โจวหยวนเฉิงนั่งเงียบมาตลอดทาง ตั้งแต่เขาข้ามภพมาอยู่ในยุคนี้ เขาก็เกือบลืมไปแล้วว่าเขาเคยได้ฉายาว่า “เทพเจ้าโจวผู้ศักดิ์สิทธิ์” ตอนนั้นผู้หญิงแต่ละคนต่างก็เข้าหาเขาเพราะอยากให้ตัวเองโชคดี พวกเธอไม่ได้มีความจริงใจให้กับเขาเลยแม้แต่น้อย จนเขาเองยังปิดกั้นตัวเองและไม่ยอมเปิดใจให้ใครอีกเลย
พอได้ฟังสิ่งที่เจ้าอาวาสได้เตือนสติ เขาถึงได้เริ่มคิดว่าเขาไม่ควรที่จะเอาความคิดแย่ๆ ของผู้หญิงคนหนึ่งไปตัดสินผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ในเมื่อเจ้าอาวาสบอกแล้วว่าเนื้อคู่ของเขารอเขามาแล้วถึงสองชาติสองภพ นั่นย่อมหมายความว่าผู้หญิงคนนั้นต้องเป็นคนดีและยึดมั่นในความรักอย่างแน่นอน คิดได้อย่างนั้นโจวหยวนเฉิงจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก
“เจ้ากำลังกลุ้มใจสิ่งใดอยู่หรือ” โจวหลี่เฉียงถาม
“ไม่มีอะไรหรอกขอรับ ข้าแค่คิดอะไรไปเรื่อย” โจวหยวนเฉิงตอบ
“เรื่องเนื้อคู่หรือ ท่านเจ้าอาวาสก็บอกแล้วว่าอีกไม่นาน เจ้าก็จะได้เจอกับเนื้อคู่ของเจ้าแล้ว เจ้าไม่ต้องรีบร้อนหรอก”
“ข้าไม่ได้รีบร้อนนะขอรับพี่ใหญ่ ข้าแค่คิดว่าเมื่อก่อนข้าคงมีอคติมากเกินไปถึงได้พลาดสิ่งดีๆ ในชีวิตไปหลายอย่าง”
“เจ้ารอง อยู่ที่ดินแดนนั้น เจ้ามีสตรีมากมายเลยหรือ เจ้าอย่าทำอย่างนั้นอีกเลยนะ ดูอย่างพ่อเจ้าสิ มีแม่ของเจ้าอยู่ในดวงใจแค่คนเดียว ไม่เหมือนกับหลายบ้านที่มีอนุมากมาย พวกเขาล้วนมีแต่เรื่องน่าปวดหัว” ลุงฝูแนะนำ
“ท่านลุงขอรับ ข้าไม่ได้มีสตรีมากมายเหมือนที่ท่านคิดหรอกนะขอรับ อยู่ที่โน่นข้าเป็นฝ่ายถูกกระทำมากกว่า พวกนางเพียงแค่หลอกใช้ข้าเพื่อให้พวกนางประสบความสำเร็จในชีวิตเท่านั้น” โจวหยวนเฉิงรีบอธิบาย
“เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ ฟังจากวันนี้ ข้าว่าเนื้อคู่ของเจ้าคงเป็นคนดีแน่นอน ไม่อย่างนั้นท่านเจ้าอาวาสจะบอกความลับสวรรค์ให้เจ้ารู้ได้อย่างไร” โจวหลี่เฉียงพูด
“พี่ใหญ่ไม่ต้องห่วงข้าหรอกขอรับ ห่วงตัวเองก่อนดีกว่า ท่านเข้าใจสิ่งที่ท่านเจ้าอาวาสบอกท่านหรือไม่” โจวหยวนเฉิงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“เวลานี้ข้างกายข้าไม่มีสตรีอยู่ใกล้สักคน ข้าไม่กังวลเรื่องนั้นเลย” โจวหลี่เฉียงพูดสบายๆ
“ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงไม่มีสาวๆ คนไหนอยากเข้าใกล้เราหรอกขอรับ เพราะตอนนั้นพวกเรายังจนกันอยู่ แต่ตอนนี้ไม่แน่ว่าชีวิตเราจะเงียบสงบอย่างนั้นอีก ตอนนี้ท่านอายุสิบเจ็ดปี ถือว่าเป็นคนหนุ่มเต็มตัวแล้ว ย่อมต้องมีสาวๆ มาหมายตาท่านบ้าง ถึงแม้ท่านจะเป็นคนใจร้อน แต่ท่านก็เป็นคนใจอ่อนและขี้เกรงใจมากเหมือนกัน เพราะนิสัยท่านเป็นอย่างนี้ ท่านเจ้าอาวาสจึงเตือนท่านให้คอยระวังสตรีเอาไว้อย่างไรล่ะขอรับ” โจวหยวนเฉิงบอก
“แล้วข้าต้องทำอย่างไร” โจวหลี่เฉียงถามเสียงตื่น
“ท่านก็อยู่ใกล้ๆ ข้าไว้ก็พอ หากมีอะไรไม่ชอบมาพากลท่านก็มาปรึกษาข้าได้ และที่สำคัญท่านอย่าให้สตรีคนใดเข้าใกล้ท่านได้เด็ดขาด แม้แต่ผ้าเช็ดหน้าท่านก็ห้ามรับมาจากใคร”
“แล้วผ้าเช็ดหน้ามันสำคัญอย่างไร”
โจวหยวนเฉิงอยากจะคุกเข่าให้กับความใสซื่อบริสุทธิ์ของพี่ชายจริงๆ “ผ้าเช็ดหน้าถือเป็นของใช้ส่วนตัว หากมีหญิงสาวมามอบให้ท่านก็หมายความว่านางอยากจะฝากชีวิตไว้กับท่านแล้วอย่างไรล่ะขอรับ”
“ข้าจะทำอย่างไรดี สตรีช่างน่ากลัวจริงๆ” โจวหลี่เฉียงพูดอย่างเป็นกังวล
“ท่านไม่ต้องกังวลไปหรอก ท่านก็แค่อยู่ให้ห่างสตรีไว้ก็พอ หรือไม่เช่นนั้นเวลาท่านจะไปที่ไหนก็ขอให้มีคนไปเป็นเพื่อนท่านด้วย ห้ามท่านไปไหนมาไหนคนเดียว”
ณ ร้านขายยาป๋อเหวิน หวงหลิงหรือนายท่านหวงกำลังปรึกษากับคนสนิทอย่างเคร่งเครียด
“เจ้าสืบพบแล้วหรือยังว่าหมอเทวดาหลินพักอยู่ที่ใด” หวงหลิงถาม
“ยังไม่ทราบแน่ชัดขอรับ เพียงแต่ก่อนหน้านี้คนของเราได้ยินว่ามีหมอเทวดาคอยรักษาชาวบ้านอยู่ในหุบเขา เพียงแต่คนของเราไม่รู้ว่าหมู่บ้านนั้นอยู่บนเขาลูกใด เมืองของเรามีบ้านบนภูเขามากมาย คงใช้เวลาไม่น้อยเลยขอรับในการค้นหา”
“ถึงจะนานก็ต้องหาพวกเขาให้เจอ ตาเฒ่านั่นคงกำลังคิดจะทำอะไรบางอย่างอยู่เป็นแน่ หลายปีแล้วที่เขาไม่ปรากฏตัว เจ้าต้องรีบหาเบาะแสของเขาให้เจอแล้วจัดการเขากับหลานสาวของเขาไปซะ”
“ขอรับ ข้าจะระดมพี่น้องให้รีบตามหาสองคนนั้นให้เจอโดยเร็วที่สุด” พูดจบนักฆ่าคนนั้นก็กระโดดออกทางหน้าต่างไป
หวงหลิงนั่งใช้มือเคาะโต๊ะอย่างใช้ความคิด หลายปีที่ผ่านมาเขาได้ทำยาสูตรลับออกขาย สร้างรายได้และชื่อเสียงให้ร้านยาป๋อเหวินของเขาไม่น้อย แต่เขาไม่รู้ว่ายังมียาสูตรลับอีกมากเท่าไหร่ที่หลินซูจือยังไม่ได้เขียนให้เขา ถ้านางรู้ว่าหมอเทวดาหลินเจ๋อตงกับลูกสาวของนางยังมีชีวิตอยู่ นางจะต้องไม่ยอมเขียนสูตรยาทั้งหมดให้เขาเป็นแน่ เขาตัดสินใจเดินไปหาหลินซูจือเพื่อหยั่งเชิงถามเกี่ยวกับบิดาและลูกสาวของนาง
“หลายปีมานี้อาฉือเติบโตขึ้นไม่น้อย” หวงหลิงเริ่มพูด “เจ้าไม่กลัวหรือว่าวันหนึ่งข้าจะจัดการกับเจ้าสองแม่ลูก”
“เจ้าจะทำอะไรพวกเราได้ ยาสูตรลับพวกนั้นข้ายังเขียนให้เจ้าไม่หมดเลย” หลินซูจือยังนั่งถักด้ายข้อมือโดยไม่เงยหน้าขึ้นมามองหวงหลิงเลยแม้แต่น้อย
“หากข้าบอกว่าข้าไม่ต้องการสูตรยาพวกนั้นแล้วเล่า”
“คนโลภอย่างเจ้าคงไม่โง่พอที่จะทิ้งวิธีหาเงินง่ายๆ อย่างนี้ไปหรอก หรือแม้แต่ร้านยาแห่งนี้ หากไม่มียาสูตรลับที่ข้าเขียนให้ เจ้ายังคิดว่าเจ้าจะรักษามันไว้ได้อีกหรือ ทักษะการแพทย์ของเจ้าเป็นอย่างไร ร่ำเรียนกับท่านพ่อข้าอยู่หลายปี เจ้าทำได้ก็แค่แยกชนิดสมุนไพรง่ายๆ ได้เท่านั้น ส่วนการรักษา เจ้ายังเทียบกับท่านพี่ไม่ได้เลยสักนิด” หลินซูจือพูดเสียงเยาะ
“ทักษะการแพทย์ดีแล้วอย่างไร ในเมื่อตัวเขายังรักษาชีวิตของตัวเองไว้ไม่ได้”
“ท่านพี่ก็แค่ไว้ใจคนผิดเท่านั้น” หลินซูจือตอบ
“เจ้าก็ดีแต่พูดว่าข้าโลภ หากวันนั้นศิษย์พี่ไม่มีความโลภเหมือนกัน เขาจะรีบทิ้งเจ้าแล้วออกไปดูร้านค้ากับข้าทำไม”
“ข้าถึงบอกเจ้าอยู่นี่อย่างไรว่าท่านพี่ก็แค่ไว้ใจคนผิด ทุกวันนี้เจ้ายังใช้ชีวิตอย่างสุขสบายจริงหรือ ฮูหยินของเจ้าร้ายกาจเพียงใด บ้านแทบจะไม่เป็นบ้าน ส่วนลูกชายของเจ้านั้น” หลินซูจือส่ายหน้าอย่างเห็นใจ
“เจ้าไม่ต้องพูดถึงครอบครัวข้า ครอบครัวของเจ้าเล่าดีกว่าข้าอย่างนั้นหรือ กี่ปีแล้วที่เจ้าไม่เคยได้ก้าวขาออกจากบ้านของข้า ส่วนลูกชายของเจ้าที่มีทั้งท่านตาและบิดาเป็นแพทย์ผู้มีความสามารถ แต่สมุนไพรสักชนิดก็ไม่เคยได้ศึกษา ช่างเป็นบุตรหลานที่ไร้ค่าของตระกูลแพทย์เสียจริง”
“เจ้าแน่ใจว่าลูกชายของข้าไม่รู้เรื่องสมุนไพรเลยจริงๆ หรือ เจ้าไปเอาความมั่นใจนั้นมาจากไหน”
“เจ้าอย่ามาทำอวดดีให้มันมากนัก เวลานี้เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าสั่งให้คนไปหาตัวพ่อกับลูกสาวของเจ้าแล้ว อีกไม่นานพวกเจ้าก็จะได้พบกัน และวันนั้นก็จะเป็นวันสุดท้ายของพวกเจ้าเช่นกัน” หวงหลิงพูดอย่างเหลืออด อันที่จริงการมาพบกับหลินซูจือครั้งนี้ เขาแค่ต้องการจะหยั่งเชิงนางเท่านั้นว่านางรู้เรื่องบิดาและลูกสาวมากน้อยเพียงใด แต่กลายเป็นเขาที่ถูกนางยั่วโมโห และเผลอบอกออกไปว่าสองคนนั้นยังมีชีวิตอยู่
หลินซูจือแสร้งทำท่าทางสงบ แต่ในใจกลับดีใจมากที่รู้ว่าบิดาและบุตรสาวยังมีชีวิตอยู่ “วันนั้นจะมาถึงหรือไม่ก็ยังไม่อาจรู้ได้ แต่ถ้าเจ้าทำร้ายพวกเขา หรือแม้แต่กล้าทำร้ายอาฉือ วันนั้นลูกชายคนเดียวของเจ้าก็จะไม่มีชีวิตรอดเหมือนกัน เจ้าไม่สงสัยบ้างหรือว่าเหตุใดลูกชายของเจ้าถึงไม่หายป่วยสักที ทั้งที่เจ้าหาแต่ของดีๆ มาใช้บำรุงเขา”
“เจ้า...นี่เจ้าทำอะไรกับลูกของข้า”
“เจ้าออกไปเถอะ แล้วก็อย่าคิดที่จะทำอะไรเราสองแม่ลูก อาฉืออยากไปไหน อยากทำอะไรก็ปล่อยให้เขาทำ หากอยากจะลองดีกับข้า ก็คอยจับตาดูชีวิตน้อยๆ ของลูกชายเจ้าไว้ให้ดี” หลินซูจือพูดเสียงเย็น
ท่าทางที่ดูเยือกเย็นของหลินซูจือทำให้หวงหลิงต้องตกใจ เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าหลินซูจือมีทักษะการแพทย์ที่ดีไม่ด้อยไปกว่าศิษย์พี่ของเขาเลย ตลอดเวลาที่เขาพานางและลูกชายเข้ามาอยู่ในบ้าน เขามั่นใจว่าเขาให้คนคอยจับตาดูนางอยู่ตลอด แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรที่นางจะลอบวางยาลูกชายของเขาได้
“จับตาดูนางไว้ให้ดี อย่าให้นางออกมาจากห้องได้แม้แต่ก้าวเดียว นับจากวันนี้ห้ามคุณชายรองเข้าพบนางได้อีกเป็นอันขาด” หวงหลิงหันไปสั่งพ่อบ้านคนสนิท “หากลูกชายข้าเป็นอะไรไป ข้าก็จะไม่ปล่อยลูกชายเจ้าไปเหมือนกัน”
“อาฉือจะต้องได้ออกไปเรียนและไปสอบอย่างที่เขาตั้งใจ เจ้าจะกักขังเขาไว้ไม่ได้ หากเจ้ายังไม่ฟังคำเตือนของข้า ถึงแม้เจ้าจะมีโสมคนอายุพันปี มันก็จะช่วยต่ออายุลูกชายเจ้าไปได้อีกไม่กี่วันเท่านั้น”
หวงหลิงกัดฟันเดินออกจากห้องไป ปล่อยให้หลินซูจือนั่งถักด้ายข้อมือต่ออย่างใจเย็น
อาการป่วยของคุณชายใหญ่หวงหรือหวงป๋อเหรินนั้นไม่ใช่ไม่มีสาเหตุ เป็นเพราะหวงหลิงไม่มีทักษะการแพทย์ที่ดีพอ เขาจึงไม่เข้าใจในสรรพคุณของสมุนไพรบางตัว ถึงแม้สมุนไพรจะใช้รักษาชีวิตคนได้ แต่หากใช้ในปริมาณที่ไม่เหมาะสมมันก็ทำลายชีวิตคนได้เช่นกัน ในสมุดบันทึกยาสูตรลับเล่มนั้นมีสูตรของกำยานที่ใช้รักษาอาการนอนไม่หลับ ท่านพ่อของนางคิดค้นยาสูตรนี้ขึ้นมาได้ ถึงแม้จะใช้ยานี้เป็นเวลานานก็จะไม่มีผลข้างเคียงใดๆ แต่สมุนไพรที่ใช้ต้องควบคุมปริมาณให้ดี ก่อนที่นางจะมอบสมุดบันทึกครึ่งเล่มนั้นให้กับหวงหลิง นางก็ได้ปรับสูตรกำยานนั้นไปเรียบร้อยแล้ว เพราะนางรู้ว่าหวงหลิงมีอาการของโรคนอนไม่หลับตั้งแต่ครั้งที่เขายังเรียนอยู่กับท่านพ่อของนาง
แต่หวงหลิงก็ไม่ได้ใช้กำยานสูตรนั้นเลย เวลานั้นหลินซูจือแทบจะหมดหวังกับการแก้แค้นไปแล้ว แต่เหมือนนางจะมีโชคอยู่บ้าง ครั้งหนึ่งฮูหยินของหวงหลิงเข้ามาหาเรื่องและคิดที่จะใช้ไม้ฟาดหัวนาง แต่สาวใช้เข้ามารับเคราะห์แทนนางเสียก่อน หวงป๋อเหรินที่มาพร้อมกับฮูหยินเห็นสภาพสาวใช้ที่มีเลือดอาบไปทั้งตัว เด็กชายกลัวจนช็อกหมดสติไป หลังจากนั้นเขาก็มีอาการนอนไม่หลับ หวงหลิงจึงใช้กำยานสูตรลับรักษาลูกชายมาตั้งแต่นั้น
‘สิบกว่าปีแล้วสินะ หวงป๋อเหรินอย่าโทษที่ข้าใจร้าย ต้องโทษพ่อเจ้าที่ได้ทำให้เจ้าต้องมารับเคราะห์แทนอย่างนี้’