บทที่ 3 ตอนที่ 56 เกาะขวานของผานกู่
“เมื่ออดีตกาลนับตั้งแต่ที่โลกยังไม่เกิดขึ้น นานแสนนานมาแล้ว โลกยังไร้ซึ่งท้องฟ้าและไร้ซึ่งผืนแผ่นดินให้เหยียบย้ำ ทั่วทุกสารทิศดูมืดมน ทั่วทั้งจักรวาลดุจดั่งไข่ไก่ใบหนึ่ง ที่ด้านในนั้นกำลังมีชีวิตหนึ่งชีวิตที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว นามนั้นคือ ผานกู่” “ร่างกายของผานกู่นั้น เติบโตอย่างรวดเร็ว ในหนึ่งวันจะโตขึ้นวันละหนึ่งวา (สองเมตร) จนกาลเวลาได้ล่วงเลยผ่านไปถึงหนึ่งหมื่นแปดพันปี จนกระทั่งวันหนึ่งที่ผานกู่ลืมตาตื่นขึ้น เมื่อยามที่ผานกู่ลืมตามา ก็มองไม่เห็นสิ่งใด เนื่องจากทุกสารทิศนั้นล้วนมืดบอด ทำให้ผานกู่รู้สึกอึดอัดเป็นอย่างมาก ผานกู่เริ่มโบกไม้โบกมือเพื่อคล้ำหาทิศทางด้วยความหวาดกลัว ผานกู่เริ่มใช้มือดันเปลือกไข่ที่อยู่ด้านบน ใช้เท้ายันเหยียบเปลือกไข่ด้านล่าง ผานกู่ได้ใช้พลังที่รวบรวมมานานถึงหนึ่งหมื่นแปดพันปี ดันไข่ไก่ใบนี้ให้แยกออกจากกันเป็นสองส่วน ในตอนนั้นเกิดเสียงที่ดังกึกก้องไปทั่วสารทิศทาง ทันใดนั้น!! รอบๆ ตัวผานกู่ก็กว้างขวางไกลสุดหูสุดตา ปรากฏแสงสว่างที่ขับไล่ความมืดมิด จักรวาลเริ่มผลันแปรไปอย่างเชื่องช้า” “จนกาลเวลาก็ผ่านพ้นไปอีกหลายปี ร่างกายของผานกู่เริ่มใหญ่โตขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า ผานกู่หวั่นกลัวว่าจักรวาลนี้กลับมาหลอมรวมดังเดิม ผานกู่จึงถอนฟันของตนออกมาหนึ่งซี่ ดลบันดาลให้มันกลายเป็นขวานด้ามใหญ่ ผานกู่ใช้ขวานเล่มนั้นผ่าอากาศและธาตุต่างๆ ให้แยกออกจากกันเป็นสองส่วน แล้วเขวี้ยงออกไปจนเกิดมรสุมใหญ่ที่บ้าคลั่ง จนทำให้มวลอากาศล่องลอยสูงขึ้น ธาตุต่างๆ ก็เริ่มหนักขึ้น มันถูกแยกออกจากกันจนไม่สามารถกลับมาหลอมรวมกันได้อีก” “ผานกู่ตั้งชื่อให้อากาศที่อยู่เบื้องบนที่ไม่สามารถตกลงมาได้ว่าท้องฟ้า แล้วส่วนที่แข็งที่อยู่เบื้องล่างว่าแผ่นดิน ผานกู่นอนหมดเรี่ยวแรงที่แผ่นดินที่เขาตั้งชื่อ จ้องมองดูแผ่นฟ้าที่ว่างเปล่า พร้อมกับลมหายใจสุดท้าย ผิวหนังเนื้อกายของผานกู่กลายเป็นภูเขานับพันลูก เลือดของเขากลายเป็นมหาสมุทร แม่น้ำ ลำธาร ที่ไหลไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด ขนตามร่างกายได้กลายเป็นต้นไม้ใบหญ้าปกคลุมไปทั่วสารทิศ ตาซ้ายกลายเป็นดวงอาทิตย์ที่ร้อนแรง ส่วนตาขวาก็เป็นดวงจันทร์ เส้นผมนับหลายล้านเส้น กลายเป็นหมู่ดาวที่กลาดเกลื่อนไปทั่วท้องฟ้า กระดูกและฟันได้กลายเป็นแร่ธาตุและอัญมณีต่างๆ นี้ล้วนแต่เป็นตำนานการสร้างโลกของผานกู่ สำหรับตำนานการสร้างของมนุษย์นั้น เริ่มต้นจาก...” “พอแล้วท่านแม่!! ข้าไม่อยากฟัง ข้าฟังท่านเล่าตำนานการสร้างโลกตำนานการสร้างมนุษย์นี้มาตั้งแต่ข้าเกิด จนข้าอายุสิบเจ็ดปีท่านก็ยังเล่าไม่หยุด จนข้าต้องเก็บมันไปฝันทุกค่ำคืน ข้าอยากรู้จริงๆ ตำนานพวกนี้เป็นจริงหรือไม่?” เสียงที่ใสดุจดั่งระฆังแก้ว เอ่ยดังขึ้นมาตัดบทของหญิงสาวผู้เป็นแม่ ถึงแม้ว่านางจะบอกว่านางอายุเพียงสิบเจ็ดปี แต่รูปร่างที่เต่งตรึงของนาง ราวกับหญิงสาวอายุอานามราวๆ ยี่สิบต้นๆ แต่ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยปานแดงขนาดใหญ่ จึงทำให้ดูน่าหวาดกลัว ผิดกับผู้เป็นแม่อย่างเห็นได้ชัดแม้เสียงของนางจะเหมือนดังป้าอายุสี่สิบ แต่กลับมีใบหน้าที่ขาวนวลและอ่อนกว่าวัย หากบอกว่านางอายุเพียงปลายๆ ยี่สิบจะถึงสามสิบก็ยังมีคนเชื่อ อีกทั้งรูปร่างที่เต่งตรึงไม่หย่อนยาน อาจทำให้ชายใดๆ ก็ตามก็ต้องเหลียวหลังมอง นางจ้องมองลูกสาวของตนพร้อมรอยยิ้ม แต่ไม่เอ่ยตอบสิ่งใด กลับชี้ไปยังเกาะเกาะหนึ่ง ที่ลอยเคว้งคว้างอยู่กลางทะเล ซึ่งที่ตั้งอยู่ใจกลางเกราะนั้นมีภูเขาสูงลูกหนึ่ง เป็นรูปขวานขนาดใหญ่โต เมื่อลูกสาวเห็นดังนั้นก็เอ่ยออกมาทันที“ข้าไม่เชื่อหรอก ว่านั่นคือขวานของผานกู่ ท่านอย่าหลอกข้าเลย! ชิ!!” “อิ๋งอิ๋ง! เมื่อเจ้าโตขึ้นเจ้าก็จะรู้เอง แต่ตอนนี้เจ้ารีบช่วยแม่แจวเรือก่อนดีกว่านะ เดี๋ยวจะถึงบ้านค่ำพอดี จะได้รีบกลับไปรักษาเจ้าหนุ่มนี้ มิเช่นนั้นมันคงตายแน่นอน” หญิงผู้เป็นแม่กล่าวขึ้น พร้อมกับเหลือบมองไปยังชายหนุ่มชุดเขียวที่นอนอยู่กลางเรือ บนเรือนร่างที่มีบาดแผลฉกรรจ์อยู่เป็นจำนวนมาก บ่งบอกว่าเขานั้นบาดเจ็บมาอย่างสาหัส อิ๋งอิ๋งจ้องมองชายหนุ่มที่นอนอยู่กลางเรือด้วยสายตาที่โกรธเคือง ก่อนจะเอาด้ามพายไปกระแทกที่ศีรษะของชายหนุ่ม “โป๊ก!!” “แม่เก็บมันขึ้นมาทำไมกัน ให้ตายอยู่กลางทะเลก็ดีอยู่แล้ว เรือก็ไม่หนักด้วย ป่านนี้พวกเราคงไปถึงบ้านนานแล้ว อีกอย่างหน้าตาก็อัปลักษณ์ ยี้~!! ด้ามพายของข้า เปื้อนเลือดมันด้วย” “อย่างน้อยก็คงพอมีราคาบ้าง ก็ยังดีกว่าเป็นเล่นปาหี่ที่กลางถนนนั่นแหละ รีบๆ พายเรือเข้าเถอะ เวลากลางคืนปีศาจในท้องทะเลมันจะออกมาหากิน ขืนเจ้าแจวช้าเช่นนี้ ได้ตกเป็นอาหารของพวกมันแน่!!” “ชิ!!! ฝากไว้ก่อนเถอะเจ้าตัวซวย ตื่นขึ้นมาเมื่อไหร่ ข้าต้องเอาคืนอย่างแน่นอน” อิ๋งอิ๋งกล่าวออกมาอย่างไม่พอใจ ก่อนจะเอาอารมณ์ที่โกรธเคืองไปลงกับการพายเรืออย่างเร่งรีบ จนกาลเวลาผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยาม ทั้งสองก็มาถึงเกาะขวานผานกู่ก่อนที่ตะวันจะตกดิน ทำให้รอดพ้นจากเงื้อมมือปีศาจร้าย ซึ่งในระหว่างทางที่ทั้งสองเดินกลับบ้านนั้น อิ๋งอิ๋งก็ต้องแบกชายในชุดเขียวไว้ที่กลางหลัง ตลอดทั้งเส้นทางเดินเกือบสิบลี้ (ห้ากิโลเมตร) ยิ่งทำให้นางขุ่นเคืองชายในชุดเขียวเป็นอย่างมาก อีกทั้งขณะที่รอแม่ของตนไปคุยธุระในหอแดงอยู่นั้น ยังถูกล้อเลียนว่าเป็นหญิงอัปลักษณ์ ก็ยิ่งโกรธแค้นเท่าทวีคูณ ในตอนนั้นเองที่แม่ของนางเดินออกมาจากหอแดง รอยยิ้มของนางก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าทันที“เป็นอย่างไรท่านแม่! ขายได้เท่าไร?” หญิงสาวผู้เป็นแม่พลางส่ายหน้า พร้อมกับเอ่ยวาจาออกมา ทำให้สีหน้าของอิ๋งอิ๋งแข็งค้างทันที “หอแดงยังไม่รับซื้อน่ะสิ ผู้จัดการหอบอกว่าไม่รับคนบาดเจ็บ หากจะขายก็ต้องรักษาให้หายก่อน ดูท่าเจ้าต้องแบกมันกลับไปที่บ้านแล้วล่ะ” “ห๊า!!! แบกกลับบ้าน!! นี่ข้าต้องแบกมันกลับบ้านจริงๆ รึท่านแม่ อีกตั้งเกือบสิบลี้เลยนะ” อิ๋งอิ๋งกล่าวขึ้น พร้อมกับเม็ดเหงื่อที่ปกคลุมไปทั่วใบหน้า ทันใดนั้น! แม่ของนางก็ทำหน้าเศร้า พร้อมกับเอ่ยกล่าวออกมาทันที “เจ้าจะให้แม่แบกไปหรือไร? ฮือ~ฮือ!! นี่ข้ามีลูกอกตัญญูถึงเพียงนี้เลยหรือนี่?” “ทิ้งมันให้ตายที่ทะเลซะก็สิ้นเรื่องแล้ว โอ๊ย~!! ทำไมข้าต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วยเนี้ย!! ไม่ต้องทำหน้าเศร้าเลยท่านแม่ แบกก็แบก!!” อิ๋งอิ๋งแบกชายชุดเขียวขึ้นหลังอย่างจำใจ พร้อมกับเดินไปตามท้องถนนท่ามกลางเสียงผู้คนนินทา ผ่านไปหนึ่งชั่วยามนางก็มาถึงบ้านด้วยความเหน็ดเหนื่อย ซึ่งในระหว่างทางนั้น ผู้เป็นแม่ของนางก็แวะซื้อยารักษาแผล เพื่อมารักษาให้กับชายชุดเขียว แม้อิ๋งอิ๋งเองจะไม่พอใจ แต่ก็ไม่สามารถห้ามแม่ของตนได้ ด้วยคำอ้างที่ว่าขายได้ราคาสูง ก็ทำให้นางต้องจำยอมกาลเวลาผ่านไปอย่างต่อเนื่อง จนเวลาผ่านไปนานถึงเย็นสิบวัน ชายหนุ่มก็ยังสลบไสลไม่ได้สติอยู่บนเตียงเก่าๆ อิ๋งอิ๋งต้องคอยดูแลเอาใจใส่อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นคำสั่งของมารดา ไม่ว่าจะเป็นการเช็ดเนื้อเช็ดตัว ป้อนยาหรือแม้กระทั่งหยอดน้ำข้าวต้มให้ดื่มกิน จนบาดแผลฉกรรจ์บนเรือนร่างของชายหนุ่มหายสนิท และไม่บังเกิดรอยแผลเป็นใดๆ เป็นเรือนร่าง เผยให้เห็นผิวพรรณที่เป็นประกายขาวผ่อง แม้แต่สตรีเองที่เห็นผิวพรรณนี้ ก็ยังต้องรู้สึกอิจฉา หรือแม้แต่อยากสัมผัสไปทั่วทั้งเรือนร่าง แต่คงไม่ใช่อิ๋งอิ๋งที่กำลังเช็ดเนื้อเช็ดตัวชายหนุ่ม พร้อมกับแสดงทีท่าที่รังเกียจ นางกำลังจัดแจงไปเปลี่ยนน้ำใหม่ เพื่อที่จะมาทำความสะอาดร่างกายของชายหนุ่มต่อ ซึ่งเมื่อตอนที่นางจากไปนั้นเอง ดวงตาทั้งสองข้างของชายหนุ่มก็สั่นไหว ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาตื่นอย่างเชื่องช้า ชายหนุ่มสาดส่องสายตาไปทั่วห้องนอนอย่างรวดเร็ว ก่อนจะดีดตัวขึ้นมานั่งในทันที“ที่นี่ที่ไหนกัน? ข้าจำได้ว่าข้าได้กระแทกกับบางอย่างตอนตกหน้าผา เหตุใดจึงมาอยู่ที่? แล้วเสื้อผ้าข้าล่ะ เอ้!! ทำไมข้ารู้สึกโล่งแปลกๆ ที่เนี่ยฟงน้อยของข้า?” เนี่ยฟงเปิดผ้าห่มพร้อมกับจ้องมองไปที่เนี่ยฟงน้อยอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้น! ดวงตาทั้งสองข้างก็พลันเบิกโพลงกว้างเท่าไข่ห่าน เม็ดเหงื่อปรากฏขึ้นไปทั่วใบหน้า พร้อมกับอ้าปากค้าง เมื่อได้เห็นเนี่ยฟงน้อยไร้ซึ่งเส้นผมที่เคยปกคลุม“โครม!!” “เจ้าฟื้นแล้ว!!!” เสียงอุทานดังขึ้น พร้อมกับอ่างน้ำที่ร่วงหล่นลงสู่พื้น ทำให้พื้นต่างเต็มไปด้วยน้ำที่เจิ่งนอง อิ๋งอิ๋งจ้องมองเนี่ยฟงพร้อมกับก้าวเดินเข้าหาอย่างเชื่องช้า ในขณะนั้นเองที่เนี่ยฟงก็กล่าวออกมาทันที “เป็นเจ้าโกนขนของข้า!!” “เป็นข้าเอง! ที่โกนมัน เพราะนั้นคือคำสั่งของท่านแม่ข้า! เป็นข้าเองที่แจวเรือข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อพาเจ้ากลับมาที่เกาะ! เป็นข้าเองที่แบกเจ้าเกือบยี่สิบลี้เพื่อมารักษาตัวที่บ้าน! เป็นข้าเองที่ต้องเช็ดตัวให้เจ้าทุกวัน! ทายาให้เจ้าทุกวัน! ป้อนข้าวให้เจ้าทุกวัน!! เป็นเพราะเจ้าทำให้ผู้คนนินทาข้าว่าไปดักตีผู้ชาย เพื่อพาเข้าบ้าน!!! แต่คำแรกที่เจ้าพูด!! แทนที่จะเป็นคำขอบคุณ!! แต่เจ้ากลับกล้าตะคอกใส่ข้าอย่างงั้นรึ? เพลี๊ยะ!!!!” ใบหน้าเนี่ยฟงสั่นไหวอย่างรุนแรง เมื่อถูกอิ๋งอิ๋งตบดังฉาดใหญ่ ในขณะที่อิ๋งอิ๋งจะฟาดมือตบอีกครั้ง แม่ของนางก็เข้ามาห้ามไว้ทันที “หยุดนะอิ๋งอิ๋ง!!” เมื่อได้ยินคำกล่าวของแม่ตน อิ๋งอิ๋งต้องหยุดชะงักมืออย่างรวดเร็ว พร้อมกับจ้องมองไปที่แม่ด้วยสายตาที่ขุ่นเคือง ทำให้เนี่ยฟงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เมื่อได้ยินคำกล่าวของนางข้างต้น เขาไม่สามารถกระทำสิ่งใดได้ เนื่องจากนางก็ถือว่ามีบุญคุณที่ช่วยชีวิตเขาไว้ ในขณะนั้นเองแม่ของนางก็กล่าวออกมาทันที“ใบหน้าของมันหล่อเหลายิ่งนักคงขายได้ราคาดี เช่นนั้นก็อย่าทำร้ายที่ใบหน้าของมันเด็ดขาด ให้ทำที่อื่นแทน อย่าหนักมือนักล่ะ พรุ่งนี้พวกเราต้องไปเล่นปาหี่ที่เมือง จะทำให้มันเดินทางลำบากและล่าช้า เมื่อจบเล่นปาหี่แล้วค่อยพามันไปขายที่หอแดง จะทำสิ่งใดก็รีบทำ เสร็จแล้วก็รีบออกมากินข้าวล่ะ” เม็ดเหงื่อพลันปรากฏขึ้นบนใบหน้าเนี่ยฟง แต่รอยยิ้มกลับปรากฏขึ้นที่ใบหน้าของอิ๋งอิ๋ง เมื่อยามที่แม่ของนางจากไป อิ๋งอิ๋งก็เอ่ยออกมาทันที “มาให้ข้าระบายอารมณ์ซะดีๆ ทำให้ข้าเหน็ดเหนื่อยเสียหลายวัน ยิ่งไอ้ที่ยื่นออกมาของเจ้ายิ่งทำให้ข้าหงุดหงิด บางทีก็แข็งบางทีก็อ่อน ทำความสะอาดยากเย็นยิ่งนัก วันเนี้ยแหละข้าจะคิดทั้งต้นทั้งดอกเลย ย้ากก!!!” “อ๊ากกก!!!” ******************************************************************************หมายเหตุคำที่ขีดเส้นใต้นี้ล้วนเป็นประวัติศาสตร์หรือตำนานของจีน สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก Google ไรน์ใส่เนื้อหาเพิ่มเติมบางช่วงบางตอน เพื่อให้สอดคล้องกับนิยายที่แต่ง สุดท้ายนี้ขอบคุณข้อมมูลจาก http://www.thongkasem.com/knowledge.php?kid=45