ภาค 2 บทที่ 22 : ดวงวิญญาณ
บทที่ 22 ลมปราณที่ถูกเรียกเร้นดวงตาขององค์ชายทั้งสองนั้นมองเห็นลมปราณนั้นได้อย่างชัดเจนมันแผ่ออกมาจากร่างของหยางหลงผู้เป็นพี่ชายต่างมารดา “ ตายซะ!!! ” เสียงกระซิบที่ออกมาจากปากของหยางหลง ม่านตาของบุรุษทั้งสองได้เบิกกว้างขึ้นเมื่อได้ยินเสียงกระซิบของพี่ชายต่างมารดาของตนเอง ลมปราณที่เรียกเร้นออกมามันคือลมปราณทั้งหมดที่หลงเหลืออยู่ภายในร่างกายของหยางหลงแล้ว มือทั้งสองที่กำกระบี่ที่อยู่ภายในมือแน่นหยางหลงเรียกเร้นลมปราณออกมาในคราวเดียวแล้วออกแรงหักกระบี่ทั้งสองเล่ม โลหะทั้งสองทุกหักลงง่ายดายราวกับท่อนไม้ เมื่อคมกระบี่ถูกหักมือทั้งสองของหยางหลงที่เต็มไปด้วยเลือดก็ได้ปล่อยปลายกระบี่ที่ตนเองนั้นหักลงไปกับพื้น สภาพร่างกายตอนนี้ก็หนักหนาเอากัน บุรุษชุดขาวได้กัดฟันแน่นก่อนจะออกฝ่ามือทั้งสองพุ่งตรงเข้าหาองค์ชายทั้งสองที่พุ่งเข้ามาโจมตีตนเอง เมื่อหยางหลงนั้นซัดฝ่ามือออกไปลมปราณที่เขากัดฟันเรียกเร้นออกมาก็ถูกปล่อยออกไปกระแทกเข้ากับร่างขององค์ชายทั้งสอง อนุภาคของฝ่ามือทั้งสองข้างของหยางหลงนั้นทำให้ร่างขององค์ชายทั้งสองคนกระเด็นออกไป การฝืนเรียกเร้นลมปราณออกมาเช่นนั้นมันทำให้จุดชีพจรที่เป็นทางเดินของลมปราณบาดเจ็บ หยางหลงนั้นถึงกับกระอักเลือดสีแดงสดออกมาจากปาก ร่างของบุรุษชุดขาวได้ทรุดลงไปคุกเข่าอยู่กับพื้น มือทั้งสองข้างของเขานั้นยกขึ้นมาจับที่หน้าอกของตนเอง ความรู้สึกที่เจ็บปวดและแน่นอยู่บริเวณหน้าอกมันเป็นความเจ็บปวดที่ยากเกินกว่าจะสามารถต้านทานได้ เสียงของแม่นางทั้งสองที่กำลังเรียกของเขานั้นดัังก้องเข้ามาภายในหู สติของเขานั้นเริ่มเลือนลางร่างกายที่เริ่มทรงตัวไม่อยู่ ดวงตาทั้งสองข้างนั้นเริ่มพร่ามัวภาพเบื้องหน้าของเขานั้นเริ่มไม่เป็นรูปเป็นร่าง แต่สิ่งที่ผู้คนนั้นวิ่งกรูเข้าไปสนใจก็คือองค์ชายใหญ่และองค์ชายรองที่บาดเจ็บจากฝ่ามือของหยางหลง เมื่อตรองดูแล้วแม้เขาจะไม่ได้เป็นเจ้าของชีวิตนี้แต่มันก็น่าน้อยใจนิ่งนัก เพราะว่าไม่มีความสามารถจึงถูกเปรียบเยี่ยงขยะไร้ค่า ร่างของหยางหลงค่อยๆล้มเอนไปทางด้านหน้า เขานั้นคิดอยู่ภายในใจว่าอย่างไรเสียร่างของเขาก็ต้องกระแทกลงพื้นแข็งๆ แต่เมื่อร่างของเขานั้นเอนล้มลงไป ศีรษะของกับถูกรองรับด้วยอะไรสักอย่างที่นิ่มๆและอุ่นๆ หยางหลงนั้นเรียกเร้นพลังกายเฮือกสุดท้ายลืมตาขึันมาดูสิ่งนั้น สิ่งที่รองรับศีรษะของเขานั้นคือฝ่ามือของคุณหนูถังและคุณหนูหลิว... เมื่อเห็นใบหน้าของแม่นางทั้งสองหยางหลงนั้นก็เผยรอยยิ้มก่อนที่จะเอ่ยออกมาด้วยเสียงอันแผ่วเบา “ พวกเจ้าเองงั้นหรือ.... ” เมื่อสิ้นสุดคำพูดนั้นดวงตาทั้งสองข้างของหยางหลงนั้นก็หลับลงอย่างช้าๆ ..................... ร่างกายที่ล่องลอยอยู่ท่ามกลางความมืดความรู้สึกของเขานั้นขนาดนี้มันชั่งว่างเปล่า ร่างกายของเขานั้นล่องลอยอยู่เช่นนี้มานานขนาดนี้กันแล้ว แม้แต่ตัวของเขาเองก็ไม่สามารถรับรู้ได้ว่าเขานั้นอยู่ในสภาพเช่นนี้มานานขนาดไหนแล้ว ความเงียบสงัดที่อยู่รอบกายหูทั้งสองข้างนั้นไม่ได้ยิ่งแม้แต่เสียงของลม แต่อยู่ๆหูทั้งสองจ้างของเขาก็สามารถได้ยินถึงเสียงอะไรบางอย่าง เสียงสะอื้นที่ดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบตัวของเขานั้นสามารถได้ยินมันอย่างชัดอย่าง ดวงตาของเขาพยายามมองเห็นต้นเสียงที่อยู่ในความมืด หลังจากพยายามมองหาต้นเสียงสะอื้นนั้นมาสักพัก มันบางอย่างปรากฏขึ้นมาเบื้องหน้าของเขาดวงไฟขนาดเล็กเท่าฝ่ามือได้ปรากฏขึ้นมาตรงหน้าของเขาที่กำลังล่องลอยส่องแสงสว่างอยู่ภายในความมืด เมื่อดวงไฟดวงนี้ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าตัวของเขานั้นก็รู้เลยว่าเสียงสะอื้นที่ได้ยิน มันมาจากดวงไฟที่สว่างไสวเบื้องหน้าของเขาดวงนี้ เสียงสะอื้นที่เขานั้นคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดี ไม่ใช่เสียงของแม่นางเสวี่ยเฟยหรืคุณหนูตระกูลทั้งสอง มันคือเสียงสะอื้นขององค์ชายหยางหลงผู้ซึ่งเป็นเจ้าของร่างที่เขานั้นมาอาศัยอยู่ในตอนนี้ ความจริงที่ว่าเขานั้นคือเหยียนเหอไม่ใช่หยางหลงบางทีดวงไฟดวงนี้อาจจะเป็นจิตวิญญาณขององค์ชายหยางหลงที่ยังคงหลับไหลอยู่ในกายนี้ก็เป็นได้ เมื่อคิดแล้วองค์ชายหยางหลงอาจจะยังไม่ได้ตายลงไปเสียทีเดียว และเหตุผลที่ตัวของเขางั้นมาอยู่ในร่างขององค์ชายผู้นี้อาจจะเพื่อให้ทำอะไรบางอย่างให้สำเร็จ ในขนาดที่กำลังครุ่นคิดท่ามกลางความมืดนั้นเอง ดวงตาทั้งสองได้ค่อยๆลืมขึ้นอย่างช้าๆเขานั้นกลับมาสู่โลกแห่งความจริง เพดานของห้องที่คุ้นเคยมันเป็นทัศนียภาพเดิมที่เขานั้นเคยเห็นทุกวันในยามหลับและยามตื่น หยางหลงมั่นใจว่านี่คือเตียงนอนของแม่นางเสวี่ยเฟย ถึงจะเห็นเช่นนี้แต่เขานั้นก็ยังไม่มั่นใจมากนักหยางหลงนั้นได้เริ่มกวาดสายตามองรอบกาย ห้องสี่เหลี่ยมที่เขาคุ้นเคยสถานที่แห่งนี้คือห้องของแม่นางเสวี่ยเฟยจริงๆ เมื่อได้มองแสงแดดที่ส่องผ่านหน้าต่างบานใหญ่เข้ามาเขานั้นคาดการณ์ว่ายามนี่น่าจะเป็นเวลาเที่ยงวัน บุรุษที่ร่างกายนอนนิ่งอยู่บนเตียงขนาดกลาง เขานั้นเริ่มขยับร่างกายที่นอนแน่นิ่งมานาน เมื่อเริ่มขยับกายความเจ็บปวดก็ได้แทรกเข้ามาสู่ร่างกายของเขาทันที ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจากบาดแผลตามร่างกาย หยางหลงนั้นกัดฟันยกร่างของตนขึ้นมาจากเตียง บุรุษชุดขาวที่เรียบง่ายนั้นขึ้นมาอยู่ในท่านั่ง หยางหลงเริ่มสังเกตุเสื้อผ้าของตนเองมันถูกปล่อยออกมากลายเป็นชุดที่มีสีขาวเรียบง่ายเหมือนกับชุดของคนป่วยให้ยุคที่เขานั้นจากมา “ อะไรกัน... ” เสียงที่เปล่งออกมาจากลำคอนั้นมันทั้งแหบแห้งและไร้ซึ่งพลังของน้ำเสียง บ่งบอกถึงลำคอที่ขาดน้ำมาเป็นเวลานาน บุรุษชุดขาวนั้นสูดหายใจเข้าไปใจทั่วท้อง หยางหลงพยายามเดินลมปราณในร่างกายของตนเพื่อปรับสมดุลของร่างกาย หลังจากเดินลมปราณไปเพียงครู่หนึ่งเท่านั้นลมปราณยังไม่ทันโคจรครบเส้นชีพจรทั้งสิบแปดเส้นในร่างกายหยางหลงกลับรู้สึกเจ็บปวดบริเวณหน้าอกอย่างแสนสาหัส “ อ๊าก.. ” หยางหลงชะงักไปเขานั้นนำมือทั้งสองข้างของตนเองขึ้นมากุมบริเวณหน้าอกของตนเอาไว้ ฟันล่างและฟันบนกัดเข้าจนแน่นดพราะความเจ็บปวด หยางหลงนั้นไม่อยากจะเปล่งเสียงร้องแห่งความเจ็บปวดออกมาเพื่อให้ผู้อื่นนั้นได้ยิน “ จุดชีพจรของเจ้าบาดเจ็บอยู่ ” เสียงที่คุ้นเคยได้ดังขึ้นมาหยางหลงที่กำลังนั่งเจ็บปวดกับบาดแผลเขานั้น ดวงตาของหยางหลงนั้นปรายตาไปมองทางต้นเสียงนั้น ร่างของชายชราชุดขาวที่คุ้นเคยยืนอยู่ตรงบริเวณหน้าต่างบานใหญ่ภายในห้องสี่เหลี่ยม เจ้าสำนักนภาหยินหยางเฉิงชุน ชายชราผู้ที่มีท่าทางอบอุ่นผู้นี้ยืนอยู่ตรงหน้าต่างบานใหญ่ที่มีแสงแดดส่องผ่านเข้ามา หยางหลงนั้นรู้สึกประหลาดใจเพราะว่าก่อนหน้านี้เขานั้นยังไม่เห็นผู้ใดยืนอยู่ตรงนั้น แต่เหตุเมื่อเขานั้นหันกลับมาร่างของชายชราผู้นี้กลับมาปรากฏกายตรงนั้นได้ เขานั้นไม่สามารถรับรู้ถึงการมีอยู่ของชายชราผู้นี้ได้เลยสักนิด ชายชราผู้นั้นได้แสดงรอยยิ้มอันอบอุ่นออกมาจากใบหน้าดวงตาของชายชราผู้ได้จ้องมองมาที่หยางหลงอย่างอบอุ่น ภายในสมองของหยางหลงเริ่มหวนคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้าที่เขานั้นสลบไป หึ หึ หึ ชายชราชุดขาวนั้นหัวเราะในลำคอก่อนจะกล่าว “ ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะสามารถฟื้นมาได้รวดเร็วเช่นนี้ ” หยางหลงนั้นมองชายชราผู้นั้นกล่าวด้วยความประหลาดใจ ภายในสมองของเขานั้นคิดอยู่ว่าเขาคงจะสลบไปเพียงหนึ่งวันหรือสองวันเท่านั้น “ ข้าสลบไปกี่วันกัน... ” หยางหลงนั้นเอ่ยถาม ชายชรานั้นทำท่าทางครุ่นคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยออกมา “ น่าจะสักประมาณเจ็ดวันได้ ” คำกล่าวของชายชราผู้นั้นทำให้หยางหลงนั้นถึงกับตกใจ เขานั้นไม่คิดว่าตนเองจะหลับไปถึงเจ็ดวัน หยางหลงนั้นเริ่มไม่แน่ใจกับสิ่งที่ชายชราพูดของเขานั้นคิดว่าชายชราผู้นี้อาจจะล้อเล่นกับเขาก็ได้ “ ท่านโกหกข้าหรือเปล่า.... ” หยางหลงนั้นเอ่ยถามด้วยความไม่มั่นใจ “ ข้าเหมือนคนโกหกงั้นหรือ... ” ในขนาดที่ความสับสนเข้ามาภายในหัวนั้นเอง เสียงประตูบานใหญ่ของห้องสี่เหลี่ยมได้ดังขึ้น ดวงตาคู่นั้นของหยางหลงได้ปรายตาไปมองทางประตูบานใหญ่ จบบท