วันรุ่งขึ้น จ้าวรั่วซีขอให้ลู่เจ๋อนำจดหมายสั่งการไม่ต่ำกว่าห้าสิบฉบับ ที่กินเวลาครอบคลุมย้อนหลังไปถึงห้าปี นำมาวางบนพื้นห้อง โดยวางซ้อนให้ส่วนที่เป็นลายมือชื่อและตราประทับ วางเรียงกัน ไล่ตามลำดับปีเพื่อเปรียบเทียบ
“เจ้าค้นหาสิ่งใดจากจดหมายสั่งการเหล่านี้”
“หม่อมฉันก็ยังไม่ทราบเพคะ แต่จากที่เคยทำงานร่วมกับทีมสืบสวน บางครั้งรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่เรามองข้ามไป มันอาจช่วยไขปัญหาให้เราก็ได้ หรือมันอาจจะไม่ช่วยอะไรเลยก็ได้เหมือนกัน แต่เราไม่ลองก็ไม่รู้นะเพคะ ในเมื่อจดหมายสั่งการเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญ เราก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามันเป็นหลักฐานปลอม หม่อมฉันก็เลยอยากจะเริ่มจากตัวก่อเหตุนี่ล่ะเพคะ”
หญิงสาวไล่พิจารณาจดหมายแต่ละฉบับอย่างละเอียดอยู่พักใหญ่ จึงสังเกตเห็นว่าลายมือชื่อ หรือ ‘ลายเซ็น’ ของไป๋หลงหลานแม้ไม่เหมือนกันทุกกระเบียด แต่การตวัดเส้นพู่กันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะมาก เอกสารทุกฉบับจึงถือได้ว่ามีลายเซ็นที่เหมือนกัน เขียนด้วยคนๆ เดียวกันแน่นอน
หากสิ่งที่เธอสงสัยคือ ตราประทับประจำพระองค์มีความแตกต่างกันระหว่างเอกสารในช่วงสามปี กับเอกสารที่มากกว่าสามปีขึ้นไป คือที่มุมขวาล่าง บริเวณที่เป็นกลีบดอกกล้วยไม้กลับมีรอยขีดไม่ใหญ่มาก แต่ก็มองเห็นได้ชัดเจนหนึ่งจุด และที่ด้านข้างของเส้นกรอบที่เป็นรอยแหว่งไปนิดหน่อยอีกหนึ่งจุด ต่างจากเอกสารที่เก่าเกินสามปีจะไม่มีร่องรอยใดๆ หากมองผ่านๆ จะเหมือนกับรอยหมึกที่ไม่สม่ำเสมอ เพียงแต่ว่าเมื่อเทียบกันทุกฉบับแล้ว มันเป็นจุดเว้าแหว่งในตำแหน่งเดียวกันทุกฉบับ
เธอจึงหยิบจดหมายทั้งสองฉบับที่มีความต่างกันขึ้นมาสอบถาม
“ฝ่าบาทเพคะ เหตุใดรอยประทับในจดหมายในช่วงสามปีที่ผ่านมา จึงมีความแตกต่างจากจดหมายที่เกินสามปีขึ้นไปล่ะเพคะ”
ทั้งไป๋หลงหลานและลู่เจ๋อต่างก็เข้ามาพิจารณาใกล้ๆ
“ข้าไม่เห็นมีอะไรที่ต่างกันเลยนี่ขอรับ” ลู่เจ๋อถึงกับก้มหน้าเข้าไปดูใกล้ๆ
“ตรงนี้ไงคะ ท่านลู่เจ๋อ”
จ้าวรั่วซีจึงชี้ไปรอยแหว่งของตราประทับ พร้อมหยิบจดหมายของทั้งสองกลุ่มมาวางเรียงให้ชายหนุ่มทั้งสองเห็นความแตกต่าง
“พวกท่านลองดูจดหมายทั้งสองกลุ่ม จะเห็นได้ชัดเจน คราแรกข้าก็คิดว่าเป็นความไม่สม่ำเสมอของน้ำหมึก หรือแรงมือกดตอนประทับตรา แต่มันมีรอยนี้ในที่เดียวกันเหมือนกันทุกฉบับ ในขณะที่จดหมายที่เก่าเกินสามปีจะไม่มีรอยแหว่งนี้ ตราประทับจะชัดเจนทุกเส้น”
ทั้งองค์ชายและลู่เจ๋อ ไล่พิจารณาตามที่หญิงสาวอธิบาย จนสักครู่ไป๋หลงหลานจึงเอ่ยขึ้น
“ข้าจำได้แล้ว มีอยู่ครั้งหนึ่ง ข้าซ้อมดาบกับพวกทหารแล้วข้อมือบาดเจ็บ พอต้องลงชื่อและประทับตราในจดหมายสั่งการ มือข้าอ่อนแรงทำตราประทับหล่นลงกระแทกกับมุมแหลมของรอยแกะสลักที่ขาโต๊ะ” แล้วเขาก็หันไปชี้ไปที่ขาโต๊ะทรงพระอักษรที่มีการแกะสลักลวดลาย โดยที่มีมุมแหลมยื่นโง้งขึ้นด้านบน
“ตราประทับนี้ ทำจากหยกขาวที่มีเนื้ออ่อน เพื่อให้แกะสลักลวดลายที่ละเอียดอ่อนได้ พอมันหล่นกระแทกมุมนั้น มันเลยแตกเป็นรอยเล็กๆ” แล้วเขาก็เดินไปหยิบตราประทับจริงมาให้หญิงสาวดูเพื่อเทียบกับรอยประทับในเอกสารด้วย
ตราประทับนั้นมีรอยแตกเล็กๆ อยู่บนรูปดอกไม้กับเส้นกรอบ เหมือนในจดหมายไม่มีผิด
“แต่ด้วยความที่มันเล็กน้อยมาก ข้าจึงยังไม่ได้ใส่ใจให้ช่างทำขึ้นมาใหม่ ก็ปล่อยเลยตามเลยไป เพราะฉะนั้นตราประทับบนเอกสารในสามปีหลังนี้ มันจึงจะมีรอยตำหนิปรากฏตามรอยที่เกิดจริง”
“เรื่องตราประทับเป็นรอยนนี้ มีผู้ใดรู้เห็นอีกไหมเพคะ”
“บอกแล้วว่ามันเล็กน้อยมากๆ ข้ายังไม่เคยใส่ใจ ไม่คิดว่ามีใครรู้ ยกเว้นใครจะเอาเอกสารมานั่งเทียบแบบที่เจ้าทำ”
“กระหม่อมยังเพิ่งสังเกตเห็นตอนพระสนมชี้ให้เห็นนี่เอง” ลู่เจ๋อพูดด้วยน้ำเสียงทึ่งๆ
จ้าวรั่วซีจึงยิ้มออกมาได้
“เรื่องตราประทับเป็นรอยนี้ หากฝ่าบาทยืนยันว่าไม่มีใครอื่นทราบนอกจากพระองค์เอง นั่นหมายความว่าคนที่ปลอมเอกสารก็อาจจะไม่ทราบด้วย เพราะมันเล็กน้อยมากๆ หากไม่ได้เอามาเทียบดูในปริมาณเยอะๆ ก็คงไม่สังเกตเห็น หากเราสามารถนำจดหมายสั่งการปลอมมาเทียบดู ตราประทับบนนั้นน่าจะทำเลียนแบบตราประจำพระองค์ ที่พบเห็นได้ทั่วไปมากกว่า จึงมีโอกาสที่องค์ชายจะใช้จดหมายสั่งการนี้เป็นหลักฐานพิสูจน์ว่าเป็นการปลอมแปลงเอกสารได้ไหมเพคะ”
“เช่นนั้น จดหมายสั่งการปลอมที่เป็นหลักฐานสำคัญสำหรับเราเช่นกัน กระหม่อมคิดว่าน่าจะอยู่ที่จวนอัครมหาเสนาบดีเว่ยซิ่งหยวน คืนนี้หม่อมฉันจะแอบไปขโมยมาให้ได้พะย่ะค่ะ”
“ไม่ได้ ข้าเชื่อว่าท่านอัครมหาเสนาบดี ต้องแสดงจดหมายนั้นให้กับหลายๆ คนได้เห็นแล้ว หากมันหายไป ข้าซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยก็จะไม่พ้นคดี เพราะเราก็เอามาเปรียบเทียบต่อหน้าพระพักตร์ไม่ได้อยู่ดี”
นั่นทำให้แสงสว่างปลายอุโมงค์เมื่อสักครู่ดับลง ทั้งสามคนย้อนกลับมานั่งคิ้วขมวดเหมือนกลับมาที่จุดเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
“ข้าจะลองออกไปสืบว่าตอนนี้มีข่าวลืออะไรในเมืองบ้าง” ลู่เจ๋อรู้สึกอึดอัดที่ยังหาทางออกไม่ได้ จึงคิดทำอะไรสักอย่าง
“ดีเหมือนกัน ระวังตัวด้วยนะ”
หลังจากลู่เจ๋อออกไป ทั้งไป๋หลงหลานและจ้าวรั่วซี ต่างก็นั่งครุ่นคิดด้วยความเครียดอยู่สักครู่ จนชายหนุ่มเงยหน้ามาเห็นหญิงสาวเอามือเท้าคาง หลับตา เขาจึงนิ่งมองเธออยู่สักพัก จึงค่อยแตะแขนเธอ เธอลืมตาทันทีที่มือเขาสัมผัสแขนเธอ
“ขอบใจเจ้ามากนะ ซีซี เจ้ามาอยู่ที่นี่ มีแต่ช่วยข้าแก้ปัญหาสารพัด แม้เจ้าจะเป็นพระสนมแต่เพียงในนาม หากเจ้าก็ดูแลข้าอย่างดีมาตลอด ตราประทับที่เจ้าตามหา ข้าก็ยังหาให้เจ้าไม่สำเร็จเลย ละอายใจต่อเจ้าจริงๆ”
เขาเอ่ยขอบคุณเธอ ที่เหน็ดเหนื่อยช่วยเหลือเขามาตลอด แล้วก็คอยดูแลเขาคอยเตือนให้ทานข้าว คอยต้มน้ำสมุนไพรบำรุงร่างกายให้เขา คอยปรนนิบัติเขาทุกอย่าง ที่สำคัญเธอเป็นเพื่อนคู่คิดที่ดีให้เขาได้เสมอ เขามั่นใจว่าราชโองการเรียกตัวเขาไปสอบสวนน่าจะมาถึงเขาเร็วๆ นี้ และเกรงว่าหากเขาแก้ไขเรื่องราวไม่ได้ เธอจะไร้ที่พึ่งพิงและจะเป็นอันตรายไปด้วย
“ข้าคิดว่าราชโองการเรียกตัวไปสอบสวน น่าจะมามาไม่เกินวันพรุ่งนี้แน่นอน เรื่องราวครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก หากข้าหาหลักฐานพิสูจน์ไม่ได้ ข้อหากบฏคือโทษประหาร หากเป็นเช่นนั้นเจ้าในฐานะพระสนมจะเป็นอันตรายไปด้วย เพราะพวกมันไม่ปล่อยเจ้าไปแน่ๆ”
“อย่าเพิ่งท้อใจสิเพคะ เราช่วยกันคิด ครั้งที่แล้วเรายังทำได้ ครั้งนี้เราก็ต้องทำได้สิเพคะ”
“ครั้งนี้ไม่เหมือนกัน คลื่นใต้น้ำมันแรงกว่าที่เจ้าเห็นมากนัก พรุ่งนี้ข้าจะให้ลู่เจ๋อพาเจ้าออกไปอยู่ที่นอกเมือง ข้าสร้างบ้านหลังหนึ่งเอาไว้ ไม่ใหญ่โตอะไร แอบสร้างเอาไว้หลบผู้คนไปพักผ่อน ยามที่เหนื่อยล้ามากๆ หรือเวลาที่ต้องการไปสำรวจความเป็นไปนอกเมืองโดยที่ไม่ให้ใครรู้ฐานะองค์ชาย ข้าจะเตรียมเงินทองส่วนหนึ่งให้เจ้าไป เพื่อตั้งหลัก ตั้งตัว เจ้าจะได้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้ หากไม่มีข้า”
“หม่อมฉันไม่ไปหรอกเพคะ จำได้ไหมเพคะที่บอกหม่อมฉันว่าเราจะเป็นเพื่อนกัน เช่นนั้น เพื่อนกันก็ต้องช่วยกันยามลำบากสิเพคะ ที่หม่อมฉันหลับตาเมื่อสักครู่ มิได้เหน็ดเหนื่อยแต่อย่างใด หากกำลังคิดว่าจะทำอย่างไร ถึงจะพิสูจน์ข้อสันนิษฐานเรื่องจดหมายปลอม เพื่อนำไปกราบทูลฮ่องเต้ได้”
“เราไม่มีเวลาพอหรอก ข้ามั่นใจว่าพรุ่งนี้ ราชโองการเรียกตัวข้าไปสอบสวนต้องมาถึงแน่นอน”
“เช่นนั้น ลองแผนนี้ของหม่อมฉันไหมเพคะ....”
หญิงสาวชะโงกหน้าเข้าไปกระซิบแผนการที่เธอคิดไว้ ให้เขาได้ยินเพียงสองคน
“ไม่ได้! มันอันตรายเกินไป ข้าไม่ยอมให้เจ้าไปเสี่ยงเช่นนั้นเด็ดขาด”
“หม่อมฉันยินดีเพคะ อย่าลืมสิเพคะ หากฝ่าบาทไม่สามารถล้างมลทินในครั้งนี้ได้ หม่อมฉันก็จะไร้ที่พึ่งพิงเช่นกัน หากเขาต้องการกำจัด ผู้หญิงตัวคนเดียวอย่างหม่อมฉันให้หนีอย่างไรก็หนีเงื้อมมือพวกนี้ไม่พ้นหรอกเพคะ ที่นี่...ไม่มีใครเลยนอกจากฝ่าบาทกับท่านลู่เจ๋อที่รู้ตัวตนที่แท้จริงของหม่อมฉัน หากพวกท่านเป็นอะไรไป หม่อมฉันก็ต้องเป็นอันตรายอยู่ดี คดีที่หม่อมฉันมาช่วยคลี่คลายก็จบไปแล้ว แต่สวรรค์ก็ยังไม่ส่งหม่อมฉันกลับไป เช่นนี้แล้วสู้ช่วยกัน ‘สู้’ ให้มันรู้กันไปไม่ดีกว่าหรือเพคะ”
“มันอันตรายเกินไป ซีซี เจ้าเป็นเพียงหญิงสาว แม้จะฉลาดมีไหวพริบ แต่พลาดพลั้งเพียงนิดเดียว เจ้าจะไม่สามารถเอาตัวรอดได้เลย ที่สำคัญข้าคุ้มครองเจ้าไม่ได้”
“หม่อมฉันสัญญาจะระวังตัวเพคะ ขอทหารช่วยหาทางหนีทีไล่ให้หม่อมฉันหน่อยก็พอเพคะ”
จ้าวรั่วซีต้องเกลี้ยกล่อมเขาอยู่นาน กว่าเขาจะยอมให้เธอทำตามแผนของเธอ โดยมีข้อแม้ว่าต้องให้ลู่เจ๋ออยู่กับเธอด้วยตลอดเวลา
***
------------------------------
ใครไม่อยากรอลุ้น ... ไปตก e-book ได้นะคะ แถมตอนพิเศษ 3 ตอนด้วยน้า...>> ลิงก์ ebook นะคะ: Meb: bit.ly/สองภพ
ปล. หากกดซื้อจากลิงก์นี้ จะช่วยสนับสนุนค่าขนมเล็กๆ น้อยๆ ให้กับไรท์ด้วยนะะ ขอบพระคุณล่วงหน้าจ้า ~ เลิฟๆ