท้จริง

            มีเพลิงวิญญาณแล้วก็คงไม่ใช้มันมาเผาเศษเหล็กหลอมเศษหินหรอกกระมัง พอเขาเห็นชื่อประหลาดๆของเชื้อเพลิงที่ปรากฏขึ้นคัมภีร์แล้วก็รู้ขึ้นมาทันทีว่ามันหายสาบสูญไปตั้งนานแล้ว

            หินหลอมวิญญาณ

            แต่ว่าก็ยังพอมีทางเลือกที่ง่ายกว่านั้นอยู่

            อย่างน้อยหินวิญญาณระดับสูงก็น่าจะใช้ได้!

            ต้องใช้จำนวนเท่าไหร่นั้นยังไม่อาจทราบได้ หินวิญญาณแต่ละก้อนคือเชื้อเพลิงให้กับเพลิงวิญญาณที่จะก่อเกิดแรงขับเคลื่อนให้แก่ร่างกายที่เป็นเหมือนเตาหลอมและหลอมแก่นพลังขึ้นมาในที่สุด และนี่คือสิ่งที่วิชายุทธเวทจากคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์แตกต่างจากวิชายุทธเวทที่ใช้พลังปราณเป็นพลังงานตั้งตน

            พอนึกถึงเงินฝากในบัญชีของตัวเองเขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างห่อเหี่ยว อย่าว่าแต่หินวิญญาณระดับสูงเลย แค่ระดับกลางเขาก็ไม่มีสักก้อน!

            เรื่องสุดท้ายคัมภีร์เล่มนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของคัมภีร์เล่มสมบูรณ์เท่านั้น!

            เมื่อได้ของที่ตรงตามเงื่อนไขในขั้นแรกมาแล้วถึงจะเริ่มฝึกวิชาในขั้นต่อไปได้ ซึ่งเขาไม่รู้เลยว่าของชิ้นต่อไปคืออะไรและมีอันตรายใดซ่อนอยู่!

            แต่แน่นอนยิ่งความเสี่ยงมากเท่าไร ผลตอบแทนก็ยิ่งมากเท่านั้น และเมื่อชั่งน้ำหนักดูแล้วผลตอบแทนจากคัมภีร์เล่มนี้มันคุ้มค่ากว่าความเสี่ยงที่เสียไปเสียอีก!

    คล้ายกับเรื่องยุทธเวทผลาญปีศาจ ที่คุณอ่าน