บทที่18 ระบบเมือง
“แล้วสิทธิ์ในการเมืองและการบริหารจัดการเมืองคือ อะไรคะ? ท่านผู้เฒ่า...” มีนรีบดึงเข้าประเด็นที่อยากรู้ในทันทีก่อนที่เ้าปลาตีนเฒ่าจะได้พร่ำกล่าวเื่ราวอันไร้สาระต่อไปอีก
“ขอรับองค์าา”ปลาตีนเฒ่ารับคำด้วยความเคารพ
“เมืองของเราแบ่งได้เป็สามส่วนขอรับโดยส่วนบนของหนองน้ำจะถือว่า เป็เมืองชั้นนอกซึ่งจะประกอบไปด้วยแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์อสูรหลากหลายเผ่าพันธุ์ที่อยู่ใต้การปกครองของพวกเราขอรับโดยแต่ละเผ่าพันธุ์ก็จะใช้ชีวิตและอาศัยอยู่รอบ ๆ บึงน้ำแห่งนี้ พวกมันจะต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่เราได้กำหนดในแต่ละปีพวกมันจะส่งบรรณาการมาถวายแก่องค์าาจำนวนหนึ่ง หน้าที่ของพวกเราก็คือ คอยควบคุมดูแลความสงบเรียบร้อยและจัดสรรพื้นที่ให้สัตว์อสูรแต่ละเผ่าพันธุ์อยู่ร่วมกันได้ โดยไม่ขัดแย้ง...”
“ต่อมา...ถ้ำด้านล่างที่พวกเราอยู่ในตอนนี้จะถูกแบ่งเป็สองส่วน โดยส่วนแรกนับั้แ่ปากทางเข้า ซึ่งมีเพียงเส้นทางเดียวมาจนถึงส่วนที่เป็ปลายทางของเส้นทาง5 สาย นั่นก็คือ เมืองชั้นกลางของพวกเรา โดยในเส้นทางแต่ละสายก็จะมีสัตว์อสูรอาศัยอยู่เส้นทางละ1 เผ่าพันธุ์ ซึ่งพวกมันทั้ง 5 ล้วนเป็เผ่าพันธุ์ที่มีสัมพันธ์อันดี และมีความจงรักภักดีต่อเผ่าพันธุ์พวกเราส่วนห้องโถงกว้างที่เราอยู่ตอนนี้ก็คือ เมืองชั้นในอันเปรียบเสมือนตัวเมืองหลักของพวกเราขอรับ...”
“และพลเมืองของพวกเราในหนองน้ำแห่งนี้ทั้งหมดมีจำนวน7,035 ตัว ประกอบไปด้วย เผ่าพันธุ์ปลาตีนของพวกเรา 1,024 ตัวสัตว์อสูรเผ่าพันธุ์ตุ่น 130 ตัว สัตว์อสูรเผ่าพันธุ์คางคก 325 ตัวสัตว์อสูรเผ่าพันธุ์งู 128 ตัว สัตว์อสูรเผ่าพันธุ์ปู 225 ตัวสัตว์อสูรเผ่าพันธุ์เต่า 186 ตัว.........สัตว์อสูรเผ่าพันธุ์กิ้งก่า 262 ตัว”
“เมืองของเราเป็เมืองที่เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งธาตุน้ำในถ้ำของพวกเรานี้ หากองค์าาลองสังเกตให้ดีจะพบว่า ตามผนังถ้ำจะมีอัญมณีธาตุน้ำผุดขึ้นมาเต็มไปหมดซึ่งพวกเราสามารถเก็บเกี่ยวพลังงานเหล่านี้ไปผลิตเป็อาหารของพวกเรา ยกตัวอย่างเช่นสาหร่าย ไม้น้ำ และสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วให้พวกเราได้บริโภคอย่างพอเพียง หน้าที่ของเราในทุกวันก็คือ การเก็บอัญมณีธาตุเหล่านี้ไปเปลี่ยนกับอัญมณีธาตุที่อยู่ในกลไกเวท ซึ่งท่านบรรพชนได้สลักไว้ในส่วน้าของถ้ำทั้งหมด5 จุด โดยแต่ละจุดใช้อัญมณี จำนวน 16 ก้อน........”
‘ออกทะเลอีกแล้ว...เหมือนเ้านี่มันอ่านรายงานประจำปีฯ ให้เราฟังยังไงก็ไม่รู้แฮะ’ มีนนึกในใจ ก่อนจะแทรกถามดึงเข้าประเด็นฯ ก่อนปลาตีนเฒ่าจะออกนอกเื่ไปมากกว่านี้“เอ่อ ท่านผู้เฒ่าคะ แล้วาามีสิทธิ์อะไรเกี่ยวกับเมืองบ้างคะ?”
“ขอรับออ...องค์าา....พระองค์ที่เป็าาของพวกเราก็จะถือว่า พระองค์เป็เ้าของเมืองนี้โดยปริยายขอรับเนื่องจากหนองน้ำแห่งนี้ เป็ที่อยู่ของเผ่าพันธุ์พวกเรามานานแสนนาน และองค์าาทุกรุ่นก็ถือสิทธิ์หนองน้ำฯสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุแล้ว ดังนั้นท่านที่เป็าาองค์ใหม่ของพวกเราก็จะได้รับสิทธิ์นั้นไปโดยปริยายขอรับ”
“นอกเสียจากว่า...องค์าาจะสละสิทธิ์การเมืองนี้ให้แก่ผู้อื่นหรือว่าองค์าาเสียชีวิตขณะทำาปกป้องเมืองฯ และในกรณีสุดท้ายที่องค์าาจะเสียสิทธิ์ในการเมืองก็คือเมื่อเมืองแห่งนี้ถูกทำลาย จนไม่สามารถฟื้นฟูได้ขอรับ” ปลาตีนเฒ่ากล่าว
“แล้วขนาดไหนถึงจะเรียกว่าไม่สามารถฟื้นฟูได้ล่ะคะ?” มีนถามต่อในประเด็นที่ตนสงสัย
“โดยปกติแล้วเมืองทุกเมืองจะมีกลไกเวทที่เป็แกนหลักอยู่ใต้ฐานของเมืองฯซึ่งมันจะสามารถซ่อมแซมตัวเองได้โดยอัตโนมัติอยู่แล้วขอรับ แต่เวลาในการซ่อมแซมจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับความเสียหายที่เกิดขึ้นส่วนความเสียหายอย่างรุนแรงจนไม่สามารถฟื้นฟูได้ก็คือ ความเสียหายในระดับที่ทำให้กลไกเวทฯอันเปรียบเสมือนแกนพลังงานหลักของเมืองถูกทำลายลงไปขอรับ” ปลาตีนเฒ่าตอบข้อสงสัยของหญิงสาว
“แล้วรู้ไหมคะว่ากลไกเวทพวกนี้ทำงานยังไง?” มีนถามด้วยความอยากรู้
“กระผมก็ไม่ทราบเหมือนกันขอรับท่านบรรพชนท่านเป็คนสร้างขึ้นมา ถึงพวกเราจะอาศัยอยู่ที่นี่มาเป็เวลานาน แต่ก็ไม่มีใครทราบได้เลยว่าเมืองแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไรขอรับ” ปลาตีนเฒ่าตอบอย่างจนปัญญา
“แล้วเื่การจัดการเมืองล่ะคะ?”มีนถามประเด็นที่อยากรู้ต่อในทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้ปลาตีนเฒ่าได้ออกนอกเื่
“ขอรับ.....พระองค์สามารถจัดการทุกสิ่งที่เกี่ยวกับเมืองได้อย่างเต็มที่ไม่ว่าจะเป็การปรับเปลี่ยนโยกย้ายอาณาเขตของสัตว์อสูรเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ หรือกำหนดจัดสรรการใช้ทรัพยากรของสัตว์อสูรพระองค์สามารถปรับแต่งโครงสร้างหรือจัดวางผังเมืองใหม่ได้อย่างอิสระ พระองค์สามารถทำการสร้างต่อเติม หรือติดตั้งอุปกรณ์ใด ๆ ได้ตามที่พระองค์ประสงค์ นอกจากนี้ พระองค์ยังสามารถกำหนดหรือมอบหมายให้ใครก็ตามที่พระองค์เห็นสมควรเป็ผู้ช่วยในการดำเนินการฯ ภายใต้นโยบายที่พระองค์วางไว้ อีกทั้งพระองค์ยังสามารถเชิญบุคคลอื่นใดที่พระองค์เห็นว่าเหมาะสมเข้ามาใช้ประโยชน์ในเมืองนี้ได้อย่างไม่จำกัดขอรับ...” ปลาตีนเฒ่าอธิบายเกี่ยวกับสิทธิ์ของาาฯซึ่งอาจเรียกได้ว่า เป็ผู้ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการจัดการเมืองที่ตัวเองนั่นเอง
“เข้าใจแล้วค่ะขอบคุณนะคะ” มีนกล่าวขอบคุณปลาตีนเฒ่า แม้ว่าจะยังไม่เข้าใจในรายละเอียดปลีกย่อยมากนักก็ตาม
“ขอรับองค์าา” ปลาตีนเฒ่ารับคำพร้อมกับโค้งคำนับ
“ก่อนหน้านี้ท่านผู้เฒ่าเคยเป็ผู้ช่วยของาาองค์ก่อน ใช่ไหมคะ?” มีนถามอีกฝ่ายซ้ำอีกครั้ง
“ขอรับองค์าา กระผม...” ปลาตีนเฒ่ารับคำ
ก่อนที่ปลาตีนเฒ่าจะได้ร่ายยาวจนเกินพอดีมีนจึงรีบแทรกตัดบท พร้อมกับมอบหมายงานให้แก่อีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว “ดีเลยค่ะ ถ้าอย่างนั้น...ฉันขอให้ท่านผู้เฒ่าช่วยจัดการดูแลเื่ราวต่างๆ เกี่ยวกับการบริหารจัดการเมืองแห่งนี้ไปพลาง ๆ ก่อนนะคะ ส่วนเื่ที่พวกเราจะพัฒนาเมืองยังไงต่อเดี๋ยวค่อยมาว่ากันอีกที...”
“น้อมรับคำสั่งองค์าา...”ปลาตีนเฒ่ารับคำพร้อมกับโค้งคำนับ ด้วยความรู้สึกที่ลิงโลดสุดขีด
“อ้อ!! เกือบลืมไป...ใน่นี้ ฉันอยากจะขอสั่งฯ ให้สมาชิกทุกคน (ตัว) เร่งฝึกซ้อมฝีมือและพัฒนาทักษะการต่อสู้ให้มากขึ้นกว่าเดิมโดยจัดแบ่งกำลังออกเป็กลุ่ม ๆ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันฝึกซ้อมฝีมือเร่งพัฒนาทักษะฯ และออกไปหาประสบการณ์การต่อสู้ยังพื้นที่้าอย่างสม่ำเสมอ และฉันขอให้ท่านผู้เฒ่าช่วยปรับเปลี่ยนคุกใต้ดินให้เป็ลานฝึกซ้อมฝีมือให้ด้วยนะคะ”สาเหตุที่มีนสั่งการปลาตีนเฒ่าให้ทำเช่นนี้ก็เนื่องมาจากว่า ตนเองทราบถึงนิสัยอันรักสันโดษและเกลียดการต่อสู้บรรดาสมาชิกร่วมเผ่าพันธุ์เหล่านี้เป็อย่างดี
หลังจากได้ยินคำสั่งของหญิงสาวผู้เป็าาฯปลาตีนเฒ่าเกิดอาการชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะรับคำอย่างตะกุกตะกัก “นะ...น้อมรับคำสั่งองค์าา”
จากนั้นมีนก็ทำการตรวจสอบข้อมูลของสมาชิกปลาตีนใหญ่น้อยทั้งหมดพร้อมกับจัดสรรหน้าที่ต่าง ๆ ให้แก่พวกมันตามคำแนะนำของปลาตีนเฒ่า โดยแบ่งเป็กองกำลังประจำค่าย12 ค่าย ค่ายละ 30 ตัว กองกำลังเสนาธิการฯ ซึ่งจะคอยทำหน้าที่สนับสนุนและบริหารงานในส่วนต่างๆ จำนวน 64 ตัว และส่วนที่เหลืออีก 600 ตัว มีนจัดตั้งเป็กองกำลังรบ คอยทำหน้าที่ลาดตระเวนฯจำนวน 6 กองกำลัง กองกำลังละ 100 ตัว โดยสมาชิกทั้ง 600 ตัวนี้นี่เอง ที่ตนได้กำชับให้พวกมันฝึกซ้อมอย่างเข้มงวดยิ่งกว่าส่วนงานใดๆ ทั้งหมด โดยใช้ตารางฝึกตามที่เ้าปลาตีนน้อยสัตว์อสูรในพันธสัญญาของตนเคยฝึกจากอเล็กซ์มาก่อนเพื่อหวังจะใช้ประโยชน์จากพวกมันในอนาคต (ซึ่งก็ไม่รู้ว่า จะได้เื่หรือเปล่า?)
นอกจากนี้มีนยังมอบหมายให้ปลาตีนเฒ่าและคณะฯ ช่วยกันบริหารจัดการเมือง พร้อมทั้งสอดส่องดูแลสัตว์อสูรชนิดอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ในหนองน้ำแห่งนี้ให้พวกมันอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่พวกตนกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด
หลังจากมอบหมายงานแล้วเสร็จมีนและพวกจึงกลับไปยังเมืองเริ่มต้นอีกครั้ง เพื่อหาซื้อขนมหวานแสนอร่อยให้พวกมันตามสัญญาฯก่อนจะนำการ์ดสีขาวใบหนึ่งขึ้นมาพร้อมกับเรียกใช้งานมันอีกครั้ง...
............
ทางด้านหมู่บ้านวินด์วิวทวีปแห่งลม...
หลังจากน้ำได้แบ่งกลุ่มเพื่อนๆ ออกเป็ 3 กลุ่ม เพื่อให้สะดวกต่อการเก็บระดับฯ พร้อมกับการปกป้องดูแลหมู่บ้านในเวลาเดียวกัน...
จากนั้นจึงได้เริ่มปฏิบัติการตามแผนการที่ได้วางเอาไว้ในทันทีแต่กระนั้นก็ยังดูเหมือนว่า สมาชิกบางคนจะยังไม่เข้าใจในระบบฯ ที่หัวหน้ากิลด์วางเอาไว้เท่าไหร่นัก
“พี่น้ำ ทำไมพวกเราไม่จ้างทหารรักษาเมืองที่เป็เอ็นพีซีล่ะ?พวกเราจะได้ไม่ต้องมานั่งเฝ้าหมู่บ้านฯ แบบนี้” ก๊องโวยขึ้นมา หลังจากที่ได้รู้ว่ากลุ่มของพวกตนได้รับมอบหมายให้เป็เวรยามฯ ปกป้องหมู่บ้านในชุดแรก
“เออใช่ ๆ หากค่าจ้างทหารแพงไป ก็เปลี่ยนมาเป็จ้างยามแทนก็ได้ หรือไม่...ก็จ้างเอ็นพีซีครูฝึกฯมาฝึกฝนการต่อสู้ให้ชาวบ้านพวกนี้ พวกเราจะได้ไม่เสียเวลาอันมีค่าในการเก็บระดับไป”บอลสนับสนุนคำกล่าวของรุ่นน้อง
“เออ...แต่มันก็แปลกนะตอนที่เราบุกโจมตีหมู่บ้านนี้ ทำไมชาวบ้านพวกนี้ถึงเก่งกันจัง? แต่พอพวกเรายึดหมู่บ้านมาได้แค่นั้นแหละ...ชาวบ้านพวกนี้กลับกลายเป็กากซะงั้น?” โต้งพูดขึ้นมาบ้าง
เมื่อได้ยินเช่นนั้นในฐานะหัวหน้ากิลด์ฯ ที่ได้รับรู้ข้อมูลเื้ัเกี่ยวกับหมู่บ้านนี้ทั้งหมด จึงได้อธิบายต่อพรรคพวกให้เข้าใจว่า“จะเป็แบบนั้นก็ไม่แปลก ก็เพราะว่า หลังจากที่พวกเรายึดหมู่บ้านได้แล้ว ระบบฯ จะทำการรีเซตค่าสถานะของชาวบ้านขึ้นมาใหม่ตามระดับของหมู่บ้านยังไงล่ะยกตัวอย่างเช่นก่อนหน้านี้พวกเราอาจจะทำเควสยึดหมู่บ้านระดับ Dได้ก็จริง แต่ระดับและความสามารถของคนในหมู่บ้านฯ ได้รับการพัฒนาไปไกลกว่าระดับพื้นฐานมากแล้ว”
“นั่นก็เพราะว่าหมู่บ้านแห่งนี้ เป็หมู่บ้านที่ยังไม่เคยมีใครบุกยึด หรือได้มาก่อน มันจึงทำให้ค่าสถานะของชาวบ้านเหล่านี้อยู่สูงกว่าระดับพื้นฐานของหมู่บ้านระดับ D อยู่หลายระดับเลยเชียวล่ะ”
“ถึงการพัฒนาของชาวบ้านที่เป็เอ็นพีซีอาจจะช้ากว่าความเป็จริงอยู่บ้างก็เถอะ แต่ระดับของพวกมันในตอนก่อนหน้านี้ คงจะไม่ต่ำกว่าระดับ70-80 เลยล่ะมั้ง...”
“แล้วทีนี้...พอเรายึดหมู่บ้านได้ปุ๊บระบบจึงทำการรีเซตค่าสถานะและระดับของชาวบ้านให้สอดคล้องกับระดับของหมู่บ้านไปด้วยยังไงล่ะสำหรับหมู่บ้านระดับ D ฉันคิดว่า...ระดับความแข็งแกร่งของชาวบ้านก็คงจะอยู่ประมาณ30-40 นี่แหละมั้ง?”
“ส่วนเื่การจ้างทหารฯหรือยามฯ ให้มาเฝ้าหมู่บ้านนั้น ในตอนนี้ฉันคิดว่า ยังไม่มีความจำเป็หรอก เพราะพวกเราต้องเอาเงินไปพัฒนาในส่วนอื่นๆ ที่จำเป็เสียก่อน อย่างเช่นการเกษตร เสื้อผ้า โรงตีเหล็ก หมู่บ้าน ตลาด ลานฝึกอะไรพวกนี้แหละ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ก็จำเป็จะต้องใช้เงินจำนวนมาก หากพวกเราคิดจะเพิ่มระดับและขยับขยายหมู่บ้านให้สูงขึ้นไปกว่านี้อ่ะนะ”น้ำเอ่ยถึงเหตุผลและความจำเป็ ในการบริหารจัดการกองกำลังให้เพื่อน ๆได้ฟังอีกครั้ง
“ถ้างั้น...พวกเราก็ไปตีเมืองที่ใหญ่กว่านี้ดิจะได้ไม่ต้องลงทุนสร้างอะไรพวกนี้แบบที่ทำอยู่...เพราะเมืองระดับ C-B มันมีสาธารณูปโภคขึ้นพื้นฐานเหล่านี้มาให้อยู่แล้วไม่ใช่รึ?”โหน่งพยายามเสนอความเห็นออกมาด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย
“อีโหน่ง!!หนอย ๆ จะพูดเล่นทั้งที ทำไมต้องทำหน้านิ่งแบบนี้ด้วยห๊ะ?!” มิ้นต์ แซะอีกฝ่ายไปทีหนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “ขนาดหมู่บ้านระดับ Dพวกเรายังบุกโจมตีตั้ง 4 รอบกว่าจะยึดมันได้ นี่นาย...ริอ่านคิดการใหญ่ไปตีเมืองระดับC-B เชียวรึ?”
“แหะๆ ฉันล้อเล่นน่ามิ้นต์...ฉันเห็นว่า ทุกคนเครียด ๆ กันอยู่ เลยแกล้งแหย่เล่น...ก็เท่านั้น”โหน่งยักไหล่กล่าวด้วยท่าทางทะเล้น ก่อนจะเสริมอีกว่า “ฉันว่านะ...สาเหตุที่ในตอนนี้ยังไม่มีใครยึดเมืองใหญ่ได้ ก็คงจะเป็เพราะแบบนี้ล่ะมั้ง? ขนาดกิลด์ใหญ่ ๆที่มีคนหลักหมื่น ก็ยังไม่เห็นมีใครโจมตีหรือยึดครองฐานกำลังระดับ ‘เมือง’ ได้สำเร็จสักคนเลยนี่...”
“ใช่ๆ” หลินกล่าวสนับสนุนฯ ก่อนจะให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า “แต่ตอนนี้...หมู่บ้านระดับAโดนยึดไปหลายหมู่บ้านแล้วนี่ แต่จะว่าไป...กิลด์ใหญ่พวกนั้น ก็เก่งกันจังเลยนะ?”
“พวกมันก็แค่...ใช้จำนวนคนเข้าข่มแหละว้า”โต้งพูดขึ้นมาด้วยความหมั่นไส้ พร้อมกับกล่าวออกมาอย่างท้าทาย “คนเยอะขนาดนั้น...ยังยึดได้แค่หมู่บ้านระดับAพวกมันก็ไม่แน่จริงเท่าไหร่หรอก หากพวกมันเก่งจริง ก็ลองไปยึดเมืองระดับD ให้ได้สักเมืองเถอะ แล้วค่อยมารับคำชมจากฉัน...”
“ใครมันจะไปอยากได้คำชมจากนายกันยะ!!” น้ำเบะปากกล่าวกับโต้ง พร้อมกับให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย “สาเหตุที่ยังไม่มีใครยึดเมืองได้ก็คงเพราะว่าฐานกำลังในระดับเมือง มีจำนวนของทหารฯ อย่างต่ำ ๆ ก็ 3,000 คนเข้าไปแล้ว แถมระดับของพวกมันก็ยังสูงกว่าผู้เล่นอย่างเราๆ มากเลยเชียวล่ะ”
“ซึ่งฉันคิดว่า เกมนี้‘จำนวน’ ก็เป็ปัจจัยหนึ่ง แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘พลังและความแข็งแกร่ง’ ต่างหากล่ะที่จะทำให้ได้รับชัยชนะในาฯ หลังจากผ่านเดือนนี้ไป...ระดับของผู้เล่นก็น่าจะสูงขึ้นมากแล้วและอีกไม่นานผู้เล่นเ่าั้ ก็คงจะเริ่มยึดเมืองกันได้แล้วล่ะ” น้ำกล่าวคาดการณ์ตามสิ่งที่ตัวเองคิด
“น้องน้ำ...ถ้าเมืองระดับDยังเต็มไปด้วยทหารที่มีระดับความแข็งแกร่งมากกว่าหนึ่งร้อยจำนวนมากพี่ไม่อยากจะคิดเลยว่า เมืองหลวงระดับจักรวรรดิของแต่ละทวีป พวกมันจะมีระดับสูงมากเท่าไหร่?กว่าจะยึดเมืองได้...เืตาคงแทบกระเด็นแน่ ๆ และถ้ายึดเมืองสร้างฐานกำลังของตนได้แล้ว...การจะพิชิตเกมนี้ยังต้องทำาฯ เพื่อรวบรวมแผ่นดินให้เป็ปึกแผ่นอีก พี่คิดว่าเกมนี้...น่าจะใช้เวลาอีกนานหลายปีกว่าจะเคลียร์มันได้เผลอๆ เล่นยันลูกบวชก็ยังไม่จบ ฮ่า ๆ ๆ” นายเอพูดอย่างติดตลก แต่ในคำกล่าวนั้น...ก็มีส่วนที่เป็ความจริงรวมอยู่ด้วยไม่น้อย
“ก็ไม่แน่หรอกพี่เอน้ำคิดว่า ตอนนี้ผู้เล่นในเกมเริ่มเยอะมากขึ้นทุกวัน ๆ ผู้เล่นที่เก่ง ๆ ก็ผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ดอีกหน่อยทางระบบฯ ก็คงอัปเดตแพช เพื่อปลดล็อกนู่นนี่นั่นอีกเยอะแยะตามมา เผลอ ๆปลายปีนี้ ระดับของผู้เล่นคงจะแตะระดับสี่ถึงห้าร้อยได้อย่างไม่ยากแล้วล่ะมั้งยิ่งผู้เล่นมีระดับสูงขึ้น ความแตกต่างของผู้เล่นกับ NPCก็จะยิ่งลดลง ไม่แน่ว่า...อีกหน่อยเมืองทุกเมือง ก็คงจะถูกผู้เล่นยึดครองเข้าสักวันเป็แน่และเมื่อนั้น...าของโลกใบนี้ ก็คงจะกลายเป็การต่อสู้แย่งชิงระหว่างบรรดาผู้เล่นด้วยกันอย่างสมบูรณ์...” น้ำแสดงความคิดเห็นออกมาให้อีกฝ่ายได้ลองคิดตาม
“ใช่ๆ ยัยน้ำพูดถูก ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็อย่ามัวมาเสียเวลาประชุมกันอยู่เลยนะรีบไปเก็บระดับกันเถอะ!! ในระหว่างที่ไฟกำลังลุกโชนผมขอเก็บระดับให้ได้สัก 100+ ให้ทันเวลาก่อนล่ะ” โต้งกล่าวสนับสนุนฯก่อนจะปลุกความคึกคักของตนขึ้นมาด้วยเสียงอันดัง
“ฮ่าๆ ๆ ถ้าเอ็งระดับร้อยกว่า คนอื่นเขาก็คงไปไกลถึงสองร้อยกันหมดล่ะมั้ง ไอ้นักรบกระจกใส...”ต้อมกล่าวดับไฟในกายที่ลุกโชนของรุ่นน้องตรงหน้าในทันที
“ห๊ะ!! อะไรนะพี่? นักรบกระจกใส คืออะไรวะ?” โต้งถามอีกฝ่ายด้วยความสงสัยก่อนที่ต้อมจะเฉลยให้ฟังในทันที “ก็...ตัวบางราวกับกระจกใสไง ไอ้น้อง ฮ่า ๆ ๆ ๆมอนไม่ตายกูตาย ฮ่า ๆ ๆ ๆ” ต้อมพูดไปพร้อมกับหัวเราะไป
“เออ...ถ้างั้นพี่รอให้ระดับของผมถึง 100 และได้อาชีพนักรบคลั่งมาเสียก่อนเถอะ แล้วพวกเราค่อยมาดวลกัน...”โต้งเถียงคำอย่างไม่ยอมแพ้
“จะตอนนี้หรือตอนไหนก็ไม่มีปัญหาไอ้น้องฮ่า ๆ ๆ ๆ มอนไม่ตายกูตาย ฮ่า ๆ ๆ ๆ” ต้อมกล่าวพร้อมกับขยับกระป๋องเบียร์ในมือและตั้งท่าทางเตรียมพร้อม
“สรุป...มึงเมาเบียร์รึเมากัญชาวะ?”หนุ่มเอหันมาแขวะเพื่อนซี้
“ฮ่าๆ ๆ ช่างมันเถอะว่ะ...ป่ะ ๆ พวกเราไปเวลกันเถอะว่ะ มอนไม่ตายกูตาย...” ต้อมกล่าวทิ้งท้ายอย่างอารมณ์ดี
…………
ณวิหารเทพแห่งปัญญา…
“เ้ามาที่นี่ทำไมอีก?ไหนบอกว่าจะไปเก็บประสบการณ์เพิ่มระดับยังไงล่ะ” อล็กซ์กล่าว เมื่อเห็นมีนเข้ามาที่วิหารอีกครั้ง
“หนูไปมาแล้วเ้าค่ะท่านอาจารย์” หญิงสาวตอบคำอย่างสุภาพ ก่อนจะแจ้งเจตนาของตนออกไป “พอดี...หนูมีอะไรสงสัยนิดหน่อย?ก็เลยจะมาขอคำชี้แนะจากท่านอาจารย์เ้าค่ะ”
จากนั้นหญิงสาวก็เล่าเื่ราวที่ตนได้ไปพบเจอมาพร้อมกับซักถามผู้เป็อาจารย์ในประเด็นที่ตัวเองสงสัย...
“เผ่าพันธุ์ของเ้าตอนนี้ถือว่ามีทั้งข้อดีและข้อเสียนะ ข้อดีก็คือ มันมีทักษะระดับสูงที่สามารถเพิ่มค่าสถานะให้แก่ผู้ใช้งานได้หลายเท่าใน่ระยะเวลาหนึ่งบางทีอาจจะเรียกได้ว่า ระดับของมันอยู่เหนือกว่าทุกทักษะฯ ที่ใช้เพิ่มค่าสถานะให้สูงขึ้นชั่วคราวในโลกใบนี้แล้ว...”
“แต่ข้อจำกัดของทักษะสุดเทพของเผ่าพันธุ์เ้าก็คือ ‘เวลา’ ของการใช้งานทักษะฯ จะถูกจำกัดไว้เพียงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้นรวมไปถึงความยากในการพัฒนาให้อยู่ในระดับที่สูงขึ้น จะทำได้เชื่องช้ากว่าทักษะอื่นๆ ทั่วไป โดยเฉพาะทักษะ [ผสานร่าง] และ[อำนาจาา] ของเ้า”
“แต่เมื่อใดก็ตามที่เ้าสามารถพัฒนาสองทักษะที่ว่านี้ได้จนถึงขั้นสูงสุดแล้วล่ะก็ ต่อให้เป็เผ่าพันธุ์ั ซึ่งเป็ตัวตนที่มีค่าสถานะสูงสุดในโลกนี้ก็คงไม่สามารถนำมาเทียบเปรียบกับตัวเ้าได้ อีกทั้งการจะสังหารเ้าในระหว่างที่เ้าเรียกใช้งานทักษะอยู่มันยากเสียยิ่งกว่าปีนป่ายขึ้น์อีก เว้นเสียแต่ว่า...เ้าเซ่อซ่า ซุ่มซ่ามพาตัวเข้าไปสู่จุดอับเสียเอง อันนี้...ใครก็ช่วยเ้าไม่ได้นะ” อเล็กซ์กล่าวอธิบายพร้อมกับเหน็บแนมหญิงสาวไปในตัว หลังจากที่มันได้เห็นวิธีการต่อสู้ของหญิงสาวในบึงน้ำฯ
“แล้วมีวิธีแก้ไขไหมเ้าคะ?”มีนถามขึ้นอย่างมีความหวัง
“มันก็พอมี...”อเล็กซ์ตอบ
“วิธีใดกันเ้าคะ?”
“แหวนฝึกทักษะ...”อเล็กซ์ตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ห๊ะ!! แค่นี้หรือเ้าคะ?” มีนถามขึ้นมาอย่างสงสัย
“ใช่...แค่นี้แหละ”ผู้เป็อาจารย์ยังคงใช้เสียงต่ำตอบคำถามอีกฝ่าย
“เอิ่มแหวนฝึกทักษะงั้นหรือ? อืม ๆ จะว่าไป มันสามารถเพิ่มความเร็วในการพัฒนาทักษะได้เร็วขึ้นได้ถึง3 เท่า มันก็คงเร็วขึ้นกว่าปกติจริง ๆ นั่นแหละนะ” มีนพึมพำกับตัวเองหลังจากย้อนนึกถึงข้อมูลไอเทม
แต่จู่ๆ อเล็กซ์กลับแทรกขัดคำของหญิงสาวขึ้นมาในทันใด “ใครบอกว่า มันเป็แหวนที่เ้ามีอยู่...”
“ละ...แล้วเ้าแหวนที่อาจารย์ว่ามันคือ?...” มีนถามด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
“ไม่ต้องมามองหน้าข้าด้วยสายตาเช่นนั้นข้าไม่มีของพรรค์นั้นอยู่หรอก ที่ข้ามีมันก็เป็แหวนเพิ่มทักษะ 3 เท่าเหมือนของเ้านั่นแหละอีกทั้งในตอนนี้ ข้าก็ได้มอบพวกมันให้เ้าปลาตีนน้อยพวกนั้นไปหมดแล้วด้วย...”อเล็กซ์ทุบทำลายความหวังน้อย ๆ ของมีนทิ้งอย่างไม่มีชิ้นดีก่อนจะเอ่ยคำที่ทำให้หญิงสาวหูผึ่งขึ้นมาอีกครั้ง “แต่ข้ารู้ว่า ใครมี...”
“ใครกันเ้าคะ?”มีนรีบถามด้วยตาเป็ประกาย
“เผ่าพันธุ์เอลฟ์...”อเล็กซ์ตอบคำสั้น ๆ
“เอลฟ์?”มีนทวนคำของอีกฝ่ายอย่างแ่เบา
“ถูกต้อง...ในดินแดนมนุษย์ของเ้าทวีปแห่งิญญา มีเผ่าพันธุ์เอลฟ์อาศัยอยู่ ซึ่งเอลฟ์เหล่านี้พวกมันเป็ผู้ที่ได้ชื่อว่า ชำนาญในด้านฝึกฝนทักษะยิ่งกว่าผู้ใดพวกมันชื่นชอบในการฝึกฝนและพัฒนาทักษะของตัวเองเป็อย่างมาก และด้วยเหตุนี้ จึงทำให้พวกมันสามารถคิดค้นวิธีที่จะทำให้ทักษะของตัวเองพัฒนาไปอย่างรวดเร็วจนเมื่อ 50,000 ปีก่อน มีช่างฝีมือของเผ่าเอลฟ์ผู้หนึ่ง ได้คิดค้นวิธีสร้างเครื่องประดับที่สามารถพัฒนาทักษะของตนให้สูงขึ้นได้เร็วราวกับก้าวะโจนมันเป็ไอเทมที่ได้รับความนิยมในหมู่เอลฟ์ด้วยกัน และต่อมาแหวนที่ว่า ก็ได้เป็ที่รู้จักอย่างแพร่หลายทั่วทั้งดินแดนมนุษย์ของเ้าจนถึงปัจจุบัน...”อเล็กซ์ให้เบาะแสบางประการแก่หญิงสาว
ได้ยินเช่นนั้นมีนจึงถามอีกฝ่ายด้วยความตื่นเต้น “เมื่อมีวิธีลัดในการเพิ่มทักษะแบบนี้ แสดงว่า เผ่าเอลฟ์ก็ต้องเก่งสุดๆ ไปเลยใช่ไหมเ้าคะ? ท่านอาจารย์”
อเล็กซ์ส่ายหน้าช้าๆ ก่อนจะตั้งคำถามให้อีกฝ่ายได้ใช้ความคิด “ก็ไม่แน่เสมอไปหรอก เ้าคิดว่า เมื่อมีแหวนเพิ่มทักษะที่ทำให้ทักษะพัฒนาไปได้รวดเร็วอย่างรวดเร็วจนสุดกู่ขนาดนั้นแล้วเหตุใดเผ่าเทพ มาร หรือั จึงไม่คิดสนใจอยากได้เ้าสิ่งที่ว่า เอาไว้ในกันล่ะ?”
“หรือว่า...มันมีข้อเสีย?”มีนตอบอย่างอ้อมแอ้ม
“เก่งมากสมแล้วที่เป็ศิษย์ข้า” อเล็กซ์กล่าวชมเชย ก่อนจะให้อีกฝ่ายทำตามที่ตนบอก “เ้าลองดูคุณสมบัติของ{แหวนฝึกทักษะ} ระดับ C ของเ้าให้ดีสิจากนั้นจงบอกข้าว่า มันเป็อย่างไร?”
“แหวนวงนี้สามารถเพิ่มการเรียนรู้ทักษะ 3 เท่า แต่ค่าประสบการณ์ที่ได้จะลดครึ่งหนึ่ง อีกทั้งเมื่อสวมใส่แล้วจะไม่สามารถถอดออกได้เป็เวลา1 วันเ้าค่ะ” มีนสรุปข้อมูลรายละเอียดของแหวนฯ ที่อยู่ในมือตามที่ตัวเองได้เห็น
ผู้เป็อาจารย์พยักหน้ารับครั้งหนึ่งก่อนจะอธิบายให้หญิงสาวเข้าใจในคุณสมบัติของไอเทมมากขึ้น “ก็เป็อย่างที่เ้าบอกมานั่นแหละยิ่งผลตอบแทนสูง...ก็ย่อมมีต้นทุนที่สูงตามไปด้วย เท่าที่ข้าเคยเห็นแหวนประเภทนี้ ยิ่งระดับการเรียนรู้ทักษะสูงขึ้นมากเท่าไหร่การจ่ายค่าตอบแทนจะยิ่งมากขึ้นตามไปด้วย ยกอย่างเช่น {แหวนฝึกทักษะ} ระดับ A จะเพิ่มการเรียนรู้ทักษะให้เร็วขึ้น10 เท่า แต่กลับต้องจ่ายด้วยค่าประสบการณ์ที่ได้รับถึง 8 ใน 10 แถมเมื่อสวมใส่แล้วก็จะไม่สามารถถอดมันออกได้ภายในระยะเวลาถึง 1 ปีเลยทีเดียว แต่นั่น...มันก็ยังเทียบไม่ได้กับ{แหวนฝึกทักษะ} ระดับ SS ของอดีตาาเอลฟ์ผู้หนึ่ง มันสามารถเพิ่มการเรียนรู้ทักษะให้แก่ผู้สวมใส่ได้ถึง30 เท่า แต่ก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนด้วยค่าประสบการณ์ที่ได้รับขณะสวมใส่ทั้งหมดรวมทั้งลดค่าสถานะของผู้สวมใส่ลงถึง 1 ใน 3 อีกทั้งเมื่อสวมใส่แล้ว จะไม่สามารถถอดมันออกมาได้ถึง300 ปี...”
“เ้าคิดว่า เ้าจะทนเก็บตัวเพื่อฝึกทักษะฯ เพียงอย่างเดียวได้ถึง 300 ปี หรือไม่?”
“สาเหตุที่ข้าเล่าให้เ้าฟังเช่นนี้ก็เพราะว่า ไม่ว่าเ้าจะได้รับไอเทม ทักษะ หรือสิ่งใดมาก็ตาม ก่อนที่เ้าจะใช้งานมันข้าอยากให้เ้าคิดให้รอบคอบและศึกษารายละเอียดถึงข้อดีข้อเสียของไอเทมให้ถี่ถ้วนเสียก่อนเพื่อจะได้ไม่ต้องมานั่งนึกเสียใจในภายหลัง...เ้าเข้าใจหรือไม่?” อเล็กซ์กล่าวเตือนลูกศิษย์สาวด้วยความหวังดีเพราะมันรู้อยู่แล้วว่า ลูกศิษย์ของมันผู้นี้ นอกจากจะ “งก” แล้ว...ยัง “เห่อ”ของใหม่อีกด้วย
“เ้าค่ะท่านอาจารย์”มีนรับคำอีกฝ่ายด้วยสำนึกขอบคุณ ก่อนจะออกปากถามว่า “ถ้าอย่างนั้น หากเป็แหวนระดับBหนูสามารถไปหามาใช้ได้ ใช่ไหมเ้าคะ?”
“อันที่จริง มันก็ได้หมดแหละ...ถ้าเ้ายอมรับข้อเสียของมันได้”อเล็กซ์ตอบคำ ก่อนจะย้ำเื่การฝึกใช้งานทักษะกับหญิงสาวอีกครั้ง “เื่ทักษะเผ่าพันธุ์ฯข้าอยากให้เ้าฝึกใช้งานมันบ่อย ๆ ก็พอ แต่ไม่จำเป็ต้องคร่ำเคร่งจริงจังมากนักก็ได้...เพราะถึงอย่างไรการพัฒนาทักษะเผ่าพันธุ์ให้สูงขึ้น ย่อมต้องใช้เวลาในการพัฒนาที่นานอยู่แล้วเ้าเพียงคำนึงถึงสิ่งสำคัญที่เ้าควรจะทำอยู่ในตอนนี้มากกว่า...”
จากนั้นอเล็กซ์จึงเปลี่ยนมากล่าวกับมีนว่า“วันนี้...เมื่อเ้ามาแล้ว ข้าก็จะถือโอกาสนี้ สอนทักษะที่เ้าจำเป็ต้องมีติดตัวไว้เพื่อให้เ้าสามารถต่อสู้กับศัตรูได้ดียิ่งขึ้น และทักษะที่ว่า ก็คือ ทักษะ [หน่วงเวท]”
“การหน่วงเวทนี้จะทำให้เ้าสามารถยืดระยะเวลาการปลดปล่อยเวทมนตร์ที่เ้าร่ายเอาไว้ได้ นอกจากนี้มันยังช่วยให้พลังโจมตีของเวทมนตร์เพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่เ้าหน่วงเอาไว้อีกด้วยแต่ในทางกลับกัน มันก็ทำให้เ้าต้องจ่ายพลังเวทให้แก่เวทมนตร์บทนั้น ๆ อยู่ตลอดระยะเวลาด้วยเช่นกัน”อเล็กซ์กล่าวพร้อมกับบอกให้มีนเปิดตำราในบทที่ว่าด้วย “การหน่วงเวท”
มีนเปิดตำราขึ้นมาอย่างสงสัยก่อนจะพบว่า ‘บทหน่วงเวท’ซึ่งแต่เดิมนั้น เป็เพียงหน้ากระดาษว่างเปล่าที่ไม่มีอักขระใด ๆ เขียนเอาไว้แต่ในเวลานี้ กลับมีอักขระสีทองปรากฏขึ้นมาอย่างช้า ๆ จนมีนต้องคิดในใจว่า ‘อาจารย์กั๊กวิชาไว้...นี่หว่า’
หลังจากมีนได้อ่านตัวอักษรสีทองที่ว่าด้วยการหน่วงเวทจนจบเสียงจากระบบก็ดังแจ้งขึ้นมาว่า
“ผู้เล่นมนตราได้รับทักษะ [หน่วงเวท] กรุณาตรวจสอบรายละเอียดค่ะ”
ทักษะ: [หน่วงเวท][ขั้นต้น 1/100]
-หน่วงเวท (ทักษะเรียกใช้) ใช้หน่วงระยะเวลาการปลดปล่อยเวทมนตร์ที่เรียกใช้งานเพื่อเพิ่มพลังโจมตีของเวทมนตร์ จำนวน 1 บท วินาทีละ 1 เปอร์เซ็นต์ ใช้พลังเวทมนตร์20หน่วย/วินาที
เงื่อนไข
-นักเวท
- [ผนึกเวท] ขั้นต้น
“ข้ารู้นะว่าเ้าคิดอะไร...”อเล็กซ์กล่าวขึ้นมาลอย ๆ หลังจากเห็นว่าหญิงสาวอ่านรายละเอียดของทักษะจบลง
“อะไรหรือเ้าคะ?”
“เ้าคิดว่าข้า ‘กั๊กวิชา’ ใช่หรือเปล่า?” อเล็กซ์ถามอย่างไม่ใส่ใจนักทำเอาหญิงสาวรู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่เล็กน้อยไม่ได้ก่อนจะอธิบายไขความกระจ่างให้แก่อีกฝ่าย “ไม่แปลกหรอกที่เ้าคิดแบบนั้น แต่สาเหตุที่ข้ายังไม่เปิดให้เ้าใช้งานตำราในบางส่วนก็เพราะข้าเห็นว่าเนื้อหาในตำราบางบทฯมันเป็เทคนิคขั้นสูงเกินกว่าที่เ้าจะสามารถเรียนรู้ได้ เพราะหากเ้าฝืนใช้งานฯ รังแต่จะเป็ผลเสียต่อตัวเ้าเองมากกว่าดังนั้นข้าก็เลยปิดกั้นเนื้อหาในส่วนนั้นเอาไว้ก่อน รอให้ถึงเวลาที่เ้าพร้อม เ้าก็จะสามารถมองเห็นอักขระทุกตัวที่อยู่ในตำราเองหวังว่า...เ้าคงเข้าใจข้านะ”
“หนูขอโทษที่คิดแบบนั้นเ้าค่ะท่านอาจารย์...” มีนกล่าวด้วยความรู้สึกผิด
“เอาน่าข้าไม่โทษเ้าหรอก เอาเป็ว่าถ้าเ้ารู้สึกผิดจริง ๆเ้าก็ควรตั้งใจฝึกฝนทักษะในตำราฯ ในระดับที่เ้าสามารถเรียนรู้ได้ให้ดีแล้วกันข้าเชื่อว่าสักวันหนึ่ง เ้าจะสามารถใช้งานทักษะและเทคนิคต่าง ๆ ที่อยู่ในตำราเล่มนี้ได้อย่างชำนาญไม่ต่างจากแขนขาของตัวเอง...” อเล็กซ์ให้คำแนะนำผู้เป็ศิษย์ด้วยแววตาที่มีความหวัง
“เ้าค่ะท่านอาจารย์ หนูจะไม่ทำให้ท่านอาจารย์ต้องผิดหวังเ้าค่ะ” มีนตอบคำอีกฝ่ายด้วยสำนึกขอบคุณ
“ดีมากถ้างั้น่เวลาที่เหลืออยู่ในรอบนี้เ้าก็ฝึก [หน่วงเวท] ไปก่อนแล้วกัน...กลับมารอบหน้าเ้าค่อยลงไปเก็บประสบการณ์เพิ่มระดับในดินแดนมนุษย์ของเ้าต่อ...”ผู้เป็อาจารย์กล่าวกับหญิงสาว ก่อนจะร้องเตือนอีกฝ่ายในสิ่งที่ตัวเองเพิ่งจะนึกขึ้นได้“อ้อ!! เกือบลืม...ข้าขอบอกเ้าไว้ก่อนเื่หนึ่งนะว่า หากระดับของเ้ายังไม่ถึง50 ล่ะก็...อย่าได้ลงไปดันเจี้ยนที่เ้าตุ่นปากเป็ดมันเฝ้าอยู่ล่ะ เพราะที่นั่น...มันอันตรายเกินไปสำหรับเ้าเวลานี้”
............