ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 42 ความโกรธของบรรพชน

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 42 ความโกรธของบรรพชน



            ร่างของชายชุดขาวพุ่งทะยานออกนอกเมืองด้วยความเร็วสูงจนเห็นเป็นเงาสีขาวจางๆ ชาวบ้านธรรมดาแทบจะไม่สามารถสังเกตเห็นการเคลื่อนที่ดังกล่าวได้เลย ส่วนอเวกระดับต่ำก็ไม่แน่ใจว่าอะไรกันแน่ที่ผ่านหัวตนเองไปเมื่อครู่


            เวลาผ่านไปอึดใจใหญ่ๆ ก่อนที่ร่างชายหนุ่มในชุดขาวจะทะยานมาถึงบริเวณชายป่าตามที่เคนได้บอกเอาไว้


            'มีร่องรอยการต่อสู้อยู่ที่นี่' จินมองร่องรอยที่เหลืออยู่ มีทั้งความยุ่งเหยิง เศษเสื้อผ้า และรอยเลือดที่กระจายอยู่เป็นหย่อมๆ


            หลังจากสำรวจที่เกิดเหตุ ชายหนุ่มชุดขาวก็ตามร่องรอยจากกลุ่มคนที่ทิ้งไว้ไป กลุ่มคนนับสิบคน เป็นการยากสักหน่อยที่จะจากไปโดยไม่ทิ้งร่องรอยอะไรเอาไว้เลย นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้จินติดตามไปโดยง่าย


            เดินต่อมาไม่นาน จินก็ได้ยินเสียงผู้คนแว่วมาจากทิศทางหนึ่ง มองไปก็เห็นกลุ่มคนอยู่ลิบๆ กะจากสายตาคร่าวๆ ก็น่าจะเกือบยี่สิบคน


            “ข้าไม่ได้ล้อเล่น เด็กบ้านั้นมันหายตัวไปจริงๆ! ถ้าเจ้าไม่เชื่อเจ้าก็ถามทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์เลยก็ได้” ชายชุดดำที่อยู่ด้านหน้าฝูงชนกล่าวบอกออกมา


            ด้วยประสาทสัมผัสของอเวกระดับเจ็ด การได้ยินเสียงจากระยะที่ไกลเท่านี้ไม่ได้นับว่าเกินความสามารถอะไร อีกฝ่ายยังไม่ทันเห็นตัวของจิน แต่จินกลับได้ยินเสียงอีกฝ่ายเข้าให้แล้ว


            “เช่นนั้นเจ้าจะบอกว่ามันเป็นความสามารถพิเศษหรืออุปกรณ์วิเศษอย่างนั้นหรือ? ตระกูลเล็กๆ เช่นนั้นเนี่ยนะ? ไม่ใช่ว่าเจ้ายกข้ออ้างขึ้นมาเพราะว่าทำงานพลาดหรอกใช่ไหม?” ชายในชุดคลุมสีเหลืองกอดอกรับฟังคำพูดของชายชุดดำ พร้อมกับกลุ่มคนที่แต่งกายหรูหราด้านหลังอีกสี่คน


            พวกมันทุกคนล้วนเป็นกลุ่มคนที่ทางตระกูลบัตส์ส่งมาทำภารกิจลาดตระเวนพื้นที่รกร้างรอบเมือง ทั้งหมด เป็นลูกหลานตระกูลบัตส์


            “ไม่ใช่เช่นนั้น เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่ใช่คนชอบพูดเรื่องล้อเล่นหรือพูดโกหกอะไร มันหายตัวไปกลางอากาศจริงๆ” ชายชุดดำยังคงยืนยันคำเดิม ส่วนชายชุดดำคนอื่นๆ ล้วนพยักหน้าเห็นด้วย เพราะพวกมันก็เห็นเหมือนกันหมด


            นี่แสดงให้เห็นว่าคนสองกลุ่มนั้นรู้จักกันดี ทั้งยังล่วงรู้เกี่ยวกับแผนการในครั้งนี้ด้วย


            ขณะนั้นจินก็เดินเข้าไปใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเข้าไปใกล้ก็ยิ่งเห็นใบหน้าของพวกมันชัดเจนยิ่งขึ้น กลุ่มคนที่กำลังโต้เถียงกับชายชุดดำ พวกมันล้วนเป็นคนของตระกูลบัตส์ทั้งหมด


            ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา จินได้รับรู้ข้อมูลมากมายเกี่ยวกับเมืองที่ตนอาศัยอยู่ จากคำบอกเล่าของมาคัส และบางครั้งก็เห็นด้วยตาของตัวเอง เขาไม่ใช่วิญญาณบรรพบุรุษที่เพิ่งฟื้นตื่นเหมือนเก่าก่อนอีกแล้ว ยามนี้เขาเริ่มเข้าใจสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในสามร้อยกว่าปีมากขึ้น


            “ เฮอะ! ใช้คนตั้งมากมายกลับคว้าน้ำเหลว เอาเถอะ จะอย่างไรก็ช่าง แต่ก็ถือว่าพวกเจ้าทำภารกิจไม่สำเร็จ”ชายชุดคลุมเหลืองกระแทกเสียงใส่ชายตรงหน้าด้วยความไม่ค่อยพอใจนัก ก่อนจะพูดต่อไป


            “รู้หรือไม่ทางตระกูลลงทุนลงแรงไปมากแค่ไหนกับปฏิบัติการในครั้งนี้ ต่อให้เจ้าเป็นลูกของท่านกราเซียสก็ตาม อย่างไรก็ต้องถูกลงโทษอย่างหนัก!” ชายชุดเหลืองกอดอกแน่น


            ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังอยู่ในบรรยากาศมาคุ หางตาของชายชุดดำก็เห็นร่างสีขาวๆ กำลังเดินเข้ามา


            “เป็นพวกเจ้า เป็นพวกเจ้าอีกแล้ว!” ร่างในชุดคลุมสีขาวก้าวเดินอย่างมั่นคงจนมาถึงระยะสายตาของกลุ่มคนตรงหน้า


            “ครั้งที่แล้วข้าปรานีไม่เอาชีวิตใคร แต่ตระกูลบัดซบของพวกเจ้ากลับไม่เคยหลาบจำ”


            “ในเมื่อไม่น้อมรับความปรานี ก็จงรับการเป็นศัตรูอย่างเต็มรูปแบบจากข้าคนนี้ไปซะ ที่ใดมีข้า ที่นั่นต้องไม่มีตระกูลบัตส์! และคนที่ต้องรับผลของการเป็นศัตรูกับข้ากลุ่มแรกก็คือพวกเจ้า!” ร่างของชายชุดขาวหยุดยืนนิ่ง สบถคำออกมาด้วยความโกรธ


            ไอสังหารพวยพุ่งออกมาจากร่าง สะกดกลุ่มคนตรงหน้าจนร่างกายสั่นเทา ไม่มีใครกล้าก้าวขาออกไปแม้แต่คนเดียว


            แววตาที่จินจ้องมองออกไป มันเต็มไปด้วยความเดือดดาล พร้อมจะป่นคนกลุ่มนี้ให้กลายเป็นเศษชิ้นเนื้อ


            “เจ้า...เจ้าเป็นใคร!” ชายชุดเหลืองพยายามตวาดออกไป แต่ติดตรงที่ว่าปากของมันสั่นไปหมด คนตรงหน้าแผ่แรงกดดันออกมามากเหลือเกิน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นอเวกที่เหนือกว่าตน บางทีอาจจะเหนือกว่าหัวหน้าตระกูลของพวกมันเองเสียอีก


            ชายหนุ่มชุดขาวยืนนิ่งค้างไม่ตอบคำ กำหมัดแน่น


            ที่จินไม่ตอบกลับไปเป็นเพราะเขาขี้เกียจเกินจะเสวนา กลุ่มคนตรงหน้าไม่ต่างจากศพที่ตายไปแล้วในสายตาของเขา เหลือเพียงแค่ลงมือเท่านั้นพวกมันก็จะกลายเป็นศพจริงๆ


            ตึง!


            เพียงชั่วพริบตาร่างของจินก็มาอยู่เบื้องหน้าของชายชุดเหลือง ดวงตาสงบนิ่งไม่มีการสั่นไหว ฝ่าเท้ากระแทกพื้นเสียงดัง ก่อนจะกระแทกหมัดตรงออกไปด้านหน้า


            ตูม!


            แรงอัดกระแทกของหมัดจากอเวกระดับเจ็ดทำให้เกิดแรงระเบิดขึ้นเมื่อปะทะกับวัตถุเป้าหมาย


            เหยื่อรายแรกถูกหมัดอันแสนดุดันกระแทกเข้าใส่จนทรวงอกระเบิดออก เศษชิ้นเนื้อ เศษซี่โครงกระจายไปทั่ว น้ำเลือดกระเซ็นทะลัก สายตาของชายในชุดเหลืองที่เพิ่งพูดพล่ามเบิกค้าง ความเจ็บปวดสุดท้ายแล่นวาบไปทั่วร่างของมัน แต่มันไม่อาจตอบสนองอะไรได้อีกแล้ว


            ร่างส่วนบนและส่วนล่างที่ไม่ได้ถูกแรงหมัดทำลาย ร่วงลงสู่พื้นไปตามแรงหมัดทันที


            พรรคพวกที่เหลือต่างยืนนิ่งอึ้ง รูม่านตาหดแคบ ตกตะลึงกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนพวกมันไม่ทันได้ทำอะไร เพียงชั่วพริบตาเดียวหนึ่งในพวกมันก็นอนทอดร่างกลายเป็นศพไม่ครบสามสิบสองไปเสียแล้ว


            “หวะ...เหวอ” สมาชิกตระกูลบัตส์บางคนที่ประสบการณ์น้อยจิตอ่อน พลันรู้สึกกลัวขึ้นมาจับจิต หัวใจบีบตัวแน่น ไม่สามารถพูดออกมาเป็นภาษาได้


            ความกลัวทำให้พวกมันหลายคนก้าวขาแทบไม่ออก แต่ก็มีหลายคนที่พยายามฝืนร่างอันสั่นเทา หันหลังกลับเหมือนกำลังจะหนี แต่มีหรือที่บรรพบุรุษผู้โกรธแค้นอย่างจินจะปล่อยพวกมันไป


            จินเคลื่อนไหวตามรูปแบบของเคล็ดวิชาหมัดแปดทิศ เข้าติดตามพัวพันคนที่ใกล้ตัวที่สุด ปล่อยหมัดออกไปซ้ำๆ หลายชุดติดต่อกัน


            หลายคนที่ยังไม่ได้สติกลับมา ถูกหมัดกระแทกกลายเป็นชิ้นเนื้อหมดลมหายใจไปในทันที ไม่มีโอกาสที่สองสำหรับพวกมัน หนึ่งหมัดต่อหนึ่งคน ความจริงเคล็ดหมัดแปดทิศสามารถต่อสู้ได้อย่างต่อเนื่องติดพัน เพียงแต่ความแข็งแกร่งของคู่ต่อสู้ที่เผชิญหน้ากับจินในยามนี้อ่อนแอเหลือเกิน แค่รับไปหมัดเดียวก็ไม่มีโอกาสได้ตื่นขึ้นมาสู้ต่อแล้ว


            การโจมตีอันดุดันและลื่นไหลของจินคร่าชีวิตของพวกมันไปทีละคนสองคน แม้จะมีคนที่พยายามหนี แต่ก็ไม่เร็วพอที่จะหลบหลีกหมัดอันทรงพลังนั่นได้


            เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่ลมหายใจ ร่างไร้วิญญาณกว่าสิบเจ็ดร่างก็นอนเกลื่อนพื้นเป็นทางยาว ตามเส้นทางที่ชายหนุ่มชุดขาวได้เคลื่อนผ่าน


            ใบหน้าของพวกมันเต็มไปด้วยความตกใจ ความเจ็บปวด ความไม่ยินยอมพร้อมใจ


            ร่างของชายหนุ่มชุดขาวที่ยืนอยู่ปลายสุดของเส้นทางที่เรียงรายไปด้วยศพ กำลังมองแขนของตนเองที่เต็มไปด้วยเลือด เลือดของพวกที่มันกล้ามาแตะต้องตระกูลของเขา...


            [ระบบตรวจพบว่าผู้ใช้ทำภารกิจเดิมจนเสร็จสมบูรณ์ กำลังประมวลผลเพื่อมอบรางวัลเพิ่มเติม]


            เสียงจากระบบทำให้จินที่กำลังมองเลือดชั่วของพวกตระกูลบัตส์อยู่ค่อยๆ ตื่นขึ้นจากภวังค์


            [ประมวลผลสำเร็จ]


            [ได้รับ : ยันต์ค่าประสบการณ์x10, ยันต์ผู้พิทักษ์x1, ยันต์ติดตามx2]


            จินมองสิ่งของที่ตนเองได้รับด้วยสายตาเฉยเมย ตอนนี้อารมณ์โกรธเกรี้ยวของเขาได้รับการระบายไปส่วนหนึ่งแล้ว แต่ถ้าบอกว่ายามนี้เขาอารมณ์ดีก็ยังพูดได้ไม่เต็มปากนัก


            จินไม่ได้พูดอะไร เพียงมองรายการสิ่งของตรงหน้า ก่อนจะดึงยันต์ค่าประสบการณ์ทั้งสิบใบออกมาถือไว้ในมือ


            จินนั้นเป็นอเวกระดับเจ็ดขั้นสูงสุดแล้ว อีกแค่เพียงก้าวเดียว เขาก็จะข้ามผ่านไปอีกระดับ


            'หวังว่ายันต์สิบใบนี้จะช่วยผลักดันข้าขึ้นไปถึงอเวกระดับแปด' จินคิดในใจ


            “ใช้งาน” จินสะบัดยันต์ทั้งสิบใบก่อนที่มันจะกลายเป็นละอองแสงพุ่งเข้าสู่ร่างของเขา พุ่งทะลุไปถึงวิญญาณที่อยู่ภายใน


            พลังงานภายในร่างโคจรเป็นรูปแบบเฉพาะอย่างบ้าคลั่ง ประสบการณ์ต่างๆ ประเดประดังเข้ามาไม่หยุดหย่อน ผลักดันให้จินเข้าสู่ขอบเขตใหม่


            วูม!


            พลังงานวิญญาณสั่นไหวออกมาเป็นระลอกก่อนจะกลับมาเป็นปกติ ตอนนี้จินได้ข้ามผ่านเข้าสู่อเวกระดับที่แปดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มันราบรื่นเสียจนเขาเองยังตกใจ


            อเวกระดับที่แปดในปัจจุบันของจินทรงพลังและลึกซึ้งยิ่งกว่าในอดีตก่อนที่เขาจะตายเสียอีก ในตอนนั้นพลังงานทุกอย่างภายในร่างยังขมุกขมัวและอ่อนแรง เทียบกับในตอนนี้แล้ว...นับเป็นคนละเรื่อง พลังงานในตอนนี้ทั้งบริสุทธิ์และแข็งแกร่งกว่า ต่อให้เอาจินในอดีตสามคนมากลุ้มรุมก็ไม่มีทางล้มจินในปัจจุบันได้


            จินขยับร่างกายเล็กน้อย สัมผัสถึงพลังที่เพิ่มขึ้นไปอีกระดับ


            อเวกระดับที่แปดนั้นเรียกได้ว่าเป็นการก้าวผ่านไปสู่อเวกระดับสูงอย่างแท้จริง ทรงพลังยิ่งกว่าอเวกระดับเจ็ดไปอีกหนึ่งขั้นใหญ่ๆ


            “ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า” หลังจากยืนนิ่งอยู่สักพัก จินก็หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง ท่ามกลางกองศพที่เรียงรายอยู่ด้านหลัง


            “ขอบคุณระบบที่ส่งเสริม วันนี้วันดี เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเฉลิมฉลอง” ขณะที่พูดจินก็หันหน้ากลับไปมองทิศทางของเมืองปากัส


            “ข้าจะขอเฉลิมฉลองด้วยหยาดโลหิตของคนตระกูลบัตส์ และวันนี้...จะเป็นวันที่ตระกูลบัตส์ทั้งตระกูลล่มสลาย!” ชายหนุ่มในชุดขาวเปื้อนเลือดประกาศก้อง ทอดสายตายาวออกไปเบื้องหน้าด้วยใจมุ่งมั่น บ่งบอกว่าสิ่งที่เขาพูดออกมานั้นจะไม่ใช่แค่เพียงลมปาก...



    คล้ายกับเรื่องระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ ที่คุณอ่าน