บทที่44 ว่าด้วยกิจการครอบครัวอัน
พอใกล้หมดหน้าฝนท่านพ่อก็หาวิธีเพาะเห็ดหอมได้แล้วจากขอนไม้ที่ไปตัดในป่าโดยตัดด้วยความยาวหนึ่งช่วงแขน นำมาทดลอง จนในที่สุดก็สำเร็จแล้ว จากนี้บ้านอันก็จะมีเห็ดหอมทั้งสดและตากแห้งขายเพิ่มอีกแล้ว
อันผิงจึงตามอันหยางไปดูการเพาะเห็ดหอมของท่านพ่อด้วยขั้นตอนพวกนี้เธอต้องจำไว้หน่อย ก็เธอลูกสาวของบ้านอันพอโตขึ้นจะได้ช่วยท่านพ่อรับผิดชอบได้อย่างไรล่ะ
ตอนนี้ท่านพ่อจึงซื้อที่เพิ่มเพื่อสร้างโรงเรือนเห็ดหอมแต่สร้างก่อนหนึ่งโรงเรือน อันผิงเดาว่าถ้าโรงเรือนแรกนี้ประสบผลดีโรงเรือนที่สองที่สามต้องตามมาแน่
ส่วนเห็ดหอมที่อันผิงขอพรไว้ ก็ผลิตเห็ดหอมออกมาได้ราวๆ 40ชั่งต่อครั้ง เพราะขอนไม้มีหลายขอน และพอดอกเห็ดออกทีก็เรียงรายกันแน่นขนัดและจำนวนในการเก็บแต่ละครั้งห่างกันเพียงสองสามวันเหมือนกับการเก็บพริก
ราคาเห็ดหอมนั้นอยู่ที่ชั่งละ 1 ตำลึงเงิน พอๆกับเห็ดบัว แต่นั่นถือเป็นราคาที่ตากแห้งแล้ว ดังนั้นถ้าสดราคาจึงลดลงมาท่านพ่อขายให้คุณชายจูที่ชั่งละ 700 อีแปะเพิ่มขึ้นจากราคาเดิมที่เคยขายให้ แต่คุณชายจูไม่ได้แย้งในเรื่องนี้แสดงว่าที่ผ่านมาราคาเห็ดหอมต้องมากกว่านี้ ถ้าในอนาคตมีมากจนสามารถตากแห้งได้นั้นจะขายชั่งละ 800 อีแปะ
แค่คำนวณ จำนวนชั่งที่เก็บได้จากที่อันผิงขอพร ก็มีรายได้ราวๆ 28ตำลึงเงินเชียวนะ นี่แค่เก็บวันเดียวเองนะ
แต่เพราะใกล้หมดหน้าฝนแล้ว จึงใช้วิธีรดน้ำเพิ่มมากขึ้นหลังจากนี้ก็รออีกหนึ่งเดือนถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ที่บ้านก็มีเงินเพิ่มขึ้นมาอีก
เพราะงานที่เพิ่มขึ้น ท่านพ่อจึงปรึกษาสามีสะใภ้หลิวเพื่อจ้างคนมาช่วยเขาเพิ่มอีกคนเขาจึงเสนอพี่ชายคนที่สามของเขามาช่วย อันผิงย่อมใช้พรตรวจสอบ ได้ความว่า ไว้ใจได้จากนั้นการทำงานระหว่างพี่น้องก็ให้เขาเคลียร์กันเองแต่ดูแล้วพวกเขาก็มีความสุขกันดี เพราะท่านพ่อจ่ายค่าแรงต่อเดือนคนละ 1ตำลึงเงิน แต่อาจางฝายคนสนิทของครอบครัวอันได้ที่ 2 ตำลึงเงิน สะใภ้จางที่แวะมาช่วยบางครั้งบางคราวก็ได้ราคาเหมาๆไปในแต่ละครั้ง ก็ชื่นมื่นกันไป
ราคานี้อาจพอๆ กับ การไปทำงานในเมืองแล้วได้วันละ 30อีแปะ แต่ว่างานในเมืองไม่ได้มีทุกวันและไม่ใช่ทุกงานที่ได้ถึง 30 อีแปะ
ด้วยพื้นที่การเกษตรของบ้านอันเพิ่มขึ้น คนงานที่มาทำเป็นช่วงๆก็เพิ่มขึ้น คนงานก็คนในหมู่บ้านนั่นแหละที่หมุนเวียนมาลงชื่อไว้เพื่อให้บ้านอันเรียกพวกเขามาทำงาน
เดี๋ยวรอโรงเรือนเห็ดหอมเพิ่มมากขึ้น คนงานก็ต้องเพิ่มมากกว่านี้
เรื่องโรงเรือนเห็ดหอม คุณชายจูที่มาคุยเรื่องพริกเห็นเข้า ก็จะขอทำสัญญาซื้อขายผูกขาดกับท่านพ่อแต่ท่านพ่อปฏิเสธเรื่องผูกขาด อันผิงคิดในใจว่าคงเพราะเรื่องต้นกล้าพริกที่พวกเขาคิดจะซื้อไปปลูกเอง ชาวบ้านปลูก กับพ่อค้าคิดปลูกนั้นต่างกัน
ไม่ว่าคุณชายจูจะหว่านล้อมอย่างไรท่านพ่อก็ไม่ตกปากรับคำเรื่องจึงจบที่ท่านพ่อยังส่งเห็ดหอมให้คุณชายจูตามที่เขาอยากได้อยู่แต่ก็สามารถขายให้คนอื่นได้ด้วย ซึ่งอันผิงถือว่าเป็นเรื่องที่ดี
อันผิงใช้การค้นหาดูคุณชายจู ก็ได้คำจำกัดความว่าพ่อค้า ดีไม่มีคำว่าหน้าเลือดต่อท้ายแต่ในใจอันผิงเห็นด้วย ที่ท่านพ่อไม่ได้ผูกขาดกับคุณชายจูมากเกินไป
ตอนนี้สูตรทำถั่วงอก กับน้ำถั่วเหลืองก็ขายให้คุณชายจูแล้วนะถึงจะมีระยะเวลาก็เถอะ แต่สำหรับพ่อค้าคงต่อยอดได้เยอะกว่าเรา
ตอนนี้การเพาะถั่วงอกที่ขายให้เถ้าแก่อู๋นั้นก็ไม่เลวถึงราคาจะลดลงไปตามฐานคนซื้อ แต่เถ้าแก่อู๋ก็หาลูกค้ามาเพิ่มได้เรื่อยๆเพราะเขาเน้นขายผักตามบ้านคนมีฐานะ และในร้านอาหารเล็กๆแต่ต้องยกความดีให้เหลาจูด้วย ทำให้ร้านค้าเล็กๆ สนใจถั่วงอกกันขึ้นมาและแต่ละบ้านที่มีฐานะ ก็เคยได้กินที่เหลาจูแล้วชื่นชอบ เลยชอบที่จะสั่งจากเถ้าแก่อู๋เพื่อไปทำเองด้วย
รวมๆ หลายบ้าน หลายๆ ร้าน รายได้จากถั่วงอกก็ถือว่าไม่เลวทีเดียวแต่ส่วนถั่วงอกนั้นก็ยังเป็นท่านแม่กับอันหยางที่ยังเพาะเองอยู่
มาว่าด้วยเรื่องพริกกันต่อ ตอนนี้ชาวบ้านเริ่มปลูกพริกเพิ่มขึ้นและก็เป็นอย่างที่คาดว่าผลผลิตเยอะขึ้น แต่ทางเครือจูต้องการเท่าเดิมและในเมืองที่ไกลออกไป พวกเขาก็มาซื้อต้นกล้าไปปลูกเองแล้ว คงวางแผนอะไรกันไว้
แต่ไม่ใช่ปัญหา เพราะท่านพ่อซื้อที่ดินฝั่งตรงข้ามบ้านเพิ่มเพื่อทำลานโล่ง จากนั้นก็นำพริกไปตาก และสร้างโรงเรือนไว้เก็บพริกไว้ข้างๆ กันด้วยและด้วยงานที่เพิ่มขึ้นจึงคิดจะจ้างคนมาดูแล สามีสะใภ้หลิวจึงรีบเสนอพี่ชายคนที่สองของตัวเองมาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ
สามพี่น้องก็ยังคงปรองดองกันต่อไป
ทีแรกอันผิงนึกว่างานนี้จะมีผลิตภัณฑ์พริกทอดออกมา แต่ผิดคาดท่านพ่อมีคู่ค้าใหม่เรื่องการขายพริกแห้งคือร้านหรูอี้ จนอันผิงคิดว่าท่านพ่อไปคุยกับเถ้าแก่ร้านหรูอี้ตอนไหน แต่ดูจากจดหมายของพี่รอง หยางเป่าอาจ้าวหยงนั่นก็ไม่ธรรมดา ดังนั้นคนที่อยู่ในร้านหรูอี้ก็ย่อมไม่ธรรมดา
การพบเจอพี่รองหยางเป่านี่ก็มีประโยชน์เหมือนกันนะนอกจากได้ท่านพ่อคืนมา ก็มีคู่ค้าเพิ่มมาอีกนี่จึงเป็นเหตุผลที่ไม่ต้องผูกขาดกับคุณชายจูตลอดก็ย่อมดีกว่า
ส่วนเรื่องพริกทอด อันหยางได้คลายข้อสงสัยของอันผิงเมื่อเขาถามท่านพ่อถึงเรื่องนี้ ท่านพ่อบอกว่า รอให้ชาวบ้านปลูกมากกว่านี้ค่อยทำอีกทีก็ยังไม่สาย เพราะการทอดพริกนั้นฉุนเอาการอยู่
ตอนนี้หมดหน้าฝนมาได้หลายสัปดาห์แล้วอันหยางจึงกลับไปเรียนได้หลายสัปดาห์แล้วเช่นกัน เออ เธอยังไมได้บอกใช่ไหมว่าเธอขอพรให้มีต้นโม่ลี่ฮวาขึ้นมา ด้วยเพราะว่าชอบกลิ่นของโม่ลี่ฮวาและพอค้นหาอ่านในระบบในหัวข้อโม่ลี่ฮวาดอกไม้ชนิดนี้สามารถนำไปตากแห้งแล้วเอาชงร่วมกับชาเพื่อเพิ่มกลิ่นหอมของชาได้ด้วยหรือจะเอาแค่ดอกมาชงเองก็เถอะ
และได้ความรู้อีกอย่างเอาไปลอยในน้ำดื่ม น้ำนั้นก็จะหอมด้วยนะเธอก็เลยขอพรให้มันขึ้นตรงแปลงดอกไม้ของเธอเสียเลย และอันหยางก็มาเจอตอนนี้เขาจึงศึกษาวิธีที่นำมาใช้กับน้ำชา ถามว่าเธอรู้ได้อย่างไรก็ตำราที่เขาคัดอยู่อย่างไรล่ะ
จากนี้ก็รอพี่ชายคนเก่งทดลองทำชาโม่ลี่ฮวาออกมาก็แล้วกันเธอจะเป็นกำลังใจให้ เพราะตอนนี้เขาก็ดูไม่ท้อถอย ยังคงทำการทดลองไปเรื่อยๆไว้ให้เขามีสีหน้าถอดใจก่อน เธอค่อยเข้าไปชี้แนะ
การเรียนรู้อะไร และสำเร็จด้วยตนเอง ก็ถือเป็นความภาคภูมิใจของคนนั้นๆ
ตอนนี้ครอบครัวอันก็ถือว่าเป็นครอบครัวที่มีกิจการหลายอย่างเพียงเวลายังไม่ถึงปีดีนัก ยิ่งตอนที่ท่านพ่อนั้นหายป่วยอันผิงเลยลองนับดูบ้านอันก็มีกิจการกี่อย่างแล้วนะ
เห็ดบัวไม่นับแล้วกัน แต่เคยอ่านว่าเพาะจากขี้เลื่อยได้เดี๋ยวรออันหยางทำชาโม่ลี่ฮวาสำเร็จค่อยให้พี่ชายที่น่ารักพาไปสำรวจของความเป็นได้อีกที
อย่างที่สองคือถั่วงอก รายได้น่าจะพอกินพอใช้ พอเก็บพอประมาณ
อย่างที่สามนี่น่าจะเป็นรายได้หลักของครอบครัวคือ พริก และตอนนี้กำลังจะแปรสภาพเป็นพริกแห้ง และอนาคตอาจเป็นพริกทอด
อย่างที่สี่ สดๆ ร้อนๆ เห็ดหอมอันนี้ก็จะกลายมาเป็นรายได้หลักนำหน้ารายได้พริกเป็นแน่ถ้าไม่ถูกใครมาขโมยวิธีทำนะ แต่ด้วยพรความปลอดภัยที่ขอไว้แล้ว แค่คิดร้ายคิดไม่ดีกับครอบครัวอันก็ต้องเป็นลมแล้ว ก็น่าจะสบายใจหายห่วง
และอย่างสุดท้าย กิจการร้านหลงเปาจึเจ้าค่ะตอนนี้ไปที่ร้านมักไปแอบดูบัญชี เพราะปู่หลานหลินมีความรู้อ่านออกเขียนได้จึงทำบัญชีไปด้วย รายได้ของร้านเฉลี่ยที่ 2 ตำลึงเงินต่อวัน ตอนนี้มีต้มกระดูกหมูเห็ดหอมของอันผิงเข้าไปด้วย ขายถ้วยล่ะ 10อีแปะ อยากกินเยอะก็สั่งถ้วยต่อไป รายได้จึงเพิ่มขึ้นอีก เป็น 3ตำลึงเงินต่อวัน ตอนนี้ท่านแม่จึงติดป้ายประกาศหาคนงานผู้หญิงเพิ่มอีกสองคนเพื่อมาช่วยแม่ลูกเฟิงที่บอกว่ายังทำไหว
และท่านแม่เล็งเห็นว่า สุขภาพของคนงานนั้นก็สำคัญ หากให้โหมทำงานหนักเกินไปจึงหว่านล้อมพวกเขาสองแม่ลูกให้ดูแลเรื่องการเตรียมวัตถุดิบแทนเพราะเรื่องนี้สำคัญมาก ต้องให้เฉพาะคนที่ไว้ใจได้เท่านั้น
เพราะได้รับความสำคัญ สองแม่ลูกจึงยินยอม ตอนนี้ถ้าหลังจากปิดร้านแล้วพี่สาวหลินก็สอนสองแม่ลูกให้หัดอ่านและเขียนด้วย ช่างเป็นพี่สาวที่ใจดีเสียจริง
แต่มีข่าวร้ายเล็กน้อย หมั่นโถวกระต่ายนั้นมีพ่อค้าแม่ค้าในเมืองเลียนแบบกันอย่างมาก จึงทำให้ยอดขายส่วนนี้ตกลงไปทีแรกน้าเฟิงก็เครียดกับเรื่องนี้ ท่านแม่คนดีที่หนึ่งจึงปลอบว่า
“ถึงอย่างไร คนก็รู้วิธีทำหมั่นโถวอยู่แล้วยิ่งคนที่ปั้นกระต่ายเป็น ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่เขาจะทำบ้าง อย่าได้ใส่ใจเลยก็เหมือนถังหูลู่ ใครๆ ก็ทำเป็น แต่พวกซาลาเปาก็ยังขายดีและยังมีไส้เพิ่มมาหลายอย่างให้เลือก ยังไม่รวมต้มกระดูกหมูเห็ดหอม”
ถึงรายได้หมั่นโถวกระต่ายจะตก แต่รายได้ของซาลาเปากลับเพิ่มขึ้นยิ่งซาลาเปาไส้หมูสับไข่เค็ม ที่ถือว่าแปลกใหม่และที่สำคัญหมูกับไข่เข้ากันดีและอร่อยมาก อันนี้อันผิงคอนเฟิร์มเลยตอนนี้เธอก็ยังชอบอยู่
จบแล้วเรื่องกิจการของบ้านอัน ไม่รู้ว่าตกหล่นอะไรไปอีกไหมตอนนี้ก็รอพี่ชายคนดีผลิตชาโม่ลี่ฮวา ร้านหลงเปาจึก็จะมีผลิตภัณฑ์เพิ่มเข้ามาอีก อ้อลืมผักดองไปเลย แต่ถ้ารวมผักดองไปด้วยรายได้ร้านหลงเปาจึก็จะอยู่ที่ 4ตำลึงเงินต่อวัน เพราะมีการสั่งซื้อเรื่อยๆโชคดีที่อุณหภูมิของโลกในอดีตนี้ ไม่ได้ร้อนตับแตกเพราะเทคโนโลยีที่พัฒนาไปไกลของโลกอนาคตที่ทำให้เกิดมลภาวะต่ออากาศมากมาย จึงทำให้ผักดองสามารถเก็บไว้ได้หลายวัน
และท่านแม่เอง ก็ไม่ได้ขายไหใหญ่ๆ ขายแค่ไหเล็กๆ น่ารักกรุบกริบ
ส่วนอันผิงก็หลอกล่อท่านแม่ทำผักดองสามรสเพราะไปสำรวจครัวแล้วพบว่ามีน้ำส้มสายชูมาเพิ่ม รอผลิตภัณฑ์อันนี้ออกมาตีตลาดก่อนเธอจะทำกิมจิของคนเกาหลีออกมาด้วย ด้วยวัตถุตอนนี้ก็น่าจะครบแล้ว
แล้วก็ซุปกิมจิหมูสามชั้น รออันผิงก่อนนะ
และเหนือสิ่งอื่นใดหยกกล่องนั้นก็ยังไม่ถูกแปรสภาพเป็นเงิน
ส่วนอันผิงตอนนี้ก็ตั้งใจเรียนในโรงเรียนของท่านพ่อการคัดตัวอักษรของเธอดีแล้วนะ เพราะเริ่มใช้พู่กันได้ถนัดแล้ว การที่มีเด็กตั้งใจเรียนรู้อยู่ข้างๆก็เป็นการกระตุ้นอย่างหนึ่งเหมือนกัน เธอเป็นถึงลูกสาวอาจารย์มีพี่ชายอยู่ถึงสถานศึกษาในเมือง จะมาน้อยหน้าคนอื่นไม่ได้