วาดชีวิต ลิขิตชะตา #เกิดใหม่ครั้งหน้า ขอข้าเป็นนางเอก [Ebook เล่ม 7 เล่มจบออกแล้วจ้า)

    บทที่ 37  ท่านอ๋อง ได้โปรดอย่าวู่วาม

    ก็จริงอยู่ที่เขาไม่อาจหาแก่นสารใด ๆ ได้จากสหายสนิทผู้นี้ แต่เยี่ยนอ๋องก็ไม่เคยคิดเลยสักนิดว่าตัวไร้สาระนี่จะลั่นวาจาเหลวไหลได้ ‘น่าซัดให้น่วม’ ถึงเพียงนั้น ในยามที่ได้ยิน บุรุษสูงศักดิ์ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความโฉดชั่วจึงหงายหลังร่วงตกกำแพงไปในทันที


    อากัปกิริยาของเยี่ยนอ๋องทำเอาโจวจื่ออวี้ต้องรีบลงจากกำแพงแล้วยื่นมือไปคว้าตัวไว้ด้วยความตกใจ “ท่านอ๋องไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดมากขนาดนั้นก็ได้ ถึงความจริงจะเจ็บปวดจนแทบไม่อาจทนอยู่บนโลกนี้ต่อไปได้ แต่อย่างไรการถนอมรักษาร่างกายนี้เอาไว้ก็สำคัญที่สุดนะพ่ะย่ะค่ะ!”


    เยี่ยนอ๋อง “...” 


    ด้านเสิ่นเชียนเกอเมื่อได้ยินเสียง *ตุบตับ* ดังขึ้นจากทางด้านนอกก็สะดุ้งตกใจ คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน เสียงนั้นฟังราวกับมีสิ่งของขนาดใหญ่หล่นจากที่สูง… ‘จะว่าลูกไม้ก็ไม่ใช่จะว่าแมวจรจัดก็ไม่น่าจะเป็นไปได้เช่นกัน’


    เจ้าของห้องใหญ่ในเรือนหลังเล็กและเก่าผุดลุกขึ้นแล้วเดินไปผลักบานหน้าต่างออกเพื่อตรวจดูสิ่งผิดปกติภายในสวน


    เมื่อกวาดสายตามองจนทั่ว นางก็พบว่าบรรยากาศภายในสวนยังคงเงียบสงบและดูปกติ ห้องเล็กทั้งสองก็ดับเทียนลงแล้ว ไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ อีก เมื่อเงี่ยหูฟังดี ๆ ก็มีเพียงเสียงคนเคาะระฆังบอกเวลาดังขึ้นจากภายนอกจวนเท่านั้น นางไม่เห็นสิ่งผิดปกติใด ๆ แม้แต่น้อย


    คิ้วเรียวของสาวงามขมวดแน่นขึ้นด้วยความประหลาดใจ ในหัวพลางคิดว่าเสียงที่แว่วมาเมื่อครู่อาจจะเป็นเสียงของแมวป่าตัวใหญ่มาแอบขโมยกินอาหารก็เป็นได้


    เช่นนั้น สาวงามจึงหับบานหน้าต่างแล้วกลับมานั่งคิดวิธีการหาเงินที่โต๊ะตามเดิม


    ทันทีที่ได้ยินเสียงบานหน้าต่างเปิดออก เยี่ยนอ๋องก็รีบเอื้อมมือไปอุดปากโจวจื่ออวี้ก่อนที่จะลากร่างสหายเข้าสู่มุมมืดแล้วฉุดกระชากให้นั่งลง ณ จุดนั้น เงาของกำแพงช่วยบดบังร่างของคนทั้งสองได้พอดิบพอดี


    ซึ่งในอึดใจแห่งความอลม่านนั้น โจวจื่ออวี้ก็ได้เห็นภาพที่เขาสมควรได้เห็น!


    ใบหน้าของร่างอรชรทำให้บุรุษแซ่โจวเบิกตากว้าง เมื่อบานหน้าต่างหุบลงอีกครั้ง พันธนาการแน่นจากมือหนาที่กำลังอุดปากและจมูกเขาอยู่ก็คลายออก


    โจวจื่ออวี้สูดลมหายใจเข้าปอด ดวงตายังคงเปิดค้างพลางปากก็กล่าวขึ้นด้วยความไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็น “ท่านอ๋อง คุณหนูรองเสิ่นพักอาศัยอยู่ที่นี่หรือพ่ะย่ะค่ะ?”


    พวกเขาเจอกันที่หอศึกษาแทบทุกวันและคนที่แง้มบานหน้าต่างชะโงกหน้าออกมาเมื่อครู่ก็เป็นดรุณีน้อยผู้มีผ้าบางคาดปิดใบหน้าไปกว่าครึ่ง … ‘ดวงตาคู่นั้น รูปร่างแบบนั้น เขาจำได้ไม่ผิดแน่… หากสตรีผู้นั้นไม่ใช่เสิ่นเชียนเกอ แล้วจะเป็นผู้ใดได้อีก!’ 


    เยี่ยนอ๋องขบเม้มริมฝีปากบางของตนเบา ๆ บุรุษร่างใหญ่ไม่สนใจตอบคำถามคนข้างกายแม้แต่น้อย


    อย่างไรก็ตาม คำกล่าวของโจวจื่ออวี้ไม่ได้ต้องการคำตอบใด ๆ นั่นเป็นเพียงการแสดงออกถึงความตกตะลึงอย่างเหลือล้นก็เท่านั้น


    บุตรีแท้ ๆ เพียงคนเดียวของขุนนางชั้นสูงในราชสำนักกลับพักอาศัยในเรือนของข้ารับใช้! เกรงว่าจะไม่สามารถพบเจอเหตุการณ์เช่นนี้ได้จากจวนผู้สูงศักดิ์ตระกูลใดได้อีกแล้ว!


    เมื่อเห็นว่าเยี่ยนอ๋องมีสีหน้าเรียบเฉย โจวจื่ออวี้ก็รู้ทันทีว่าท่านอ๋องของเขาคงจะทราบเรื่องนี้อยู่ก่อนแล้ว


    ‘มิน่า…ดึกดื่นป่านนี้ถึงยังดั้นด้นลากเขาออกมาเดินเล่นถึงที่นี่…ที่แท้ก็เป็นห่วงเสิ่นเอ้อร์นี่เอง’


    ตั้งแต่ติดตามท่านอ๋องมา เขาก็ไม่เคยพบเห็นการกระทำลักษณะนี้จากคนข้างกายแม้แต่ครั้งเดียว


    แท้จริงแล้ว ตัวเยี่ยนอ๋องนั้น ก่อนหน้านี้เขายังไม่แน่ใจว่าเสิ่นเชียนเกอคือผู้พักอาศัยอยู่ในเรือนหลังนี้จริงหรือไม่


    แต่เหตุการณ์ที่เขามาร่ำสุราที่ร้านสุราร้อยปีในตรอกหลังจวนเสิ่นแล้วได้กลิ่นอาหารหอมเย้ายวนจนไม่อาจต้านทานได้โดยบังเอิญบวกรวมกับได้กินขนมเลิศรสของเสิ่นเชียนเกอและรู้ว่านั่นเป็นฝีมือของนาง เยี่ยนอ๋องจึงคาดเดาว่าเรือนพักอาศัยของแม่ครัวยอดฝีมือของเขาอาจจะเป็นเรือนหลังใดหลังหนึ่งที่ปลูกอยู่ในสวนรองแห่งนี้ก็เป็นได้ ซึ่งเมื่อเขาได้ตรวจสอบดูแล้วก็เป็นอย่างที่เขาคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด


    ‘ครัวเล็กของเรือนเก่าซ่อมซ่อที่เขาเคยเข้าไปตามหากลิ่นของกินนั่นเป็นของเสิ่นเอ้อร์จริง ๆ เสียด้วย’


    เมื่อได้เห็นกับตาแล้วว่าเรือนเก่าโทรมหลังนี้เป็นที่พักอาศัยของเสิ่นเชียนเกอ เยี่ยนอ๋องจึงกระโดดขึ้นกำแพงแล้วค่อย ๆ มองสำรวจดูทั่วพื้นที่อย่างละเอียด


    เรือนหลังเล็กนี้เป็นเพียงเรือนรองของสวนท้ายจวนเท่านั้น ทั้งเล็ก คับแคบและยังเก่าทรุดโทรมเป็นอย่างยิ่ง


    เรือนนี้ถูกแบ่งกั้นออกมาจากเรือนใหญ่ที่อยู่ข้าง ๆ เรือนน้อยทั้งหลังนั้นมีห้องเล็ก ๆ เพียงห้าห้อง ห้องหลักสามห้องแบ่งเป็นห้องโถงไปแล้วส่วนหนึ่ง ส่วนห้องรองสองห้องตั้งอยู่ในทิศประจิมหนึ่งห้องและทิศบูรพาอีกหนึ่งห้อง ถัดจากห้องรองทิศบูรพาจะเป็นห้องครัวเล็กที่ถูกต่อเติมออกมา


    หากให้บ่าวไพร่ใช้พักอาศัย เรือนหลังนี้ก็สามารถจุคนได้เพียงห้าถึงหกคนเท่านั้น


    โดยรวมแล้ว สภาพแวดล้อมของสวนแห่งนี้ยังไม่สามารถเทียบเคียงกับเรือนของบุตรสาวเศรษฐีบางเรือนได้เลย


    ขณะกำลังครุ่นคิดอย่างเคร่งเครียด คิ้วกระบี่ของเยี่ยนอ๋องก็ค่อย ๆ ขมวดเป็นปมโดยไม่รู้ตัว


    โจวจื่ออวี้ที่นั่งยองอยู่ข้าง ๆ สังเกตเห็นใบหน้าที่คล้ำเข้มขึ้นเรื่อย ๆ ของเยี่ยนอ๋องได้อย่างชัดเจน ผู้ติดตามหนุ่มจึงเลือกสงบปากสงบคำไม่คิดสะกิดโทสะของสหายผู้เป็นนายให้ระเบิดใส่หัวตนเอง


    เวลาล่วงเลยไปอย่างเชื่องช้า โจวจื่ออวี้ที่ได้แต่นั่งยองนิ่ง ๆ อยู่บนยอดกำแพงจึงถูกอาการเหน็บชากัดกินขาทั้งสองไปเป็นที่เรียบร้อย ทว่าเจ้านายผู้เป็นที่รักก็ยังไม่เอ่ยวาจาใดออกมาเสียที


    ‘หรือว่า…ท่านอ๋องจะยอมนั่งยองเป็นหินเฝ้าดูและรอคอยนางอันเป็นที่รักอยู่ตรงนี้!?’


    ในขณะที่โจวจื่ออวี้กำลังรวบรวมความกล้าเพื่อจะกล่าวอะไรบางอย่างออกมานั้น แสงเทียนสีเหลืองนวลที่สาดส่องจากบานหน้าต่างกรุกระดาษไขของห้องที่เสิ่นเชียนเกออยู่ก็ดับไปเสียก่อน


    ภายในห้องนั้น เสิ่นเชียนเกอปิดสมุดบันทึกรายจ่ายที่เก๋อมามานำมาให้ด้วยความเหนื่อยใจ ก่อนที่จะวางลงตรงมุมโต๊ะแล้วใช้แท่นเงินทับเอาไว้ ในหัวของนางมีความคิดและวิธีการหาเงินมากมายหลายรูปแบบ เพียงแต่เวลานี้มันยังคงยุ่งเหยิงไม่เป็นรูปเป็นร่างเท่าที่ควร ดังนั้นนางจึงต้องใช้เวลาในการคิดทบทวนและพินิจพิจารณาให้ละเอียดถี่ถ้วนมากกว่านี้ คาดว่าในอีกสองสามวันข้างหน้านางอาจจะตัดสินใจได้


    เพราะความคิดในหัวหมุนวนจนสับสน เสิ่นเชียนเกอจึงเลือกหยุดความคิดเหล่านั้นไว้ชั่วคราวแล้วตัดสินใจเข้านอนเร็วขึ้นกว่าเดิม


    วันนี้ช่วงเช้านางจัดการเรื่องการสร้างเตาอบ ช่วงบ่ายก็นำเหล่าสาวใช้ช่วยกันหมักซีอิ๊วและจิ๊กโฉ่ว พอตกเย็นก็นั่งท่องตำราและตรวจดูรายจ่ายเหล่านั้นอีก ความเหนื่อยล้าและอ่อนเพลียกัดกินร่างกายนี้จนถึงกระดูก ดังนั้นในทันทีที่ศีรษะตกถึงหมอน เสิ่นเชียนเกอก็เข้าสู่ห้วงนิทราไปโดยไม่รู้ตัว


    ทันทีที่เห็นแสงไฟดับลงเยี่ยนอ๋องก็เริ่มเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว ผิดกับโจวจื่ออวี้ที่เวลานี้ขาทั้งสองชาจนไร้ความรู้สึกไปแล้ว


    บุรุษผู้เป็นเหน็บชาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เมื่อคิดว่าในที่สุดก็จะได้กลับจวนเสียที พร้อมกันนั้นเขาก็ปฏิญาณอย่างตั้งมั่นในใจว่า ‘การออกมาเดินเล่นเป็นเพื่อนท่านอ๋องยามวิกาล’ จะไม่มีครั้งหน้าอีกแล้ว! และหัวเด็ดตีนขาดอย่างไรเขาก็จะให้หรงซุ่นเป็นผู้รับเคราะห์กรรมเช่นนี้แทน


    ทว่าพริบตาต่อมาความคิดมาดมั่นในหัวโจวจื่ออวี้ก็พังทลาย เพราะหลังจากเยี่ยนอ๋องยืดตัวขึ้น….ร่างสูงใหญ่ก็ทะยานกลับลงสู่พื้นของเขตจวนเสิ่น! 


    โจวจื่ออวี้ได้แต่อุทานเสียงแผ่ว “…ท่านอ๋อง ได้โปรดอย่าวู่วามเช่นนั้น!”


    ผู้ติดตามอ๋องถอนหายใจทดท้อ … ‘ถึงเสิ่นเอ้อร์จะพักอาศัยในเรือนที่เก่าทรุดโทรม แต่อย่างไรนางก็เป็นถึงบุตรีของตระกูลเสิ่นเชียวนะ’


    โจวจื่ออวี้ผู้ไร้ทางเลือกจึงจำต้องเดินตามหลังเยี่ยนอ๋องไปด้วยความหวาดหวั่น ในหัวครุ่นคิดแต่เรื่องที่ว่าเขาจะปรามท่านอ๋องไม่ให้กระทำผิดอย่างไรด้วยใจกังวล


    เมื่อเห็นสหายใช้สายตาดุดันจับจ้องมองมาอย่างไม่ลดละ เยี่ยนอ๋องก็หัวเราะ *หึ* ด้วยท่าทางหยิ่งยโส สมเพชเวทนาในความคิดอกุศลของคนไร้สาระ


    เขาก็เพียงต้องการทราบว่าเสิ่นเอ้อร์หน้าไม่อายนั่งทำอะไรอยู่ที่โต๊ะเป็นเวลานานก็เท่านั้น คนสูงศักดิ์อย่างเขาจะคิดมิดีมิร้ายกับสตรีเสียโฉมนั่นได้อย่างไร?


    ความกลัดกลุ้มของผู้ติดตามไร้แก่นสารของเขาช่างไร้ค่าเสียจริง ๆ!


    เขาที่มีวรยุทธ์ล้ำเลิศเพียงนี้ การเข้าออกเรือนเล็ก ๆ โทรม ๆ ในจวนตระกูลขุนนางฝ่ายบุ๋นธรรมดา ๆ ย่อมไม่ถูกจับได้อย่างแน่นอน


    ก้าวเพียงไม่กี่ก้าวเยี่ยนอ๋องก็มาหยุดยังหน้าต่างห้องของเสิ่นเชียนเกอแล้ว เมื่อแขนแกร่งออกแรงผลักเบา ๆ บานหน้าต่างก็ถูกแง้มออกถึงครึ่งหนึ่งโดยง่ายดาย


    ในขณะที่โจวจื่ออวี้ยังคงตกตะลึงกับภาพเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้า เยี่ยนอ๋องก็เอื้อมมือเข้าไปหยิบสมุดเล่มหนึ่งซึ่งวางอยู่บนโต๊ะติดริมหน้าต่างออกมาด้วยความแยบยลแล้ว


    สมุดบางเล่มนี้มีคำว่า ‘สมุดบัญชี’ เขียนระบุไว้อย่างเด่นชัดบนหน้าปก


    เยี่ยนอ๋องอาศัยแสงไฟสลัวจากโคมไฟนอกกำแพงจวนและแสงจันทร์อันอ่อนแรง พลิกอ่านสมุดบัญชีในมือ ยิ่งกวาดสายตาดูคิ้วกระบี่ก็ยิ่งขมวดติดกันแน่นขึ้น


    ระหว่างที่โจวจื่ออวี้กำลังยืดคอยาวเพื่อจะแอบดูสิ่งที่อยู่ในมือคนข้างกายด้วยความสงสัยนั้น เยี่ยนอ๋องก็ปิดสมุดเล่มนั้นลงฉับพลันก่อนนำกลับไปไว้ที่เดิมอย่างแนบเนียน


    หลังจากปิดหน้าต่างลงตามเดิม เยี่ยนอ๋องก็หลบออกจากสวนรองหอหนิงโช่ว สองแมวป่าตัวใหญ่หลบเลี่ยงออกจากสถานที่ที่บุกรุกเข้าไปโดยไร้ร่องรอยราวกับสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ เพียงเสี้ยวลมหายใจสองนายบ่าวก็ปรากฏตัวที่ตรอกด้านหลังจวนเสิ่นอีกครั้ง


    โจวจื่ออวี้รู้สึกสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่าเมื่อครู่ท่านอ๋องได้เห็นสิ่งใดเหตุไฉนถึงมีสีหน้าเคร่งเครียดเช่นนั้น คิดแล้วเขาก็เร่งฝีเท้าตามไปถามอย่างรวดเร็ว “ท่านอ๋อง ในสมุดบันทึกที่ท่านอ่านเมื่อครู่มีอะไรอย่างนั้นหรือ? มีความลับอะไรหรือไม่? หรือจะเป็นสูตรลับ? หากเป็นสูตรลับ เหตุใดท่านไม่นำออกมาด้วย เราจะได้นำมาลองทำกันดู! เช่นนั้นแล้วก็จะได้ลิ้มลองอาหารเลิศรสทุกวันเลยนะพ่ะย่ะค่ะ!”


    เขายังคงไม่ลืมเรื่องสูตรอาหารลับแสนอร่อยของคุณหนูรองเสิ่น เมื่อใดที่นางกลายเป็นพระชายาของเยี่ยนอ๋อง เมื่อนั้นก็จะมีเพียงอ๋องตะกละผู้นี้ผู้เดียวเท่านั้นที่จะได้ลิ้มลองอาหารเลิศรสของนาง!


    อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ในหัวของเยี่ยนอ๋องยังคงคิดทบทวนข้อมูลจากสมุดบัญชีที่ได้เห็นด้วยความกลัดกลุ้มอยู่ไม่คลาย ดังนั้นเขาจึงไม่มีกะจิตกะใจฟังเรื่องพร่ำเพ้อที่โจวจื่ออวี้เอ่ยออกมา


    ยอดรวมของเงินทั้งหมดที่ถูกระบุลงในบัญชีมีเพียงหนึ่งร้อยกว่าตำลึงเท่านั้น ผิดกับรายจ่ายมากมายยิบย่อยที่เขียนเรียงรายยาวหลายบรรทัด 


    การที่เสิ่นเอ้อร์เอาแต่จดจ่ออยู่กับสมุดบัญชีเล่มนั้นจนดึกดื่นแสดงให้เห็นว่านางกำลังให้ความสนใจกับเรื่องการเงินอย่างมาก


    ‘นางขาดแคลนทุนรอนอย่างนั้นหรือ? คราก่อนเขาได้ฝากเงินไปกับเจี่ยงกุ้ยเฟยแล้วนี่!’


    เมื่อเสียงพร่ำบ่นปนถามของสหายดังอยู่ข้างหูไม่หยุดหย่อน เยี่ยนอ๋องจึงหันไปสาดสายตาอาฆาตเข้าใส่ราวกับจะขย้ำอีกฝ่ายก็มิปาน ก่อนที่เสียงเย็นชาจะดังขึ้น “ไม่ใช่ว่าอยากกลับจวนไปหาเตียงอุ่น ๆ หรอกรึ? หุบปากแล้วรีบเร่งฝีเท้า! หรือเจ้าอยากนอนแข็งตายที่นี่!?” สิ้นเสียงร่างสูงก็พุ่งทะยานไม่เห็นฝุ่น


    “กะ กลับพ่ะย่ะค่ะ! ท่านอ๋อง รอกระหม่อมด้วย! โธ่ ก็แค่อยากรู้ว่าในสมุดบันทึกนั่นเขียนอะไรเอาไว้ ท่านจะใจดีบอกกันหน่อยไม่ได้เลยหรือ?”


    ในสายตาของโจวจื่ออวี้ เสิ่นเชียนเกอเป็นสตรีที่ค่อนข้างลึกลับ นางดูเหมือนผู้ที่เก็บงำบางสิ่ง ซ่อนปริศนาบางอย่างไว้เบื้องหลังมากมายนับไม่ถ้วน


    เป็นสายเลือดแท้ ๆ แห่งตระกูลเสิ่นแต่กลับต้องมาพักอาศัยอยู่ในสถานที่ที่เก่าโทรมเช่นนั้น แต่แม้กระนั้นนางก็ยังสามารถรังสรรค์ขนมรสเลิศออกมาได้ นอกจากความจริงที่ได้เห็นในวันนี้ว่านางมีชะตาชีวิตที่สุดแสนอาภัพแล้ว คุณหนูรองผู้นี้ก็ยังมีปริศนาซ่อนในความเป็นปริศนาที่ทำให้อดค้นหาความลึกลับในตัวนางไม่ได้เลยจริง ๆ


    **********************


    ผ่านไปเพียงพริบตา วันงานเลี้ยงวสันตกาลแห่งตำหนักจ่างกงจู่ก็มาถึง ด้วยงานเลี้ยงนี้เป็นงานใหญ่ที่ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่คือเหล่าคนรุ่นเยาว์จากตระกูลชนชั้นสูง ดังนั้นหอศึกษาจึงหยุดทำการเรียนการสอนเพื่อให้ศิษย์ทุกคนมีเวลาเตรียมตัวสำหรับการร่วมงานเลี้ยง


    เสิ่นเจียวเจียวรีบรุดไปยังเรือนของเสิ่นฮูหยินตั้งแต่เช้าตรู่


    เสิ่นฮูหยินนำชุดที่ร้านเย็บปักเพิ่งส่งมาให้บุตรสาวคนงามได้ลองสวมใส่


    ชุดร่วมงานเลี้ยงของเสิ่นเจียวเจียวนั้นประกอบไปด้วยเสื้อตัวในสีขาวเหลือบชมพูกระดุมเฉียง ส่วนตัวกระโปรงเป็นกระโปรงหม่าเมี่ยน*สีเดียวกันกับเสื้อ นอกจากความหรูหราของเนื้อผ้า ทั่วทั้งชุดยังถูกปักลายผีเสื้อตัวน้อยกำลังบินว่อนดอมดมชมบุปผางาม ปีกผีเสื้อเหล่านั้นปักลายได้อย่างเป็นธรรมชาติให้ความรู้สึกคล้ายพวกมันมีชีวิตอย่างแท้จริง ส่วนดอกไม้งามหลากสีก็เหมือนจริงไม่แพ้กัน ความอ่อนช้อยของพวกมันรับกับเกสรเล็ก ๆ ที่ถูกแต่งแต้มด้วยสีเหลืองทองอร่าม เมื่ออาภรณ์งามชุดนี้ประดับอยู่บนร่างบางของเสิ่นเจียวเจียวแล้ว ความบางเบาพลิ้วไหวของเนื้อผ้าก็ทำให้นางดูเสมือนผีเสื้อที่กำลังสยายปีกสีชมพู ดูทั้งงดงามเฉิดฉายและน่ารักใคร่ทะนุถนอมไปพร้อมกัน


    *กระโปรงหม่าเมี่ยน:เป็นเครื่องแต่งกายจีนโบราณประเภทกระโปรง จับจีบ ตัดเย็บด้วยผ้ามันวาว สวมโดยการพันรอบเอว


    เสิ่นฮูหยินมองดูบุตรีด้วยความพึงพอใจเหลือล้น สตรีผู้เป็นใหญ่ในจวนเสิ่นหยิบปิ่นหยกประดับผีเสื้อเงินออกจากกล่องไม้ก่อนบรรจงปักลงบนมวยผมงามของเสิ่นเจียวเจียว เห็นชัดว่าปิ่นหยกนั้นถูกรังสรรค์ขึ้นจากช่างฝีมือชั้นเยี่ยม ผีเสื้อเงินที่ห้อยระย้าอยู่กับตัวปิ่นดูมีชีวิตชีวายิ่งนัก ยามหญิงสาวผู้เป็นเจ้าของปิ่นขยับกายผีเสื้อก็คล้ายจะสามารถเคลื่อนที่ล้อไปกับดอกบัวที่เป็นลวดลายบนตัวปิ่นได้ เพียงมีปิ่นงามประดับมวยผมทรงเมฆาคล้อยเท่านี้ก็งามหยดย้อยพอให้ผู้อื่นอิจฉาตาร้อนได้แล้ว ยิ่งถ้าหากประดับต่างหูมุกเม็ดงามอีกสักหน่อย สาวน้อยก็จะเปลี่ยนเป็นสตรีงามสะคราญและต้องเจิดจรัสเกินกว่าผู้ใดในงานเป็นแน่


    และเนื่องจากทั้งปิ่นปักผมและต่างหูมุกล้ำค่าล้วนเป็นเครื่องประดับมีราคาที่เจี่ยงกุ้ยเฟยประทานเป็นของกำนัลให้เสิ่นเชียนเกอทั้งสิ้น ดังนั้นแล้วเสิ่นเจียวเจียวจึงไม่เคยเห็นเครื่องประดับสองชิ้นนี้มาก่อน


    เพราะเสิ่นเจียวเจียวเติบโตมาในตระกูลขุนนางตั้งแต่แบเบาะจึงมีแววตาเฉียบคม มองของสูงค่าออกในทันที ด้วยเหตุนี้เครื่องประดับราคาแพงทั้งสองจึงต้องตาต้องใจนางเป็นอย่างมาก


    สาวงามโผเข้ากอดแขนมารดาด้วยความดีอกดีใจ “ท่านแม่ ท่านช่างดีกับข้าเสียเหลือเกิน ข้าชอบปิ่นกับต่างหูคู่นี้มากเลยเจ้าค่ะ เพียงแต่ตอนนี้น้องรองยังไม่มา เช่นนั้นท่านเก็บไว้ให้นางก่อนดีกว่าเจ้าค่ะ ข้ายังพอมีเครื่องประดับอยู่บ้าง ยังนำมาใช้ได้เจ้าค่ะ”


    สิ้นเสียงเสิ่นเจียวเจียวก็เอื้อมมือขึ้นไปจับปิ่นงามบนมวยผมหมายจะดึงออก กิริยาและวาจาเช่นนั้นทำให้เสิ่นฮูหยินยิ่งรู้สึกเอ็นดูสาวน้อยตรงหน้ามากขึ้นอีก มือเรียวจับมือน้อยไว้ปากก็พลางเอ่ยคำห้ามปราม  “น้องสาวของเจ้าไม่เคยคำนึงถึงเจ้าแม้แต่น้อย ไยเจ้าต้องคำนึงถึงนางด้วย ไม่ต้องเอาออกหรอก ปิ่นและต่างหูเหล่านี้แม่เก็บไว้ให้เจ้าเท่านั้น น้องสาวของเจ้าไม่ได้ไปร่วมงานเลี้ยงในครั้งนี้ด้วย พวกเราไม่จำเป็นต้องรอนาง”


    เมื่อได้ฟังสิ่งที่เสิ่นฮูหยินกล่าว ดวงตาดอกท้อของเสิ่นเจียวเจียวก็เปล่งประกายขึ้นมาโดยพลัน ความสุขอันเปี่ยมล้นฉายชัดออกมาจนเกือบจะเก็บซ่อนไว้ไม่ทัน


     เสิ่นเจียวเจียวรู้สึกว่าในช่วงนี้ตัวนางไม่ค่อยถูกโฉลกกับน้องสาวนอกไส้สักเท่าไหร่ ราวกับว่าที่ใดมีเสิ่นเชียนเกออยู่ นางจะต้องประสบพบเจอกับความโชคร้ายที่นั่น เครื่องประดับที่สวมใส่อยู่ในตอนนี้ก็เช่นกัน ไม่รู้ว่าหลังจากท่านแม่มอบพวกมันให้นางแล้ว จะมอบเครื่องประดับที่สวยงามยิ่งกว่ามีราคาสูงยิ่งกว่าให้เสิ่นเชียนเกอด้วยหรือไม่!


    ซึ่งถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริง นางจะต้องรู้สึกริษยาจนทนไม่ได้แน่


    แต่ตอนนี้นางสามารถสบายใจได้โดยสมบูรณ์ เพราะเมื่อครู่ท่านแม่ยืนยันด้วยตนเองว่าเสิ่นเชียนเกอจะไม่ไปร่วมงานเลี้ยงในครั้งนี้ด้วย!


    เช่นนี้ก็จะไม่มีผู้ใดเปรียบเทียบนางกับ ‘คุณหนูรองเสิ่น’ ในงานเลี้ยงสำคัญนั่นได้ และนางเองก็ไม่จำเป็นต้องเปลืองสมองคิดหาวิธีกดข่มเสิ่นเชียนเกอ หรือพยายามแสดงออกให้ฝ่ายนั้นเห็นว่านางเหนือกว่าอีกแล้วด้วย


    ในสายตาของท่านแม่จะต้องมีนางแต่เพียงผู้เดียว!


    เมื่อคิดได้เช่นนี้ เสิ่นเจียวเจียวก็ยิ่งรู้สึกเบิกบานใจมากขึ้นเป็นเท่าทวี


    ทว่า แม้ในใจจะสำราญเพียงใด แต่ใบหน้างดงามกลับยังคงเรียบนิ่ง ไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ ออกมาแม้แต้น้อย และด้วยเหตุนั้น ในอึดใจต่อมาคุณหนูใหญ่เสิ่นจึงแสร้งแสดงอาการตกอกตกใจได้อย่างสมบูรณ์แบบ “ท่านแม่ เหตุใดน้องถึงไม่ไปด้วยล่ะเจ้าคะ หรือว่านางจะไม่สบาย? เช่นนั้นลูกจะไปดูนางสักหน่อย ถ้าพลาดงานเลี้ยงครั้งนี้ไป นางเองก็คงจะเสียดายน่าดู”


    เสิ่นฮูหยินพยักหน้าส่ง ๆ อย่างไม่ใส่ใจ และไม่นึกอยากเอ่ยสิ่งที่ตนคิดออกมาด้วย อย่างไรก็ตามเพราะไม่อยากให้คนตรงหน้าเสียเวลาวุ่นวายเรื่องเสิ่นเชียนเกอจึงรีบเปลี่ยนเรื่อง


    “ยามนี้แล้ว เหตุใดพี่ชายเจ้ายังไม่มาอีกล่ะ! พวกเราต้องรีบออกเดินทางกันแล้วนะ!”


    เสิ่นเจียวเจียวได้ยินดังนั้นจึงรีบอาสาทันควัน “ท่านแม่ ข้าจะไปดูที่ประตูรั้วเอง บางทีท่านพี่อาจจะกำลังรออยู่ก็ได้นะเจ้าคะ”


    “ไปสิ” เสิ่นฮูหยินตอบรับและโบกมืออนุญาตไม่รอช้า 


    *****************************




    เสิ่นเจียวเจียวออกจากห้องรับแขกแล้วเดินตามทางเดินในสวนดอกไม้เพื่อไปยังประตูหน้าจวน ยามที่สาวงามย่างก้าว ชายกระโปรงสีชมพูอ่อนก็ขยับเคลื่อนไหวไปตามแรง ฤดูนี้มวลบุปผาภายในสวนล้วนเบ่งบานราวกับว่าพวกมันกำลังต้อนรับการมาเยือนของนางอย่างแช่มชื่น ภาพของเสิ่นเจียวเจียวในยามนี้ดูประหนึ่งผีเสื้อตัวน้อยที่กำลังดอมดมเย้าหยอกหมู่ผกานานาชนิดก็มิปาน และภาพอันงดงามนั้นก็ตกอยู่ในคลองสายตาของเสิ่นจิ่งเยี่ยนที่กำลังเร่งฝีเท้าเข้ามาในจวนอย่างพอดิบพอดี


    ดวงตาของเขาเปล่งประกายเจิดจรัสในฉับพลัน ความรู้สึกที่ซ่อนลึกอยู่ภายในเกือบทำให้เขาเผลอรำพันถ้อยคำหวานออกมา ทว่าโชคดีที่ความยั้งคิดของเขายังคงทำงาน เสิ่นจิ่งเยี่ยนจึงสามารถฝืนกลืนความในใจกลับลงลำคอไปได้ แม้จะยากลำบากไม่น้อยก็ตาม


    เสิ่นเจียวเจียวที่กำลังเปล่งประกายโดดเด่นอยู่ท่ามกลางหมู่มวลบุปผาก็ไม่ต่างจากจันทรายามราตรีที่กระต่ายหนุ่มอย่างเขาเฝ้าหมายปอง…แล้วเมื่อใดกันเล่าสวรรค์จะเปิดโอกาสให้เขาได้ครอบครองนาง


    ทันทีที่ใบหน้างามเงยขึ้น เสิ่นเจียวเจียวก็มองเห็นเสิ่นจิ่งเยี่ยนที่กำลังเดินเข้ามาพอดี นางจึงเอ่ยทักทายด้วยความดีใจ “ท่านพี่! ท่านมาแล้ว! ท่านแม่กำลังเอ่ยถึงท่านอยู่พอดี”


    เสิ่นจิ่งเยี่ยนรีบเร่งฝีเท้าเข้าไปหาสาวน้อยของเขา แล้วยื่นมือออกไปลูบศีรษะเล็กอย่างทะนุถนอม “เจียวเจียวรอนานแล้วใช่หรือไม่?”


    “ไม่เลยเจ้าค่ะ ท่านพี่ต้องมารอข้าเลิกเรียนทุกวัน ครั้งนี้ข้ารอท่านพี่บ้างจะเป็นไรไป กังวลก็แต่ท่านแม่ ไม่รู้ว่าจะโกรธท่านพี่มากหรือไม่”


    สิ้นเสียงหวาน นางก็ลอบกวาดสายตาพิจารณาคนตรงหน้าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เห็นชัดว่าวันนี้คุณชายตระกูลเสิ่นเองก็แต่งองค์ทรงเครื่องมาเต็มยศเช่นกัน


    .


    .


    .



    คล้ายกับเรื่องวาดชีวิต ลิขิตชะตา #เกิดใหม่ครั้งหน้า ขอข้าเป็นนางเอก [Ebook เล่ม 7 เล่มจบออกแล้วจ้า) ที่คุณอ่าน

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    นิยาย รัก
    3.84M 3388
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592