บทที่ 22 เลื่อนขั้นสู่ขอบเขตเลี่ยนชี่ระดับสอง!
ณ ห้องพิจารณาคดีสูงสุดแห่งศาลต้าหัว บรรยากาศอบอวลไปด้วยความกดดันอันหนักอึ้ง เหล่าขุนนางระดับสูงของศาลต้าหัว นำโดยหลี่หัวเฟิงรองเ้ากรมศาลต้าหัว ต่างมารวมตัวกันเพื่อพิจารณากองเอกสารที่ถูกส่งต่อกันไปรอบโต๊ะอย่างเคร่งเครียด ภายในเอกสารเ่าั้ จารึกรายนามของเหล่านักรบแห่งแคว้นชิงซงที่ต้องสังเวยชีวิตไปทีละคน
"ตายได้ดีแท้!"
ขุนนางชราผู้หนึ่งพลันแค่นเสียงหัวเราะเ็า แววตาฉายชัดถึงความสะใจอย่างยิ่งยวด
ท่ามกลางสีหน้าที่ซับซ้อนของคนรอบข้าง หลี่หัวเฟิงหันไปจ้องมองขุนนางเฒ่าผู้นั้นพลางตวาดถามเสียงกร้าว "ตายได้ดีรึ? ท่านรู้หรือไม่ว่าการกระทำป่าเถื่อนของฟางเฉินในครั้งนี้ จะนำพาหายนะมาสู่ต้าเซี่ยของเราเพียงใด?"
"หากแคว้นชิงซงถือเหตุนี้เป็ชนวนศึก เคลื่อนทัพบุกโจมตีอย่างเต็มกำลัง ต้าเซี่ยของเราจะต้านทานไว้ได้สักกี่น้ำกัน!"
"ท่านรองเสนาบดี" ขุนนางเฒ่ายิ้มตอบอย่างมิสะทกสะท้าน "ตลอดห้าปีมานี้ คดีความที่พวกนักรบชิงซงก่อไว้ในศาลต้าหัวมีกองพะเนินเป็ร้อยเป็พันคดี พวกมันก่อกรรมทำเข็ญนับประการมิถ้วน บัดนี้เทพาฟางช่วยสะสางขยะรกแผ่นดินเ่าั้ให้พวกเรา ถือเป็การลดภาระหน้าที่ของศาลต้าหัว มิใช่เื่มงคลหรอกรึ?"
"ส่วนเื่ทางแคว้นชิงซงนั้น... มิใช่กงการที่พวกเราต้องมานั่งวิตก ฟางเฉินลงมือครั้งนี้ย่อมต้องมีแผนการรองรับ ข้าได้ยินมาว่าวรยุทธ์ของเขาฟื้นคืนกลับมาแล้ว เช่นนั้นต้าเซี่ยของเราก็มิใช่ลูกไก่ในกำมือที่ไร้ทางสู้อีกต่อไป"
ขุนนางหลายคนต่างพากันพยักหน้าเงียบ ๆ รู้สึกเห็นพ้องกับเหตุผลนั้น
ทว่าหลี่หัวเฟิงกลับมีสีหน้าขรึมลง "พวกท่านคิดเช่นนี้ก็หาได้ผิดนัก แต่แท้จริงแล้ว แม้ในยามที่ฟางเฉินอยู่ในจุดสูงสุด เขายังพ่ายแพ้ ณ เขาสามภพ กำลังของต้าเซี่ยมิอาจนำไปเปรียบกับชิงซงได้เลย วันนี้ที่ข้าเรียกพวกท่านมา ก็เพื่อหารือถึงบทลงโทษที่จะมีต่อฟางเฉิน"
"ข้าขอเสนอให้ตัดสินโทษคุมขังเขาไว้ในคุก และส่งตัวไปให้แคว้นชิงซงจัดการในเร็ววัน เพื่อเป็การดับโทสะของทางนั้นลงเสีย"
คำเสนอนี้ทำให้ทุกคนต้องตื่นตะลึง การส่งตัวฟางเฉินให้แคว้นชิงซงจัดการเองรึ? เื่เช่นนี้จะเป็ไปได้อย่างไร!
ทว่าในขณะนั้นเอง มีเ้าหน้าที่ผู้หนึ่งก้าวพรวดเข้ามาอย่างเร่งรีบพลางกระซิบรายงานด้วยเสียงต่ำ "เรียนใต้เท้าทุกท่าน บัดนี้ที่หน้าประตูศาลฎีกาหลวงต้าหัวมีฝูงชนมารวมตัวกันเป็จำนวนมากขอรับ"
"พวกเขามาร้องเรียนให้ปล่อยตัวฟางเฉินงั้นรึ?" ขุนนางเฒ่ารีบเอ่ยถาม
"มิใช่ขอรับ..." ผู้มารายงานมีสีหน้าแปลกประหลาดพลางกล่าวต่อ "คนเ่าั้มาจากแคว้นกู่เหอ หลงตู้ และอี้โจว พวกเขาประณามว่าฟางเฉินเข่นฆ่านักรบชิงซงอย่างอำมหิต และเรียกร้องให้ลงทัณฑ์สถานหนัก มิเช่นนั้นชาวแคว้นที่มาเยือนเมืองหลวงต้าเซี่ยจะหาความปลอดภัยไม่ได้อีกต่อไป"
แคว้นกู่เหอ หลงตู้ และอี้โจว ทั้งสามแคว้นนี้ล้วนเป็แคว้นระดับเก้า แม้มิได้มีความขัดแย้งทางการทหารกับต้าเซี่ย ทว่ากลับเน้นหนักด้านการค้าขาย และมีประชากรของทั้งสามแคว้นพำนักอยู่ในเมืองหลวงของต้าเซี่ยเป็จำนวนมาก
"เหลวไหล! เื่นี้ไปเกี่ยวอันใดกับพวกมันกัน?" ขุนนางเฒ่าแค่นเสียงอย่างไม่สบอารมณ์
"ทำไมจะไม่เกี่ยวเล่า?" หลี่หัวเฟิงตวัดสายตามองขุนนางเฒ่า "ใต้เท้าเ้ากรมอาญา ท่านอย่าลืมว่าทั้งสามแคว้น กู่เหอ หลงตู้ และอี้โจว ต่างมีความสัมพันธ์อันดีกับชิงซง มีการติดต่อค้าขายแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันทุกปี"
"การกระทำของฟางเฉินในครั้งนี้ย่อมสร้างความขัดเคืองใจให้แก่พวกมัน หากพวกมันร่วมมือกันกดดันต้าเซี่ย เราจะรับมืออย่างไร? ลำพังแค่มีชิงซงเป็ศัตรูก็หนักหนาสาหัสพอแล้ว หากต้องเป็ศัตรูกับอีกสามแคว้น เกรงว่าโชคชะตาของแคว้นคงถึงกาลล่มสลาย!"
เหล่าขุนนางต่างเริ่มมีสีหน้าเคร่งเครียดลงทีละน้อย
นั่นเป็ความจริง... คำพูดของหลี่หัวเฟิงมิได้เกินเลยไปนัก ในสถานการณ์ที่เปราะบางเช่นนี้ ไม่มีใครอยากเห็นทั้งสามแคว้นเข้ามายุ่งเกี่ยว หากพวกมันยื่นมือเข้ามาแทรกแซง... หากมิมีการให้คำตอบที่น่าพอใจ เื่นี้ย่อมไม่จบลงโดยง่าย
"โอ้ ท่านเ้ากรมศาลมาแล้ว"
"คารวะ ท่านเ้ากรม"
ขุนนางทุกคนต่างลุกขึ้นยืนต้อนรับ เมื่อบุรุษวัยกลางคนในชุดคลุมยาวลายัขดเดินทอดน่องเข้ามา เขาพยักหน้าให้ทุกคนเบา ๆ ก่อนจะนั่งลงบนตำแหน่งประธานแล้วเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ ว่า
"พวกเ้าปรึกษาหารือกันตั้งนานสองนาน ได้ข้อสรุปอันใดออกมาบ้างหรือยัง?"
"เรียนท่านเ้ากรมศาลต้าหัว ในความเห็นของข้า จำต้องส่งตัวฟางเฉินให้แก่แคว้นชิงซงขอรับ" หลี่หัวเฟิงประสานมือรายงาน
"เฮ้อ เื่นี้ช่างน่าปวดหัวยิ่งนัก" เ้ากรมศาลต้าหัวนวดขมับพลางทอดถอนใจ "ฟางเฉินมีสถานะในต้าเซี่ยมิธรรมดา หากวรยุทธ์เขามิฟื้นคืนมา เรายังอาจใช้เขาแลกกับการต่อเวลาลมหายใจของต้าเซี่ยไปได้อีกหลายปี"
"แต่ในเมื่อบัดนี้วรยุทธ์เขากลับคืนมาแล้ว พวกเ้ามิเคยคิดบ้างหรือว่า ไม่ว่าเราจะสั่งลงทัณฑ์เขาอย่างไร มีสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุด... นั่นคือ เขาต้องเต็มใจรับโทษนั้นด้วยตนเอง"เ้ากรมศาลต้าหัวกวาดสายตามองทุกคน
เหล่าขุนนางต่างชะงักงัน สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็ดูประหลาดพิกล เพราะพวกเขาหลงลืมประเด็นสำคัญข้อนี้ไปเสียสนิท
หลี่หัวเฟิงเอ่ยอย่างลังเล "หรือว่า... เขา
จะกล้าฝ่าฝืนคำสั่งโดยเปิดเผยรึ?"
"เ้าลองดูสิว่าเขาจะกล้าหรือไม่?" เ้ากรมศาลต้าหัวแค่นเสียงหัวเราะ "ต่อให้ข้าเป็เ้าศาลต้าหัว และพ่วงตำแหน่งอ๋อง หากข้าไปยืนชี้หน้าด่าทอเขาตรง ๆ เ้าคิดว่าเขาจะไม่กล้าตบปากข้าเชียวรึ?"
ขุนนางทุกคนต่างตกอยู่ในความเงียบงัน
"ในเมื่อเป็เช่นนี้ ก็มิต้องหารือกันให้เสียเวลาอีก เื่นี้ศาลต้าหัวของพวกเราอย่าได้สอดมือเข้าไปยุ่งปล่อยให้ฟางเฉินจัดการด้วยตัวเขาเองเถิด" เ้ากรมศาลต้าหัวลุกขึ้นยืนพลางกล่าวต่อ "ในเมื่อคนก็ถูกจับมาส่งถึงศาลแล้ว หน้าที่ที่พวกเราต้องทำก็เสร็จสิ้นลงแล้ว ส่วนหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น มันไปเกี่ยวกับพวกเราที่ตรงไหนกัน?" กล่าวจบเขาก็เดินออกจากห้องไปอย่างสง่างามโดยไม่นำพาต่อสิ่งใด
เมื่อเห็นเช่นนั้น ขุนนางที่เหลือต่างก็ทยอยลุกขึ้นเดินจากไปทีละคน
"ใต้เท้าหลี่ ข้าว่าท่านเองก็อย่าได้เข้าไปก้าวก่ายเื่นี้เลย จะได้ไม่ต้องหาเื่ใส่ตัวให้ลำบากเปล่า ๆ" ใต้เท้าเ้ากรมอาญาโปรยยิ้มให้หลี่หัวเฟิง ก่อนจะค่อย ๆ เดินนวยนาดจากไป หลี่หัวเฟิงยืนนิ่งด้วยใบหน้ามืดครึ้มที่ทวีความเคร่งเครียดขึ้นทุกขณะ
ด้านนอกศาลเ้าหน้าที่นาม หยวนจวง เมื่อเห็นใต้เท้าเ้ากรมอาญาเ้าซึ่งเป็เ้าศาลต้าหัวด้วยเดินออกมา จึงรีบเข้าไปถามทันที "ใต้เท้า ทางเบื้องบนว่าอย่างไรบ้างขอรับ?"
"เ้าน่ะรึ ครั้งนี้สามารถคุมตัวเทพาฟางเข้ามาในศาลต้าหัวได้ ก็นับว่ามีเื่ให้เอาไปคุยโวได้ทั้งชีวิตแล้ว" ใต้เท้าเ้ากรมอาญาเ้ากล่าวด้วยรอยยิ้ม "ส่วนเื่อื่น มิใช่กงการที่พวกเราต้องใส่ใจ ไปเรียกเ้าหน้าที่คนอื่น ๆ มา วันนี้ข้าอารมณ์ดี จะเลี้ยงดูปูเสื่อพวกเ้าไปฟังดนตรีริมแม่น้ำต้าเซี่ยเสียหน่อย" หยวนจวงถึงกับตกตะลึงจนตัวแข็ง
ั้แ่พ่ายศึกเมื่อห้าปีก่อน ใต้เท้าเ้ากรมอาญาแทบมิเคยย่างกรายไปเยือนสถานที่เริงรมย์แห่งใดเลย วันนี้เหตุใดถึงได้เกิดสุนทรียารมณ์ขึ้นมาได้กัน?
ภายในคุกใต้ดินลึก เสียงอสนีบาตพลันะเิขึ้นเป็ระยะ เหล่านักโทษต่างตกตะลึงพรึงเพริด พากันเกาะลูกกรงชะเง้อมองด้วยความอยากรู้ว่าเกิดอาเพศอันใดขึ้น
ทว่าในไม่ช้า พวกเขาก็ได้รับรู้จากคำเล่าลือของบรรดาผู้คุมว่า บัดนี้ฟางเฉินกู้ยุทธ์กลับคืนมาแล้ว ทั้งยังฝึกปรือวิชาสายฟ้าอันโเี้ เพียงสะบัดมือก็สามารถฟาดฟันศัตรูให้กลายเป็จุณดำเป็ตอได้ในพริบตา!แม้แต่เซียวเทียนซื่อเ้าสำนักวรยุทธ์ชิงซงขั้นสูง ก็ยังจบชีวิตลงด้วยกระบวนท่านี้! เมื่อได้รับรู้ความจริง จากความตื่นตระหนกในคราแรกก็แปรเปลี่ยนเป็ความคุ้นชิน และสุดท้ายพวกเขากลับรู้สึกถึงความปลอดภัยท่ามกลางเสียงสายฟ้าที่ฟาดกระหน่ำนั้น
"ท่านแม่ทัพฟางยิ่งแกร่ง ต้าเซี่ยก็ยิ่งเกรียงไกร ์มิได้ทอดทิ้งพวกเราจริง ๆ!"
"าระหว่างต้าเซี่ยและชิงซงจำต้องเกิดขึ้นอีกครา และศึกครั้งนี้จะเป็ตัวกำหนดชะตากรรมของทั้งสองแคว้น มันจะโเี้ยิ่งกว่าศึกเขาสามภพหลายเท่าตัวนัก หากท่านแม่ทัพฟางแข็งแกร่งขึ้น โชคชะตาของแค้วนต้าเซี่ยก็จะยิ่งมั่นคง!"
"อวี้เฉิง! เ้าพวกอวี้เฉิง! พวกเ้าจะขังท่านแม่ทัพฟางไว้ถึงเมื่อไหร่? เหตุใดมิรีบปล่อยท่านออกไปกำราบพวกชิงซงเพื่อแผ่นดินเรา!"
เหล่าอวี้เฉิงในคุกใต้ดินต่างพากันยิ้มแห้งด้วยความลำบากใจ พวกเขาก็อยากจะทำเช่นนั้นใจจะขาด ทว่าพวกเขามีอำนาจอันใดจะไปสั่งการเื่นี้ได้
ภายในห้องขังเดี่ยวอันสงบเงียบ ฟางเฉินกำลังจดจ่ออยู่กับการสร้างยันต์อสนีม่วงลายเส้นแต่ละสายที่เขาลากลงไปนั้นแฝงไปด้วยพลังอันหนักแน่นและทรงพลัง เขาเริ่มััได้ว่าความเร็วในการวาดยันต์ของตนเริ่มพัฒนาขึ้นทีละน้อย
พลังิญญาภายในกายก็เริ่มกล้าแกร่งและหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับวันที่เขาเพิ่งเปิดชีพจรเซียน มันทรงพลังขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัวนัก! ทุกครั้งที่เขาสูญเสียพลังิญญาไปจนเกลี้ยง ขีดจำกัดของพลังที่ฟื้นฟูกลับมาใหม่ก็จะขยับสูงขึ้นทุกครั้ง
"ที่แท้ การฝึกเซียนก็มิได้ยากเย็นถึงเพียงนั้น..."
ฟางเฉินวางพู่กันขนหมาป่าลงช้าๆ พลางหลับตาััถึงมวลพลังิญญาที่พลุ่งพล่านอยู่ภายใน มุมปากผุดรอยยิ้มจาง ๆ บัดนี้พลังิญญามาถึงจุดอิ่มตัวแล้ว ถึงเวลาที่จะต้องควบแน่นชีพจรเซียนเส้นที่สองเสียที
เพียงหนึ่งห้วงคำนึง พลังิญญามหาศาลจากทั่วทุกสารทิศในชั้นบรรยากาศพลันหมุนวนราวกับพายุคลั่ง พุ่งทะลวงเข้าสู่ร่างของฟางเฉินอย่างบ้าคลั่ง เพียงครู่เดียว ชีพจรเซียนสายที่สองที่ใสกระจ่างดุจแก้วเจียระไนก็ปรากฏขึ้นอย่างมั่นคงภายในกาย
เลื่อนขั้น...สู่ขอบเขตเลี่ยนชี่ระดับสอง!