เทียบเชิญประชุมถูกส่งไประยะหนึ่งแล้ว
นี่เป็นการประชุมครั้งสำคัญในรอบเกือบสี่สิบปี นับแต่ฝ่ายธรรมะรวมตัวบุกพรรคปราบมังกรในครั้งก่อน ประมุขหวงเป็นผู้เขียนเทียบเชิญด้วยตนเอง
ตามธรรมเนียมของค่ายผู้นำฝ่ายธรรมะทั้งเจ็ดสำนัก เมื่อประมุขตวัดพู่กันลงบนเทียบเชิญ ประมุขพรรคหรือเจ้าสำนักที่ถูกเชิญจะเดินทางมาด้วยตนเอง
ด้วยศักดิ์ฐานะ อาวุโสและภารกิจที่รัดตัว โดยปกติแล้วบุคคลระดับผู้นำของพรรคใหญ่มิค่อยเดินทางไกลบ่อยครั้ง นี่ยังไม่นับเรื่องที่อาจถูกลอบทำร้ายระหว่างทาง แม้แต่พิธีศิษย์ใหม่กราบพบเจ้าสำนักของตระกูลหวง ประมุขพรรคต่าง ๆ ยังสามารถส่งผู้แทนมาร่วมงานได้ ซึ่งประมุขหวงก็มิได้ถือสา เนื่องจากแท้จริงแล้วเป็นพิธีภายในสำนักเท่านั้น
เมื่อมีงานพิธีของสำนักอื่นเชิญมา ประมุขหวงมักจะมอบหมายให้เสวียจงหรือเยวี่ยจงไปแทน ส่วนตนเองมิได้เดินทางไกลมาหลายปี เวลาเกือบทั้งหมดถูกใช้ไปกับการดูแลสำนักและครอบครัว
สำหรับเส้าหลินแม้ได้รับความนับถือจากทั่วทั้งยุทธภพ แต่ด้วยปกติพระสงฆ์ไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลกภายนอก แม้มีการฝึกปรือวรยุทธ แต่ส่วนใหญ่เน้นที่การสร้างสุขภาพให้แข็งแรง ทั้งครึ่งหนึ่งของกิจวัตรเป็นการศึกษาพระธรรมคำสอน จึงมิค่อยจัดงานหรือเรียกประชุมใด ๆ นี่ทำให้ตระกูลหวงต้องรับบทผู้นำค่ายธรรมะไปโดยปริยาย
ในที่สุดก็ถึงกำหนดวันนัด
ห้องประชุมของตระกูลหวง มีทั้งใหญ่และเล็ก ห้องใหญ่จุได้นับร้อยคน ส่วนห้องเล็กจุได้ไม่เกินยี่สิบคน บัดนี้กลับมีคนนั่งอยู่เพียงเจ็ดคน
โต๊ะในห้องประชุมมีลักษณะเป็นวงกลม เก้าอี้ทุกตัวเป็นแบบเดียวกัน เพื่อมิให้เกิดความรู้สึกเหลื่อมล้ำต่ำสูง ด้วยประมุขหวงไม่ต้องการยกตนอยู่เหนือท่านเจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน
ปีนี้ไต้ซือสวี่ชางโฉว (แปลว่าอนุญาตให้อายุยืน) มีอายุหนึ่งร้อยพรรษา แม้ยังสามารถเดินทางได้ แต่ก็ชราภาพลงไปมาก
เจ้าสำนักบู๊ตึ้งนักพรตเจิ้งชวาฉู่ อายุแปดสิบปี ทั้งสองท่านนี้ผ่านศึกครั้งใหญ่กับสำนักปราบมังกรร่วมกับประมุขหวงเมื่อสี่สิบปีที่แล้ว แม้พักหลังมิค่อยได้พบปะกัน แต่ไมตรีล้ำลึกมิคลอนแคลน
เจ้าสำนักกระบี่เทพจวงเจี่ย อายุประมาณห้าสิบปี มันรับทราบเรื่องราวจากบิดาซึ่งเป็นเจ้าสำนักรุ่นก่อน แต่เหตุเกิดขณะยังเป็นเด็ก จึงมิมีความรู้สึกร่วมกับเหตุการณ์เท่าใด
เจ้าสำนักหงส์ขาวฮุ่ยเหมยลี่ เป็นเจ้าสำนักสตรีคนเดียวในเจ็ดสำนักใหญ่ อายุเพียงสามสิบปี รับช่วงสำนักต่อจากมารดา สำหรับนาง การศึกครั้งก่อนคล้ายนิยายเรื่องหนึ่ง
เจ้าสำนักทวนหยกเจี๋ยไคว่ อายุราวหกสิบปี เมื่อสี่สิบปีก่อน มันยังเป็นรองเจ้าสำนัก มิค่อยมีบทบาทในการต่อสู้เท่าใด
และเจ้าสำนักเมฆาคำรนเล่อเซี่ยว อายุหกสิบเก้าปี มันอยู่ร่วมในการต่อสู้ในครั้งก่อนโดยตลอด ทั้งลงมืออย่างขันแข็ง แต่ภายหลังเกิดความขุ่นเคืองที่ประมุขหวงบุกเข้าจู่โจม “ฝ่ามือสีชาด” ประมุขพรรคปราบมังกรโดยมิรอกองหนุน มันเชื่อว่าหากตนไปทันจะสามารถกำราบฝ่ายตรงข้ามลงได้ โดยมิต้องสูญเสียรองเจ้าสำนักตระกูลหวงทั้งสี่คน
นี่คือการประชุมผู้นำระดับสูงสุดของฝ่ายธรรมะ หรือแม้แต่ของยุทธจักรก็ว่าได้
สำนักต่าง ๆ เหล่านี้ แม้แต่ละแห่งมีจำนวนคนไม่เท่ากับตระกูลหวง แต่หากรวมทั้งหมดเข้าด้วยกัน มีกำลังราวสองหมื่นคน เทียบกับสำนักทั่วไปที่มักจะมีศิษย์ในจำนวนหลักร้อย เจ็ดสำนักใหญ่จึงถือเป็นเสาหลักค้ำยันยุทธภพอย่างแท้จริง
ที่สำคัญคือแต่ละสำนักต่างมียอดฝีมือกล้าแข็งทั้งกำลังภายในและเพลงยุทธ มีแนววิชาที่โดดเด่นของตนเองโดยเฉพาะ รวมถึงมีผลงานการต่อสู้ผดุงคุณธรรมมาอย่างยาวนาน จึงได้รับยกย่องจากชาวยุทธฝ่ายธรรมะทั้งแผ่นดิน
ส่วนจอมยุทธยอดฝีมืออันลึกลับที่ซ่อนตัวในหุบเขาหรือป่ารก แต่มิทำประโยชน์อันใด ย่อมไม่นับรวมไว้ในที่นี้
น้ำเต้าตันแม้จะแข็งแกร่ง แต่ใส่น้ำเข้าไปมิได้ เมื่อตกในแม่น้ำก็จมลง จะมีประโยชน์อันใดต่อปวงชน
ประมุขหวง: ข้าพเจ้าในฐานะผู้นำสำนักตระกูลหวง ขอขอบคุณท่านประมุขทั้งหลาย ที่เสียสละเวลามากันในวันนี้ เกือบสี่สิบปีแล้ว ที่เจ้าสำนักทั้งเจ็ดมิได้มาพบกันอย่างพร้อมเพรียง หากมิมีเหตุสำคัญถึงที่สุดอย่างยิ่ง ตระกูลหวงเรามิต้องการให้เหล่าท่านลำบากแม้สักน้อย”
เจ้าสำนักเมฆาคำรนเล่อเซี่ยว: นี่ย่อมเป็นเรื่องชอบด้วยเหตุผล เจ็ดสำนักเราค้ำยันยุทธภพมาเนิ่นนาน ทั้งเคารพต่อกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัด มิออกนอกแถวดั่งเช่นหมู่มารทั้งหลาย ข้อตกลงสำหรับเราท่าน หากประมุขพรรคเป็นผู้เขียนเทียบเชิญ เป็นสัญญาณว่าเจ้าสำนักต้องมาด้วยตนเอง
เจ้าสำนักหงส์ขาวฮุ่ยเหมยลี่: ยกเว้นมิกล่าวเรื่องกฎเกณฑ์ ที่สำคัญคือบารมีตระกูลหวงอันเกรียงไกร นอกจากร่วมต่อสู้ผดุงคุณธรรมอย่างต่อเนื่อง ยังออกค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ของการปฏิบัติงานเพื่อส่วนรวม โดยไม่คิดทวงถามเอาจากสำนักอื่น แสดงให้เห็นถึงจิตใจอันกว้างขวางของท่านประมุขหวงเป็นอย่างดี
เจ้าสำนักกระบี่เทพจวงเจี่ย: สุภาษิตว่า พลังเข้มแข็งเกรียงไกร ย่อมมาพร้อมความรับผิดชอบอันใหญ่หลวง ถึงกับมีเสียงร่ำลือกันว่าท่านประมุขหวงเป็นดั่งผู้นำยุทธภพ คิดว่ามิใช่การกล่าวที่เกินเลย
เจ้าสำนักเมฆาคำรนเล่อเซี่ยว: แต่อย่างไรคงมีเรื่องราวหนักหนา มิเช่นนั้นด้วยศักดิ์ฐานะของท่าน ใยต้องออกแรงเขียนเทียบจนเมื่อยล้า
เจ้าสำนักเล่อเซี่ยวแสดงออกชัดเจนว่า ยังคงขุ่นเคืองเรื่องเมื่อสี่สิบปีก่อนไม่หาย
เจ้าสำนักทวนหยกเจี๋ยไคว่: ข้าพเจ้าเห็นว่าต้องฟังเรื่องราวให้รอบคอบ จึงคิดอ่านกัน
เจ้าสำนักบู๊ตึ้งนักพรตเจิ้งชวา: เช่นนั้นเชิญท่านประมุขหวงว่ากล่าวเถิด
เจ้าสำนักวัดเส้าหลินไต้ซือสวี่ชางโฉว: อามิตตาพุทธ
ประมุขหวง: เพื่อมิให้เป็นการเสียเวลาอันมีค่าของพวกท่าน จะขอกล่าวอย่างรวบรัด บัดนี้ มีเหตุให้เชื่อว่าพรรคปราบมังกรกลับคืนสู่ยุทธจักรแล้ว
เจ้าสำนักบางส่วนถึงกับชะงักไปชั่วครู่ เมื่อประมุขหวงแจ้งข่าวอันน่าตระหนก โดยปราศจากการอารัมภบทเช่นนี้
ควรทราบว่าเหตุการณ์ที่ฝ่ายธรรมะรวมตัวกันต่อสู้กับพรรคปราบมังกรในอดีต มิใช่เป็นเรื่องง่ายดายเช่นตอนกล่าวถึงในภายหลัง เวลานั้นพรรคปราบมังกรมีกำลังหลายพันคน เนื่องจากมีฝ่ายอธรรมเข้าไปรวมตัวกันมากมาย “ฝ่ามือสีขาด” ประมุขพรรคมีวรยุทธเข้มแข็งถึงขีดสุด มิเคยพ่ายแพ้ตลอดห้าสิบปีที่เข้าสู่ยุทธภพ ทั้งแสดงออกถึงความทะเยอทะยานต้องการกดขี่สำนักต่าง ๆ ให้สิโรราบ หากแข็งข้อก็จะเข่นฆ่าสังหารล้างสำนัก
มีเจ้าสำนักฝ่ายธรรมะตกตายไปหลายคน บางสำนักถึงกับไม่มีผู้คนหลงเหลือ กลายเป็นสำนักร้าง นับว่าเป็นภัยยุทธจักรอย่างแท้จริง
ประมุขหวงในตอนนั้นเป็นเจ้าสำนักหนุ่ม ทุ่มเททรัพย์สินเงินทองกึ่งหนึ่งของตระกูลหวง เป็นค่าใช้จ่ายในการรวบรวมชาวยุทธฝ่ายธรรมะนับหมื่น ร่วมกันจู่โจมที่ตั้งของพรรคปราบมังกร ในการต่อสู้ ทั้งสองฝ่ายมีผู้คนบาดเจ็บล้มตายราวสามพันคน โลหิตไหลนองพื้น แต่คนของพรรคปราบมังกรต่อสู้อย่างโหดเหี้ยมไม่เกรงความตาย ฝ่ายธรรมะต้องบุกอยู่ถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน จึงสามารถล้อม “ฝ่ามือสีชาด” กับพวกราวสองพันไว้ในที่ตั้ง
ตอนนั้นทั้งสองฝ่ายต่างสูญเสียไปมากมาย ส่วนที่เหลืออ่อนล้าเต็มที จนมีการเสนอความคิดเปิดทางให้ฝ่ายอธรรมหลบหนีไปบางส่วน ขอเพียงจับกุมฝ่ามือสีชาดและแกนนำของพรรคปราบมังกรไว้ได้ก็เพียงพอ
ประมุขหวงไม่เห็นด้วยกับวิธีนี้ ด้วยเกรงว่าฝ่ามือสีชาดจะแฝงกายหลบหนีไป ทั้งฝ่ายธรรมะต้องเสียทั้งคนและทรัพย์ไปมากมายแล้ว จึงพารองเจ้าสำนักทั้งสี่และศิษย์ตระกูลหวงเกือบพันคนเข้าจู่โจมในคืนนั้น โดยมิรอให้ค่ายธรรมะอื่นตั้งขบวนช่วยเหลือ ตอนแรกแผนการบุกสายฟ้าแลบเป็นไปด้วยดี คนของพรรคปราบมังกรความจริงขาดเสบียงไร้เรี่ยวแรง จึงพากันหลบหนีมากกว่าต่อสู้ แต่เมื่อประมุขหวงปะทะกับมือกับฝ่ามือสีชาด กลับพบว่ามันมีพลังฝีมือเหนือล้ำกว่าตนมาก ศิษย์ตระกูลหวงที่บุกเข้าไปล้วนถูกฟาดตายในฝ่ามือเดียว ชั่วพริบตาที่ต่อสู้ชุลมุน ฝ่ามือสีชาดสังหารศิษย์ตระกูลหวงไปราวห้าสิบคน
นั่นเป็นฝ่ามือที่น่ากลัว
แต่ประมุขหวงเห็นศิษย์ในสำนักล้มตาย กลายเป็นความโกรธเกรี้ยว จึงกระโจนเข้าต่อสู้กับฝ่ามือสีชาดแบบแลกชีวิต
มิคาดรองเจ้าสำนักทั้งสี่เห็นเช่นนั้น พากันทุ่มเทจู่โจมใส่ฝ่ามือสีชาด โดยไม่ห่วงอันตราย ขอเพียงให้ประมุขหวงปลอดภัย
ฝ่ามือสีชาดแม้ถูกจู่โจมโดยยอดฝืมือพร้อมกันห้าคน แต่คิ้วไม่ขมวดสักน้อย มันฟาดสองฝ่ามือออกสิบครั้งในเวลาเดียวกัน โดยรับฝ่ามือของประมุขหวงกับพวกไปคนละครั้ง รองเจ้าสำนักทั้งสี่สิ้นชีพทันทีที่โดนฝ่ามือ ส่วนประมุขหวงบาดเจ็บสาหัสเจียนตาย โลหิตหลั่งไหลจากปากจมูกราวเขื่อนทำนบแตก
ฝ่ามือสีชาดกลับยืนไร้ลมหายใจอยู่กลางลานกว้างแห่งนั้น ตลอดการต่อสู้ทั้งราตรี มันไม่ถอยหลังให้ศัตรูแม้แต่ก้าวเดียว
เมื่อเจ้าสำนักอื่น ๆ บุกตามมาถึง พบประมุขหวงนอนหายใจรวยรินเป็นตายเท่ากัน ส่วนศพของฝ่ามือสีชาดยังหยัดยืนมิยอมล้มลงกับพื้น ดวงตามองตรงไปข้างหน้า ไม่มีแววหวาดกลัวเสียใจ
เหล่าผู้คนฝ่ายธรรมะส่วนหนึ่งทั้งตระหนกทั้งโกรธแค้น ต้องการเข้ามานำซากศพของประมุขพรรคปราบมังกรผู้โหดเหี้ยมไปแขวนประจาน เหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวายยากจะควบคุม จนเริ่มมีการปะทะกันเอง
ไต้ซือสวี่ชางโฉวพลันยกฝ่ามือขึ้นกลางอากาศช้า ๆ ร่างของฝ่ามือสีชาดก็ค่อยลุกไหม้กลายเป็นเถ้าทุลี ท่ามกลางความตกตะลึงของผู้คนนับพันที่รายล้อม
“อรหันต์ส่งมาร” คือฝ่ามือที่ยุติความวุ่นวายลง
เหล่าเจ้าสำนักที่เหลือพากันทุ่มเทกำลังภายในรักษาอาการบาดเจ็บของประมุขหวงจนรอดตายมาอย่างเฉียดฉิว แม้แต่ไต้ซือสวี่ชางโฉวยังกล่าวว่าแทบไร้ความหวัง
หลังการศึกประมุขหวงสำนึกว่าตนมุทะลุขาดยั้งคิด เป็นเหตุให้ศิษย์ตระกูลหวงตายไปหลายร้อยคน ทั้งสูญเสียรองเจ้าสำนักทั้งสี่ไปในคราวเดียว
หนึ่งในนั้นคือน้องชายเพียงคนเดียวของมัน หวงยี่โฉว
เหตุการณ์กลับผ่านไปสี่สิบปีแล้ว
เจ้าสำนักกระบี่เทพจวงเจี่ย: เป็นไปมิได้ พรรคปราบมังกรสูญสิ้นไปนาน ตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่ปรากฏความเคลื่อนไหวในยุทธภพ อยู่ ๆ จะกลับคืนได้อย่างไร
ประมุขหวง: ข้าฯ ก็อยากให้เป็นเช่นนั้น แต่เสียดายที่พยานหลักฐานหลายส่วน ชี้ไปทางเดียวกันว่าพรรคปราบมังกรเริ่มก่อการบางอย่าง โดยมีเป้าหมายอันลึกลับ เรื่องนี้จะกล่าวไปต้องเริ่มจากบุคคลสำคัญของพรรคปราบมังกรผู้หนึ่งที่แยกตนออกจากพรรคมา ไม่ทราบทุกท่านเคยได้ยินชื่อ บุปผาเย้ยจันทราหรือไม่
เจ้าสำนักกระบี่เทพจวงเจี่ย: ย่อมพอได้ยินมาบ้าง ข่าวว่าเป็นนางมารที่งามสุดหล้าฟ้าดิน แต่พฤติการณ์อุกอาจ โหดเหี้ยมทารุณ แต่เพียงพบคนผู้เดียวที่แยกตนออกมา จะหมายถึงพรรคปราบมังกรกลับมาก่อการนั้น อาจจะฟังเกินกว่าเหตุไป
ประมุขหวง: นี่ย่อมมีเหตุผล แต่เมื่อไม่นานมานี้ สายของตระกูลหวงเราได้ข่าวการลอบสังหารสมเด็จพระจักรพรรดินี ข้าฯ ส่งหวงซิ่นศิษย์อาวุโสลำดับสี่ของสำนักพร้อมศิษย์ฝีมือดีอีกยี่สิบคนเดินทางเพื่อไปแจ้งข่าวยังเมืองฉางอาน มิคาดหวงซิ่นกับพวกถูกศัตรูหลายร้อยคนดักทำร้ากลางหนทาง แม้หวงซิ่นรอดมาได้ แต่ที่เหลือตายอย่างอนาถ ยังดีที่ทางการได้ข่าวเรื่องนี้เช่นกัน จึงเตรียมการป้องกันไว้แต่เนิ่นเนิ่น มิเช่นนั้น หากพระจักพรรดินีมีอันตราย อาจเกิดความวุ่นวายใหญ่หลวงในแผ่นดิน
เจ้าสำนักทวนหยกเจี๋ยไคว่: เรื่องนี้ก็ทราบอยู่ ข้าฯ เสียใจกับท่านประมุข เพียงแต่มีเสียงร่ำลือว่าอาจเป็นฝีมือของพวกโจรป่าที่คอยปล้นทรัพย์คนเดินทาง
ประมุขหวง: โจรป่าที่ใดสามารถเข่นฆ่าศิษย์ตระกูลหวงถึงยี่สิบคนได้อย่างง่ายดาย หากหวงซิ่นมิหลบหนีลงแม่น้ำ เชื่อว่าก็ไม่รอดเช่นกัน ทั้งขบวนม้าเร็วที่ส่งไปมิใช่ขบวนสินค้าและมิได้พกทรัพย์สินเงินทองมากมาย จากปากคำของหวงซิ่น พวกมันลงมือสังหารโดยไม่พูดจาถามไถ่ด้วยซ้ำ
เจ้าสำนักกระบี่เทพจวงเจี่ย: นอกจากนี้อย่าลืมว่าการแย่งชิงอำนาจในพระราชวังเกิดขึ้นเป็นประจำอยู่แล้ว แม้แต่พระจักรพรรดินีเอง ก็ลงมือกำจัดศัตรูไปหลายคน ย่อมมีผู้คิดแก้แค้นเป็นเรื่องธรรมดา
เจ้าสำนักหงส์ขาวฮุ่ยเหมยลี่: อย่าว่าแต่หากเป็นการต่อสู้กันเองของพวกเชื้อพระวงศ์หรือขุนนาง ย่อมมิใช่เรื่องที่เราจะสอดมือเข้าไปได้โดยง่าย มิเช่นนั้นอาจเปิดโอกาสให้ทางการมายุ่งเกี่ยวกับกิจการของชาวยุทธเช่นกัน
คำพูดของเจ้าสำนักหงส์ขาวแม้แห้งแล้งไปบ้าง แต่ก็นับว่ามีเหตุผล โดยเฉพาะสำนักที่ใกล้ชิดกับทางการที่สุด กล่าวไปมีแต่ตระกูลหวงเพียงแห่งเดียว ส่วนสำนักอื่น ถือตัวว่าเป็นชาวยุทธจักร ปกติไม่คบหากับเจ้าหน้าที่ทางการอย่างออกหน้า
เจ้าสำนักบู๊ตึ้งนักพรตเจิ้งชวา: นอกจากที่กล่าวมา ท่านประมุขหวงมีเหตุผลอื่นหรือไม่
ประมุขหวง: ยังมี เมื่อมีการจับกุมสังหารผู้ที่พยายามลอบทำร้ายพระจักรพรรดินี ปรากฏว่ามันเป็นรองเจ้าสำนักปราบมังกร ฉายาจ้าวธนูไกว่เช่อเฉียว
เรื่องนี้ทำให้ทุกผู้คนตระหนก หากพรรคปราบมังกรกล้าวางแผนลอบสังหารพระจักรพรรดินีบูเช็กเทียนจริง แสดงว่าต้องคิดวางแผนก่อการใหญ่จนเกินคาดเดา และมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีการร่วมมือจากฝ่ายอื่น เพราะต่อให้สำนักต่าง ๆ ทั้งยุทธจักรรวมตัวกัน ก็ยังมีกำลังน้อยกว่าทางการมากนัก
ส่วนเรื่องของไม้เท้าทลายผาชี่หยวนเฟิงและเจ้าค้างคาวเปี่ยนฝูซี่เอ๋ที่ถูกเสี้ยวอู่หมิงทำร้ายและสังหารในการช่วยเหลือเหมยฮวา คล้ายเป็นเรื่องภายในพรรคปราบมังกร ที่บังเอิญเสี้ยวอู่หมิงไปพบเข้าเท่านั้น และเหมยฮวากับเสี้ยวอู่หมิงเองมิได้บอกผู้ใด มิเช่นนั้นการที่พรรคปราบมังกรส่งคนระดับรองหัวหน้าพรรคออกมาตั้งแต่แรก ย่อมสร้างความปั่นป่วนให้แก่ยุทธภพ
เจ้าสำนักเมฆาคำรนเล่อเซี่ยว: หากผู้ก่อเหตุเป็นคนของพรรคปราบมังกรจริงก็สมควรแล้ว แต่จะมีหลักฐานยืนยันได้แน่หรือ
ประมุขหวง: เรื่องนี้เป็นการพิสูจน์ทราบของทางการ ข้าฯมิได้เข้าไปเกี่ยวข้อง แต่ไกว่เช่อเฉียวผู้นี้ ไม่มีข้อมูลที่แน่นอน ทั้งฝืมือยิงธนูและอุปกรณ์ที่มันใช้ ไม่เคยปรากฏในยุทธภพมาก่อน นอกจากนี้เมื่อประมาณหนึ่งปีที่ผ่านมา คนของเว่ยกงกงชื่อเสี้ยวอู่หมิง ก็ถูกคนของพรรคปราบมังกรรุมทำร้ายจนบาดเจ็บพิการไปเกือบปี ดีที่วัดเส้าหลินช่วยเหลือนำตัวไปรักษาจนทุเลา
ทุกผู้คนหันไปมองท่านท่านเจ้าอาวาส
เจ้าสำนักวัดเส้าหลินไต้ซือสวี่ชางโฉว: มันเป็นศิษย์ฆราวาสของเส้าหลิน
เจ้าสำนักหลายคนใคร่ครวญ คนของทางการกลับเป็นศิษย์ฆราวาสของเส้าหลิน หรือวัดเส้าหลินร่วมมือกับราชสำนักแล้ว
แต่ไต้ซือสวี่ชางโฉวมิได้กล่าวอันใดต่อ คนอื่นก็มิกล้าซักไซ้ไล่เลียงท่าน
ประมุขหวง: จากเหตุผลทั้งหมด จึงพอเชื่อได้ว่าพรรคปราบมังกรคืนสู่ยุทธจักรและมีเป้าหมายอยู่ที่พระจักรพรรดินี ส่วนเหตุผลที่พวกมันกลับมา ยังไม่แน่ชัด
เจ้าสำนักหงส์ขาวฮุ่ยเหมยลี่: แล้วนางมารเหมยฮวานั่น ตอนนี้อยู่ที่ใด หากจับตัวนางได้ ก็จะทราบข้อมูลของพรรคปราบมังกรมากขึ้น
ประมุขหวง: นางพักอยู่ที่สำนักตระกูลหวงนี่เอง
เจ้าสำนักเมฆาคำรนเล่อเซี่ยว: พักอยู่ หมายความเช่นไร ท่านมิได้จับตัวนางไว้หรอกหรือ
ประมุขหวง: เรื่องนี้กล่าวไปยืดยาว เอาเป็นว่านางแยกตัวออกจากพรรคปราบมังกรมาแล้ว ทั้งเว่ยกงกงขอร้องให้เสี้ยวอู่หมิงเป็นผู้จัดการเรื่องนี้
เจ้าสำนักเมฆาคำรนเล่อเซี่ยว: แม้แยกตนออกมา แต่นางย่อมเคยร่วมกระทำความผิดมาก่อน ทั้งเป็นบุคคลสำคัญของพรรค ต้องมีข้อมูลอันเป็นประโยชน์ เช่นสถานที่ตั้งของพรรคในปัจจุบัน หากนางยอมบอกจะทำให้ฝ่ายเราได้เปรียบ หลีกเลี่ยงการสูญเสียชีวิตผู้คนจำนวนมาก หากนางไม่บอกก็ควรรับโทษจากความผิดที่เคยกระทำ ทั้งยังไม่น่าไว้ใจว่าเป็นกลอุบายหรือไม่
แม้จะฟังออกว่าเจ้าสำนักเล่อเซี่ยวตั้งใจคัดค้านประมุขหวง แต่ถ้อยคำของมันกลับมีเหตุผลอย่างยิ่ง
ประมุขหวง: เรื่องบังคับขู่เข็ญเพื่อรีดข้อมูล ข้าฯมิถนัดเท่าใด ทั้งเกรงจะกระทบต่อแผนการของเว่ยกงกง แต่อย่างไรหากจำเป็นจริง ๆ คงต้องทำเช่นที่ประมุขเล่อแนะนำ
เจ้าสำนักบู๊ตึ้งนักพรตเจิ้งชวา: ประมุขหวงมีข้อมูลมากเช่นนี้ ย่อมต้องมีแผนการในใจ
ประมุขหวงมองไปยังเหล่าเจ้าสำนักทีละคนอย่างช้า ๆ ด้วยใบหน้าเคร่งเครียดจริงจัง
“หากพอเป็นไปได้ ข้าฯ ใคร่ขอให้ทุกสำนักส่งกำลังคนมายังตระกูลหวง เพื่อต่อสู้กับพรรคมาร”
ภายหลังการประชุม เหล่าเจ้าสำนักทั้งหกเดินทางกลับอย่างรวดเร็ว
ทุกคนหนักใจกับคำร้องขอของประมุขหวง เพราะประมุขหวงมิได้ขอกำลังเพียงน้อย แต่กลับให้แต่ละสำนักส่งคนมาถึงหนึ่งในสามส่วนของที่มี นั่นยอมเป็นการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ ซึ่งหากทำได้จริง จะมีคนจำนวนมากกว่าการจู่โจมพรรคปราบมังกรเมื่อสี่สิบปีก่อนเสียอีก ผิดกันแต่คราวนี้แม้แต่ที่ตั้งของศัตรู ก็ไม่ทราบว่าอยู่ที่ใด หากไม่สามารถหาพบ ก็จะเป็นการลงแรงสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ ทั้งยังทำให้น้ำหนักของค่ายผู้นำทั้งเจ็ดสำนักในสายตาชาวยุทธลดลง
สุดท้ายผลการประชุมถูกปกปิดไว้เป็นความลับเฉพาะคนระดับเจ้าสำนักเท่านั้นที่ทราบได้ แม้แต่ครอบครัวหรือบุตรหลานก็มิอาจแพร่งราย
“ท่านพี่เหน็ดเหนื่อยมากนัก ดื่มซุปไก่ดำตุ๋นนี่เสียก่อน จะได้บำรุงกำลัง”
หวงฮูหยินยกถ้วยซุปมาให้ประมุขหวงถึงห้องทำงาน
หลังการประชุมอันเคร่งเครียดประมุขหวงยังคงตรวจงานประจำวันมิให้คั่งค้าง
“ซุปรสดียิ่ง ยี่สิบกว่าปีนี้ ฝีมือของเจ้าไม่ตกไปเลย”
หวงฮูหยินใช้สองมือนวดศีรษะ ไหล่และหลังของสามีเฒ่า
“วันนี้ท่านพักผ่อนก่อนเถิด ไว้พรุ่งนี้ค่อยตรวจงานต่อ คืนนี้ข้าฯ จะปรนนิบัติท่านให้หายเมื่อยล้า”
ประมุขหวงวางงานลง หลับตาปล่อยให้ภริยาผู้รู้ใจปรนนิบัติ ตามที่นางต้องการ