อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

    บทที่ 42 หอตำรา

            โม่เจี้ยนและฉวนสี่มาถึงหน้าเรือนของมู่เชียนในราวหนึ่งชั่วยามต่อมา ใบหน้าสุภาพอ่อนโยนของ

            ฉวนสี่ยามนี้ดูเกร็งๆไม่เป็นธรรมชาติ ทว่าเด็กสาวเจ้าของเรือนกลับไม่ทันสังเกต หลังจากเข้าสำนักมานาน วันที่นางจะได้เริ่มศึกษาอย่างจริงจังก็มาถึงสักที 

            “อรุณสวัสดิ์ศิษย์พี่ฉวน ศิษย์พี่โม่ ….”

            “อรุณสวัสดิ์ศิษย์น้องมู่/ อรุณสวัสดิ์ … ” 

            ฉวนสี่ยิ้มอย่างอบอุ่น ส่วนโม่เจี้ยนก็ส่งยิ้มร่าเริงดุจพระอาทิตย์เที่ยงวันมาให้ วันนี้ดูแล้วคงเป็นเช้าที่สดใส คนรอบข้างนางล้วนแต่อารมณ์ดี

            “อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะ” เสี่ยวจือจือทักทายด้วยท่าทางร่าเริงไร้เดียงสา

            “….อืมม….” รอยยิ้มของฉวนสี่เกิดการกระตุกเล็กน้อย ใบหน้าขาวใสแดงวูบอย่างไม่เป็นธรรมชาติ ทว่าแน่นอน มีเพียงสัตว์อสูรน้อยต้นเรื่องเท่านั้นที่สังเกตเห็น ดวงตาทั้งคู่ของนางเปล่งประกายสนุกสนานจนวาววับ

            “อรุณสวัสดิ์จือจือ พวกเราขอตัวคุณหนูของเจ้าล่ะนะ” โม่เจี้ยนเอ่ยขึ้นพลางมองที่มู่เชียน 

            วันนี้ศิษย์น้องมู่ของเขายังดูธรรมดาจนน่ารักเช่นเคย

            “คุณหนู ท่านเสี่ยวจิ้ง ขอให้วันนี้เป็นวันที่ดีของพวกท่านนะเจ้าคะ” 

             เสี่ยวจือจือโบกมือลานายสาวพร้อมกับรอยยิ้มสดใส มู่เชียนมองนางแล้วก็อดคิดถึงครั้งก่อนที่นางทิ้งเด็กคนนี้ไว้ลำพังไม่ได้

            “อืมม เจ้ารักษาตัวดีๆเล่า ผู้ใดหาเรื่องเจ้าก็อย่าลืมขวดยาที่ข้าให้ จัดการไปได้เลย”. 

            นายสาวเอ่ยกำชับพร้อมลูบหัวสาวใช้ที่นางรักดุจน้องสาวแท้ๆด้วยความเป็นห่วง

            “เจ้าวางใจเถอะ ที่แห่งนี้ผู้ใดจะกล้าหาเรื่องนาง  นางต่างหากที่ผู้อื่นต้องระวัง” 

             เสี่ยวจิ้งที่อยู่บนไหล่ของมู่เชียนเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีเบื่อๆ โม่เจี้ยนที่เพิ่งสังเกตุเห็นเสี่ยวจิ้งจึงเอ่ยทักขึ้น

            “อ๊ะ เสี่ยวเชียน เจ้านำสัตว์อสูรไปด้วยหรือ เจ้านี่ตัวอะไรกัน ดูคล้าย…” 

            มู่เชียนคาดเดาได้ว่าศิษย์พี่ของนางผู้นี้จะเอ่ยคำใดออกมา จากวาจาของเขาที่ผ่านมา แปดส่วนล้วนไม่ใช่เรื่องดี นางเอ่ยแทรกขึ้นทันที 

            “มังกรเจ้าค่ะ มังกรธาตุไฟ สายพันธุ์ของเขาพิเศษอย่างยิ่ง” 

            มู่เชียนเอ่ยรวดเดียวจบด้วยเสียงดังราวกับจะเป็นการตะโกน ทว่าดวงตาของโม่เจี้ยนก็ยังคงมองมายังเสี่ยวจิ้งด้วยแววตาไม่เชื่อถือ

            “เป็นมังกรจริงหรือ ? แต่ข้าว่า…” 

            ไม่อาจรอให้เขาเอ่ยจนจบ มู่เชียนลากแขนเสื้อของโม่เจี้ยนดึงให้เขาหันไปหาฉวนสี่แล้วเอ่ยชวนคุยเรื่องอื่นทันที

            “ศิษย์พี่ ข้าว่านี่สายมากแล้วนะเจ้าคะ วันนี้ศิษย์พี่ฉวนจะพาพวกเราไปที่ใดหรือเจ้าคะ”

            “ยังพอมีเวลา….. ข้าจะพาพวกเจ้าไปชมหอตำราก่อน สำหรับศิษย์สายนอกที่เพิ่งเข้าสายใน สามารถเลือกตำราจากสำนักได้หนึ่งเล่มเพื่อศึกษาตามแต่ใจชอบ เมื่อเลือกเรียบร้อยแล้วค่อยไปเข้าเรียนกัน”

            “ยอดไปเลยเจ้าค่ะ ศิษย์พี่โม่ ท่านกับข้าแข่งกันว่าผู้ใดจะเลือกตำราได้ร้ายกาจกว่ากันดีหรือไม่เจ้าคะ”

            “ฮ่าฮ่า กลัวเจ้าหรือ ข้าเองอยู่กับกองตำรามาแต่เล็กแล้ว…​ มาๆ ข้าจะแสดงให้เจ้าดู ว่าอะไรเรียกประสบการณ์สำคัญกว่าพรสวรรค์ !!” 

            กล่าวจบชายหนุ่มก็หันหลังก้าวนำออกไปเป็นคนแรก ที่จริงโม่เจี้ยนถูกเบี่ยงเบนความสนใจไปทั้งหมดนับแต่มือน้อยยึดแขนเสื้อของเขาเอาไว้แล้ว เมื่อครู่หัวใจเขาคล้ายเต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่งจนเขาต้องรีบเผ่นหนีออกมาตั้งหลักเช่นนี้

            ‘รอดไป’ 

             มู่เชียนลอบปาดเหงื่อ ในขณะที่เสี่ยวจิ้งบนไหล่นางมองตามร่างของโม่เจี้ยนไปอย่างไม่ถูกชะตา… ถึงเขาไม่รู้ว่าเจ้านั่นจะพูดอะไร.. ทว่าคงไม่ใช่คำชื่นชมเป็นแน่ …. ฮึ่มม.. !!

            หอตำราของหมู่ตึกพฤกษานั้นอยู่ทางด้านตะวันตกของสำนักใน ห่างจากจุดศูนย์กลางไม่มากนัก ลักษณะเป็นเรือนชั้นเดียวขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กหลังหนึ่ง

            “ที่นี่หรือเจ้าคะ ?” 

            มู่เชียนรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง เป็นถึงสำนักอันดับต้นๆของแคว้นหนาน เหตุใดมีตำราในครอบครองน้อยนัก

            “นี่คือหอตำราหรือ ? พี่ชายนี่มันเล็กพอๆกับเรือนพักของข้าเลยนะ” 

            โม่เจี้ยนเองก็อดขอคำยืนยันไม่ได้ เขาไม่คิดเลยสักนิดว่าสำนักจะยากไร้เพียงนี้   ฉวนสี่เห็นสีหน้าพวกเขาก็เผยยิ้มกว้างแล้วเอ่ยว่า

            “พวกเจ้าอย่าตัดสินสิ่งใดจากภายนอกสิ เข้าไปก่อนเถิด” 

            “เจ้าค่ะ…”

             มู่เชียนก้าวตามศิษย์พี่ไปอย่างว่าง่าย ส่วนโม่เจี้ยนนั้นถอนหายใจ สองมือประสานกันที่ท้ายทอยแล้วเดินตามเข้าไปเป็นคนสุดท้ายด้วยท่าทีเกียจคร้านอย่างยิ่ง

            “วูบ…”

             ทันทีที่พ้นประตูเข้ามา ร่างของพวกเขาก็พลันวูบโหวง คล้ายหล่นลงมาจากที่สูง จากนั้นภาพเบื้องหน้าก็เปลี่ยนไป นี่มันไม่เหมือนที่พวกเขาคาดไว้เลยแม้แต่น้อย

            พวกเขากำลังยืนอยู่ในห้องโถงขนาดใหญ่รอบด้านล้วนทำจากไม้ โถงเพียงชั้นเดียวนี้สามารถจุคนได้นับพัน !! 

            บนพื้นของห้องโถงนี้ มีไม้ดอก ไม้ใบมากมาย งอกเงยขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติ มีทั้งไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ และไม้ดอกเล็กๆ อันสวยงาม โต๊ะหนังสือ และตั่งยาวกว่าร้อยตัว ตั้งห่างๆ กระจัดกระจายกันอยู่ท่ามกลางหมู่แมกไม้อย่างสวยงาม 

            เหนือศีรษะขึ้นไป เป็นที่โล่งโปร่ง แสงสีขาวสว่างจ้าราวกับแสงแดดส่องลงมา ทว่ากลับไร้ซึ่งไอร้อน 

            ลมเย็นๆโชยพัดผ่านแมกไม้ดูร่มรื่น เหล่าศิษย์ในห้องโถงแห่งนี้ บ้างก็กำลังนั่งอ่านตำราบนโต๊ะ บ้างก็นอนเอนอยู่บนตั่งยาว ห้องโถงแห่งนี้เหมาะแก่การหลบมาพักผ่อน และอ่านตำราเป็นอย่างยิ่ง 

            กึ่งกลางห้องโถงนั้น มีบันไดวนขนาดใหญ่ตั้งอยู่ สุดปลายของบันใดนั้นคือประตูสีเขียวทองที่ลอยอยู่กลางอากาศอย่างโดดเดี่ยว

            “นี่คืออาวุธเวทย์อย่างหนึ่งของสายธาตุไม้ เรียกว่าห้องโถงพฤกษา เป็นสมบัติที่สำคัญอีกชิ้นของหมู่ตึกพฤกษาเลยทีเดียว….. ประตูนั่นเรียกว่าประตูค้นตำรา มันจะนำเจ้าไปพบกับห้องเก็บตำราที่เจ้าต้องการ” 

            “เช่นนี้ก็ไม่ต้องมีผู้เฝ้าหอคัมภีร์สินะ” 

            มู่เชียนเอ่ยอย่างยินดี เดิมทีคิดว่าจะมีผู้อาวุโสคอยแนะนำตำราให้ แม้ไม่อยากได้แต่ก็คงต้องรับไว้เพราะเกรงใจ ใจจริงนางต้องการให้เสี่ยวจิ้งเลือกคัมภีร์ให้มากกว่า นางเชื่อมั่นในความรู้อันกว้างขวางของเขาเป็นอย่างยิ่ง 

            “ ใช่แล้ว หอตำราแห่งนี้มีคัมภีร์กว่าหนึ่งล้านเล่ม และอาวุธเวทย์นี้คือผู้ที่รู้จักทุกซอกมุมของหอสมุดแห่งนี้ดีที่สุด” 

            ฉวนสี่ส่งป้ายสีทองแดงสองชิ้นให้กับศิษย์น้องทั้งสอง

            “นี่คือป้ายศิษย์ของพวกเจ้า ประทับมันเข้ากับประตูค้นตำรา แล้วก็เอ่ยถึงตำราที่เจ้าต้องการได้เลย อย่าลืมว่าเลือกได้เล่มเดียวเท่านั้น”. 

            “ศิษย์พี่โม่ ท่านจะไปก่อนหรือให้ข้าไปก่อน” มู่เชียนเอ่ยถาม 

            “เจ้าไปก่อนได้เลย หากให้ข้าเลือกก่อน ตำราดีๆก็คงไม่เหลือถึงเจ้าแล้ว…” โม่เจี้ยนขยิบตาข้างหนึ่งอย่างทะเล้นให้กับศิษย์น้อง 

            “เจ้าค่ะ..!” 

             เด็กสาวกระแทกเสียง แล้วยิ้มหัวเราะกับท่าทางของเขา แม้จะปากไม่ดี ทว่าเขาหวังดีกับนางอย่างแน่นอน คิดแล้วก็รู้สึกอบอุ่นใจมาก มู่เชียนหันหลังเดินขึ้นบันไดวนนั้นไปช้าๆ

            หน้าประตูสีเขียวสว่าง มีช่องว่างที่พอดีกับป้ายประจำตัวที่นางได้รับมา เด็กสาววางป้ายทองแดงลงบนช่องนั้นแล้วเฝ้ารอ ไม่นานบานประตูก็เปิดออก ร่างของมู่เชียนเลือนหายไปทันที

            ฉวนสี่มองตามร่างบางที่หายลับไปในประตูด้านบนแล้วเอ่ยขึ้น

            “ไม่รู้ว่าเสี่ยวเชียนคิดเลือกตำราวิถีใด ?”

            “วิถีใดก็ช่างเถิด หวังว่าเสี่ยวเชียนจะเหลือวิถีสัตว์อสูรเอาไว้ให้ข้าบ้างก็แล้วกัน…” เมื่อศิษย์น้องหญิงไม่อยู่ตรงนี้ โม่เจี้ยนก็แสดงกิริยาทดท้อออกมาอย่างไม่ปิดบัง

            “เมื่อครู่เจ้ามิใช่มั่นใจมากหรอกหรือ ?” ฉวนสี่ยิ้มแล้วส่ายหัวเบาๆ กับท่าทีที่เข็ดขยาดของเขา

            “โถ่ ศิษย์พี่โม่ ข้าก็เพียงแสดงไปเพื่อไม่ให้ขายหน้านางเท่านั้น….. อยู่ข้างตัวประหลาดอย่างนาง เหลือพื้นที่เล็กๆให้ข้ายืนข้าก็ขอบคุณยิ่งแล้ว !”

            ด้านหลังประตูสีเขียว มู่เชียนรู้สึกงุนงงอย่างยิ่ง ไหนว่าต้องให้นางเอ่ยเลือกวิถีก่อน ประตูจึงเปิดไม่ใช่หรือ ? แต่เมื่อครู่นางยังไม่ทันเอ่ยคำใดเลยนะ เหตุใดประตูนี้จึงพานางมาเองเล่า !

            ยามนี้นางยืนอยู่ตรงหน้าหนังสือจำนวนหนึ่ง พวกมันวางระเกะระกะอยู่ในชั้นหนังสือที่สูงเพียงห้า-หกชั้น กวาดตามองแล้วดูโล่งๆอยู่บ้าง ไม่รู้ว่าห้องนี้เป็นตำราประเภทใด

            “เสี่ยวจิ้ง เมื่อครู่ข้าเลือกวิถีแล้วหรือ ?” 

            นางเอ่ยถามอย่างงงๆ เทพอสูรตัวน้อยลอยขึ้นจากไหล่ของนาง แล้วเริ่มสำรวจรอบด้าน ห้องๆนี้มีเพียงชั้นหนังสือเก่าๆมองดูโหรงเหรงไม่กี่เล่ม ดูแล้วไม่สมกับที่เป็นถึงส่วนหนึ่งของอาวุธเวทย์ชั้นสูงเช่นโถงพฤกษาเลยแม้แต่น้อย ทว่า….

            “ข้าเดาว่านี่คงเป็นการเลือกจากโถงพฤกษา อย่างที่ภูติพฤกษาฟู่จีเคยบอก สำนักแห่งนี้จะให้ทรัพยากรที่ดีที่สุดกับเจ้า เจ้าลองดูนี่ก่อน”

            เสี่ยวจิ้ง เรียกตำราเล่มหนึ่งให้ลอยมาส่งๆ

            เคล็ดวิชายุทธ์ วารีผันแปร สายธาตุน้ำ ระดับดิน ! เปลี่ยนการโจมตีของคู่ต่อสู้ให้อ่อนลง และลอกเลียนแบบการต่อสู้ของคู่ต่อสู้ได้

            คัมภีร์อีกสองเล่มถูกเสี่ยวจิ้งดึงออกมาอีก ล้วนเป็นคัมภีร์ระดับดินทั้งสิ้น

            เคล็ดวิชายุทธ์ เกราะอัสนี วิชาสายธาตุลม ระดับดิน

            เคล็ดวิชายุทธ์ ดาราพิฆาต วิชาดัชนีธาตุมืด ระดับดิน

            เคล็ดวิชายุทธ์ระดับดินนั้น แม้เสี่ยวจิ้งมิได้ขาดแคลน ทว่าสำหรับทวีปกลางแห่งนี้แล้วนับว่าหาได้ยากยิ่ง

            เทพอสูรผู้ยิ่งใหญ่ถอนหายใจในความอัตคัตของทวีปนี้แล้วเอ่ยกับมู่เชียนอย่างปลงๆว่า 

            “ดูแล้วในห้องนี้ ล้วนเป็นวิชาระดับดิน นี่คงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่พวกเขาจะมอบให้เจ้าได้แล้ว”

            “อ้อ….” มู่เชียนมิได้รู้สึกตื่นเต้นนัก ด้วยยามนี้นางเองก็ครอบครองวิชาระดับดินแล้วถึงสองวิชา 

            เด็กสาวพิจารณาตำราในชั้นหนังสือตรงหน้าไปเรื่อยๆ พลางคิดว่าอย่างไรก็เป็นความหวังดีของโถงแห่งนี้ เลือกมาสักหนึ่งเล่มก็แล้วกัน อาจโชคดีพบตำราที่เหมาะกับตนก็ได้

            นิ้วเรียวเล็ก ตวัดผ่านสันหนังสือมากมาย ทว่ามิได้สะดุดใจเล่มใดๆเลย เด็กสาวมองไล่ไปเรื่อยๆ 

            หางตาพลันเหลือบไปเห็นกระบอกไม้ไผ่ขนาดเล็กอันหนึ่งซุกอยู่ในซอกข้างชั้นหนังสือ ตรงกับระดับสายตาของนางพอดี ไม่รู้ว่าเพราะความแปลกแยกหรืออย่างไร นางจึงสะดุดใจกับกระบอกไม้ชิ้นนี้นัก

            กระบอกไม้นี้ดูเก่าแก่และผุพัง ทว่าเมื่อมู่เชียนคว้ามาอยู่ในมือแล้ว นางกลับรู้สึกคุ้นเคยราวกับนี่เป็นส่วนหนึ่งของนาง เด็กสาวเปิดสลักของมันออก ทันใดนั้นลำแสงหนึ่งพลันพุ่งวูบออกมาจากกระบอกไม้ไผ่ตรงเข้าไปยังศีรษะของนางทันที

            เสี่ยวจิ้งตกใจอย่างมาก ตำรานี้ไม่ใช่เคล็ดวิชาระดับดิน… !! เขารีบพุ่งตามแสงนั้นเข้าไปในร่างของเด็กสาวเพื่อดูสถานการณ์และให้ความช่วยเหลือทันที

            ภายในศีรษะของมู่เชียน เคล็ดวิชายุทธ์ชุดหนึ่งกำลังวิ่งวนเพื่อเรียบเรียงตนเองอยู่ ตำราเล่มนี้ซับซ้อนกว่าเคล็ดวิชาระดับดินที่นางเคยได้รับจากเสี่ยวจิ้งมากมายนัก

            เสี่ยวจิ้งเพ่งมองตัวหนังสือเหล่านี้ครู่หนึ่ง จากนั้นก็มีท่าทีตกใจอย่างมาก 

            “นี่มัน… เคล็ดวิชายุทธ์แสงศักดิ์สิทธิ์…!”

    คล้ายกับเรื่องอี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน