41 : คุกคาม
กลางดึกคืนหนึ่งในช่วงปลายฤดูหนาวตึกร้างแถบชานเมืองที่ยังสร้างไม่เสร็จและถูกทิ้งให้ทรุดโทรมเพราะเศรษฐกิจทำพิษจนต้องยกเลิกสร้างกลางคันบานกระจกที่เคยติดไว้มีฝุ่นจับหนาเขรอะ บางบานถูกตีแตกเหลือเสี้ยวแหลมค้างไว้ขยะและเศษหินกระจัดกระจายไปทั่ว น่าอันตรายจนต้องมีป้ายอันใหญ่ติดตรงรั้วว่า “อันตราย ห้ามเข้า”
ทั้งที่มีป้ายนี้ติดอยู่กลับมีผู้หญิงหุ่นเพรียวบางคนหนึ่ง รวบผมดำยาวมาไว้ด้านข้าง ลอดรั้วตาข่ายที่ขาดเป็นรูกว้างอย่างไม่คิดจะหยุดอ่านป้ายเตือนด้วยซ้ำ
ตึกที่ผู้คนแถวนี้ขนานนามว่า ‘ผีดุ’บางคืนจะมีเสียงร้องโหยหวนดังออกมา แม้จะเคยมีคนเข้าไปตรวจดูข้างในแต่กลับไม่พบอะไรจนคนลือกันไปว่าตึกนี้สร้างทับสุสานถึงได้มีผีเฝ้าหลุมไม่ยอมไปผุดไปเกิดสิงอยู่ ทำให้ไม่มีใครกล้าเหยียบย่างเข้าไปในนั้นแม้แต่คนเดียว
เด็กสาวที่เดินอยู่ในตึกนี้ก็เคยได้ยินกิตติศัพท์พวกนี้มาเหมือนกันแต่ก็ยังเข้ามาอย่างไม่กลัวเกรง
“อ๊ากกก!!!”
เสียงที่คนกล่าวขานว่าเป็นผีดังสะท้อนอยู่ในตัวตึกเสียงนั้นดังขึ้นหลังบานประตูที่เธอมาหยุดอยู่นี่เอง เด็กสาวรอชั่วขณะหนึ่งก่อนจะเปิดเข้าไปอย่างช้าๆ
“ฉันมารบกวนเวลาของนายรึเปล่า” เด็กสาวที่รัดผมข้างถามใครบางคนในห้องนั้น
คืนนี้เป็นคืนพระจันทร์เต็มดวง แสงจากมันส่องเข้ามาทางหน้าต่างทำให้เห็นร่างของผู้ชายคนหนึ่งชัดเจนโดยไม่ต้องอาศัยแสงไฟ มือข้างขวาของเขายกผู้ชายอีกคนลอยสูงขึ้นโดยการเสียบทะลุอกหยดเลือดไหลจากมือสู่พื้นไม่ขาดสาย
และนี่ก็คือผู้สร้างเรื่องราวอันน่าสยดสยองให้ใครต่อใครลือกัน
“ไม่ก็แค่...พวกงี่เง่าที่ทำเป็นเก่งเท่านั้น”
เด็กหนุ่มพูดขณะลดมือลงให้ร่างไร้ลมหายใจร่วงหล่นสู่พื้นก่อนหันหน้ามาให้เธอเห็นได้ถนัดชัดเส้นผมข้างหน้าของเขายาวจนปิดตาข้างซ้ายเผยให้เห็นแต่ดวงตาข้างขวาที่เย็นชาไม่เป็นมิตรทว่ากลับอ่อนลงเมื่อมองเด็กสาวที่เพิ่งเข้ามา
“อีกสามโรงเรียนที่เหลือจับกลุ่มกันเรียบร้อยแล้วรวมพวกเราด้วยก็ครบพอดี” เธอบอกข่าวที่ได้รับทราบมาจากคนของฝ่ายนั้น
“แล้ว?”ท่าทางเด็กหนุ่มบ่งบอกว่าไม่ใคร่ใส่ใจนัก ขณะก้มหยิบขวดน้ำบนพื้นขึ้นมาล้างมือให้สะอาด
“แปลว่าอีกไม่นานฝ่ายนั้นคงเริ่มเคลื่อนไหว” เธอตอบเสียงเรียบ
“งั้นเหรอ...ทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไปแล้วสินะ”
เด็กหนุ่มโยนขวดในมือทิ้งไปมือที่ยังเปียกน้ำยกขึ้นเสยผมหน้าเผยดวงตาที่ถูกซ่อนไว้เป็นดวงตาสีขาวขุ่นไร้ประกายใด ผิดกันกับอีกข้างที่กำลังวาวโรจน์ด้วยความปรารถนาเด่นชัดเขาเหยียดยิ้ม
“งั้นพวกเรามาเริ่มเปลี่ยนแปลงโลกนี้กันเถอะ”
-<><><>-
ในยามเช้าช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ของโรงเรียนมัธยมปลายหฤทัยที่น่าจะเป็นปกติเหมือนทุกวันทว่าบรรยากาศในโรงเรียนตอนนี้กำลังเปลี่ยนไป ไอความเครียดที่แผ่ลามจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนเป็นทอดๆจนในที่สุดมันก็เข้าคุกคามทุกคนอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ...
“ฮือ ข้อนี้ฉันก็ไม่เข้าใจอะใครก็ได้ช่วยฉันที”เด็กสาวที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะม้าหินอ่อนใกล้กับสนามบาสเริ่มจะสติแตกเข้าไปทุกทีจนผมยุ่งกระเซิงซึ่งตามจริงก็เป็นแบบนี้จนเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว
“โอ๊ย! หุบปากไปเลยยัยปากมากฉันก็ไม่เข้าใจยังไม่บ่นเลย” เพียวตะโกนใส่โมเนื่องจากรำคาญที่อีกฝ่ายเอาแต่ร้องครวญไม่หยุด
“มันก็พอกันทั้งคู่นั่นแหละ มา!ถ้าวันนี้พวกแกทำข้อนี้ไม่ได้ละก็ ฉันจะไม่ยอมสอนให้แล้ว” เนียร์ยื่นคำขาดขณะยืนค้ำหัวคนในกลุ่มในมือถือม้วนหนังสือเล่มหนึ่งที่เอาไว้ใช้ทั้งสอนและตบกบาลบางคน
“เนียร์ อย่าว่าแต่พวกนั้นเลยฉันเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน” เด็กสาวอีกคนซึ่งหน้าตาดีและฉลาดที่สุดในกลุ่มแต่ดันอ่อนวิชาคณิตพูดกับเพื่อนสนิทอย่างอ่อนแรง ดูหมดสภาพไม่ต่างกัน
“ให้ตายเถอะมันยากขนาดนั้นเลยรึไง” เนียร์พูดอย่างเหนื่อยอ่อนหลังจากสอนมาตั้งแต่เช้า
“ก็ใช่น่ะสิ” ทุกคนตอบพร้อมกัน ทำเอาเนียร์กุมขมับ
“แล้วเวลาสอบทำไงใช้ความน่าจะเป็นทุกข้องั้นสิ” เนียร์ถามและได้รับความเงียบเป็นคำตอบ
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าภัยวิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้นก็คือการสอบปลายภาคนั่นเอง ที่ทำเอาเด็กหลายคนเข้าสู่โหมดเคร่งเครียด ที่หนักสุดก็พวกม.6ที่ต้องอ่านหนักเพื่อสอบเข้ามหาลัย จนกลายเป็นเข้าโหมดเครียดจนจะบ้าแต่ที่บ้าไปเลยก็มี...
แต่มีบางคนเหมือนกันที่ไม่ถูกความเครียดและภาวะกดดันครอบงำอย่างเด็กม.6 ในบ้านเนียร์ไงล่ะ ที่ยังอ่านการ์ตูน เล่นบาส ใช้ชีวิตตามเดิมได้อย่างน่าหมั่นไส้จนเธอนึกสาปส่งอยู่ทุกวัน
“ก็ได้ พอแค่นี้ละกัน” เนียร์ยัดหนังสือลงเป้ ทั้งเพียวและโมต่างถอนหายใจโล่งอกแล้วยิ้มร่าประมาณว่าหลุดพ้นเสียที
เนียร์รู้สึกเป็นห่วงแทนเพื่อนขึ้นมาซะแล้วแต่พอมาคิดๆ ดูก็มีแค่วิชาคณิตศาสตร์เท่านั้นที่เธอเอาตัวรอดได้ส่วนวิชาอื่น?
คง...ไม่เลวร้ายนักหรอกมั้ง
เธอหัวเราะอย่างให้กำลังใจตัวเองแล้วหันมองคนที่เก่งทุกวิชายกเว้นเลข ที่ถึงเธอจะเลิกสอนแล้วก็ยังฟิตอ่านต่อเองอย่างไม่ยอมแพ้ง่ายๆ
“ให้ผมช่วยสอนมั้ยครับเอล” จู่ๆ เสียงของผู้ชายก็ดังขึ้น เรียกสายตาของทุกคนให้เงยมอง
เด็กหนุ่มหัวน้ำตาลที่แค่สีผมก็ว่าเด่นพออยู่แล้วยังใส่ชุดไปรเวทเด่นสะดุดตาเมื่ออยู่ท่ามกลางกลุ่มคนในชุดนักเรียน
“อ้าว วันนี้พี่โชลไม่ไปเรียนเหรอ” โมถาม
“โรงเรียนเจ้านี่สอบเสร็จไปตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้วแล้ว” คนตอบกลับเป็นผู้ชายข้างตัวโชลที่มีผมสีส้มแทน
“จริงอะ โห น่าอิจฉาจังของพวกเรากว่าจะสอบเสร็จก็อาทิตย์หน้าโน่นแน่ะ” โมบ่นมีเนียร์รีบสวนกลับ
“สอบอาทิตย์หน้าน่ะดีแล้ว ถ้าสอบตอนนี้แล้วแกจะเอาความรู้ตรงไหนไปสอบล่ะ”
โมทำหน้าจ๋อยส่วนเพียวก็หัวเราะคล้ายจะเยาะเย้ย แต่พอถูกสายตาของเนียร์มองมาคล้ายจะบอกว่า ‘แกก็ด้วย’นั่นล่ะ ถึงได้สลดลงทันควัน
ฟิวส์มองพวกผู้หญิงแล้วถอนหายใจแบบเอือมๆแต่สายตากลับไปหยุดตรงเนียร์ที่กำลังยิ้มให้เพื่อนของเธอและเหมือนจะรู้ว่าถูกจ้องอยู่ จึงหันมาหาพร้อมกับใบหน้าที่ยังมีรอยยิ้มติดอยู่
“มีอะไรเหรอ”
เท่านั้นแหละใบหน้าคนถูกถามก็ขึ้นสี พร้อมๆ กับอุณหภูมิในร่างกายที่สูงขึ้นมาอย่างกะทันหัน
พรึ่บ!
“เหวอ!”
“เฮ้ย!”
แต่ละคนร้องไม่เป็นภาษา เมื่อหนังสือของใครบางคนบนโต๊ะจู่ๆ ก็มีไฟลุกติดพรึ่บขึ้นมาได้เองซะอย่างนั้น
“หนังสือช้านนน!” โมร้องปานจะขาดใจรีบช่วยคนอื่นตบๆ ให้ไฟดับลง แต่ก็ยังมีรอยแหว่งและรอยเกรียมไหม้เป็นอนุสรณ์ความเขินของใครบางคนไว้ดูเล่น
เห็นสภาพหนังสือแล้วก็อนาถใจเพียวเลยตบหลังโมให้กำลังใจ “เอาน่า เดี๋ยวก็จะจบเทอมอยู่แล้วไม่สมประกอบนิดหน่อยไม่ถึงกับตายหรอก”
“เป็นสิ” โมสวนกลับสีหน้าชักเอาเรื่องอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง“ก็ถ้าแบบนี้เอาไปชั่งขาย น้ำหนักมันต้องลดลงแน่เลยอ่า”เธอว่าพลางลูบหนังสือราวของรัก?
เนียร์หัวเราะเหอะๆเรียนเสร็จนี่กะขายแบบชาตินี้อย่าได้เจอะได้เจอกันอีกเลยสินะ แล้วไอ้ส่วนที่แหว่งไปเนี่ยมันจะลดลงไปสักกี่มิลลิกรัมกันเชียว
โชลถือโอกาสที่ทุกคนยุ่งกับหนังสือ เข้าไปหยอกคนเล่น“จะเขินยังไงก็ให้มีขอบเขตกันบ้าง เผาของเล่นแบบนี้ไม่ดีเลยนะฟิวส์”
“หนวกหูน่า”ฟิวส์เบือนหน้าไปทางอื่น
หลังจากเหตุการณ์เผาหนังสือสงบลง เพียวกับโมก็พากันไปเล่นบาสคลายเครียดหลังติวหนังสือโดยไม่มีการชวนอีกสองคนไปด้วยราวกับวางแผนไว้แล้ว
เนียร์กำลังคิดเรื่องอื่นอยู่จึงไม่ทันสนใจแต่เอลกลับลุกพรวดเก็บของใส่กระเป๋าตนจนหมด
“บอกสองคนนั้นด้วยนะว่าฉันไปห้องสมุดแล้วเจอกันตอนเข้าแถวนะเนียร์” เอลบอกแค่นั้น แล้วเดินออกไปอย่างรวดเร็วโชลก็เร็วไม่แพ้กัน พูดกับฟิวส์แป๊ปเดียวก่อนจะตามเด็กสาวไปติดๆ ทิ้งให้ฟิวส์อยู่กับเนียร์กันแค่สองต่อสองเท่านั้นทำเอาหนุ่มหัวส้มถึงกับทำตัวไม่ถูก
“ฟิวส์” เนียร์เรียกเขาเหมือนไม่มั่นใจ“ถามอะไรหน่อยได้มั้ย”
“อะ..อะไรล่ะ”หนุ่มหัวส้มพูดตะกุกตะกัก ขณะนั่งลงตรงเก้าอี้หินอ่อนข้างตัวเธอพยายามทำใจให้สงบลง และพบว่าทำได้ไม่ยากเลยเมื่อเจอกับคำถามที่อีกฝ่ายส่งมา
“ตอนที่เห็นสีดำ-แดงนายเป็นยังไงบ้างเหรอ”
“เป็นยังไง? ถามอะไรแปลกๆก็ต้องเป็นแบบอยากฆ่าคนอยู่แล้ว” น้ำเสียงประโยคหลังติดห้วนจนคนพูดแอบดีใจที่ตัวเองกลับเป็นตัวเองคนเดิมได้เสียที
“แล้วนายรู้สึกว่าเป็นตัวของตัวเองรึเปล่าหรือว่าเหมือนกลายเป็นอีกคนไป”
ฟิวส์ใช้มือยันข้างศีรษะมองเด็กสาวด้วยสีหน้าคล้ายจะระอา “ถามจริงเถอะเวลาเธอถูกกระตุ้นให้รู้สึกอะไรสักอย่าง มันจะทำให้เธอกลายเป็นคนอื่นได้เหรอการเห็นสีดำ-แดงมันเป็นแค่การกระตุ้นให้มีความรู้สึกอยากฆ่าเท่านั้นไม่ได้ฟังเจ้านั่นพูดรึไง”
เนียร์กำมือบนโต๊ะไว้แน่นดวงตาสีดำจ้องไปทางอื่นอย่างครุ่นคิด
ถ้าเป็นเพียงสิ่งกระตุ้นแล้วทำไมถึงได้ทำให้เธอกลายเป็นคนละคนแบบนั้นได้กัน...ไม่สิ ราวกับมีใครอีกคนอยู่ในตัวเธอเลยด้วยซ้ำ
“เฮ้”ฟิวส์เห็นอีกฝ่ายเงียบไปนานผิดปกติ เผลอเอื้อมมือไปจับใบหน้าของอีกฝ่ายด้วยความเป็นห่วงอย่างลืมตัว“เป็นอะไรไป”
เนียร์สะดุ้งและผงะถอยจากคนตรงหน้าทันทีมองเจ้าของมือนั้นอย่างระแวงว่า ‘มาจับหน้าตรูทำไม’ จนคนถูกมองรู้สึกตัวรีบชักมือกลับราวต้องของร้อนพร้อมกับอุณหภูมิในร่างกายพุ่งสูงขึ้น ตัวร้อนรุมๆราวจะเป็นไข้อีกแล้ว
“ทะ..’โทษที” ฟิวส์บอกเลื่อนมือที่เท้าหัวมาไว้ตรงปากแทนด้วยความอาย
“ว้าวเห็นแบบนั้นพี่ฟิวส์ก็มือไวใช่เล่นเลยนะเนี่ย” เจ้าสองตัวที่บอกว่าจะไปเล่นบาสพากันมาหลบอยู่หลังกำแพงคอยแอบดูการกระทำของเหยื่อสองคนนั้น
“เอาเลยพี่ฟิวส์ รุกเข้าไปเลย” โมเชียร์เต็มที่
แต่แล้วความตื่นเต้นของทั้งคู่ก็พลันหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อได้ยินเสียงจากทางด้านหลังดังขึ้นทำเอาบรรยากาศแถวนั้นกลายสภาพเป็นจุดเยือกแข็งทันใด
“ไม่ทราบว่าน้องสองคนตรงนั้นน่ะเชียร์กันสนุกมั้ย”
ทันทีที่ถูกทักทั้งคู่ก็เหมือนได้สบตากับเมดูซ่าก็ไม่ปาน เพราะรู้สึกได้ว่าทั้งร่างตัวแข็งเป็นหินเรียบร้อยแล้ว
“พะ..พี่ทิน”
ทินคลี่ยิ้มเย็น กอดอกมองเพื่อนของน้องตัวเองยืนทำปากพะงาบๆ“มีเวลาว่างมากนักรึไง ถึงได้มานั่งจับคู่ให้เนียร์มันแบบนี้”ว่าแล้วก็คิดจะเดินไปหาชายหญิงคู่นั้น โดยปล่อยนักโทษไว้รอการลงโทษทีหลังหากแต่ยังก้าวไปไม่ถึงไหน ก็มีมือหนึ่งคว้าไหล่เขาไว้ก่อน
“ปล่อยๆ ไปบ้างเถอะน่า ทิน” เภเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของหนุ่มผมดำแซมทองแม้เขาจะไม่รู้ว่าเนียร์รู้สึกอย่างไรกับฝ่ายชายแต่ก็ไม่มีความจำเป็นที่พี่ชายอย่างทินต้องคอยไปกีดกันตลอดเวลาแบบนี้“น้องเนียร์เขาโตพอที่จะรู้ว่าตัวเองควรจะคบกับใครแล้วน่า”
ทินย่นคิ้วขณะมองหนุ่มหัวส้มไม่แน่ใจว่าควรทำตามที่เพื่อนบอกดีหรือไม่แต่ทันทีที่เหลือบมองสองสาวข้างตัวทำท่าระริกระรี้กับฉากเมื่อกี้แล้วก็ได้คำตอบทันที
ไม่มีทาง!
อีกทางด้านหนึ่งของโรงเรียนชายหญิงคู่หนึ่งที่กำลังเดินไปได้รับความสนใจจากบรรดาคนรอบข้างเป็นพิเศษ เพราะเด็กหนุ่มนั้นมีผมสีน้ำตาลและใส่ชุดไปรเวทไม่เหมือนคนอื่นทำให้กลายเป็นจุดสนใจได้ไม่ยากเลย
“นายจะเดินตามฉันมาทำไม” เอลถามพยายามเดินให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อสลัดอีกฝ่ายให้หลุด
“อยากรู้เหตุผลเหรอเหตุผลคืออยากอยู่ใกล้ๆ คนที่ชอบไง” โชลพูดตรงๆ ไม่คิดอ้อมค้อมเลยแม้แต่น้อยและยังพูดเสียงดังจนคนแถวนั้นได้ยินกันทั่วอีก ทำให้คนถูกบอกชอบหน้าขึ้นสีแล้วหันมาลากตัวเด็กหนุ่มไปที่ลับตาคนกว่านี้เพราะกลัวอีกฝ่ายจะพูดอะไรที่น่าอายออกมาอีก
“รู้มั้ยว่าการพูดคำว่า ‘ชอบ’ บ่อยๆของนาย มันทำให้ดูไม่มีความหมาย”
โชลยังยิ้มแบบไม่สะทกสะท้าน“ก็ยังดีกว่าคนที่ไม่เคยพูดให้อีกฝ่ายรู้ความรู้สึกของตัวเอง”
เอลหน้าชา รู้ว่าคนที่โชลพูดถึงหมายถึงตัวเธอเองที่ไม่เคยสารภาพรักกับพี่ทิน เธอก้มหน้าคล้ายจะยอมรับคำกล่าวนั้นแต่โดยดี ทว่าความอายไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เธอไม่กล้าบอกรักพี่ทิน
“...บางครั้งการไม่บอกก็อาจจะเป็นเรื่องดีกว่า เพราะรู้ว่าต่อให้บอกไป เขาก็คงไม่หันมามอง”
ใช่แล้วล่ะ...ความรักของเธอนั้นเป็นรักที่ไร้หวัง แม้จะรู้มาตั้งแต่เริ่มรักแล้วก็ตามก็ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงความรู้สึกนี้
รอยยิ้มบนหน้าโชลหายไปก่อนจะแทนที่ด้วยความไม่เข้าใจ “หมายความว่าไงคุณกำลังจะบอกว่าต่อให้พี่ทินไม่สนใจคุณเลยสักนิดคุณก็ยังคิดจะชอบเขาต่อไปงั้นเหรอ”
“ใช่”
เด็กหนุ่มอึ้งไปเล็กน้อยกับคำตอบนั้นในตอนแรกเขาคิดว่าคนตรงหน้านี้แค่ซื่อสัตย์ในรักธรรมดาๆ เสียอีกจนถึงตอนนี้เขาคิดผิด เธอไม่ใช่แค่ ‘ซื่อสัตย์’ แต่ยัง ‘ยึดมั่น’ ที่จะรักอย่างไร้ข้อกังขาใดๆ
โชลเอามือขึ้นกุมใบหน้าเพื่อกลั้นหัวเราะไว้มองอีกฝ่ายผ่านลอดช่องนิ้ว
พิลึก
เขาควรจะเรียกสาวตรงหน้าแบบนี้ดีไหมในเมื่อเขาไม่เคยเจอผู้หญิงแบบนี้มาก่อน...น่าสนใจผู้หญิงคนนี้ทำให้เขารู้สึกสนใจได้มากยิ่งขึ้นทุกทีสิน่า
ความยึดมั่นเป็นดั่งเกราะปกป้องหัวใจอันเปราะบางเอาไว้ยิ่งภายนอกแข็งแกร่งเท่าใด ภายในก็ยิ่งบอบบางเท่านั้นแม้ปากบอกไม่สนใจว่าจะได้รับความรักตอบกลับมาหรือไม่ แต่ในใจนั่น...
อา...จะอีกนานแค่ไหนกันนะ อีกกี่วันกี่เดือน หรือกี่ปี กว่าความเจ็บปวดและสิ้นหวังจากการไม่ได้รักตอบจะทะลวงเข้าครอบงำใจนั้นได้
เขาจะรอ รอจนกว่าจะถึงวันนั้น
“โชล เป็นอะไรรึเปล่า”เอลถามอย่างไม่มั่นใจ เอื้อมมือมาจะจับตัวเขา
เขาคว้ามือเล็กไว้ก่อนที่จะถึงตัวเสียอีกแล้วถือโอกาสดึงร่างบางเข้ามาใกล้ใช้อีกมือหนึ่งยกขึ้นสัมผัสใบหน้าอ่อนหวานของเด็กสาว
“ไม่เป็นไรหรอก ต่อให้อีกนานขนาดไหนผมก็จะรอ จนกว่าจะถึงวันที่คุณมองเห็นผม”
ใบหน้าที่อยู่ใกล้กันจนแทบสัมผัสถึงลมหายใจของอีกฝ่ายทำให้โชลเห็น ดวงหน้าหวานมีสีแดงอ่อนเรื่อขึ้นมาดูเข้ากับสีผิวขาวอมชมพูของเจ้าตัวเหลือเกินดวงตากลมโตยิ่งเบิกกว้างอย่างตกตะลึง รีบผลักชายตรงหน้าออกไป
“กะ...ก็มองเห็นอยู่แล้วนี่ไม่...ไม่ได้ตาบอดซะหน่อยถึงได้มองไม่เห็น” เอล บอกตะกุกตะกักหันหน้าไปทางอื่นโดยเร็ว ราวกับคิดว่าอีกฝ่ายจะไม่ทันเห็นหน้าแดงๆ ของตัวเอง“แล้วอีกอย่าง ที่นี่มันโรงเรียนนะ ถึงไม่ใช่โรงเรียนนายก็ช่วยเคารพสถานที่หน่อยเถอะ”
โชลกลั้นหัวเราะกับประโยคแก้เขินนั้นแหม่...ถ้าเธอไม่พูดขึ้นมาก่อนนะ เขากะถือโอกาสตอนเธอหันหลังให้เข้าไปกอดเสียหน่อย น่าเสียดายจริงๆ แต่ไม่เป็นไร เขารอได้
...มีเวลาเหลือทั้งชีวิตเพื่อรอเธอเลยล่ะ...
เสียงกริ่งประกาศของทางโรงเรียนดังขึ้นและเสียงของผู้ชายดังตามมาให้ชื่อเด็กนักเรียนสี่คนไปพบกับคนที่รออยู่ตรงป้อมยามใกล้ประตูรั้วโรงเรียน
ฟังดูเผินๆแล้วไม่มีอะไรให้น่าแปลกใจ ยกเว้นก็แต่เจ้าของชื่อเหล่านั้น ที่ฟังแล้วรู้ทันทีว่าคนที่มาขอเรียกพบเป็นใคร
“มาแล้วเหรอหนูเนียร์”ลุงยามเอ่ยทักเด็กสาวที่เดินมาพร้อมกับหนุ่มหัวส้ม แล้วในเวลาไล่เลี่ยกันนั้นเองวาลก็มาถึงพร้อมกับเอลและโชลซึ่งกำลังวิ่งมาทางนี้ ถึงคนที่ถูกเรียกจะมีแค่สี่คนแต่ในเมื่อแต่ละคนที่ถูกเรียกล้วนเป็นผู้ใช้พลังจากธรรมชาติ แล้วจะให้อีกคนไม่มาได้อย่างไร
ทั้งหมดเกิดความเข้าใจตรงกันโดยไม่จำเป็นต้องพูดต่างฝ่ายต่างพยักหน้าให้กันแล้วเดินเข้าไปในป้อมยามตามคำบอกของลุงยาม
ป้อมยามก็เป็นเหมือนกับห้องห้องหนึ่งที่ถูกยกมาตั้งไว้เดี่ยวๆภายในจึงไม่ได้กว้างขวางอะไรนัก นอกจากมีกำแพงกั้นสำหรับห้องน้ำเอาไว้นอกนั้นก็เปิดโล่ง มีโทรทัศน์เครื่องเล็กๆ ตั้งอยู่กับเก้าอี้กลมไร้พนักตัวหนึ่งและโต๊ะทำงานอีกตัวหากอยู่คนเดียวก็ยังรู้สึกว่าอยู่ได้สบายอยู่ แต่พอมีคนอีกห้าคนเข้ามาอีกห้องนี้ก็เล็กลงจนน่าอึดอัดทีเดียว
ชายที่ยืนรอพวกเขาอยู่ใส่ชุดสูทสีดำเคร่งขรึมที่ต่างคนต่างเห็นจนชินตา แต่ทุกครั้งที่เห็นมักจะเป็นเหตุการณ์หลังจากมีเรื่องเกิดขึ้นแล้วเท่านั้นการถูกเรียกตัวมาแบบนี้นับว่าเป็นครั้งแรก
ชายสวมสูทก้มหัวให้เป็นเชิงทักทาย“ผมเป็นตัวแทนของเจ้านายผมครับ ที่เรียกมาในครั้งนี้เพื่อทำการนัดหมาย”
“นัดหมาย?” เนียร์มีท่าทีแปลกใจไม่ต่างจากคนอื่น
“ครับ นัดหมายระหว่างกลุ่มผู้มีพลังให้มาสู้กัน”
“เพื่ออะไร” ฟิวส์ถามต่อแทบจะทันทีความไม่เข้าใจผุดขึ้นมาในเมื่อตอนแรกที่เจอกันยังบอกอยู่เลยว่าต้องการให้ผู้มีพลังทุกคนเข้าร่วมแล้วทำไมตอนนี้กลับมาให้พวกเขามาสู้กันเองเสียแล้ว
“เนื่องจากจำนวนที่เจ้านายของผมต้องการมีจำนวนจำกัดจึงจำเป็นต้องมีการคัดเลือกหาคนที่แข็งแกร่งพอมาร่วมงาน”
“แล้วคนที่ไม่ได้รับเลือกล่ะจะเป็นไง”
“ยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ครับ”เขาตอบ หากแต่ละคนพอจะเดาออก
คนที่ไม่มีประโยชน์จะมีความสำคัญอะไรให้อยู่ต่อเป็นภาระ
...ถูกฆ่าสินะเนียร์ตอบคำถามให้ตัวเอง กำมือแน่นอย่างสะกดอารมณ์
“หมายความว่าถ้าไม่อยากเสี่ยงก็ต้องชนะเอาไว้ก่อนใช่มั้ย” โชลถาม
“ก็ตามแต่จะคิดครับส่วนการจับคู่ต่อสู้ให้พวกคุณได้สู้กับใคร ก็จะรู้ทีเดียวในวันนั้นเลยซึ่งเป็นวันเสาร์ที่จะถึงนี้ ขอให้พวกคุณมาถึงโรงเรียนมัธยมปลายหฤทัยในตอนเช้าเวลาสิบโมงตรงด้วยนะครับ”ชายตรงหน้าบอกเสียงเรียบ ก่อนก้มหัวให้อีกครั้งแล้วเดินออกไปจากห้องเป็นการจบบทสนทนานี้ลง