ราชันย์สิบโลก

    ตอนที่ 112 ศิลาจารึกโบราณ

            “ท่านปรมาจารย์ท่านปรมาจารย์ท่านอย่าพึ่งเป็นอะไรนะ”

            “เอาหละในเมื่อความจริงกระจ่างแล้วเช่นนั้นพวกเจ้าก็รับผลที่พวกเจ้าก่อไว้ก็แล้วกัน”

            “พระบิดาโปรดอภัยให้กับลูกด้วย พระบิดา.....”

            “ข้ารู้ว่าพวกเจ้าอยู่ข้างนอกทำความลำบากอะไรให้กับชาวเมืองไว้บ้างแต่ข้าก็พยายามอดทน รอให้เจ้ากลับตัวกลับใจ แต่เจ้ากลับถลำลึกไปจนกู่ไม่กลับแล้วเอาหละจากวันนี้เป็นต้นไปให้เจ้าสำนึกผิดอยู่ในตำหนักห้ามออกไปไหนเด็ดขาดเป็นเวลาหนึ่งร้อยปีหากเจ้าทำไม่ได้ข้าจะปลดเจ้าออกจากการเป็นองค์ชายของอาณาจักรนี้และให้ไปอยู่เยี่ยงสามัญชนคนธรรมดาทั่วไป”

            “ส่วนเจ้าตระกูลเจียวข้าขอสั่งให้พวกเจ้าคืนเหมืองแร่ทุกเหมืองให้กับตระกูลที่พวกเจ้าไปยึดมาและให้ตระกูลเจียวทุกคนไปใช้แรงงานในเหมืองแร่ของอาณาจักรเป็นเวลาหนึ่งร้อยปีเช่นเดียวกัน”

            “องค์กษัตริย์โปรดเมตตาโปรดเมตตาตระกูลเจียวของเราด้วย พะยะค่ะทุกอย่างพวกเราทำตามคำสั่งขององค์ชายห้าทั้งหมด ไม่ได้เกี่ยวกับพวกเราเลยพะยะค่ะ”

            “เสด็จพ่ออภัยให้ลูกด้วย เสด็จพ่อ”

            “ทหารนำตัวพวกเขาออกไป”

            “ส่วนเจ้าไม่ต้องห่วงข้าจะรายงานไปยังสภา ของตำหนักโอสถสวรรค์ให้พวกเขาตัดสินเจ้าเอง เจ้าชอบวุ่นวายกับเรื่องภายนอกมากเกินไปเช่นนั้นข้าก็จะเสนอให้เจ้าต่อสภาให้เจ้าไปจัดเก็บสมุนไพรหากยาก จะได้เป็นการพัฒนาเจ้าด้วยอีกทางคงจะดี”

            “ฝ่าบาทในเมื่อค่ายกลติดตั้งเสร็จแล้วขอเชิญฝ่าบาทพร้อมองครักษ์ไปเยี่ยมชมอาณาจักรเมฆาหวนสักวันสองวันองค์กษัตริย์เหวินฉิงทรงรอพบพระองค์อยู่พะยะค่ะ”

            “ข้าต้องขอโทษกับความวุ่นวายที่เกิดขึ้นด้วยในเมื่อองค์กษัตริย์เหวินฉิงรอข้าอยู่ ข้าก็คงต้องไปอาณาจักรเมฆาหวนสักครั้งรบกวนพวกเจ้าแล้วหละ”

            “พวกเจ้าตามข้ามาส่วนทางนี้จื่อโหยวข้าฝากดูแลอาณาจักรสักสองสามวัน อย่าทำให้ข้าต้องผิดหวังเสียหละ”

            “พะยะค่าเสด็จพ่อลูกจะไม่ทำให้เสด็จพ่อต้องผิดหวัง”

            เฟิ่งหยูเปิดค่ายกลมิติเพียงไม่กี่ลมหายใจ กษัตริย์จื่อหรงซิงก็ข้ามมิติมายังอาณาจักรเมฆาหวน เมื่อมาถึงเหล่าองครักษ์ ของอาณาจักรเมฆาหวนต่างนำพาองค์กษัตริย์จื่อหรงซิงไปพบกับองค์กษัตริย์เหวินฉิงในทันที

            ทางด้านอาณาจักรจันทร์เสี้ยวหลังจากเรื่องราวขององค์ชายห้าและตระกูลเจียวแพร่กระจายออกไปตระกูลต่างๆ ต่างพากันออกมาเฉลิมฉลอง โดยเฉพาะตระกูลที่เคยถูกแย่งเหมืองแร่ไปแล้วได้กลับคืนมา พวกเขาต่างถูกตระกูลเจียวกดขี่ข่มเหงมานานตอนนี้ตระกูลเจียวถูกลงโทษให้ทำงานในเหมืองแร่หนึ่งร้อยปีนับว่าสิ้นสุดตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่งของอาณาจักรจันทร์เสี้ยวเลยก็ว่าได้

            “ครั้งนี้ต้องขอบคุณพวกท่านจริงๆที่ช่วยให้ชาวเมืองของอาณาจักรจันทร์เสี้ยวแห่งนี้สามารถลืมตาอ้าปากได้อีกครั้งหนึ่ง”

            “องค์ชายไม่ต้องเกรงใจพวกเราเป็นเพื่อนกัน เพื่อนก็ต้องย่อมช่วยเพื่อนเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว”

            “เอาหละท่านเองก็เตรียมตัว เตรียมใจฝึกฝนได้แล้ว”

            “ฝึกฝนอะไรฝึกฝนทำไม?”

            เฟิ่งหยูเล่าเรื่องต่างๆ ให้องค์ชายจื่อโหยวฟัง และบอกให้องค์ชายเตรียมกองทัพไว้เลยเพราะว่าคงเป็นเรื่องยากที่องค์กษัตริย์จื่อหรงซิงจะปฏิเสธร่วมมือหลังจากรับฟังเรื่องราวต่าง ๆ แล้วองค์ชายจื่อโหยว จึงรีบรวบรวมกำลังพลของตนเตรียมพร้อมไว้ก่อนที่องค์กษัตริย์จะกลับมา

            และก็เป็นดังที่คาดการณ์เอาไว้หลังจากองค์กษัตริย์กลับมาก็เรียกให้องค์ชายจื่อโหยวจัดเตรียมกำลังพลทันที เมื่อองค์ชายจื่อโหยวรายงานว่าเขาได้จัดเตรียมกองทัพไว้รอแล้วและพร้อมที่จะไปฝึกฝนทำให้กษัตริย์จื่อหรงซิงพลันมองว่าองค์ชายจื่อโหยวนั้นสามารถตัดสินใจในเรื่องสำคัญต่างๆ ได้ ก็พลันแอบยิ้มอยู่ในใจ

            “ดีเช่นนั้นข้าก็ขอมอบหมายงานนี้ให้กับเจ้า ให้เจ้ารับผิดชอบในส่วนนี้ส่วนเรื่องร่วมมือกับอาณาจักรต่าง ๆ ข้าจะเป็นคนดำเนินการเองส่วนเรื่องที่รับปากกับเฟิ่งหยูไว้ ข้าจะดูแลส่วนของเจ้าแทนไปก่อน ให้เจ้าฝึกฝนอย่างตั้งใจไม่ต้องกังวลเรื่องทางนี้”กษัตริย์จื่อหรงซิงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นเขาภูมิใจในตัวบุตรชายของเขาคนนี้มากขึ้นและยอมรับนับถือความสามารถของเฟิ่งหยูด้วยใจจริง

                “เด็กคนนี้ต้องเป็นผู้นำที่ดีในอนาคตอย่างแน่นอนความคิด ของเขาช่างแตกต่างจากคนอื่นและยังกล้าตัดสินใจในเรื่องใหญ่โตได้โดยไม่หวาดกลัวคนแบบนี้ต้องยิ่งใหญ่มากแน่ในอนาคต ข้าหวังว่าจะได้เห็นเขาเติบโตข้าเองก็อยากจะรู้นักว่าเจ้าจะสามารถก้าวไปได้ไกลขนาดไหน” กษัตริย์จื่อหรงซิงคิดอยู่ในใจ

                หลังจากที่เฟิ่งหยูติดตั้งค่ายกลเสร็จสิ้น งานของเขาถือว่าสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีเฟิ่งหยูยังต้องเดินทางไปอีกสองอาณาจักรจึงจำเป็นต้องล่ำลากษัตริย์จื่อหรงซิง เฟิ่งหยูนำเรือรบออกมาเช่นเดิมเขาออกเดินทางพร้อมกับองค์ชายจื่อโหยวและกองทัพของอาณาจักรจันทร์เสี้ยว    

                ตกกลางคืนหลังจากทุกคนพักผ่อนเฟิ่งหยูจึงนำเรือรบเข้าไปยังเจดีย์ฟ้าสวรรค์องหญิงหนิงเอ๋อขอตัวแวะไปดูเสี่ยวไป๋เฟิ่งหยูจึงมอบกองทัพอาณาจักรจันทร์เสี้ยวและองค์ชายจื่อโหยวให้เป็นหน้าที่ของผู้อาวุโสอู่หวังฉี

            เฟิ่งหยูกลับไปฝึกฝนต่อเขาเองก็จำเป็นต้องเร่งพัฒนาฝีมือของตนเองเช่นเดียวกันเฟิ่งหยูกลับมาฝึกฝนคัมภีร์กายเซียนโบราณต่อขั้นที่สองนั้นเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับเฟิ่งหยูเขาต้องใช้ความพยายามอีกมากในการฝึกฝนกายเซียนโบราณเฟิ่งหยูฝึกคัมภีร์กายเซียนโบราณอย่างหนักเสร็จแล้วเฟิ่งหยูฝึกฝนหงส์เพลิงสยายปีกขั้นที่สองต่อเพื่อให้บรรลุขั้นที่สามให้ไวที่สุดเฟิ่งหยูฝึกหงส์เพลิงสยายปีกอย่างต่อเนื่องทำให้หงส์เพลิงขั้นแรกและขั้นที่สองของเขามีอานุภาพมากยิ่งขึ้น

            ยิ่งฝึกฝนชำนาญมากเท่าไหร่ความรุนแรงของกระบวนท่ายิ่งรวดเร็วและรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

            หลังจากการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงอยู่หลายเดือนในเจดีย์ฟ้าสวรรค์เฟิ่งหยูนึกขึ้นได้ว่ายังมีไข่ของนางพญาแมงมุมแม่ม่ายดำและแท่งหินประหลาดอยู่เฟิ่งหยูจึงเดินไปหาผู้อาวุโสอู่หวังฉีที่อยู่ไม่ไกลมากนักเพื่อพากกันไปดูที่แท่งหินประหลาดและไข่นางพญาแมงมุมแม่ม่ายดำ

            “ท่านผู้อาวุโสมันคือแท่งหินอะไร ท่านพอจะทราบบ้างไหม?”

            อู่หวังฉียืนมองพินิจพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง

            “มันน่าจะเป็นศิลาจารึกโบราณแต่ข้าเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันเป็นศิลาจารึกโบราณอะไร เจ้าต้องลองศึกษาดูเองข้าสามารถชี้แนะเจ้าได้เพียงบางส่วนเท่านั้น”

            อู่หวังฉีค่อยๆ แนะนำเฟิ่งหยูให้เข้าใจวิธีการอ่านศิลาจารึกโบราณเฟิ่งหยูเรียนรู้และเข้าใจได้อย่างรวดเร็วเขาสามารถเข้าใจหลักการอ่านศิลาจากรึกโบราณที่อู่หวังฉีถ่ายทอดให้ในเวลาไม่นานนัก

            เฟิ่งหยูเริ่มศึกษาศิลาจารึกโบราณอย่างตั้งอกตั้งใจหลังจากศึกษาศิลาจารึกโบราณได้ไม่นาน เฟิ่งหยูตกอยู่ในภวังค์แห่งการหยั่งรู้ทันทีศิลาจารึกโบราณทั้งเก้าเป็นเรื่องที่กล่าวถึงห้วงมิติ

            เฟิ่งหยูใช้เวลาศึกษาศิลาจารึกโบราณทั้งหมดจนกระจ่างชัดและเข้าใจความหมายทุกอย่างเกี่ยวกับห้วงมิติ

            หลังจากเข้าใจจนถึงเนื้อแท้ของห้วงมิติเฟิ่งหยูนั่งสมาธิเขาใช้เวลาศึกษาความรู้เรื่องห้วงมิติที่ศึกษาจากศิลาจารึกโบราณนานถึงเก้าปีเต็มในเจดีย์ฟ้าสวรรค์

            เฟิ่งหยูลองอนุมานหลักของมิติขึ้นมาเขาชี้นิ้วไปข้างหน้าพร้อมพร้อมกับกล่าวสั้นๆ

            “ตัดมิติ”

              มิติตรงที่เขาชี้ไปห่างประมาณห้าวา(สิบเมตร)มิติตรงหน้าของเฟิ่งหยูถูกตัดออกเป็นรอยยาวประมาณหนึ่งวาต้นไม้ที่อยู่ในบริเวณนั้นขาดออกจากกันทันที

            “ตึง”เสียงต้นไม้ใหญ่เกือบครึ่งวาโค่นล้มลงตรงหน้าของเฟิ่งหยูในทันทีจากนั้นไม่นานมิติก็กลับมาเชื่อมต่อกัน

            “เหมาะสำหรับเป็นอาวุธลับใช้สังหารผู้ที่มีพลังยุทธ์สูงกว่าข้าจริงๆ” เฟิ่งหยูคิดในใจ

            หลังจากนั้นเฟิ่งหยูลองอนุมานใหม่อีกทีหนึ่งครั้งนี้เฟิ่งหยูใช้มือสองข้างฉีกกระชากมิติออกจากกัน

            “กระชากมิติ”

            ตรงหน้าเฟิ่งหยูมิติถูกกระฉากออกจากกันสูงจากพื้นดินประมาณหนึ่งวา เฟิ่งหยูสอดตัวเข้าไปในมิติที่ถูกกระฉากออกจากกัน  ห่างออกไปประมาณห้าสิบวา มิติค่อย ๆแยกออกจากกัน เฟิ่งหยูเดินออกมาจากมิตินั้นได้อย่างง่ายดาย

            เฟิ่งหยูฝึกฝนและอนุมานอย่างต่อเนื่องจนชำนาน เขาฝึกฝน ตัดมิติ และกระชากมิติอีกเป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม จนสามารถใช้ได้อย่างชำนาญ

            “นับว่าข้าได้ไม้ตายสำหรับสังหารและหลบหนีที่ยอดเยี่ยมเป็นอย่างยิ่ง”เฟิ่งหยูแอบยิ้มอยู่ในใจ

            “ทำได้ไม่เลวเลยสามารถอนุมานห้วงมิติจนเดินทางผ่านมิติได้ เจ้านี่มันอัจฉริยะจริงๆ ไม่ผิดหวังที่ข้าเลือกเจ้าเป็นเจ้าของเจดีย์ฟ้าสวรรค์ขนาดเรื่องที่ยากเย็นเจ้ายังสามารถใช้เวลาเพียงน้อยนิดในการฝึกฝนจนชำนาญได้”ผู้อาวุโสอู่หวังฉีเดินเข้ามาพร้อมกับเอ่ยชมเฟิ่งหยู

            “ขอบคุณท่านผู้อาวุโสที่ชี้แนะข้า”

            “เจ้าเองก็มีพรสวรรค์ไม่น้อยสามารถศึกษาและอนุมานจนสามารถสร้างวิชาของตนเองขึ้นมาได้ข้าละยอมรับเจ้าจากใจจริงๆ”

            “ว่าแต่ท่านผู้อาวุโสไข่ของนางพญาแมงมุมแม่ม่ายดำ เป็นยังไงบ้างมันยังมีชีวิตอยู่ไหม”

            “ข้าไปดูมาแล้วพวกมันยังมีชีวิตอยู่ อีกไม่นานมันคงจะฟักตัวออกจากไข่แล้ว เจ้าจะทำยังไงกับพวกมันดู ดูแล้วลูกของนางพญาแมงมุมแม่ม่ายดำน่าจะเป็นสัตว์อสูรระดับสูงตัวเจ้าเองก็ไม่มีเวลาดูแล เจ้าจะตัดสินใจยังไงกับลูกของนางพญาแมงมุมแม่ม่ายดำนี้”

            “ท่านผู้อาวุโสต้องการนำไปเลี้ยงหรือไม่?”

            “ไม่หละข้ายังไม่อยากเลี้ยงพวกมัน ลำพังแค่ดูและเสี่ยวเลี่ยงก็พอแล้วเจ้านำไปให้คนอื่นเลี้ยงดูจะดีกว่า พิจารณาดูให้ดีผู้ที่จะเลี้ยงสัตว์อสูรระดับสูงได้ต้องยอมจ่ายทรัพยากรให้มันเป็นจำนวนมากในแต่ละเดือนหากคิดว่าเลี้ยงดูไม่ได้ก็จงปล่อยให้มันอยู่ในเจดีย์ฟ้าสวรรค์แห่งนี้จะดีกว่า”

    คล้ายกับเรื่องราชันย์สิบโลก ที่คุณอ่าน