เมื่อตกลงกันเรียบร้อย ฉินซีหลางออกจากจวนฟู่ไปอย่างรวดเร็ว เขาอยากไปดูที่เรือนลับนอกเมืองว่าซ่งอี้เซวียนจะทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับเขาหรือไม่ ความจริงแล้วหากซ่งอี้เซวียนคิดจะเปิดโปงและทำลายเรือนลับหลังนั้นของเขาไปเขาก็ไม่ได้สนใจ เพียงแต่ในห้องลับมีคนและของสำคัญที่เขาซ่อนอยู่ สองสิ่งนี้เป็หลักประกันความยิ่งใหญ่ในอนาคตของเขา เพราะฉะนั้นเขาจะสูญเสียมันไปไม่ได้
ในจวนฟู่เวลานี้ผู้าุโของสกุลยังอยู่กันครบ เป็เพราะภารกิจของพวกเขายังไม่เรียบร้อย ทุกคนจึงยังไม่แยกย้ายกันกลับ
“พวกเ้ายังจะนั่งอยู่ที่นี่ทำไมอีก เื่ของอาเจ๋อไม่ใช่กระจ่างชัดแล้วหรือ” ปู่ใหญ่ฟู่ถามทุกคน
“แม้คุณชายฉินจะบอกว่าเื่ของเขากับอาเจ๋อจะเป็เื่เข้าใจผิด แต่พี่ใหญ่ไม่นึกถึงลูกหลานที่เหลืออยู่ของเราบ้างหรือว่าพวกเขาจะเจอกับอะไรในวันหน้า วันนี้จบเื่ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าคุณชายฉินจะไม่กลับมาคิดบัญชีกับคนของสกุลเราอีก” ปู่รองฟู่พูดขึ้น ทั้งเขายังหันไปมองฟู่เต๋อหย่งอย่างขอแรงสนับสนุน
“ที่ท่านลุงรองพูดมาก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล ตระกูลฉินเป็คนที่เราไปล่วงเกินได้หรือ วันนี้เราได้ล่วงเกินเขาไปครั้งใหญ่แล้ว ข้าคิดว่าเสียสละฟู่เจ๋อไปคนเดียว ยังดีกว่าให้พวกเราล่มจมไปทั้งตระกูล” ฟู่เต๋อหย่งหันไปมองฟู่เจ๋อ “เ้าก็เป็ลูกหลานสกุลฟู่คนหนึ่ง เ้าไม่คิดที่จะเสียสละเพื่อวงศ์ตระกูลบ้างหรือ”
ฟู่เจ๋อพูดไม่ออก คนเป็บัณฑิตเช่นเขาถูกสอนเื่ความกตัญญูต่อบิดามารดา อาจารย์ และวงศ์ตระกูลมาั้แ่เด็ก ดังนั้นสิ่งที่ฟู่เต๋อหย่งพูดมาไม่ผิดเลยแม้แต่น้อย หากเขายังดื้อดึงที่จะอยู่ในตระกูลต่อ ไม่แน่ว่าญาติมิตรทั้งหลายอาจจะต้องเดือดร้อนไปกับเขา
ปู่ใหญ่ฟู่มองดูหลานชายก็เข้าใจเจตนาของเขาทันที ท่านหลับตากลั้นความเสียใจเอาไว้ จากนั้นก็กวาดตามองทุกคนอย่างไร้ความรู้สึก “ถ้าวันนี้พวกเ้าไม่ขับอาเจ๋อออกจากตระกูลให้ได้ พวกเ้าก็จะไม่ยอมเลิกราใช่หรือไม่”
“ขับออกจากตระกูลอะไรกัน ไม่ใช่ว่าคุณชายรองของจวนอ๋องฉีบอกไว้แล้วหรือว่าเขาไม่อยากให้อาเจ๋อนับญาติกับเรา ที่เรากำลังพูดอยู่นี่เพราะอาเจ๋อไม่อยากอยู่ร่วมสกุลกับเราแล้วต่างหาก” ปู่สามฟู่พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ ก่อนจะหันไปจ้องฟู่ซีซวน
“ข้าจำไม่เห็นได้ว่าข้าเคยพูดเช่นนั้น ข้าเพียงแค่บอกกับพี่เจ๋อว่าตระกูลดีๆ เช่นตระกูลฟู่ไม่เหมาะกับเขา หากเขาอยากจะไปก็ไม่จำเป็ต้องให้คนมาขับไล่ แต่ต้องเป็เขาที่สมัครใจเดินออกไปเอง เพราะฉะนั้นข้าจึงไม่เข้าใจว่าที่ปู่สามพูดถึงข้าขึ้นมานั้นมีจุดประสงค์ใด หากไม่เพราะกลัวพี่เจ๋อจะได้ดีเช่นข้า เช่นนั้นปู่สามคงรับผลประโยชน์จากใครบางคนมาแล้วเป็แน่” ฟู่ซีซวนยิ้มให้ปู่สามฟู่อย่างไม่หวงรอยยิ้มเลยแม้แต่น้อย แต่รอยยิ้มนั้นกลับส่งไปไม่ถึงดวงตาของเขา
“เ้า...เ้า...” ปู่สามฟู่ไม่คิดว่าฟู่ซีซวนจะตอบเขาเช่นนี้ จึงได้แต่ชี้หน้าอีกฝ่ายแต่ก็นึกคำด่าไม่ออกเลยสักคำ
“อย่างไรท่านปู่สามก็ยังเป็ผู้าุโ และข้าก็ยังเป็บิดาของเ้า เ้าไม่ควรพูดจาลบหลู่ผู้าุโเช่นนี้” ฟู่เต๋อหย่งพูดกับฟู่ซีซวน
“เมื่อก่อนไม่เคยสั่งสอน แต่วันนี้กลับอยากสั่งสอนแล้ว สายไปหน่อยหรือไม่ขอรับรองเ้ากรมอาญาฟู่ และที่ท่านพูดถึงเื่ผู้าุโอะไรนั่น ในห้องนี้ทั้งหมด คนที่ข้านับถือคือท่านปู่ใหญ่แค่คนเดียว คนอื่นข้าล้วนไม่เห็นอยู่ในสายตา”
“พอเถอะซีซวน เื่นี้ให้ปู่ใหญ่จัดการเอง” ปู่ใหญ่ฟู่พูดกับชายหนุ่ม ก่อนจะหันไปมองหลานชายของตนเอง “ปู่รู้ว่าเ้ามีความกตัญญูและรักวงศ์ตระกูลอย่างยิ่ง แต่ครั้งนี้ปู่เห็นด้วยกับทุกคนที่จะให้ลบชื่อเ้าออกจากผังของตระกูล ถือเสียว่าการกระทำของเ้าในครั้งนี้เป็การตอบแทนตระกูลฟู่ของเราเป็ครั้งสุดท้าย คนตระกูลฉินไม่อาจไปล่วงเกินได้จริงๆ มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะรักษาชีวิตลูกหลานคนอื่นไว้ได้ เ้าเข้าใจที่ปู่พูดใช่หรือไม่”
ฟู่เจ๋อน้ำตาไหลออกมาทันทีหลังจากที่ได้ฟัง เขาเติบโตมาพร้อมกับท่านปู่ เหตุใดเขาจะไม่รู้ว่าการตัดสินใจของท่านปู่ครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อทุกคนอย่างที่ท่านพูด แต่เป็เพราะท่านอยากปกป้องเขาต่างหาก
ฟู่ซีซวนคุกเข่าลงตรงหน้าปู่ใหญ่ฟู่เพราะเข้าใจความหมายเช่นกัน “ข้าสัญญาว่าข้าจะไม่ทอดทิ้งพี่ชายคนนี้ของข้าแน่นอนขอรับ”
ฟู่เจ๋อคุกเข่าตามอีกคน “หลานเชื่อฟังท่านปู่ จะยอมลบชื่อของตนเองออกจากผังของตระกูลขอรับ”
“ดี ต่อไปพวกเ้าต้องใช้ชีวิตให้ดีและห้ามทอดทิ้งกันอย่างที่พวกเ้าสัญญากับปู่ไว้” ปู่ใหญ่ฟู่หันไปมองคนอื่นและสายตาไปหยุดที่ฟู่เต๋อหย่ง “มาทำในสิ่งที่เ้า้าเถอะฟู่เต๋อหย่ง”
ฟู่เต๋อหย่งอึ้งไปชั่วขณะ “มันจะเป็ความ้าของข้าไปได้อย่างไรท่านลุงใหญ่ นี่คือความ้าของท่านกับหลานชายท่านเองต่างหาก หนังสือตัดสัมพันธ์และผังของตระกูลอยู่นี่แล้ว แค่ให้ทุกคนลงนามก็ถือเป็อันสิ้นสุด”
ทุกคนในห้องทยอยกันลงนามในเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอย่างไม่ลังเล ปู่ใหญ่ฟู่เดาไม่ผิด ก่อนที่ทุกคนจะเดินทางมาถึงที่นี่ ฟู่เต๋อหย่งได้ไปพบผู้าุโทุกคนและยื่นผลประโยชน์ให้กับทุกคนเรียบร้อยแล้ว แต่นับว่าผู้าุโทุกคนยังฉลาดอยู่ ตำแหน่งหน้าที่การงานพวกเขาล้วนไม่สนใจ เพราะตำแหน่งงานที่ได้มาด้วยวิธีนี้ล้วนไม่นับว่ายั่งยืน พวกเขาอาจจะถูกปลดหรือถูกใส่ร้ายเมื่อใดก็ได้ ขนาดฟู่เต๋อหย่งที่ถูกปู่ใหญ่ฟู่เลี้ยงดูแทนบิดามาั้แ่ยังเล็ก ยังอกตัญญูต่อปู่ใหญ่ได้ถึงเพียงนี้ ในอนาคตพวกเขาจึงไม่อยากเกี่ยวข้องกับคนใจดำอย่างฟู่เต๋อหย่งอีกหากไม่จำเป็ ดังนั้นพวกเขายินดีรับเงินคนละหนึ่งพันตำลึงเป็ค่าตอบแทน เท่านี้จึงจะถือว่าพวกเขาปลอดภัย
เมื่อทุกคนกำลังยืนรอรถม้าอยู่หน้าจวนฟู่ ไม่มีใครคาดคิดว่าปู่ใหญ่ฟู่จะะโบอกชาวบ้านที่ผ่านไปผ่านมาแถวนั้นว่าเขาถูกฟู่เต๋อหย่งและผู้าุโรุ่นน้องปฏิบัติอย่างไม่เป็ธรรม ทั้งยังบังคับให้เขากับฟู่เจ๋อต้องลบรายชื่อออกจากผังของตระกูล ชาวบ้านที่ผ่านไปผ่านมาได้ยินอย่างชัดเจนก็เริ่มหยุดดู ชั่วอึดใจเดียว ปู่ใหญ่ฟู่ก็วิ่งเอาศีรษะชนกำแพงเสียชีวิตไปด้วยความคับข้องใจ
“ท่านปู่!”
“ปู่ใหญ่!”
ฟู่ซีซวนกับฟู่เจ๋อวิ่งไปประคองร่างของปู่ใหญ่ฟู่ด้วยความใ พวกเขาไม่คิดมาก่อนว่าปู่ใหญ่จะสละชีวิตตัวเองเพียงเพื่อ้าทำลายชื่อเสียงของฟู่เต๋อหย่งและผู้าุโคนอื่นด้วยวิธีนี้
ส่วนฟู่เต๋อหย่งที่ปู่ใหญ่ฟู่พูดชื่อออกมาอย่างชัดเจนถึงกับยืนหน้าซีดอย่างทำอะไรไม่ถูก เขาไม่ได้เสียใจที่ท่านลุงใหญ่ของเขาเสียชีวิตไปต่อหน้าต่อตา แต่ที่เขากลุ้มใจเวลานี้คือชื่อเสียงที่เขาสั่งสมมานานต้องถูกทำลายลงในพริบตา หากเื่นี้ถูกแพร่ออกไป ไม่แน่ว่าการเลื่อนขั้นในปีนี้ของเขาคงไม่สำเร็จแล้ว
เวลานี้นอกจากจวนสกุลฟู่แล้ว โรงรับจำนำสกุลหลี่ก็กำลังเครียดอยู่เช่นกัน เพราะฉินซีหลางคาดโทษพวกเขาไว้แล้วที่ปล่อยให้เื่ที่ฉินซีหลางนำหยกประจำตัวมาวางเป็หลักประกันเงินกู้ถูกแพร่ออกไป กว่าพวกเขาจะรู้ว่าเป็ผู้ดูแลโรงรับจำนำเป็คนปล่อยข่าวนี้ ผู้ดูแลก็เก็บข้าวของหนีไปแล้ว ทั้งผู้ดูแลเป็คนโสดที่ไม่มีครอบครัว ทุกคนจึงไม่รู้ว่าจะไปตามตัวเขาได้ที่ไหน เพียงแต่ที่ทุกคนไม่รู้คือผู้ดูแลคนนั้นเป็หนึ่งในอีกหลายคนของซ่งอี้เซวียนที่แฝงตัวอยู่ในโรงรับจำนำแห่งนี้ต่างหาก
“คราวนี้เราจะทำยังไงกันดีเล่าเสียนเอ๋อ คุณชายฉินจะปล่อยเราไปหรือ เอาอย่างนี้ดีไหม เ้าไปบอกคุณชายฉินว่าเราจะยกหนี้และดอกเบี้ยก้อนนั้นให้ ขอแค่คุณชายฉินปล่อยผ่านความผิดพลาดของเราในครั้งนี้ไป และเ้าบอกกับเขาได้เลยว่าต่อไปนี้คนสกุลหลี่จะรับใช้เขาคนเดียวเท่านั้น” หลี่ซุยบอกกับฟู่วั่งเสียน
“ท่านแน่ใจแล้วหรือท่านลุง หากคุณชายฉินตอบรับข้อเสนอของเรา ต่อไปเราจะหันหลังกลับไม่ได้แล้วนะขอรับ” ฟู่วั่งเสียนถามกลับ
“ยังจะต้องคิดอะไรอีก เ้าไม่รู้หรือว่าความลับของลูกค้าเกี่ยวกับการกู้เงินนั้นเราไม่อาจแพร่งพรายได้ แต่ตอนนี้เื่ที่คุณชายฉินมาขอกู้เงินกับเรา ทั้งเขายังเอาหยกประจำตัวของเขามาวางเป็หลักประกันกลับรู้ไปทั่วเมืองแล้ว ความน่าเชื่อถือของโรงรับจำนำของเรายังจะเหลืออยู่อีกหรือ ลูกค้าที่ไหนจะไว้ใจเราอีก แล้วคุณชายฉินจะได้รับผลกระทบจากเื่นี้มากน้อยเท่าไหร่ก็ยังบอกไม่ได้ สถานะอย่างคุณชายฉินยังต้องมาขอกู้เงินจากเรา เ้าคิดว่าผู้คนจะมองตระกูลฉินอย่างไร สุดท้ายคนที่ตระกูลฉินจะโมโหที่สุดก็หนีไม่พ้นพวกเรา หากเราไม่ใช่วิธีนี้ เ้าคิดว่าคุณชายฉินจะยอมยกโทษให้เราหรือ”
“แต่ข้ายังสงสัยว่าผู้ดูแลทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร ไม่ใช่ว่าคุณชายฉินเพิ่งเคยมากู้เงินกับเราครั้งแรกเสียเมื่อไหร่ แต่ทำไมเขาถึงเลือกที่จะเปิดโปงทุกอย่างในเวลานี้” ฟู่วั่งเสียนเริ่มวิเคราะห์
“ข้าให้คนไปสืบมาแล้ว ดูเหมือนผู้ดูแลโรงรับจำนำของเราจะติดการพนัน เขา้าเงินไปใช้หนี้ก็เลยเลือกเอาความลับของคุณชายฉินไปขาย เ้าก็รู้ว่าคุณชายฉินมีนิสัยอย่างไร เขาสร้างความขุ่นเคืองให้ผู้อื่นไม่น้อย ข้าคิดว่าข่าวลือที่แพร่ออกไปก็คงเพราะคนเ่าั้้าทำลายชื่อเสียงของคุณชายฉินเพื่อเป็การแก้แค้นนั่นล่ะ”
“ข้าจะไปคุยเื่นี้กับคุณชายฉินเอง แต่ท่านอย่าลืมว่านอกจากเื่สัญญากู้ยืม เรายังเป็คนดูแลเรือนลับแห่งนั้นของคุณชายฉินอีก เทียบกับเื่เงินกู้ เรือนลับแห่งนั้นยังสำคัญกว่ามาก ท่านลุงส่งคนไปคุ้มกันที่นั่นให้มากหน่อย หากเกิดปัญหาขึ้นมาอีก ตระกูลหลี่ของท่านก็อย่าได้หวังว่าจะมีใครรอดชีวิตไปได้เลย”
“พูดอย่างกับว่าเ้าไม่ใช่คนสกุลหลี่อย่างนั้น” หลี่ซุยพูดกับหลานชายอย่างไม่ค่อยพอใจ
ฟู่วั่งเสียนมองลุงของตนอย่างเฉยเมย หากตระกูลหลี่ที่เป็ตระกูลมารดาของตนไม่ใช่ตระกูลพ่อค้าที่ร่ำรวย และถ้าไม่ใช่เพราะเขาอยากได้เงินทุนสนับสนุนเพื่อให้ได้ใกล้ชิดฉินซีหลาง คิดหรือว่าเขาที่เป็ถึงบุตรชายของรองเ้ากรมอาญาจะอยากมานับญาติกับตระกูลพ่อค้าที่ต่ำต้อยเช่นนี้