เดนนี่ที่จัดการเคนได้แล้วก็สั่งลูกน้องให้กระจายกำลังกันเพื่อตรวจสอบพื้นที่โดยรอบว่ายังมีผู้ร้ายอยู่บริเวณนี้อีกหรือไม่และรีบทำการปฐมพยาบาลโจเซฟอย่างเร็วไวทันที
“อาการหนักเอาเื่เลยนะพี่” เดนนี่กล่าวถามอย่างห่วงใยข้าง ๆโจเซฟที่กำลังทำการปฐมพยาบาลอยู่
“โดนพวกสายลับขององค์กรเมฆทมิฬแทงข้างหลังหน่ะซิ แถมเ้านั่นมันยังใช้พลังแปลก ๆก๊อปปี้พลังของลูกน้องในหน่วยฉันไปตั้งหลายคน แค่รับมือกับพลังแปลก ๆของเ้านั่นว่ายากแล้วยังถูกมันควบคุมอาวุธลับของตัวเองไปใช้ได้ตามใจชอบอีก เจอแบบนี้เข้าไปฉันเองก็ท้อใจ อายุก็ปูนนี้แล้วจะให้ไปสู้กับพวกมันเหมือนสมัยยังเป็หนุ่มเหมือนเมื่อก่อนได้ยังไง ยิ่งเดี๋ยวนี้เริ่มมีผู้ใช้พลังพิเศษแปลก ๆปรากฏออกมาอย่างกับดอกเห็ดให้เห็นเยอะแยะเต็มไปหมด นายเองก็น่าจะรู้ว่าฉันเป็เพียงแค่ผู้ใช้พลังจิตธรรมดาทั่วไปเท่านั้น ว่าแต่นายเถอะตามมาช่วยถึงที่นี่ได้ยังไงกัน?”
“อย่าตัดพ้อตัวเองอย่างนั้นซิพี่ ผู้ใช้พลังจิตธรรมดาที่ไหนเขายกตึกทั้งตึกลอยขึ้นมาได้แบบพี่กัน ผมได้รับการติดต่อจากหน่วยข่าวกรองของเดอะคิวบ์เลยออกมานี่แหละ โชคดีจริง ๆที่พวกผมยังมาได้ทันเวลา”
โจเซฟฝืนลุกขึ้นมาเพราะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“จริงซิหลานฉันกับลูกน้องล่ะพวกเขาเป็ยังไงกันบ้าง?”
เดนนี่พอได้ยินแบบนั้นก็ได้แต่เบือนหน้าหนีและไม่กล้าสบตา
“ลูกน้องของพี่เหลือรอดเพียงแค่ 3 คนเท่านั้นส่วนคนที่เหลือเราช่วยไว้ได้ไม่ทันจริง ๆและ...เื่หลานของพี่ถ้าหมายถึงเด็กหนุ่มคนนั้นผมเองก็ไม่รู้จะพูดกับพี่ยังไงดีเหมือนกัน”
แค่ก ๆ
“ผมว่าพี่พักก่อนเถอะอาการของพี่เองก็ใช่ว่าจะดีซะเมื่อไหร่พอถึงโรงพยาบาลแล้วค่อยมาคุยกันอีกทีก็ได้” เดนนี่พยักหน้าให้กับลูกน้องที่กำลังปฐมพยาบาลพร้อมกับทำให้โจเซฟสลบไปอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว
เดนนี่ลุกขึ้นยืนแล้วมองไปรอบ ๆที่เห็นศพนอนเรียงรายกันอยู่ก็ได้แต่เศร้าสลดใจ
“แบบนี้เดอะคิวบ์จะต้องออกมาสอบสวนด้วยตัวเองแน่ ๆขอให้ไม่มีผลกระทบอะไรมาถึงประเทศของเราก็พอ เห้อ...” เดนนี่ได้แต่ถอนหายใจเพราะคิดว่าอีกไม่นานคงจะต้องเกิดเื่ใหญ่ขึ้นเป็แน่
หลายวันผ่านไป
“หลานของฉันยังไม่ตื่นอีกงั้นเหรอ?” โจเซฟยืนคุยกับแพทย์ประจำตัวอยู่ที่หน้าห้องผู้ป่วยที่มีกระจกให้มองเห็นร่างของรอยที่นอนหลับไม่ได้สติอยู่
“นี่คุณเป็ญาติของผู้ป่วยประสาอะไร ไม่รู้หรือยังไงว่าเขาเป็โรคมานากัดกร่อนแล้วยังจะปล่อยให้เขาใช้พลังพิเศษเกินตัวอยู่อีก”
“อะไรนะ!!”
โรคมานากัดกร่อนนี้เป็โรคเฉพาะของผู้มีพลังพิเศษซึ่งเป็โรคที่หาได้ยากมาก การที่เส้นมานาของคนคนหนึ่งจะเกิดรั่วไหลออกมาอยู่ตลอดเวลามันก็ไม่ต่างอะไรกับการที่คนคนนั้นจะต้องสูญเสียอายุขัยในทุก ๆวันซึ่งปัจจุบันโรคนี้ยังไม่มีวิธีการรักษาให้หายขาดได้
“แล้วทำไมเ้านั่นถึงไม่บอกอะไรกับฉันเลยล่ะ ทั้งที่ก่อนจะไปก็บอกเพียงแค่ว่าฝากดูแลลูกให้ด้วยแค่นั้นเอง”
โจเซฟนึกย้อนกลับไปหลายเดือนก่อนที่ทั้งสองฝากฝังให้อยู่ดูแลรอย
ในตอนที่โจเซฟหลับอยู่ในห้องนอน มีคนสวมชุดดำปิดบังหน้าตาปีนย่องเข้ามาที่บ้านของโจเซฟเหมือนกับพวกย่องเบาเข้ามาขโมยของตามบ้าน
“เห้ย!! แกเป็ใคร?” โจเซฟสะดุ้งตื่นหลังจากที่ได้ยินเสียงเปิดหน้าต่างพร้อมกับบังคับลูกเหล็กให้ลอยอยู่รอบ ๆตัวเพราะคิดว่าเขาอาจจะถูกใครบางคนมาลอบสังหารเลยเตรียมตัวให้พร้อมที่จะต่อสู้
“ผมเองพี่” รอส วิลเลี่ยมพ่อของรอยหลังจากที่เปิดหน้าต่างะโเข้ามาแล้วก็เปิดผ้าคลุมหัวออกให้เห็นว่าเป็ชายหนุ่มหน้าตาดีวัย 40 ปีต้น ๆ
“เกิดอะไรขึ้นทำไมถึงได้มาลับๆล่อๆแบบนี้ล่ะ? ฉันเกือบจะโจมตีแกแล้วเห็นไหมเนี่ย” โจเซฟที่ควบคุมลูกเหล็กโจมตีจนเกือบจะถึงตัวของรอสก็ได้รีบหยุดมันก่อนและเก็บลูกเหล็กกลับเข้าที่ไปเหมือนเดิม
“ทางรัฐบาลติดต่อพวกนายไม่ได้เลย ฉันเองก็เป็กังวลไม่รู้ว่าพวกนายเป็ตายร้ายดียังไง?” โจเซฟเดินเข้ามาจับไหล่รอสทั้งสองข้างแล้วเขย่าเบา ๆด้วยความห่วงใยที่ได้เจอหน้าของรอสที่ยังคงปลอดภัยดี
“ผมมีเวลาไม่มากพี่ฟังผมดี ๆนะผมจะสรุปสั้น ๆเพียงแค่ว่าตอนนี้ผมกับเจนิสถูกพวกองค์กรเมฆทมิฬจับได้แล้วว่าพวกเราเป็สายลับแฝงตัวเขาไป”
“ถูกจับได้!! แล้วทำไมนายถึงไม่หนีกลับไปที่เดอะคิวบ์ล่ะ คนพวกนั้นน่าจะช่วยเหลือนายได้ไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงยังทำอะไรบ้าบิ่นแบบนี้อยู่อีกตอนนี้แกมีครอบครัวแล้วนะลืมไปแล้วหรือยังไง?”
“ภารกิจของผมเองก็ยังทำไม่สำเร็จยังกลับเข้าเดอะคิวบ์ตอนนี้ไม่ได้หรอกพี่ ผมฝากเื่ลูกให้พี่คอยดูแลเขาห่าง ๆด้วยเพราะถ้าพวกมันตามสืบมาถึงครอบครัวของผมได้มันอาจจะมาทำอันตรายกับลูกของผมเข้าสักวันหนึ่งเป็แน่ ส่วนเื่กลุ่มเมฆทมิฬพี่ควรระวังพวกมันเอาไว้เป็พิเศษเพราะกลุ่มของพวกมันอันตรายมากกว่าที่พี่คิดไว้เยอะ”
โจเซฟะโลั่นด้วยความโกรธ
“แกพูดบ้าอะไรเนี่ยทำอย่างกับว่าจะไม่ได้กลับมาอย่างงั้นแหละ!! ภารกิจมันสำคัญกว่าครอบครัวมากขนาดนั้นเลยรึไงถึงได้ทิ้งลูกให้อยู่ตัวคนเดียวแบบนั้น ภารกิจของแกแค่แฝงตัวเข้าไปในองค์กรเพื่อสืบข้อมูลอย่างเดียวไม่ใช่หรือไง ภารกิจแกล้มเหลวไปแล้วยังจะมีภารกิจอะไรนอกเหนือจากนั้นอยู่อีก”
“ขอโทษจริง ๆครับพี่ผมกับภรรยาตัดสินใจกันแล้วส่วนเื่ภารกิจนอกเหนือจากนั้นมันเป็เื่ส่วนตัวผมบอกกับพี่ไม่ได้จริง ๆ ถ้าผมกลับมาตอนนี้ก็จะพาแต่ปัญหามาให้กับครอบครัว ยังไงภารกิจนี้พวกผมจะต้องทำมันให้สำเร็จให้ได้ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม” รอสสบตาพร้อมกับทำน้ำเสียงที่เด็ดขาดเพราะว่าเขาตัดสินใจมาดีแล้ว
ตี๊ด! ตี๊ด!
รอสมองไปที่นาฬิกาข้อมือที่ดังขึ้นมา เป็เจนิสภรรยาของเขาเองที่โทรเข้ามา
“คุณคะต้องรีบออกมาแล้ว พวกองค์กรมันรู้แล้วว่าคุณออกจากพื้นที่มา”
“ผมเข้าใจแล้ว” รอสตอบรับด้วยท่าทีเคร่งเครียด
โจเซฟได้แต่ยืนฟังเงียบ ๆเพราะยังไม่เข้าใจสถานการณ์ของทั้งคู่ดีพอ
“ผมต้องรีบไปแล้วพี่ ไว้มีโอกาสผมจะกลับมาอีก ยังไงผมก็ฝากพี่ดูแลลูกแทนพวกผมสองคนด้วย” รอสบอกลาแล้วก็มอบกล่องเก็บของให้กับโจเซฟที่ยังยืนงงอยู่โดยที่ยังไม่ได้ตอบคำถามของเขาเลยแล้วก็ะโหนีออกไปซะก่อน
ซึ่งตอนนั้นโจเซฟรับฟังและตำตามฟังคำขออยู่ดูแลรอยอย่างห่าง ๆั้แ่นั้นมาโดยตลอด
“แต่เ้าบ้านั่นมันดันไม่บอกเื่ที่สำคัญกว่านั้นคือเื่โรคมานากัดกร่อนที่ลูกมันเป็อยู่นี่ซิ ไหนจะเื่ภารกิจอะไรบ้าบอนั่นอีกไม่เข้าใจเ้าพวกนั้นเลยจริง ๆให้ตายซิ”
โจเซฟที่รับฟังเื่โรคที่ไม่มีวันรักษาให้หายได้ของรอยจากแพทย์ประจำตัวก็ได้แต่ถอนหายใจ เพราะไม่ว่ากับทั้งพ่อและแม่ที่ต้องหนีการไล่ล่าขององค์กรเมฆทมิฬที่ไม่รู้ว่าจะเป็ตายร้ายดียังไงอยู่ตอนนี้ ถึงยังไม่ได้กลับมาบอกข่าวคราวหลังจากนั้นอีกเลย ส่วนลูกก็มาเป็โรคที่ไม่มีทางรักษาให้หายได้อีก
โจเซฟได้แต่ถอนหายใจและยืนมองรอยที่ยังไม่ได้สติอย่างเศร้าสลดใจ
“เห้อ...เวรกรรมของครอบครัวนี้จริง ๆ”
ในโลกที่มืดมิดมีประตูสีแดงอยู่ 2 บานปรากฏขึ้นอยู่ตรงหน้าของรอยพร้อมกับเสียงที่ฟังคุ้นหูดังแว่วเข้ามา
“ยินดีต้อนรับผู้ทดสอบสู่โลกแห่งฝันร้ายอีกครั้ง”
“เกิดอะไรขึ้นทำไมผมถึงเข้ามาอยู่ในนี้ได้ล่ะ” รอยยังคงสับสนอยู่ว่าเขาเข้ามาถึงโลกแห่งฝันร้ายได้ยังไง นี่มันผ่านมา 6 วันแล้วอย่างงั้นเหรอ
“แล้วประตูสีแดง 2 บานตรงนั้นอีกมันคืออะไร?”
“ก่อนที่ผมจะอธิบายเื่ประตู 2 บานนั้นผมมีเื่ที่จะต้องบอกกับผู้ทดสอบไว้ก่อนเพราะมันเกี่ยวพันถึงชีวิตของผู้ทดสอบเอง”
“เื่ที่ 1 ดาบิญญาไร้รูปผมขอแนะนำกับผู้ทดสอบว่าอย่าเพิ่งใช้มันในเวลานี้จะดีกว่า” ในระหว่างที่ภูติแห่งฝันร้ายอธิบายก็มีภาพของรอยนอนหยอดน้ำเกลือไม่ได้สติปรากฏขึ้นมาตรงหน้า
“เดี๋ยวนะ! อาวุธนั่นมันผิดพลาดอะไรรึเปล่าถึงได้มาห้ามใช้มันอย่างนี้ แล้วภาพตรงหน้านี้คืออะไรผมตายแล้วอย่างนั้นเหรอ?” รอยได้แต่สงสัยว่าทำไมถึงมาห้ามเขาใช้อาวุธชิ้นเดียวที่เขามีอยู่แล้วไหนจะร่างของเขาที่นอนหลับอยู่นั่นอีก
“ตอนนี้ยัง แต่ถ้าผู้ทดสอบยังฝืนใช้ดาบิญญาไร้รูปต่อไปก็อาจจะตายเข้าสักวันจริง ๆก็ได้”
“บ้าอะไรเนี่ย! แล้วจะให้ต่อสู้ยังไงล่ะทีนี้ ถ้าไม่ให้ใช้อาวุธนั่น”
“ผู้ทดสอบเป็คนเลือกอาวุธชิ้นนั้นด้วยตัวเอง ทางเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขข้อนี้ได้"
“จะบอกว่าเราดวงซวยเองอย่างงั้นเหรอที่เลือกอาวุธชิ้นนั้นมาใช้”
“ผู้ทดสอบจะคิดไปทางนั้นก็ได้ แต่มันก็ไม่ได้มีแค่ข้อเสียซะทีเดียวเพราะอาวุธชิ้นนี้เป็อาวุธที่มีระดับเหนือกว่าอาวุธทุกชิ้นที่ผู้ทดสอบได้เห็นในแท่นบูชาซะอีก”
“ระดับอาวุธเหนือกว่าแล้วมันจะไปมีประโยชน์อะไรล่ะถ้ามันใช้งานไม่ได้ เห้อ! ว่าแต่มันอันตรายต่อตัวผมยังไงล่ะผมถึงไม่สามารถใช้งานมันได้ในตอนนี้?”
“อาวุธิญญาไร้รูปเป็อาวุธที่้าพลังงานิญญาในการใช้งานอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะจับหรือััผู้ทดสอบก็จะถูกมันดูดกลืนจิติญญาอยู่สม่ำเสมอและถ้าผู้ทดสอบมีพลังจิติญญาไม่มากพอให้กับอาวุธ มันก็จะดูดกลืนพลังชีวิตของผู้ทดสอบเข้าไปแทน” รอยพอได้ยินแบบนั้นก็ได้แต่กลืนน้ำลายและคิดในใจว่านี่เรายังรอดมาได้ก็บุญแค่ไหนแล้ว
"การที่ผู้ทดสอบมองเห็นโลกสีเทานั่นก็เท่ากับว่าผู้ทดสอบได้เดินเข้าสู่โลกแห่งิญญาไปครึ่งก้าวแล้ว ถ้ายิ่งผู้ทดสอบฝืนใช้อาวุธิญญาไร้รูปอีกครั้งทั้งที่ิญญาของผู้ทดสอบยังไม่แข็งแกร่งมากพอ ิญญาของผู้ทดสอบจะถูกดูดเข้าไปโลกแห่งิญญาแล้วไม่สามารถกลับออกมาได้ ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นมาทางเราเองก็ไม่สามารถช่วยเหลือผู้้ทดสอบให้กลับมาได้เช่นกัน"
“โลกแห่งิญญา มันยังมีโลกอื่นอยู่อีกอย่างงั้นเหรอ?”
“ข้อมูลและข้อห้ามที่ทางเรามีเกี่ยวกับอาวุธชิ้นนั้นก็มีเพียงเท่านี้เพราะอาวุธทุกชิ้นที่แท่นบูชาแห่งฝันร้ายมีให้ผู้ทดสอบทุกคนถูกสุ่มเลือกมาทั้งหมด”
“เดี๋ยวนะทุกคน!! หมายความว่ายังไง ยังมีคนอื่นอีกเหรอที่เป็ผู้ทดสอบเหมือนกันกับผม?”
“ส่วนเื่ที่ 2 คือประตูสองบาน...”
“โอเคเข้าใจและมันไม่สามารถตอบคำถามของเราได้ซินะ” รอยได้แต่ฟังเื่ที่ภูติแห่งฝันร้ายกำลังจะพูดต่อไปและเมินกับคำถามที่เขาถามไปก่อนหน้านี้อย่างหน้าตาเฉย
“ประตูบานที่ 1 ที่อยู่ตรงกลางเป็ประตูที่ผู้ทดสอบจะสามารถเข้าไปยังแท่นบูชาแห่งฝันร้ายได้โดยตรงซึ่งตอนนี้ผู้ทดสอบยังไม่สามารถเปิดประตูเข้าไปยังแท่นบูชาแห่งฝันร้ายด้วยตัวเองได้ ส่วนประตูบานที่ 2 คือประตูอาชีพผู้ใช้คำสาปของผู้ทดสอบที่มีหมายเลข 1 ติดอยู่หน้าประตูหมายถึงระดับอาชีพของผู้ทดสอบ ยิ่งผู้ทดสอบมีระดับอาชีพสูงมากเท่าไหร่ขนาดของประตูก็จะใหญ่ขึ้นมากเท่านั้น”
“เรามีเื่ที่จะอธิบายกับผู้ทดสอบเพียงเท่านี้ในอีก 2 วันเราคงได้เจอกันอีกครั้ง”
“อะไรวะเนี่ย…แค่จะอธิบาย 2 เื่นี้เองหรอกเหรอ ทำไมไม่บอกที่โลกแห่งความเป็จริงล่ะ?”
“ก็ผู้ทดสอบนอนสลบเป็ปลาตายตัวซีดอย่างงั้นผมพูดไปผู้ทดสอบคงจะได้ยินหรอกนะ”
“เดี๋ยวนี้ภูติมันเริ่มย้อนเราแล้วเหรอเนี่ย” รอยที่กำลังจะเถียงภูติแห่งฝันร้ายกลับไปแต่ก็ถูกวาร์ปให้ออกมาก่อน
รอยลืมตาตื่นขึ้นมาทันทีหลังจากที่ถูกไล่ออกมาในห้องที่เขาเพิ่งเห็นภาพตัวเองเมื่อครู่นี้
“แค่ก ๆ หิวน้ำจังเลย” รอยตื่นมาก็รู้สึกคอแห้งมากเหลือเกิน
รอยหันไปรอบห้องก็พบว่ามีชายวัยกลางคนที่ดูซูบผอมใส่ชุดเหมือนกับเป็ผู้ป่วยนั่งอยู่ข้าง ๆมองไปทางหน้าต่างอย่างเหม่อลอย
“หลานตื่นแล้วหรอ?” โจเซฟพูดออกไปอย่างตื่นเต้นหลังจากที่ได้ยินเสียงรอยพูดขึ้นมา
“คุณเป็ใคร? ผมขอน้ำหน่อยผมหิวเหลือเกิน”
ห๊า!! โจเซฟได้แต่อ้าปากค้างแล้วพูดอย่างใ “ได้ซิเดี๋ยวลุงรีบเอาน้ำมาให้ ว่าแต่จำหน้าลุงไม่ได้หรอ?”โจเซฟชี้นิ้วมาที่หน้าตัวเองแล้วถามกลับไปด้วยความสงสัย
รอยที่ยังไม่มีแรงและสะลึมสะลืออยู่ก็คิดได้แค่ว่าใครวะเนี่ยเรียกตัวเองว่าลุงด้วยเขาแค่้าน้ำเฉย ๆรีบไปเอามาให้สักทีซิไม่ใช่มัวแต่ถามอะไรอยู่ได้