สะบั้นมารสังหารเทพ (杀死魔鬼和神)

    ตอนที่ 47 หยินหยางร่วมประสาน

    ตอนที่47

    หยินหยางร่วมประสาน

               

                ...โลหิตเชื่อมเต๋าเต๋าเชื่อมความตาย ความตายเจาะทะลวงม่าปกปักให้เข้าสู่ความเสื่อม เมื่อทะลุแล้วยังกัดกินกายเนื้อที่เบื้องล่าง หล่อเลี้ยงหยินที่ด้านบนโลหิตที่ควรจะหลั่งลงพื้นของหยางอี้กลับกลายเป็นระยางค์เชื่อมต่อสองกายเนื้ออย่างน่าพิศวง

     

                แม้ขั้นตอนนี้จะสร้างความตื่นตะลึงให้กับเป่าซิงชนิดที่วิญญาณแทบแตกสลายไปแล้ว แต่ร่างไร้สติของหยางอี้ กลับยังไม่หยุดเพียงนี้ ร่างนั้นกลับกระทำสิ่งที่เหนือล้ำขึ้นไปอีกขอบขั้น เมื่อรยางค์โลหิต ดูดกลืนกายเนื้ออมตะด้านล่างจนหมดสิ้นโครงกระดูกเรืองรองด้านใน ซึ่งไร้เนื้อหนังห่อหุ้ม เปี่ยมแน่นไปด้วยพลังแห่งหยาง ก่อสภาพกลายเป็นต่อต้านพลังหยินที่กำลังอัดแน่นมากล้นอยู่ในร่างของหยางอี้

     

                ...หยินชักนำหยางไหลตาม หยินเหือดแห้ง หยางเติมเต็ม สองสิ่ง ล้วนพันผูก มิอาจแยกขาดจากกัน

     

                แต่พลังที่ต่อต้านหักล้างกลับคงอยู่แค่เพียงครู่ เมื่อจู่ ๆ พลังหยินที่เปี่ยมล้นในร่างของหยางอี้กลับสาบสูญไปดื้อ ๆ และเมื่อหยินจาก หยางจึงถือกำเนิด เส้นสายของ...เต๋าแห่งชีวิตกลับงอกเงยขึ้นมาแทนที่ เชื่อมโยงกับกระดูกธาตุด้านล่าง ดึงดูดพลังแห่งหยางเข้าสู่กายเนื้อของหยางอี้ผ่านทางระยางค์โลหิตดุจเดิม

            เมื่อกระดูกธาตุหมดสิ้นสองพลังในร่างของเด็กน้อยกลับคืนสู่สมดุลแต่เพราะกายเนื้อเดิมนั้นพิกลพิการเสียหลายส่วน พลังของสมดุลที่ขยายออกแฝงด้วยพลังแห่งการรักษาและฟื้นฟู ซึ่งตกค้างมาจากกายหยาบของเทวะบรรพกาล กลายสภาพเป็น...หยินหยางร่วมสร้างค่อย ๆ ก่อกำเนิดกายเนื้อที่ขาดหาย เติมเต็มชีวิต ฟื้นคืนลมปราณ ให้แก่หยางอี้ชนิดที่เป่าซิงเอง ยังไม่อาจเชื่อ ว่าเรื่องราวพิสดารเช่นนี้ กำลังเกิดขึ้นจริงหยางอี้ที่เป็นสิ่งมีชีวิต ซึ่งเหล่าเทวะสร้างขึ้นภายหลัง กำเนิดด้วยความไม่สมบูรณ์พร้อมเช่นเดียวกับชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์เก่าก่อน แถมยังปล่อยทิ้งไว้ในโลก ซึ่งถูกกฏเกณฑ์ครอบงำแต่หยางอี้ ผู้ไม่เคยแม้แต่เฉียดใกล้ขอบเขตของเซียนอมตะ กลับเป็นสัมผัสชายขอบกลายเป็นผู้ครอบครองเส้นทางแห่งเต๋าถึงสองสาย แถมทั้งสองสายคือหยินและหยางอันสูงสุดของห่วงโซ่ ถือเป็นหนึ่งในเต๋าหลักทั้งแปดเส้นทางเช่นเดียวกับ เต๋าแห่งมิติ และเต๋าแห่งกาลเวลาอีกด้วย

     

                เวลาเพียงหนึ่งเค่อกระชั้นสั้นยิ่งนัก ร่างวิญญาณของเป่าซิงจางหายไปร่วมครึ่งชั่วยามกายเนื้อของหยางอี้ จึงค่อยถือกำเนิดใหม่จนสมบูรณ์ ร่างเด็กน้อยวัยแปดขวบนอนหลับใหลแน่นิ่ง ผิวกายซึ่งเคยซีดเซียวยาวนาน บัดนี้ค่อย ๆ ปรากฏสีของเลือดฝาด ใบหน้าเปล่งปลั่งเพิ่มขึ้นทีละน้อยลมหายใจที่เคยขาดห้วงหยุดหายเป็นจังหวะ บัดนี้กลับกลายเป็นลึกยาว สม่ำเสมอ

            กระทั่งหนึ่งชั่วยามผ่านพ้นหยางอี้จึงค่อยลืมตาตื่นขึ้น แต่ปรากฏรอบกายล้วนมืดมิดไร้แสงบวกกับความทรงจำคงค้าง ก่อนจะหมดสติยังคงแจ่มชัด หยางอี้รู้สึกตัวขึ้นมาก็ร่ำร้อง กู่ก้องคำออกมาด้วยความท้อแท้สุดเปรียบ เพราะคิดว่าตนเองเวลานี้ ได้ตายไปจากโลกแห่งนี้แล้ว

     

                “ฮ่าฮ่า ฮ่า หยางอี้ เจ้านี่มัน เป็นตัวอะไรกันแน่ ข้า ข้า...ข้าไม่รู้จะเอ่ยคำใดบอกกล่าวให้มันสาแก่ใจ เอาเป็นว่า เจ้ามันเป็นตัวโชคดีบัดซบอะไรเช่นนี้ โชคดีจนข้าไม่รู้จะเอ่ยเริ่มเรื่องราว จากจุดไหนให้เจ้าฟังก่อนดี...”เป่าซิงที่น่าจะเลยเวลาหนึ่งเค่อในการคงร่าง ไปยาวนานแล้ว กลับปรากฏตัวขึ้นพ่นคำยืดยาวรัวไวไม่หยุด

     

                “เป่าซิง”เมื่อเสียงของเป่าซิงดังรัวเป็นชุดไม่จบ หยางอี้จึงต้องเอ่ยขัด แสงสว่างจากวิญญาณสีทองของเป่าซิงบัดนี้สาดส่องสว่างทั่ว ทำให้หยางอี้มองเห็นร่างตนเอง ร่างกายใหม่ที่มี ทั้งมือและเท้างอกกลับมาครบสมบูรณ์“อ๋อ เข้าใจแล้ว เมื่อข้าตาย วิญญาณของเจ้ากับข้าย่อมผูกกัน เช่นนั้นเจ้าก็เลย ตายตามข้ามาด้วยสินะ”ความคิดของหยางอี้เวลานี้ ยังคงสับสนมิคลาย

     

                “ตายกับผีเจ้าสิพวกเรายังไม่ตายโว๊ย…” เป่าซิงตวาดคำก่นด่าแต่ใบหน้ากลับยิ้มแย้ม รู้สึกว่าวันวาน ตนเองตัดสินใจถูกยิ่ง ที่เลือกเด็กหนุ่มแปลกหน้าผู้ซึ่งกำลังหลงทางในนรกภูมิวันวาน เพื่อผูกพันเชื่อมวิญญาณเป็นสหายที่มิมีวันแยกจาก

    .

    .

                หลังภารกิจหลักการลอบสังหารหยางอวี่ถงล้มเหลว ตระกูลหลิวจำต้องปะชุมหารือเป็นการด่วน แม้หลิวอานเอ่ยยืนยันเป็นแน่นหนัก ว่าไม่มีหลักฐานใด ๆ ให้ตระกูลหยางใช้เป็นข้ออ้าง รุกคืบขยายอำนาจมายังเมืองป่าไผ่แดง แต่หยางเฉิง ต้นตอของปัญหาทั้งหมด กลับเห็นแย้งโดยให้เหตุผลถึงนิสัยส่วนตัวของหยางอวี่ถง ว่าเป็นคนความคิดแคบสั้นมองแต่เรื่องราวเฉพาะหน้า ที่สำคัญที่สุด สารเลวผู้นี้ มิใช่คนที่จะเก็บอารมณ์เดือดดาลไว้ในใจเมื่อพวกเราเปิดหน้าลอบสังหารไปแล้ว คงยากให้สารเลวผู้นี้รามือโดยง่าย

     

                เมื่อคำกล่าวแจกแจงจบลงสมาชิกตระกูลหลิวในห้องหารือ ค่อยกลายเป็นตึงเครียดก่อนที่หลิวเหวินหงจะเอ่ยถึงเรื่องตัวประกัน นาม...จางหยวนว่าอาจจะพอมีประโยชน์ แต่หยางเฉิง ซึ่งท้อแท้สิ้นหวัง ตั้งแต่ที่รู้ข่าวว่าหยางอี้หายไปตัวจึงไม่คิดก่อปัญหาใด ๆ แก่ตระกูลหลิวเพิ่มเติม และปรารถนาให้เรื่องทุกอย่างจบที่ตนเพียงผู้เดียวจึงเอ่ยแย้งขึ้นอีกครั้ง โดยแจกแจงผลดีผลเสียในระยะยาว

     

            “หากไร้ซึ่งจางหยวนวางแผนบงการต่อให้หยางอวี่ถงมีกองกำลังมากกว่าตระกูลหลิวสามเท่า ยังพอต่อต้านและไม่แน่ว่าสุดท้าย ด้วยหยางอวี่ถงไร้ฝีมือ ไม่อาจปกครองผู้คนหมู่มากให้สงบสุขกองกำลังที่เห็นว่ามากในวันนี้ อาจจะกลายเป็นหอกข้างแคร่ของตัวมันเองก็เป็นได้”เมื่อเอ่ยมาถึงตรงนี้ หยางเฉิงค่อยสังเกตอากัปกิริยาตอบสนอง เห็นผู้คนยังคงแบ่งแยกเป็นหลายฝ่ายบ้างพยักหน้า บ้างส่ายศีรษะเบา และยังมีบางส่วน ที่เลือกจะนิ่งงัน จึงจำเป็นต้องใช้ยาแรงกระตุ้นเตือน“แต่หากฝั่งนั้นได้กุนซือผู้นี้กลับไป ต่อให้ตระกูลหลิวและตระกูลหยางมีกำลังเท่าเทียมยังถือว่าเสี่ยงอันตราย หากรบกันในสถานที่เท่าเทียม ข้าเชื่อว่า ตระกูลหลิวยังมีโอกาสแพ้มากกว่าชนะ”

             

            คำกล่าวคล้ายดูแคลนเช่นนี้ล้วนไม่อาจยอมรับ ทำให้สมาชิกตระกูลหลิวในห้องเกิดเสียงวิจารณ์อื้ออึงหลิวเหวินหงชักสีหน้า หรี่ตาคมกริบจับจ้องไปยังหยางเฉิงเห็นเค้าแววหมองเศร้าทอดอาลัย แต่จนใจตนเองเป็นผู้นำตระกูล หากคิดการไม่รอบ ใช้แต่อารมณ์ส่วนตัวตัดสินคงไม่อาจนำพาตระกูลหลิวให้รอดพ้นไปจากวิกฤตตรงหน้า “ทุกคนเงียบก่อน”หลิวเหวินหงเอ่ยคำ ทั้งห้องกลายเป็นสงบเงียบ “หยางเฉิงในเมื่อเจ้าวิเคราะห์เช่นนี้แถมทุกหนทางที่มีผู้เสนอ เจ้าล้วนเห็นแย้ง เช่นนั้น ข้าจึงอยากฟังความคิดของเจ้าว่าเจ้า จะมีวิธีการออกจากปัญหาตรงหน้านี้ ได้อย่างไร”

             

            หยางเฉิงยื่นคำนับคราหนึ่งใบหน้าเปื้อนยิ้มจาง หันหาพ่อตาของตน “ข้าขอให้ท่านผู้นำ จับตัวข้าพันธนาการแน่นหนาส่งมอบให้กับหยางอวี่ถง พร้อมทั้งซักทอดเรื่องราวทั้งหมด ทั้งหมด...ที่เกี่ยวข้องกับการลอบสังหารว่าเป็นฝีมือของข้า และกุล่มนักรบรับจ้างภายนอก ด้วยเหตุผลความแค้นส่วนตัวตระกูลหลิวไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับเรื่องราวทั้งสิ้น”คำของหยางเฉิงทำเอาผู้คนในห้อง ถึงกับหายใจไม่ทั่วท้องแม้ก่อนหน้าไม่มีผู้ใดเอ่ยถึงวิธีการนี้ เพราะรู้ดีว่าหยางเฉิงเพิ่งสูญเสียบุตรชายไปจึงไม่คิดเอ่ยออกมา แต่กลับไม่คาดคิด ว่าสุดท้าย ผู้ที่เอ่ยถึงวิธีการส่งมอบตัวให้ไวขึ้นจะเป็นตัวหยางเฉิงเอง แถมยังหนาหนักกว่าวิธีการที่พวกตนคิดไว้ ด้วยหยางเฉิง ยินยอมรับความผิดทั้งหมดแบกเอาไว้บนแผ่นหลังตนเอง แต่เพียงผู้เดียว “ส่วนการเคลื่อนทัพล่อหลอกหรือสิ่งอื่นที่เกี่ยวข้อง แต่มิได้ลงมือ ให้ท่านผู้นำยืนกรานปฏิเสธว่ามิได้เชื่อมโยงกัน ห้ามยอมรับเด็ดขาด เช่นนี้แล้วปัญหาทุกอย่าง น่าจะเบาบางลงขอรับ”

    คล้ายกับเรื่องสะบั้นมารสังหารเทพ (杀死魔鬼和神) ที่คุณอ่าน