เปิดร้านวันแรก ถึงจะไม่ได้ขายดีมากนัก แต่ก็ถือว่าราบรื่น
ไม่ถึงตอนเย็นจู้เจียงเจียงก็เก็บร้านแล้ว หนิวต้งเห็นนางลากรถเหนื่อย จึงให้นางเอาโต๊ะ เก้าอี้และสิ่งของต่าง ๆ วางไว้ในร้านของเขาได้ ช่วยลดภาระให้นางไม่น้อย
ระหว่างทางกลับหมู่บ้าน ยังมีคนหนึ่งเดินร่วมทางมากับนางด้วย
“คุณชายเหลียง บ้านเ้าก็อาศัยอยู่ทางทิศนี้หรือ?” จู้เจียงเจียงเอ่ยถามคนด้านข้างด้วยความสงสัย
ผ่านมาสองหมู่บ้านแล้ว เหลียงเหวินโจวผู้มีความรู้ที่ดื่มชาในร้านชาของนางวันนี้ก็ยังคงร่วมเดินทางไปกับนางด้วย ทำให้นางแอบี้เีเอารถเข็นโยนเข้าไปในช่องว่างมิติเพื่อพากลับบ้านไม่ได้
แรงกายของเหลียงเหวินโจวเห็นชัดว่าด้อยกว่านางมากนัก เดิน ๆ อยู่ยังต้องเกาะรถเข็นของนางถึงเดินต่อได้
“แม่นางน้อย การเดินทางในครั้งนี้ข้าน้อยจะไปหมู่บ้านเสี่ยวฮวง เ้าเล่า?” คนมีความรู้ตอบเสียงหอบ พูดจบยังต้องหายใจเข้าเฮือกใหญ่
“เ้าจะไปหมู่บ้านเสี่ยวฮวงหรือ?” จู้เจียงเจียงหยุดลง หันหน้ามองเขาด้วยความประหลาดใจ “เ้าเป็อะไรกับหมู่บ้านเสี่ยวฮวง?”
เหลียงเหวินโจวใเล็กน้อยกับน้ำเสียงที่ถามคำถามนี้ของนาง “บ้านข้าอยู่ที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง แค่หลายปีมานี้ข้าออกท่องเที่ยวหาความรู้อยู่ข้างนอกมาโดยตลอด ไม่ได้กลับบ้านมานานแล้วเท่านั้นเอง”
“ท่องเที่ยวหาความรู้?”
ด้วยสภาพของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงที่เป็เช่นนี้ คิดไม่ถึงเลยว่าจะยังสามารถส่งบัณฑิตคนหนึ่งไปท่องเที่ยวหาความรู้ด้านนอกได้?
จู้เจียงเจียงนึกย้อนถึงสถานการณ์ในหมู่บ้าน มีบ้านตระกูลเหลียงอยู่จริง ๆ อีกทั้งในความทรงจำของเ้าของร่างเดิม เหมือนว่าจะมีคนคนนี้อยู่ เพียงแต่ไม่ค่อยได้ไปมาหาสู่กันเท่านั้นเอง
“ไปเถอะ ข้าก็กลับหมู่บ้านเสี่ยวฮวง” จู้เจียงเจียงแนะนำสถานะตัวเองให้เขารู้อย่างใจกว้าง
เมื่อได้รู้ว่านางคือลูกสะใภ้ที่แต่งเข้าตระกูลเผย เหลียงเหวินโจวก็ชวนคุยและเล่าเื่เกี่ยวกับหมู่บ้านเสี่ยวฮวงในอดีตมากมายให้นางฟัง
รวมไปถึงสามีของนางที่ไม่รู้เป็ตายร้ายดีคนนั้น...เผยจ้าว
จากคำพูดของเขา จู้เจียงเจียงก็ได้รู้ว่า เหลียงเหวินโจวกับเผยจ้าวมีอายุไล่เลี่ยและเป็เพื่อนเล่นกันตอนเด็ก
และก็ได้รู้จากปากของเขาอีกว่า ที่แท้เหลียงเหวินโจวไปท่องเที่ยวหาความรู้ข้างนอกเป็เพราะถูกบีบบังคับ
เมื่อห้าปีก่อน ในตอนที่ทางการมาจับตัวเหล่าชายกำยำในหมู่บ้านไปครั้งนั้น วันนั้นบังเอิญไปเยี่ยมญาติพอดี หลังกลับบ้านมา ตระกูลเหลียงกลัวว่ายังจะมีคนมาจับตัวไปอีก จึงตัดสินใจทุบหม้อข้าวให้เขาออกไปท่องเที่ยวหาความรู้ข้างนอก
“พูดอย่างนี้ ห้าปีมานี้ เ้ากลับบ้านเป็ครั้งแรกหรือ?” ฟังเื่ของเขาจบ จู้เจียงเจียงถามไปอย่างไม่ทันคิด
“ถูกต้อง”
เหลียงเหวินโจวแสดงใบหน้าละอายใจออกมา พูดจาดูถูกตัวเอง “แต่ข้าทำให้ท่านพ่อท่านแม่ที่บ้านผิดหวัง หลายปีมานี้ แม้แต่ซิ่วไฉก็สอบไม่ผ่าน ไร้ประโยชน์จริง ๆ”
ทั้งสองคุยไปพลางเดินไปพลาง ในที่สุดก็กลับถึงหมู่บ้านเสี่ยวฮวงก่อนพระอาทิตย์จะตกลาลับูเา
ตระกูลเผยอยู่บ้านหลักแรกตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน หลังจู้เจียงเจียงเข้าประตูไปแล้ว ก็ไม่ได้สนใจเื่ของเหลียงเหวินโจวมากนัก
เพียงแต่ฟังเสียงข้างนอก คนในหมู่บ้านเหมือนจะตื่นเต้นกันมาก ไม่มีใครมาถามว่าวันนี้นางเปิดร้านเป็อย่างไร ทั้งหมดล้วนพากันไปที่บ้านตระกูลเหลียง
“พี่สะใภ้ พี่ชายจะกลับมาบ้านไหม?”
เผยเสี่ยวอวี๋หลังกลับมาจากข้างนอก ก็ถามคำถามนี้กับจู้เจียงเจียงอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยตอนกำลังกินข้าวเย็น
เมื่อเห็นความเหงาบนใบหน้าของสาวน้อย นางก็รู้ได้ทันทีว่าเด็กน้อยนี่คงได้ยินคนข้างนอกพูดอะไรมา ทำให้คิดถึงพี่ชายเสียแล้ว
จู้เจียงเจียงวางถ้วยในมือลง ลูบศีรษะของเด็กน้อยเบา ๆ “เสี่ยวอวี๋ไม่ต้องกังวล พี่ชายเ้าต้องกลับมาแน่ พี่สะใภ้รับประกันกับเ้า”
นางจะเอาอะไรไปรับประกัน?
เพียงแค่ปลอบใจเด็กน้อยเท่านั้น รอนางโตกว่านี้อีกสักหน่อย หลังยอมรับความจริงได้แล้วก็ค่อยว่ากัน
“เสี่ยวอวี๋ เ้าดูสิ นี่คือเงินที่พี่สะใภ้หามาได้ในวันนี้ เ้าช่วยข้านับหน่อย มีกี่เหรียญทองแดง” จู้เจียงเจียงหยิบเงินในถุงออกมาดึงความสนใจของเด็กน้อย
วันแรกที่เปิดร้านก็หาเงินได้สี่สิบกว่าเหวิน ถ้าทุกวันหาเงินเข้าบัญชีได้มากแบบนี้ อีกไม่นานพวกนางก็คงมีชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว
แต่ความเป็จริงกลับไม่เป็ดั่งใจคนหวัง
เริ่มั้แ่วันที่สอง การค้าขายของจู้เจียงเจียงก็น้อยลงเกือบครึ่ง
ไม่ใช่ว่าสินค้าของนางมีปัญหา ไส้กรอกเืขายดีมาก ไม่ถึงยามบ่ายก็ขายหมดเกลี้ยงแล้ว แต่กลับเป็ใบชาที่ขายไม่ออก
คนที่มาดื่มชาก็ล้วนเป็คนที่มาซื้อไส้กรอกเืแล้วแถมชาจึงดื่มกัน หากให้ดื่มเฉพาะชากลับไม่มีคนซื้อ
หลายวันแล้วที่เงินเข้าบัญชีไม่ถึงสามสิบเหวิน จู้เจียงเจียงเริ่มร้อนใจเล็กน้อย
วันนี้หลังจากขายไส้กรอกเืหมด จู้เจียงเจียงจึงดับไฟในร้าน นำใบชาที่ห่ออยู่ในไหไม้ไผ่ไปหาโอกาสขายในเมือง
เคาะประตูหลายบ้านที่ดูเป็ตระกูลใหญ่ ทว่าหลังจากได้ยินว่านางมาขายใบไม้ คนรับใช้ก็กันนางไว้นอกประตู
“ข้าไม่เชื่อ วัฒนธรรมชาที่นิยมกันมาเป็ร้อยเป็พันปี จะทำที่นี่ไม่ได้?”
หลังถูกกันไว้นอกประตูอีกครั้ง จู้เจียงเจียงพลันโมโหเตะกำแพงข้างตัวไปหนึ่งที จากนั้นเดินไปด่าไป
ตอนเดินทางกลับหมู่บ้าน นางก็เอาแต่คิดวิธีแก้ปัญหาอยู่ตลอด
ตอนนี้ต้นชาบนูเาจัดการเสร็จแล้ว พืชผลในแปลงนาของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงก็เติบโตอย่างดี ถ้าหากทำได้ นางก็อยากเชิญแขกในเมืองที่ไม่เข้าใจเกี่ยวกับต้นชาเ่าั้มาดูที่มาของชาป่าเหล่านี้
นางสามารถทำการแสดงเพลงพื้นบ้าน《พี่น้องขึ้นเขาเก็บชา》อันเลื่องชื่อบนูเาเพื่อประชาสัมพันธ์ใบชาได้!
ครั้นความคิดนี้ผุดขึ้นมา จู้เจียงเจียงก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งทันที
ดีล่ะ เช่นนั้นก็เอาตามนี้!
“เสี่ยวอวี๋ พี่สะใภ้กลับมาแล้ว...” จู้เจียงเจียงมาถึงลานบ้าน เห็นประตูในบ้านเปิดอยู่ ก็เรียกเผยเสี่ยวอวี๋ออกมา
คิดไม่ถึง ในบ้านกลับไม่ได้มีแค่เผยเสี่ยวอวี๋ ยังมีคนตระกูลจู้ผู้แสนดีที่นางเกือบลืมไปแล้ว
เห็นคนตระกูลจู้ สีหน้าของจู้เจียงเจียงก็เคร่งขรึมขึ้นทันที “พวกท่านมาทำไม!”
ครั้นมองเผยเสี่ยวอวี๋ที่หลบอยู่ข้างประตูอย่างระวัง ท่าทางน้อยอกน้อยใจนี้ นางก็รู้ได้ทันทีว่าตอนที่นางไม่อยู่ คนตระกูลจู้ต้องพูดจาไม่น่าฟังอะไรกับเผยเสี่ยวอวี๋เป็แน่
“เสี่ยวอวี๋มานี่”
จู้เจียงเจียงกวักมือเรียกเผยเสี่ยวอวี๋ “เ้าไปเล่นกับชุ่ยฮวาก่อน พระอาทิตย์ตกดินค่อยกลับมาเข้าใจไหม?”
เผยเสี่ยวอวี๋ได้ยินดังนั้นก็เหลือบมองจู้เจียงเจียงอย่างเป็กังวลแวบหนึ่ง อยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ชะงักไป สุดท้ายก็วิ่งออกไป
หลังจากเผยเสี่ยวอวี๋ไปแล้ว จู้เจียงเจียงจึงเปลี่ยนสีหน้าทันที จ้องหวังซื่อและโจวซื่ออาสะใภ้รองคนนั้นของนาง “พวกท่านหาข้ามีเื่อะไรบอกมาตามตรง รีบพูดรีบไสหัวไป ไม่งั้นเดี๋ยวฟ้าจะมืดเอา”
ได้ยินจู้เจียงเจียงพูดแบบนี้กับพวกนาง หวังซื่อก็ยกนิ้วขึ้นชี้หน้า เอ่ยปากด่า “เ้าคนไร้น้ำใจ ทำไมพูดจาแบบนี้กับผู้าุโ พวกเราเป็ย่ากับอาสะใภ้ของเ้านะ!”
จู้เจียงเจียงยักไหล่อย่างไม่สนใจ “ไม่ใช่พวกท่านบอกว่า หากข้าแต่งงานก็ไม่ใช่คนของตระกูลจู้อีกแล้วหรอกหรือ?”
“เ้า!”
หวังซื่อถูกประโยคนั้นตอกกลับจนพูดไม่ออก เป็โจวซื่อข้างกายที่ดึงนางไว้
ทั้งสองพูดกระซิบกระซาบบางอย่างต่อหน้านาง และเมื่อหันมาพูดกับนางอีกครั้ง ท่าทีของหวังซื่อก็เปลี่ยนเป็ดีขึ้นทันที
“คือว่า แม่สาวน้อย ได้ยินว่าเ้าค้าขายอยู่ในเมืองใช่หรือไม่? เป็อย่างไร ค้าขายดีไหม วันนี้ขายได้กี่เหรียญล่ะ?”
ได้ยินคำนี้ของหวังซื่อ จู้เจียงเจียงก็เข้าใจแล้ว ที่แท้พวกนางมาเพราะการค้าขายของนางนี่เอง!
อย่างที่คิด ตระกูลจู้นี้โลภมากถมไม่เต็ม ได้ยินความเคลื่อนไหวเล็กน้อยก็รีบวิ่งแจ้นมา อยากจะเอาเปรียบ
แต่นางไม่ใช่เ้าของร่างเดิมที่จะยอมให้รังแกได้ง่าย ๆ อยากเอาเปรียบนางหรือ ก็ต้องดูว่าพวกเขามีความสามารถนั้นหรือไม่
“ถ้าหากพวกท่าน้าเงินของข้าละก็ ข้าขอเตือนว่าพวกท่านอย่าเอ่ยปากจะดีกว่า เพราะข้าไม่ให้ อีกทั้งยังจะทำร้ายคนอีกด้วย”