
.....เช้าวันรุ่งขึ้น แสงอรุณอาบขุนเขาดุจผืนแพรสีทอง หลินเซียนสวมชุดขาวสะอาดเรียบร้อย สายลมอ่อนพัดผ่านชายแขนเสื้อปลิวไหว เขาเก็บข้าวของจำเป็นใส่ห่อผ้ากำลังจะก้าวเดินออกจากบ้านมุ่งสู่ป่าลึกเบื้องหลังหมู่บ้าน หลินเซียนออกมายืนหน้าบ้านมีท่านแม่และคุณหนูร้านน้ำชาเดินทางมาร่วมร่ำลากันตั้งแต่เช้าตรู่
“เซียนเอ๋อร์” เสียงมารดาดังขึ้น มือของนางประคองไหสุราเล็กๆเก่าแก่ที่มีร่องรอยกาลเวลาอยู่ทั่วฝาไม้
นางยื่นไหให้ลูกชาย “นี่คือสุราที่ท่านย่าเจ้าเคยหมักไว้สมัยยังสาว…นับเวลาก็ครึ่งศตวรรษแล้ว นางเคยพูดว่า หากถึงวันที่หลานชายเติบใหญ่เป็นบุรุษเต็มตัวแล้ว จึงมอบให้เป็นของขวัญ”
หลินเซียนรับไหสุราด้วยสองมือ สายตาเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง ราวกับกำลังรับสืบทอดไม่ใช่เพียงสุรา หากคือ สายใยแห่งตระกูล
เขายกมือคารวะเบื้องหน้ามารดาแล้วกล่าวเสียงหนักแน่น
“ลูกจะไม่ทำให้ท่านแม่และท่านย่าผิดหวัง ข้าจะฝึกตนให้สำเร็จ ไม่ว่าทางข้างหน้าจะยากเพียงใด”
มารดายิ้มพลางกล่าวเบา ๆ “หนทางเซียนนั้นยาวไกล ดั่งคำโบราณว่า ต้นไม้สูงต้องผ่านลมแรง สายน้ำลึกต้องไร้เสียง เจ้าจงระลึกไว้ให้ดี”
คุณหนูเจ้าของร้านผู้คอยดูแลแม่ของหลินเซียนมาตลอด ก้าวออกมาด้วยดวงตาแดงก่ำ น้ำตาเอ่อคลอราวสายน้ำไม่ยอมหยุดไหล
“พี่เซียน…” เสียงคุณหนูร้านน้ำชานางสั่นเครือ มือเล็กๆกำชายเสื้อของเขาไว้แน่น
หลินเซียนมองดวงหน้าเปื้อนน้ำตา เขายกมือขึ้นเช็ดหยดน้ำใสเบา ๆ ด้วยปลายนิ้ว พลางยิ้มอ่อนโยนราวแสงจันทร์กลางราตรี
“คุณหนูขอรับ…” เขาเอ่ยเสียงทุ้มอบอุ่น “อย่าร้องไห้เลย น้ำตาของท่านทำให้หัวใจข้าเจ็บยิ่งกว่าบาดแผลพันครั้งบนร่างกาย”
คุณหนูร้านน้ำชาสะอื้น นัยน์ตาสั่นระริก “ข้าเพียงกลัวว่าจะไม่ได้พบท่านอีก…”
หลินเซียนยกไหสุราที่เพิ่งได้รับจากแม่ขึ้นมาถือไว้ แล้วเอ่ยประโยคซึ้งตรึงใจ
“หนทางเซียนนั้นยาวไกล แต่ใจข้าหาได้ห่างจากที่นี่ไม่ วันหนึ่งเมื่อข้าฝึกตนสำเร็จ จะกลับมาเปิดไหสุรานี้กับเจ้า…ให้รสชาติแห่งกาลเวลาเป็นพยานต่อคำสัญญาของเรา”
คำพูดนั้นทำให้นางน้ำตาไหลรินยิ่งกว่าเดิม แต่แฝงด้วยรอยยิ้มเล็ก ๆ ในมุมปาก นางรู้ว่าเขากำลังจะก้าวสู่เส้นทางอันยิ่งใหญ่ที่ไม่มีวันถอยกลับ
หลินเซียนก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว โค้งคำนับให้มารดาด้วยความเคารพและอาลัย ก่อนหันหลังเดินไปสู่เส้นทางฝึกตน ทิ้งไว้เพียงเสียงสะอื้นแผ่วเบาที่ลอยตามสายลม…
...ภายในป่าหลังบ้าน หลินเซียนกลับมาที่ต้นไม้เซียนที่ท่านพ่อปลูก เขาปล่อยเจ้าเสี่ยวหมิงแพนด้าน้อยออกมาจากถุงสมบัติ ทันทีที่มันออกมามันก็เข้ามาออดอ้อนยิ้มให้หลินเซียน แล้วมันก็เริ่มเดินหาผลไม้ใบไม้บริเวณนั้นกินตามประสาหมีแพนด้า พลังธาตุไม้เริ่มเอ่อออกมาจากร่างกายมัน ทำให้ต้นอวิ๋นฮวากลับมาเรืองแสงสว่างขึ้นมาอีกครั้ง ผลอวิ๋นฮวาเริ่มผุดออกมาจากต้น หลินเซียนมองต้นไม้เซียนด้วยความพึงพอใจ
เขานั่งลง หลับตา ทำสมาธิ
"หากข้าจะบรรลุแกนปราณขั้นปลาย ข้าต้องหลอมรวมใจกับปราณให้กลายเป็นหนึ่งเดียวจนเกิดเป็นจิตไร้ขอบเขตให้ได้"
"ข้าไม่มีสมุนไพรเซียนที่มีช่วยหลอมจิตเลย พลังสวรรค์มีเพียงหยดน้ำสวรรค์ซึ่งข้ายังไม่รู้วิธีเรียกใช้พลังสวรรค์จากมัน มีดีแค่สถานที่นี่เต็มไปด้วยพลัง"
"ดังนั้นหนทางที่ข้าจะฝึกฝนต่อไปนี้ย่อมยากเย็นกว่าพวกเซียนร่ำรวยสำนักใหญ่ๆที่มีทรัพยากรพร้อมกว่าเป็นแน่"
"แต่ที่ผ่านมาข้าก็ไม่เคยราบรื่น หากข้าเพียรพยายามข้าย่อมมีโอกาสประสบผลสำเร็จได้!"
"ใจข้านี่แหละคือของวิเศษที่มีค่าที่สุด และไม่มีใครพรากมันจากข้าไปได้!"
....เสียงแมลงกลางคืนขับขานอย่างต่อเนื่อง หลินเซียนนั่งขัดสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้เซียน กายห่มชุดขาวสะอาด รอบกายคลายหมอกปราณเล็กน้อย ลมอุ่นพัดผ่านไป แต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยความปั่นป่วน
เขา กดลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ ตามที่ตำราที่เคยร่ำเรียนมา
“หายใจหนึ่งครั้ง ดึงฟ้าเข้าสู่ใจ หายใจอีกครั้ง หลอมดินเข้าสู่แกนปราณ…”
แต่ยิ่งพยายามรวม ใจ กับ ปราณ เข้าด้วยกันเท่าไร ก็ยิ่งรู้สึกว่ามันเป็นคนละสิ่ง คนละโลก หัวใจของเขาเต้นแรงราวกลองรบ ส่วนปราณกลับกระจายไร้ระเบียบ พุ่งซัดไปมาภายในเส้นลมปราณ
เสียงในหัวตะโกนดังก้อง
“เจ้าทำไม่ได้! ใจของเจ้าคือใจมนุษย์ ปราณคือพลังแห่งฟ้า เจ้าไม่มีวันรวมทั้งสองสิ่งเข้าด้วยกันได้!”
หลินเซียนกัดฟันพยายามกดข่มเสียงในใจ แต่แล้ว…ปราณปะทุผิดจังหวะ เส้นลมปราณสะท้านวาบ โลหิตพุ่งออกมาจากมุมปาก
เขาไอแรง ร่างกายสั่นสะท้าน ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วสี่ร่างห้าใจ
“แค่เริ่มต้นก็ผิดพลาดแล้วหรือ…”
วันแรกจบลงด้วยความล้มเหลว
....วันที่สอง เขากลับมานั่งสมาธิอีกครั้ง ใจยังไม่ยอมแพ้ เขาหลับตาเข้าสู่ห้วงจิต พยายามนึกถึงภาพ
“ใจเป็นเหมือนสายน้ำ ปราณเป็นเหมือนลม หากสองสิ่งประสานกัน ก็จะเกิดคลื่นที่ไร้ขอบเขต”
ตอนแรก ทุกอย่างดูราบรื่น หัวใจสงบลงเล็กน้อย ปราณเริ่มเคลื่อนไหลเป็นสาย แต่แล้ว ความกลัวกลับโผล่ขึ้นมาในห้วงจิต เขาเห็นภาพคุณหนูร้านน้ำชาน้ำตาไหล เห็นแม่ที่ยืนรออยู่หน้าบ้าน เห็นผู้คนในหมู่บ้านที่ฝากความหวังไว้กับเขา
“ถ้าข้าล้มเหลว…ทุกคนเล่า?” เสียงในใจแผดร้อง กำแพงความหวังพังทลายลง
ปราณสะบัดกระจัดกระจายอีกครั้ง แกนปราณในร่างสะท้านรุนแรง จนเกือบแตกร้าว หลินเซียนสะดุ้งตื่นพร้อมเหงื่อท่วมร่าง หายใจหอบหนักราวเพิ่งรอดตายจากการสู้รบ
วันที่สอง…ล้มเหลวเช่นกัน
....วันที่สาม เขาเปลี่ยนสถานที่ไปนั่งริมธารน้ำ หวังให้เสียงสายน้ำช่วยกล่อมใจให้สงบ พยายามรวมใจและปราณให้เป็นหนึ่งเดียว แต่ในที่สุด ปราณกลับคุกรุ่นกลายเป็นพลังวุ่นวาย ราวกับสายน้ำที่เชี่ยวกรากไม่ยอมรวมกับเงาจันทร์ที่สงบอยู่เบื้องบน
“อีกแล้ว…ข้ายังไม่เข้าใจ…” เขาพึมพำเบา ๆ ด้วยเสียงสิ้นหวัง
หลายคืนต่อมา เขาฝึกซ้ำไปซ้ำมา ล้มเหลวไม่รู้กี่ครั้ง โลหิตที่อาเจียนออกมาทำให้เสื้อขาวเปื้อนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร่างกายผ่ายผอม ใบหน้าเคร่งเครียด ราวคนกำลังถูกเงามืดกลืนกิน
เขาเริ่มสงสัยว่าแท้จริงแล้ว ตำรานี้มีจริงหรือไม่ หรือว่า “จิตไร้ขอบเขต” เป็นเพียงความเพ้อฝันของบรรพชนที่ไม่มีใครทำได้
"หรือข้าต้องออกเดินทางไปเพื่อหายาสมุนไพรและของวิเศษต่างๆมาช่วยให้บรรลุ?"
"ไม่!"
เขาส่ายหน้าแล้วเขาก็เริ่มหลับตาทำสมาธิต่อ
....ในคืนหนึ่ง หลังจากที่ผ่านมาเนิ่นนาน จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี จากปีเป็นสิบปี
เมื่อร่างกายอ่อนล้าเกินจะฝืน หลินเซียนนอนพิงต้นไม้ใหญ่ ดวงตาเหม่อมองไปยังท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว
สายลมกลางคืนพัดใบไม้ไหว เสียงจิ้งหรีดขับขานเป็นจังหวะ ดวงจันทร์ลอยเด่นสงบอยู่บนฟากฟ้า
ทันใดนั้น เขารู้สึกได้ว่าหัวใจของตนก็เหมือนดวงจันทร์
ปราณของตนก็เหมือนสายลมและสายน้ำรอบกาย
"ทำไมข้าต้องบังคับให้สิ่งเหล่านี้รวมเป็นหนึ่ง?"
"ทำไมข้าไม่ ปล่อย ให้ใจและปราณไหลเข้าหากันเองตามธรรมชาติ?"
เหมือนความเข้าใจเล็ก ๆ ค่อย ๆ ก่อประกายขึ้นในจิต
ไม่ใช่การ “ฝืน” ให้เป็นหนึ่งเดียว
แต่คือการ “ยอมรับ” ว่าแท้จริงแล้ว มันไม่เคยแยกจากกันเลยตั้งแต่แรก
หลินเซียน กดหายใจเข้าอีกครั้ง ปล่อยให้ปราณเคลื่อนไหลโดยไม่บังคับ ใจสงบราวสายน้ำ ปราณอ่อนโยนดุจลมเย็น ทั้งสองประสานเป็นวงคลื่นที่กว้างไกล ราวกับไร้ขอบเขตสิ้นสุด
ดวงตาเขาสว่างวาบขึ้นในยามค่ำคืนนั้น…
“ข้า…เห็นแสงแห่งความหวังแล้ว”