ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    เล่มที่ 5 บทที่ 122 เข้าฌานอีกครั้ง

            พอนึกออก ก็ง่ายขึ้นมาทันที

            แล้วทำไมไม่ทำให้พลังปราณใช้งานได้เหมือนมือล่ะ? ง่ายจะตายเพราะระหว่างนั้นเขาต้องประคองพลังจิตเพื่อคงสภาพพลังปราณที่เหมาะสมแก่การฝึกวิชาเอาไว้

            การหลอมยาก็เหมือนการฝึกตนบำเพ็ญเพียรไปในตัวนี่คือข้อได้เปรียบของคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์

            “ตอนนี้ ยาวิเศษขั้นเลี่ยนชี่ในท้องตลาดมีไม่มาก...”เขาจับหนึ่งในวัตถุดิบที่เป็นดอกไม้สีม่วงขึ้นมาอย่างเบามือดอกไม้ชนิดนี้มีสีม่วงเรืองแสงทั่วทั้งดอก ผิวสัมผัสเย็นเฉียบที่น่าแปลกกว่านั้นก็คือตอนที่มันวางอยู่บนพื้น กลีบดอกของมันหุบเข้าหากันและเมื่อสัมผัสถูกอุณหภูมิจากปลายนิ้วมือ มันก็เบ่งบานทันที

            นี่คือดอกจื่อหยาง เป็นหนึ่งในวัตถุดิบปรุงยาโอสถหลอมจิตเจริญเติบโตในสภาพอากาศแบบอุณหภูมิติดลบ เป็นหนึ่งในสุดยอดสมุนไพรที่ผ่านการตัดแต่งจีเอ็มโอ[1]โดยฝีมือมนุษย์

            “เท่าที่เคยอ่านผ่านตามาดูเหมือนตำรายาขั้นจู้จีจะประกอบไปด้วยพืชสมุนไพรล้ำค่าสามสิบห้าชนิดส่วนตำรายาขั้นจินตัน ฉันเองก็ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่คิดว่าน่าจะไม่ต่ำกว่าห้าสิบชนิด...”

            “การจดจ่อเพ่งสมาธิเป็นเวลานานทำให้สิ้นเปลืองทั้งพลังจิตและพลังปราณการที่ต้องรักษาความต่อเนื่องและสภาพแวดล้อมให้เสถียรอาจทำให้พลังปราณที่กักเก็บไว้ในทะเลลมปราณไม่เพียงพออีกทั้งดูดซับอณูปราณเข้ามาในร่างกายได้ไม่ทันใช้ถ้าสภาพแวดล้อมขาดความเสถียรหรือการกระทำขาดช่วงขึ้นมาอาจส่งผลให้ยาโอสถเสียทั้งหม้อก็เป็นได้... ถ้าฉันหลอมยาขั้นเลี่ยนชี่ไม่ได้คงไม่ต้องหวังจะหลอมยาขั้นจู้จี หรือขั้นจินตัน”

            “จุดที่ยากที่สุดมันอยู่ตรงนี้...การควบคุมพลังจิตและพลังปราณทำหลายอย่างพร้อมกัน...” ดวงตาวาวประกายขึ้นเขานึกถึงตำรายา “ขั้นตอนแรกของการปรุงยา ระดับตำรายายิ่งสูง วัตถุดิบปรุงยาก็ยิ่งซับซ้อนโดยตำรายาบทแรกของฉันมีวัตถุดิบแค่สี่ชนิดเท่านั้น!”

            สวีหยางอี้สูดลมหายใจเข้าหนึ่งเฮือก หลับตาลงอีกครั้ง คิ้วขมวดเพ่งพลังจิต

            พลังปราณขาวนวลไหลออกมาจากร่างกายของเขาสี่สายและเชื่อมต่อไปยังวัตถุดิบปรุงยาอย่างแม่นยำจากนั้นดอกจื่อหยาง ไม้เทียนฉาว ผลตันจู และใบอู่ฟางก็ลอยขึ้นกลางอากาศทันที

            คิ้วของสวีหยางอี้ขมวดแน่นขึ้นกว่าเดิม

            พลังจิตคือพลังที่ใช้ควบคุมพลังปราณทั้งภายในและภายนอกร่างกายพลังเวทของผู้ฝึกตนทุกคนล้วนแต่ต้องใช้พลังจิตควบคุมการโคจรของพลังปราณที่ถูกเปลี่ยนเป็นพลังเวทหากสามารถควบคุมพลังจิตได้อย่างละเอียดแม่นยำและซับซ้อนก็จะส่งผลดีต่อการควบคุมพลังเวท... ครั้นวัตถุดิบทั้งสี่ชนิดลอยมาอยู่ข้างๆเตาหลอม สมองของเขาก็เหมือนจะไปต่อไม่ถูก

            เขาไม่สามารถบังคับควบคุมสายพลังปราณทั้งสี่เส้นนี้ให้เคลื่อนไหวได้ดั่งใจตามคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์เขาลองทำตามโดยการเรียกดอกจื่อมา แต่สิ่งที่มากลับเป็นไม้ฉาวเทียน

            คล้ายกับหนวดพลังปราณทั้งสี่เส้นเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกันขยับหนึ่งเส้นอีกหนึ่งหรือสองเส้น หรือทั้งหมดก็ขยับตาม

            ปัญหาเพียงหนึ่งเดียวคือฝึกฝน

            ต้องฝึกฝนควบคุมให้เชี่ยวชาญ

            “ของแบบนี้มันต้องใช้เวลา!”

            “ยิ่งตำรายาซับซ้อน ระดับความยากก็ยิ่งยากขึ้นนี่ขนาดยังไม่ได้ปรับอุณหภูมิของไฟอีก แต่ฉันไม่เชื่อหรอกว่าวัตถุดิบปรุงยาแค่สี่ชนิดนี้จะทำให้สวีหยางอี้อย่างฉันติดแหงกอยู่ตรงนี้!”

            ...

            เวลาหนึ่งเดือนผ่านไป สองเดือนผ่านพ้น... ท่ามกลางห้องฝึกตนดวงตาสวีหยางอี้หวั่นกระเพื่อม เขาจ้องมองวัตถุดิบสี่ชนิดที่ลอยอยู่ใกล้ๆ ตัวและพ่นลมหายใจออกมายาวๆ

            หลี่จงหยวนกับเมาปาเอ้อที่อยู่ด้านนอกไม่มีความคิดอยากเร่งเขาแม้แต่น้อยทุกคนต่างรู้ดีว่าการเข้าฌานสามสี่ห้าหกเจ็ดปีเป็นเรื่องปกติขั้นจู้จีเข้าฌานอย่างน้อยสิบปีขึ้นไป ส่วนขั้นจินตัน สงสัยออกฌานแต่ละทียุคสมัยก็คงเปลี่ยนไปแล้วกระมัง

            ดอกจื่อหยางหนึ่งดอกลอยมาอยู่ด้านหน้าสวีหยางอี้เขากระดิกนิ้วกำหนดพลังจิต ดอกจื่อหยางก็ลอยลงไปในเตาหลอมอย่างเบาบาง

            สภาพเขาตอนนี้ไม่เหมือนตอนที่เข้าห้องฝึกตนมาแรกๆ หนวดเครารุงรังยาวเฟื้อยแต่ทรงผมกลับสั้นกว่าตอนเข้ามา ไม่ใช่เพราะอะไร ผมขาดหลุดร่วงเกือบหมดหัวนั่นเองเหลือความยาวติดหนังหัวไม่ถึงหนึ่งเซ็นฯ 

            สีหน้าดูหมองคล้ำ ลำตัวช่วงบนเปลือยเปล่าเผยกล้ามเนื้อกำยำ ตอนนี้วัตถุดิบปรุงยาข้างๆลดลงไปครึ่งหนึ่งแล้ว

            “ซู่...” เปลวไฟปะทุขึ้น แต่อุณหภูมิคงที่ จากนั้นดอกจื่อหยางดอกนั้น...ก็ละลายทันที

            ไม่ได้ไหม้ แต่ถูกหลอมละลายอย่างน่าพิศวงราวกับก้อนน้ำแข็งเจอไฟไม่เกินสามวินาที ของเหลวเหนียวหนืดสีขาวก็หยดลงไปในเตาหลอม

            สวีหยางอี้ย่นคิ้วเล็กน้อย จากนั้นไม้สีดำสนิทยาวหนึ่งชุ่น[2]ก็ลอยตามมาติดๆ... หลังจากเสียง “ซู่” ดังขึ้น ผิวไม้ด้านนอกก็ค่อยๆ ปริลอกออกเผยให้เห็นแกนไม้สีขาวนวลเหมือนผิวเด็กด้านใน

            “หนึ่ง สอง สาม ... สิบ... สามสิบห้า...”

            สมาธิตั้งมั่นจดจ่อ เมื่อนับถึงวินาทีที่สี่สิบเจ็ดแกนไม้เทียนฉาวสีขาวนวลก็เปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน จากนั้นก็หดเล็กลงจากขนาดหนึ่งชุ่นหดเหลือเท่าขนาดเล็บ

            “ตอนนี้แหละ!”สวีหยางอี้เพ่งพลังจิตควบคุมของเหลวสีขาวเหนียวหนืดก่อนหน้านี้ห่อหุ้มไม้เทียนฉาวอย่างรวดเร็วหลังจากเสียง “ซ่า” เหมือนสะบัดน้ำใส่ไฟก็ดังขึ้น ของเหลวจากดอกจื่อหยางและไม้เทียนฉาวก็หลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างน่าพิศวง

            วินาทีต่อมา สสารกึ่งของแข็งเม็ดนี้ก็ยืดหยุ่นเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิตสีเหลืองนวลของมันค่อยๆ กลายเป็นสีเขียวเลื่อมสวยงาม

            ตามตำรายาในคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์ระบุไว้นี่คือสารตั้งต้นของโอสถหลอมจิต ผลตันจูกับใบอูฟางที่เหลือจะทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางเคมีทำการหลอมรวมพลังชีวิตและฤทธิ์ยาที่แตกต่างกันของพืชทั้งสี่ชนิดเข้าด้วยกัน

            การหลอมครั้งนี้ เป็นการหลอมที่ดีที่สุดตั้งแต่เขาเริ่มฝึกมาเขาพัฒนาและเริ่มชำนาญขึ้นทุกๆ วัน!

            เขากระดิกนิ้วเล็กน้อยผลไม้ขนาดเท่าเล็บหัวแม่มือคล้ายผลเชอรี่แต่โปร่งใสทั่วผลก็ลอยเข้าไปในเตาหลอมอย่างรวดเร็ว

            เสียง “ซู่ซ่า...” ดังแผ่ว ทั้งเปลือกและเนื้อของมันถูกเผาไหม้คล้ายเผากระดาษเผยเมล็ดสีแดงฉานด้านในออกมาหนึ่งเม็ด

            สวีหยางอี้นับเลขในใจอีกครั้ง จากหนึ่งไปจนถึงยี่สิบแปดเมื่อเมล็ดนั้นกลายสภาพเป็นสสารคล้ายยางเขาก็กำหนดพลังจิตควบคุมสารตั้งต้นกึ่งของแข็งจากดอกจื่อหยางและไม้เทียนฉาวเข้าไปครอบคลุมเมล็ดนั้นทันที

            “หวืด...” เสียงหวืดดังแผ่ว เตาหลอมสั่นเครือเล็กน้อยสวีหยางอี้ที่นั่งอยู่หน้าเตาสัมผัสถึงพลังปราณบริสุทธิ์กำลังเดือดพล่านอยู่ในเตาหลอม!

            “ซ่า!” สวีหยางอี้เหลือกตาเล็กน้อย วินาทีต่อมาใบไม้ห้าแฉกขนาดห้าหรือหกเซ็นฯก็ลอยเข้าไปในเตาทันที

            การหลอมยาครั้งนี้เป็นไปอย่างราบลื่น!

            เมื่อนำใบอู่ฟางห่อหุ้มสสารกึ่งของแข็งนี้ ก็เป็นอันเสร็จขั้นตอนขึ้นรูปยาที่เหลือก็เป็นขั้นตอนการควบแน่นหลอมรวมเข้าด้วยกัน!

            แววตาของเขาเอาจริงเอาจังยิ่งนัก

            หลายเดือนที่ผ่านมา จะล้มเหลวที่ขั้นตอนสุดท้ายนี้ทั้งนั้น!

            “ซ่า!” เมื่อใบอู่ฟางเจอเปลวไฟก็หลอมละลายเป็นของเหลวสีดำทันทีไม่เหลือสภาพสมุนไพรล้ำค่าก่อนหน้านี้เลย เป็นแค่หยดน้ำสีดำเท่านั้น

            แต่ว่าหยดน้ำสีดำนี้ไร้ซึ่งกลิ่นไม่พึงประสงค์แม้แต่น้อยมีเพียงกลิ่นหอมเย็นสดชื่นที่ขัดกับหน้าตาฟุ้งกระจาย

            จากนั้นของเหลวสีดำเข้มข้นก็เข้าไปห่อหุ้มสารตั้งต้นกึ่งของแข็งราวกับเป็นเสื้อคลุมให้มัน!

            แต่เมื่อสารกึ่งของแข็งที่ดูสงบก่อนหน้านี้ถูกเสื้อคลุมสีดำคลุมเข้าไปก็เหมือนคนคลุมโปงอยู่ใต้ผ้าห่มสารด้านในก็ดิ้นรนคล้ายอยากจะหนีออกจากการพันธนาการของผ้าคลุมสู่โลกภายนอก!

            สวีหยางอี้นิ่งเงียบนั่งดูการเปลี่ยนแปลงภายในเตาหลอมอย่างลุ้นระทึกถ้าครั้งนี้สำเร็จ ที่เหลือก็แค่ผิงไฟทิ้งไว้อีกสองชั่วโมง ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการควบแน่นยาแล้ว!

            แต่ทันใดนั้นก็มีแสงสีฟ้าสองสว่างออกมาจากเตาหลอม!

            “ตู้ม!” ในเวลาเดียวกัน เปลวไฟก็ปะทุขึ้นจากเตาหลอมสูงหนึ่งจั้ง[3] คลอกทั้งตัวสวีหยางอี้ที่อยู่หน้าเตาทันที!

            “ซ่า...” น้ำสาดกระจายคล้ายฝนตก เตาหลอมดับสนิท สวีหยางอี้ยืนนิ่งหน้าดำ

            อืม ดีมาก...

            คิ้วคมเข้มทรงกระบี่ถูกไฟคลอกจนโกร๋น ผมที่เริ่มยาวถูกไฟเผาจนคดกุดขนตาหยิก ทั่วทั้งใบหน้าเต็มไปด้วยเขม่าสีดำ หมดกันภาพลักษณ์ของตัวเอง

            ขาเริ่มชาเรื่องจากนั่งท่าเดิมเป็นเวลานาน แต่เขาไม่มีเวลามาใส่ใจเรื่องนี้ตอนนี้ได้แต่ยืนนิ่งจ้องมองเตาหลอมที่อยู่เบื้องหน้า

            ล้มเหลวอีกแล้ว...

            ทว่ากลับไม่มีสีหน้าหดหู่ฉายขึ้นบนใบหน้าเขาแม้แต่น้อย การเข้าฌานหลายเดือนที่ผ่านมานี้ดูเหมือนเป็นการปรุงยาง่ายๆ แต่กลับยากลำบากกว่าที่คิด

            ช่วงแรกๆ เขามัวแต่สนใจการควบคุมจังหวะการปรุงยา ทำให้เปลวไฟดับหลังจากนั้นหนึ่งเดือน ไฟไม่ดับแล้ว แต่กลับคุมความเสถียรของไฟติดต่อกันได้แค่หกชั่วโมง

            จากนั้น ก็เข้าสู่ขั้นตอนการผลาญเงิน ซึ่งก็คือการนำวัตถุดิบปรุงยาใส่เข้าไปในเตาหลอมผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่า ทำเสียไปทั้งหม้อไม่รู้กี่หม้อ แต่ก็จับพลัดจับผลูมาจนถึงขั้นตอนสุดท้าย

            จุดที่ยากที่สุด น่าจะหน่วยของเวลาในคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์

            มันใช้คำว่า “ลมหายใจ” ไม่ใช่คำว่า “วินาที”

            ซึ่งจุดเล็กๆ แค่นี้นำมาซึ่งความยากลำบากอันใหญ่หลวงเพราะตัวเขาต้องแปลงหน่วยเวลาในเป็นปัจจุบันอยู่ตลอดคล้ายตัวเองต้องมาเขียนคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์เป็นภาษาสมัยใหม่เพราะในเวลาเดียวกัน ระหว่างการฝึกก็ทำให้เขาควบคุมไฟได้อย่างแม่นยำและมีแนวทางที่ชัดเจนไปอย่างไม่รู้ตัว

            เขาเงยหน้ามองนาฬิกาแขวนผนังที่อยู่ไม่ไกลนัก นี่เป็นเครื่องมือสมัยปัจจุบันเพียงชิ้นเดียวที่อยู่ในห้องฝึกตนนี้

            นี่ก็เข้าวันที่ยี่สิบเจ็ดของเดือนที่เจ็ดแล้ว

            ยันต์ชะล้างหนึ่งใบถูกใช้ชะล้างร่างกายอันมอมแมม จากนั้น สวีหยางอี้ก็ควักบุหรี่ออกมาหนึ่งมวนครั้นควันบุหรี่ถูกสูดลงปอด สมองก็โลดแล่นมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที

            อยู่ๆ เขาก็นึกตระหนักขึ้นมา ตกตะลึงอยู่สักพักก่อนยิ้มมุมปากเล็กน้อย

            แบบนี้สินะ ที่เรียกว่าผู้ฝึกตน

            การฝึกตนจริงๆ มันต้องแบบนี้

            ถ้าอดทนต่อความอ้างว้างยากลำบากไม่ได้ ก็ไม่ต้องพูดถึงชีวิตนิรันดร์

            ถ้าไม่ทุ่มเท แล้วจะได้ผลตอบแทนจากไหน?

            เขายังไม่รีบฝึกต่อ แต่เรียบเรียงไล่สรุปการฝึกตลอดครึ่งปีที่ผ่านมาอย่างถี่ถ้วน

            “ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ฉัน “เขามองก้นบุหรี่ในมือตัวเองพลางครุ่นคิดอยู่เงียบๆ “หลอมยา ง่ายตอนเริ่มแรกที่เหลือคือการฝึกฝนทีละเล็กทีละน้อย แต่ถ้าหลังจากนี้ฉันต้องปรุงวัตถุดิบปรุงยาหนึ่งร้อยชนิดพร้อมกันวันนั้นก็ต้องเจออุปสรรคความยากอีกครั้ง... การที่ฉันต้องมาติดอยู่ตรงนี้น่าจะเป็นเพราะไม่มีอาจารย์คอยชี้แนะ”

            แต่ถ้าเขาเข้าไปฝากตัวในสำนักหลอมยาการจะหลอมยาได้สักหนึ่งตำราต้องใช้เวลาหลอมหลายปี 

            ตำรายาขั้นเลี่ยนชี่ที่มีอยู่ในโลกมีมากมายหลายร้อยตำราหากหลอมได้สักสิบยี่สิบตำราก็ถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญแล้วหากจะหลอมสักสิบยี่สิบตำราให้ได้ จะต้องใช้เวลานานเท่าไหร่? อย่างน้อยก็หกสิบปีเป็นอย่างต่ำแล้วอายุขัยของผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ทั่วไปจะพอเหรอ?

            “แต่ว่าในครึ่งปีที่ผ่านมานี้ มีส่วนช่วยในเส้นทางการเป็นนักหลอมยาและการฝึกตนเลื่อนขั้นของฉันหลังจากนี้มาก...”เขาหรี่ตาลงสำรวจภายใน แม้เพิ่งบรรลุขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางได้ไม่นาน แต่ดูเหมือนว่าการฝึกวิชาหลอมยาในครึ่งปีที่ผ่านมาจะกักเก็บพลังปราณไว้ในทะเลลมปราณได้ถึงหนึ่งส่วนสิบ!

            เวลาแค่ครึ่งปีเอง!

            อายุขัยขั้นจู้จีหนึ่งร้อยปีนี่ไม่ใช่เรื่องโกหกเวลาที่จะบรรลุขั้นจู้จีโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 72.78 ปีการเลื่อนระดับย่อยหนึ่งระดับใช้เวลายี่สิบปี! แต่สำหรับเขาแล้วการฝึกวิชาหลอมยาก็คือการฝึกตนไปในตัว หากฝึกฝนตามขั้นตอนในคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์ภายใต้ค่ายกลหลอมปราณระดับสูงนี้เพียงครึ่งปีก็สามารถกักเก็บพลังปราณได้หนึ่งส่วนสิบของทะเลลมปราณได้อย่างไม่คาดคิด!

            ด้วยความเร็วระดับนี้...เกินกว่าความเร็วของเมื่ยรื่อที่ใช้เวลาสามสิบปีบรรลุขั้นจู้จีเสียอีก!

            “ดูเหมือนว่าเมี่ยรื่อในตอนนั้นจะไม่มีโอกาสได้รับของขวัญแห่งวาสนาอย่างผลึกพลังปีศาจระดับจินตันและคัมภีร์ยุทธเวทโบราณแบบฉันสินะ”สวีหยางอี้คลี่ยิ้มขยี้ก้นบุหรี่ แววตากลับมาแน่วแน่อีกครั้ง

            การทำงานกับอวี้หลินเว่ย ดูเหมือนจะปลอดภัย แต่อันตรายกลับมีอยู่รอบด้านในสองสามปีนี้ หากเขายังสร้างสถานะทางการเงินให้มั่นคงในระดับที่เดินทางไปไหนแล้วไม่ขัดสนไม่ได้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหลายปีหลังจากนี้เขาจะตายในสภาพไหน!

            เพราะเชียนเริ่นไม่มีทางปล่อยโอกาสจัดการเขาให้หลุดมือไปอย่างแน่นอนภายในใจพวกเขาทั้งสองคนต่างรู้กัน

            ดังนั้น เขาไม่มีเวลามัวลอยลมชมไม้อาบแสงจันทร์แล้ว!

    --------------------------------------------------------------------------------

    [1] จีเอ็มโอ (GMO: GeneticallyModified Organisms) คือสิ่งมีชีวิตต่างๆ ทั้งพืช สัตว์ จุลินทรีย์ หรือแบคทีเรียที่ถูกนำมาผ่านกระบวนการทางพันธุวิศวกรรม หรือการดัดแปลงพันธุกรรม

    [2] ชุ่น หน่วยวัดความยาวจีนโบราณ โดย 1ชุ่น มีความยาวเท่ากับ 3.33 ซม.

    [3] จั้ง หน่วยวัดความยาวจีนโบราณ โดย 1จั้ง มีความยาวเท่ากับ 2.5 เมตร