วัตถุดิบหลักยังคงเป็กุ้งอยู่ แต่หนูนิลจะเพิ่มมาอีก 2 เมนูเลยทีเดียว ส่วนกุ้งเผาก็คงยังขายอยู่แต่เพียงลดปริมาณลงเท่านั้น และเพราะเพิ่มเมนูเพิ่มขึ้นงานจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
พ่อโชคจึงคิดกับแม่นวลและพี่หิรัญว่าจักซื้อทาสเพิ่มเพื่อช่วยทำงานเพิ่มสัก 2 คนเป็ชายและหญิงหรือลอออย่างละคน โดยชายนั้นขอเป็คนขยันขันแข็งและซื่อสัตย์เพื่อช่วยงานตาล้วน ได้มานามว่ามิ่ง ส่วนคนช่วยแม่นวลและป้าอิ่มนั้นได้เป็ลออนามว่าอ้วนที่มีความสามารถทำอาหารและขยันอดทนยิ่ง เพราะล้วนผ่านการคัดสรรจากพ่อโชคมาอย่างดี
เมนูใหม่เปิดตัวในอีก 3 วันถัดมาหลังจากที่รสชาติและสูตรลงตัวเรียบร้อยแล้ว วันนี้ตลาดในแผงขายของของร้านแม่นวลจึงคึกคักเพิ่มขึ้นมาอีกครั้ง เพราะเมนูกุ้งทอดราดซอสและกุ้งคั่ว ซึ่งเดิมนั้นซื้อกุ้งทอดซอสมะขามและกุ้งคั่วพริกเกลือ แต่เพื่อป้องกันการลอกเลียนแบบในระดับหนึ่งจึงตั้งชื่อแบบกลางๆ ไว้ ไม่ได้ตั้งชื่อเต็มๆ แบบโลกก่อนทั้งสองเมนู
ด้วยรสชาติที่มีเอกลักษณ์ที่ต่างกัน เมื่อคนได้ลิ้มลองก็สั่งกันทั้ง 2 เมนูคู่กัน เพราะคนหนึ่งอาจจะชอบรสเปรี้ยวหวานทานง่ายๆ สำหรับเด็กๆ ส่วนอีกจานรสจัดจ้านเหมาะกับผู้ใหญ่ที่ชอบทานอาหารรสจัด
เมื่อหนูนิลจัดการหางานให้คนอื่นไปแล้วนั้น พอตัวเองว่างจึงหาของอร่อยให้ตนเองเพิ่มด้วยเมนูของหวาน แต่จักพูดว่างานตนเองก็ไม่ได้เต็มปาก เพราะว่าคนทำจริงๆ คือแม่นวลที่วันนี้ยกหน้าที่การขายของให้แก่ป้าอิ่มและอ้วนไปแล้วนั้น เป็คนทำของหวานที่หนูนิลอยากกินมานานแล้วให้แทน
วัตถุดิบอย่างแป้งข้าวข้าวเหนียวที่ซื้อไว้เตรียมพร้อมมาก ฟักทอง เผือก ใบเตย เพื่อเพิ่มสีสันให้ขนมก็ได้ตาล้วนที่เก็บจากในสวนมาให้ เนื่องด้วยั้แ่หนูนิลหายป่วยก็ให้คนปลูกพืชผักหลากหลายชนิดเพิ่มขึ้น ซึ่งพ่อโชคและพี่แฝดก็ตามใจลูกและน้องช่วยกันจัดหาเมล็ดพันธุ์ รวมถึงช่วยปลูกกันเป็อย่างดี จนตอนนี้ในสวนครัวของเรือนเรามีพืชผักหลากหลายให้เก็บกินได้ตลอดไม่ว่าจักฤดูกาลใด
แต่วัตถุดิบหลักอีกอย่างที่ขาดไปที่หนูนิลมองหาไม่เจอนั้นคือ ‘กะทิ’
“ตาล้วนจ๋า กะทิของนิลๆ ยุไหนจั๊บ” หนูนิลถามตาล้วนโดยตรงเนื่องจากคนกำลังนำฟักทองมาส่งในครัวให้แม่นวลพอดี
“คุณหนูนิลขอรับ บอกตาเพิ่มทีขอรับว่า กะทิที่ว่าคืออันใด ั้แ่จำความได้ตาไม่เคยรู้จักเ้าสิ่งนี้เลยขอรับ” ตาล้วนที่ทยอยหาของให้และกำลังจนปัญญากับวัตถุดิบนี้อยู่พอดีจึงถามขึ้น
“กะทิ คือคั้นจากมะพร้าวจั๊บ เอ๋? มิเกยกิงกะทิกังหยือจั๊บ” หนูนิลทั้งงงทั้งสงสัย ทำไมคนไม่รู้จักกะทิกัน นั้นมันส่วนที่ทำให้เกิดของอร่อยหลากหลายอย่างเลยนะ
แต่จะว่าไปแล้วั้แ่ขนมตาลที่เคยซื้อที่ตลาดก็ไม่มีรวยด้วยมะพร้าวขูด หรือข้าวต้มมัดที่พี่ทับทิมชอบก็ไม่มีแบบที่ใส่กะทิเหมือนกัน หรือที่นี่ยังไม่มีคนรู้เื่การทำกะทิกันนะ
ถ้าอย่างนั้น “คิกคิก” เหมือนหนูนิลจักรวยขึ้นอีกแล้ว เด็กที่เสียงในหัวดังจนหลุดเสียงหัวเราะออกมา แต่แม่นวลก็ดูจักชินเสียแล้วกับลูกน้อยที่เป็แบบนี้อยู่บ่อยๆ
เนื่องด้วยเื่กะทิ ตอนนี้หนูนิลจึงให้ตาล้วนพามาที่สวน เพื่อสอนวิธีเลือกมะพร้าวไปในตัวด้วยเลยทีเดียว เพราะมะพร้าวแต่ละแบบทำของอร่อยได้ต่างกันนั้นเอง
‘มะพร้าวกินเนื้อหรือกินน้ำต้องเลือกมะพร้าวอ่อน ที่เปลือกยังเป็สีเขียวอยู่ ส่วนมะพร้าวทำกะทินั้นต้องเลือกลูกที่แก่หรือผลสีน้ำตาล เนื้อหนาแน่นและมัน เพื่อให้ได้กะทิที่หอมและข้น’
พอได้มะพร้าวทั้ง 2 แบบมาแล้วนั้นหนูนิลจึงสอนวิธีการปลอกแก่ตาล้วน โดยวิธีปลอกแตกต่างกันเล็กน้อย
มะพร้าวสำหรับกินน้ำนั้นเน้นปลอกตรงส่วนจุก้าให้เป็ทรงแหมๆ และใช้มีดอีโต้สับตรงที่มีรูตา สามรูแล้วเทน้ำใส่ขัน พอคนได้ชิมกันก็ถึงกับตาโตมองกันอีกครั้ง ไม่คิดว่าเ้าลูกมะพร้าวแข็งๆ นี่มันจักกินได้ ปกติก็เอาลูกที่แก่ๆ สีน้ำตาลนั้นไปใช้เป็ทุ่นช่วยลอยน้ำได้เท่านั้น
สำหรับมะพร้าวที่ใช้ทำกะทิตามความตั้งใจของหนูนิลนั้นเริ่มจากที่ใช้อีโต้สับไปที่ลูกตามแนวยาวของเส้นใยจากนั้นใช้มีดอีโต้งัดขึ้นคล้ายวิธีการเฉาะมะม่วง แล้วใช้มือดึงๆ เส้นใยออกก็ง่ายขึ้นจากนั้นทำจนกว่าจะเอาเส้นใยออกหมดจะเห็นเป็กะลาสีน้ำตาลแข็งๆ จากนั้นใช้มีดเคาะรอบๆ ลูกให้กะลาแตกออกจากกัน จากนั้นจะเห็นเนื้อมะพร้าวแก่ๆ ขาวๆ ข้างใน
สำหรับวิธีขูดหนูนิลบอกวิธีทำกระต่ายขูดมะพร้าวแก่ตาล้วนให้ไปแจ้งพ่อโชคแล้ว วันนี้อาจจักทำออกมาไม่ทัน ดังนั้นจึงใช้ช้อนแกงขูดไปก่อน ถึงจักไม่ถนัดเท่าไหร่แต่ใช้แรงตาล้วนก็พอได้เนื้อมาทำน้ำกะทิอย่างที่หนูนิล้า
พอได้เนื้อมะพร้าวพอสมควร แม่นวลก็นำน้ำอุ่นมาผสมและคั้นหัวกะทิออกมาก่อนหนึ่งรอบที่เหลือเป็หางกะทิ
พักเื่น้ำกะทิ จึงมาเริ่มกันที่การนวดแป้งโดยแบ่งเป็สีๆ ตามวัตถุดิบทั้งฟักทองสีเหลือง เผือกสีม่วง ใบเตยสีเขียว และสีขาวธรรมชาติจากแป้งธรรมดา โดยแม่นวลแบ่งให้ลูกๆ ที่กลับมาบ้านกันช่วยกันนวด ยกเว้นเ้าตัวน้อยอย่างหนูนิลที่อดเล่น เอ่อ...อดช่วยพี่ๆ ทำ เนื่องด้วยต้องใช้แรงแขนเล็กๆ นี่ แม่นวลจึงไม่อยากให้ลูกทำและให้ช่วยกำกับการนวดแป้งแทน
หนูนิลจึงได้ใช้ปากทำงานแทนแรงงานไปโดยปริยาย
ได้แป้งลูกกลมๆ เล็กๆ หลากสีเรียบร้อยนำไปต้มในน้ำเดือดจนแป้งสุกและลอยขึ้นจึงตักใส่น้ำเย็นตามธรรมชาติซึ่งมาจากน้ำในตุ่มนั่นแหละไว้ก่อน
“จ้มหางกะทิกะน้ำตาง เจิมเจือเย็กน้อย ส่ายใบเจยหอมๆ ไปอ่องๆ จั๊บ” ต้องเริ่มจากต้มหางกะทิกับน้ำตาล ตัดด้วยเกลือนิดหน่อย ใส่ใบเตยเพิ่มความหอม เคี้ยวไฟอ่อนๆ แล้วค่อยตักใบเตยออกทีหลัง
“ปอกะทิร้อง กะใจ่แป้งๆ จนๆ แจ่อย่าใจ่กะทิเดือก เปาะจาเปงไขมังยอยๆ จั๊บ จากนั้งใส่หัวกะทิทีหยังแป๊ปนุงกะปิกไปเยย” เมื่อกะทิร้อนได้ที่ก็ใส่แป้งที่พักไว้ตามไป แต่อย่าใช้ไฟแรงจนกะทิแตกมันเพราะจะทำให้ไม่อร่อย ตามด้วยหัวกะทิแป๊ปเดียวก็ปิดไฟ แค่นี้ก็เป็อันเรียบร้อย บัวลอยกะทิสูตรหนูนิล
พอบัวลอยสูตรหนูนิลเสร็จเรียบร้อย จริงๆ ก็อยากได้ไข่หวานเพิ่มด้วย แต่หนูนิลยังไม่ได้ให้พ่อโชคหาไก่มาเลี้ยงเพื่อกินไข่ ฉะนั้นเอาไว้ก่อนก็ได้ กินแบบนี้ก็อร่อยแล้ว สีสันก็น่ากิน
พี่ๆ ที่จ้องตาเป็มันพร้อมทำจมูกฟุดฟิดตอนนี้ดูน่าเอ็นดูและตลกอยู่ไม่น้อย ก่อนที่คนจะอดทนไม่ไหว แม่นวลก็ตักใส่ถ้วยเล็กๆ ให้แต่ละคน และแบ่งไว้ให้พ่อโชครวมถึงป้าอิ่มและอ้วนซึ่งยังไม่กลับไว้ด้วย เพราะของอร่อยแบบนี้ต้องแบ่งกันกินจึงอร่อยยิ่งขึ้น
แม่นวลพอได้ชิมไปแล้วก็คิดที่จักทำออกมาขายเป็เมนูใหม่ของร้านเพิ่มขึ้น เพื่อมัดท้องลูกค้าเพิ่มอีกเมนู แต่ก่อนหน้านั้นต้องทำกระต่ายขูดมะพร้าวอย่างที่หนูนิลเรียกออกมาก่อน จึงจักสะดวกขึ้น