ภายในจวนตระกูลฉินนั้นโอ่อ่าสมกับที่เป็นหนึ่งในห้ามหาอำนาจแห่งแผ่นดินต้าหยวน ทุกก้าวย่างบนพื้นหินอ่อนขัดมันสะท้อนเงาเพดานไม้หอมสลักลวดลายวิจิตรบรรจง เครื่องเรือนทุกชิ้นทำจากไม้พะยูงแดงล้ำค่า ประดับประดาด้วยแจกันโบราณและภาพวาดพู่กันจีนที่ประเมินค่าไม่ได้ บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของชนชั้นสูงและความเจริญรุ่งเรืองที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน บรรดาญาติพี่น้องและเหล่าขุนนางในตระกูลที่มารวมตัวกัน ต่างนั่งหลังตรงแน่วแน่ ท่วงท่าการจิบชาและการสนทนาล้วนเต็มไปด้วยมารยาทอันงดงามประหนึ่งหลุดออกมาจากตำราผู้ดี
ทว่า... ท่ามกลางภาพลักษณ์อันแสนเพียบพร้อมนั้น กลับมีจุดด่างพร้อยที่ชวนให้สายตาหลายคู่ต้องเบือนหนีด้วยความปวดตับ นั่นคือ ลู่ชิง ที่บัดนี้กำลังนั่งอยู่กลางโต๊ะอาหารหรูหรา มือข้างหนึ่งคว้าแผ่นแป้งเป็ดปักกิ่ง อีกมือตะปบน่องไก่ตุ๋นโสมอย่างเมามัน ปากของเขาเคี้ยวตุ้ยๆ จนแก้มตุ่ยพลางพยึดพยักหน้าให้กับรสชาติอาหารที่ "เข้าถึงสวรรค์" โดยไม่สนใจเลยว่าคราบซอสน้ำมันกำลังจะหยดลงบนชุดบัณฑิตปะชุนของตน
"โอ้โห... อึก... นี่มันเนื้อหรือสำลี ทำไมมันนุ่มขนาดนี้!" ลู่ชิงพึมพำกับตัวเอง (และหนิงเซียนที่แอบฉกเนื้อเป็ดในจานเขาไปอย่างแนบเนียน)
หลังจากที่เหล่าญาติพี่น้องเริ่ม "ทำใจ" กับมารยาทบนโต๊ะอาหารของแขกประหลาดผู้นี้ได้
พวกเขาจึงเลิกสนใจลู่ชิงแล้วหันไปรุมล้อมถามสารทุกข์สุกดิบกับฉินอวี้แทน บทสนทนาเต็มไปด้วยความห่วงใยและการถามถึงการฝึกยุทธ์อันเข้มงวดตลอดหลายปีที่ผ่านมา จนกระทั่งฉินอวี้วางจอกชาลงด้วยสีหน้าจริงจัง แล้วเอ่ยถึงเรื่องสำคัญที่สุดของการเดินทางครั้งนี้
"ท่านแม่ พี่ใหญ่... ข่าวที่ข้ากำลังจะบอกนี้ สำคัญต่อแคว้นต้าหยวนและตระกูลเรายิ่งนัก" ฉินอวี้ลดเสียงต่ำลง
"ท่านอาจารย์หวังซิ่ว บัดนี้... ท่านได้ทะลวงผ่านคอขวดและบรรลุเข้าสู่ระดับ เทพสงคราม อย่างสมบูรณ์แล้วขอรับ"
สิ้นคำกล่าว บรรยากาศที่เคยจอแจในห้องโถงพลันเงียบกริบลงในทันทีประหนึ่งถูกหยุดเวลา!
ถ้วยชาในมือขุนนางผู้ใหญ่บางคนถึงกับสั่นคลอน แววตาของฮูหยินฉินและฉินเยี่ยเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด เพราะระดับ เทพสงคราม นั้นมิต่างจากตำนานที่จับต้องไม่ได้ มันคือระดับพลังที่เลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ของแผ่นดินต้าหยวนมานานหลายร้อยปี! การที่มียอดยุทธ์ระดับนี้ปรากฏกายขึ้นอีกครั้ง และยังมีฐานะเป็นอาจารย์ของบุตรชายตระกูลฉิน ย่อมหมายถึงอำนาจที่จะสั่นสะเทือนไปถึงบัลลังก์ฮ่องเต้เลยทีเดียว
ในขณะที่ทุกคนในจวนกำลังตกอยู่ในความตื่นตะลึงและตื้นตันใจจนพูดไม่ออก มีเพียงเสียงเดียวที่ยังคงดังแทรกความเงียบออกมาอย่างสม่ำเสมอ
'จ๊วบ... แง่มๆ... อื้อหือ ขาหมูนี่มันสุดยอดจริงๆ!' เสียงของลู่ชิงที่ยังคงเดินหน้าทำลายล้างเป็ดปักกิ่งอย่างไม่ลดละ โดยไม่ได้รู้เลยว่าข่าวที่สหายตนเพิ่งบอกไปนั้น... มันใหญ่หลวงพอที่จะพลิกฟ้าคว่ำดินได้เลยทีเดียว
ท่ามกลางบรรยากาศการจิบชาอันสุนทรีย์ของเหล่าผู้ดีตระกูลฉิน ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าที่หนักหน่วงราวกับฝูงกระบือคลั่งวิ่งป่าราบก็ดังสนั่นมาจากทางหน้าประตูจวน พร้อมกับเสียงโลหะของชุดเกราะที่กระทบกันดัง เคร้งคร้าง! ปานโรงงานตีเหล็กระเบิด
"น้องชายข้า! เจ้าเด็กแสบกลับมาแล้วงั้นรึ!"
สิ้นเสียงคำรามที่สั่นสะเทือนไปถึงตับไตไส้พุง ร่างกำยำล่ำสันในชุดเกราะทหารสีเงินวาววับปักลายพยัคฆ์คาบศัสตราก็พุ่งทะลุประตูห้องโถงเข้ามาประหนึ่งลูกปืนใหญ่ที่ยิงพลาดเป้า เขาคือ ฉินเล่ย พี่ชายรองของฉินอวี้ ผู้มีนิสัยมุทะลุดุดันปานไฟลามทุ่ง เขาเพิ่งจะควบม้าหนีเวรยามออกจากวังหลวงทันทีที่สายสืบคาบข่าวไปบอกว่าน้องชายกลับมาถึงจวนแล้ว
แรงลมจากการพุ่งตัวของเขานั้นมหาศาลเสียจนทำให้โคมไฟที่แขวนอยู่แกว่งไกวไปมา และส่งผลโดยตรงต่อ ลู่ชิง ที่กำลังตั้งใจซดน้ำซุปไก่ดำตุ๋นยาจีนอย่างมีสมาธิ บัณฑิตหนุ่มถึงกับสำลักจนน้ำซุปพุ่งปรี๊ดออกมาทางจมูก!
"แค่ก! อ่อก... อื้อหือ... น้ำซุปนี่... รสชาติขึ้นสมองดีแท้!" ลู่ชิงรีบเอาแขนเสื้อปะชุนขึ้นมาเช็ดหน้าเช็ดตา พลางมองผู้มาใหม่ด้วยสายตาละห้อยที่เห็นน่องไก่ในถ้วยเกือบกระเด็นหลุดมือ
"เล่ยเอ๋อ! เจ้าลูกคนนี้ ไม่มีภาวะความสำรวมเอาเสียเลย ทำตัวเป็นทหารป่าไปได้!" ฮูหยินฉินเอ่ยปากบ่นพึมพำด้วยความระอาในนิสัย
"เข้าประตูไม่ใช้มือแต่ใช้หัวพุ่ง" ของบุตรชายคนรอง
ฉินเล่ยไม่ได้สนใจคำบ่น เขาพุ่งเข้าไปตบไหล่ฉินอวี้ดัง ปึกๆ! จนพื้นห้องโถงแทบทรุด ก่อนจะเหลือบไปเห็นลู่ชิงที่นั่งอยู่ข้างๆ เขาชะงักไปครู่หนึ่ง มองดูชุดบัณฑิตซอมซ่อที่มีรอยปะชุนทับซ้อนกันจนแทบจะกลายเป็นงานศิลปะแนวใหม่ ก่อนจะหันไปถามน้องชายด้วยสีหน้ากวนๆ
"อาอวี้... เจ้านี่ออกไปท่องโลกกว้างเสียไกล ทำไมกลับมาถึงคบสหายเป็นบัณฑิตถังแตกเช่นนี้เล่า? ดูสิ ขาไก่ในมือเขานั่น... นี่เขาอดอยากมาจากไหนกัน?"
ฉินอวี้ได้ยินดังนั้นถึงกับสำลักน้ำชาออกมาบ้าง เขาทำหน้าอ้ำอึ้ง อึกอักอยู่นานครู่หนึ่ง แววตาเต็มไปด้วยความกังวลว่าลู่ชิงจะโกรธจนร่ายคาถาใส่พี่ชายเขาหรือไม่ ก่อนจะตัดสินใจกระซิบตอบเสียงจริงจัง
"พี่รอง... ท่านพูดเบาๆ หน่อยเถอะ ถึงข้าจะถูกขนานนามว่าเป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์ แต่ข้าขอสารภาพตามตรงว่า... พี่ลู่ผู้นี้แข็งแกร่งกว่าข้าเสียอีก ฝีมือยุทธ์ของเขาเหนือล้ำยิ่งกว่าระดับยอดขุนพลที่ข้าเป็นอยู่ตอนนี้หลายเท่าตัวนัก... ขนาดท่านอาจารย์หวังซิว ยังต้องยอมรับในความล้ำลึกของเขาเลยนะท่าน!"
คำพูดนั้นประหนึ่งอสุนีบาตฟาดลงกลางวงข้าว! ฮูหยินฉินและพี่สาวฉินเยี่ยถึงกับนิ่งค้าง ส่วนฉินเล่ยนั้นถึงกับตาเหลือกค้างไปสามวินาที ก่อนที่แววตาจะเปลี่ยนเป็นประกายไฟที่โชติช่วงยิ่งกว่าเดิม
"อะไรนะ! ขนาดท่านอาจารย์หวังยังยอมรับงั้นรึ!" ฉินเล่ยตะโกนก้องอย่างไม่เชื่อหู ก่อนจะหันขวับมาทางลู่ชิงด้วยสายตาลุกวาวราวกับเสือป่าเจอเนื้อชั้นดี
"ฮ่าๆๆ! เยี่ยม! เยี่ยมยอดจริงๆ! ข้าชอบนักพวกยอดคนที่ชอบทำตัวเป็นหมูหลอกกินเสือ!"
"เล่ยเอ๋อ... ไม่นะ เจ้าจะเสียมารยาทกับแขกข..." ฮูหยินฉินพยายามจะเอ่ยห้ามด้วยความใจหายใจคว่ำ
ทว่ามันช้าเกินไปสำหรับบุรุษที่บ้ายุทธ์เข้าเส้นเลือดอย่างฉินเล่ย! เขาพรวดเดียวก็มาหยุดอยู่เบื้องหน้าลู่ชิงที่ตอนนี้กำลังตั้งใจแทะขาไก่อย่างไม่วางตา ฉินเล่ยประสานมือดัง ปัง! จนอากาศสั่นสะเทือน
"พี่ชายลู่! ข้าฉินเล่ย นิสัยทุทะลุ กล้าหาญ และไม่ชอบมองคนเพียงเปลือกนอก! ในเมื่ออาอวี้ยกย่องท่านปานนี้ และตัวข้าเองก็เพิ่งจะบรรลุระดับ ยอดขุนพลขั้นต้น มาสดๆ ร้อนๆ... ข้าขอใช้สิทธิ์ของเจ้าบ้านท้าประลองกับท่านสักหนึ่งกระบวนท่าจะได้หรือไม่!"
ลู่ชิงที่กำลังเคี้ยวกระดูกอ่อนไก่ดัง กร้วมๆ ถึงกับชะงักค้าง แววตาที่เคยเป็นประกายเพราะของกินกลายเป็นความว่างเปล่า เขาค่อยๆ เงยหน้ามองฉินเล่ยที่ยืนตัวพองประหนึ่งไก่ชนสายพันธุ์ดี แล้วหันไปหาฉินอวี้ด้วยสายตาตัดพ้อที่แปลความหมายได้ว่า 'น้องชาย... ข้าแค่อยากมากินข้าวฟรี ข้าไม่ได้อยากมาเป็นคู่ซ้อมมวยให้พี่ชายบ้าพลังของเจ้านะ!'
ขณะเดียวกัน หนิงเซียน ที่แอบเกาะอยู่บนโคมไฟเพดาน บัดนี้หัวเราะจนตัวงอพรางรำพึงเบาๆ "ฮิๆ นายท่านเจ้าคะ พี่ชายรองคนนี้กล้าหาญดีจัง!"