เทพอัสนีย์ มารพยัคขาว

    ตอนที่ 37 ศึกนางมารบูรพา

    ณ ปราการเบญจธาตุ

    มารเบญจธาตุ (เดิมคือเทพวรันธร) ยืนอยู่บนหอคอยสูงสุดของปราการเบญจธาตุ ทอดสายตามองออกไปยังขอบฟ้าที่ไกลสุดสายตา กองกำลังมาร 500 นายที่เหลืออยู่เรียงรายอยู่เบื้องล่าง แต่นางรู้ดีว่ากำลังเท่านี้ไม่เพียงพอที่จะเข้าต่อกรกับกองกำลังเทพที่ป้อมพายุโลกัณฑ์ ซึ่งอยู่ห่างไปเพียง 10 กิโลเมตรเท่านั้น

    มารเบญจธาตุกล่าวด้วยเสียงเรียบนิ่ง “ห้าร้อย... เท่านี้เราจะต้านทานกองทัพเทพได้นานสักแค่ไหนกัน?”

    นางหวนคิดถึงอดีตของตนเอง วันที่ถูกมารพยัคขาวจับตัวมา และใช้วิชาตายแล้วเกิดแปรเปลี่ยนให้กลายเป็นมารแล้วขืนใจนางจนสำเร็จ นางจึงตกเป็นพระชายาของมารพยัคขาว บัดนี้ถึงแม้พลังของนางจะเหนือกว่ามารพยัคขาวมากแล้ว แต่ด้วยความรักและความซื่อสัตย์ที่นางมีให้เขา นางจึงยอมทิ้งอดีตที่เคยเป็นเทพ ยอมกลายเป็นพระชายาของมารพยัคขาวแต่เพียงผู้เดียว

    นางมารบูรพาเดินเข้ามาในห้องประชุมของปราการเบญจธาตุ นางเป็นศิษย์รักของมารเบญจธาตุ และนางมาพร้อมกับกองกำลังมาร 2 แสนนาย

    นางมารบูรพายิ้มบางๆ ขณะโค้งคำนับ “อาจารย์ ข้านำกองทัพทั้งหมดของข้า 2 แสนนาย พร้อมมาช่วยท่านแล้ว”

    มารเบญจธาตุพยักหน้าอย่างพอใจ แม้สถานการณ์จะคลายความกังวลไปบ้าง แต่ในใจนางยังคงมีความรู้สึกหนักอึ้งอยู่

    มารเบญจธาตุ “ดีมาก... ด้วยกองกำลังเช่นนี้ เราจะสามารถยืนหยัดในสงครามครั้งนี้ได้”

    นางมารบูรพานั่งลงข้างๆ มารเบญจธาตุ ทั้งสองเริ่มสนทนาถึงอดีตที่แสนเจ็บปวด มารเบญจธาตุเล่าเรื่องราววันที่นางถูกจับตัวมาเปลี่ยนเป็นมาร ถูกวางยาและบีบบังคับให้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับมารพยัคขาว จนสุดท้ายตกหลุมรักเขาอย่างจริงใจ

    นางมารบูรพา เอียงศีรษะอย่างสงสัย “อาจารย์ ข้าได้ยินมาว่าในอดีต เมืองเมฆาอัคคีถูกปิดผนึกแน่นหนา ทำไมท่านถึงสามารถเข้าออกได้ล่ะ?”

    มารเบญจธาตุยิ้มบางๆอย่างมีความลับในใจ

    มารเบญจธาตุ “ข้ามีวิชาธาตุทั้งห้าและแสงศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีอะไรที่เทพทำได้แล้วข้าทำไม่ได้ ข้าแฝงตัวพลางตาอยู่ในพิภพนี้มานานแล้ว แม้แต่เทพก็ยังไม่รู้”

    นางมารบูรพาฟังด้วยความประหลาดใจ

    นางมารบูรพา “แต่ข้าได้ยินมาว่า มารพยัคขาวพยายามจะชิงชายาและพระสนมของเทพอัสนีย์ ท่านไม่กังวลบ้างหรือ ว่าพวกนางนั้นมีทัณฑ์อัสนีที่ชายใดเข้าใกล้หากพวกนางไม่พึงประสงค์จะไม่สามารถเข้าใกล้ได้?”

    มารเบญจธาตุยิ้มอย่างเยือกเย็น “เจ้าลืมไปแล้วหรือ ว่าข้าแก้ทัณฑ์อัสนีได้ แต่ข้าจะช่วยเขาหรือไม่นั่นอีกเรื่องนึง”

    มารเบญจธาตุกล่าวกับนางมารบูรพาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่หนักแน่น “จันทร์จิรา พรุ่งนี้เจ้าและกองทัพของเจ้า 100,000 นาย ต้องบุกเข้าโจมตีป้อมพายุโลกัณฑ์ให้ได้ ข้าจะรอชัยชนะของเจ้า”

    นางมารบูรพายิ้มเล็กน้อย แม้รู้ดีถึงความยากลำบากของภารกิจ แต่นางก็รับคำสั่งอย่างไม่ลังเล

    นางมารบูรพาโค้งคำนับ “ข้าจะนำทัพและทำให้ท่านได้เห็นชัยชนะ ไม่มีสิ่งใดขัดขวางเราได้”

    รุ่งเช้าวันถัดมา นางมารบูรพานำทัพมาร 1 แสนนาย เคลื่อนทัพมุ่งหน้าไปยังป้อมพายุโลกัณฑ์ พร้อมด้วยผู้คุมกฎทั้ง 7 ผู้มีพลังอันแข็งแกร่ง เดิมทีนางมีผู้คุมกฎ 12 คน แต่ 5 คนถูกเทพวารี ลูกสาวของนาง สังหารไปอย่างโหดเหี้ยมในการสู้รบครั้งก่อน

    กองทัพของนางเคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ ทันทีที่มาถึงระยะ 800 เมตรจากป้อมพายุโลกัณฑ์ กองทัพก็หยุดยืนนิ่ง พลันเกิดแสงวูบวาบขึ้นในอากาศ ตาข่ายแสงของเทพีแห่งแสงเริ่มทำงาน

    นางมารบูรพาเอ่ยด้วยความมั่นใจ “เข้าไปให้ถึงป้อม อย่ากลัวการป้องกันใดๆ”

    ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่เป็นดั่งที่นางคาดคิด ตาข่ายแสงที่แขวนลอยเหนือป้อมได้ตรวจจับการเคลื่อนไหวของผู้นำทัพทันที และก่อนที่ผู้คุมกฎทั้ง 7 จะทันรู้ตัว ตาข่ายแสงก็พุ่งตรงออกมาด้วยความเร็วสูง โอบคลุมร่างของพวกเขาทั้ง 7 อย่างแน่นหนา

    มารมังกร ร้องด้วยความเจ็บปวด “อ๊าก! นี่มัน...ร้อนเกินไปแล้ว”

    ความร้อนจากตาข่ายแสงค่อยๆ แผดเผาร่างของผู้คุมกฎทั้ง 7 จนร่างกายเริ่มสลายกลายเป็นฝุ่นในชั่วพริบตา เสียงร้องครวญครางจากความเจ็บปวดก้องกังวานไปทั่วสมรภูมิ

    มารพฤษภ กล่าวก่อนจะสลายกลายเป็นฝุ่น “ท่านมารบูรพา... ช่วยพวกเรา...ด้วย...”

    แต่ไม่มีผู้ใดช่วยพวกเขาได้ ผู้คุมกฎทั้ง 7 สลายไปในอากาศอย่างไร้ร่องรอย

    กองทัพมารที่เหลืออยู่เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า ก็เกิดความหวาดกลัวแผ่ขยายไปทั่วกองทัพมาร 1 แสนนายที่เหลืออยู่ พวกเขาหยุดชะงัก ไม่กล้าเคลื่อนตัวเข้าใกล้ป้อมพายุโลกัณฑ์อีกต่อไป แสงจากตาข่ายยังคงส่องแสงวาบๆ เตือนถึงอันตรายที่รออยู่เบื้องหน้า

    ทหารมารคนหนึ่งกระซิบด้วยความกลัว “ผู้คุมกฎ... พวกเขาหายไปหมดแล้ว เราจะสู้ได้อย่างไร?”

    ความกลัวกัดกินหัวใจของทหารมารทุกนาย ไม่มีใครกล้าเดินหน้าต่อ ความแข็งแกร่งที่เคยมีเริ่มสลายไปพร้อมกับความหวาดกลัวที่แผ่ซ่าน

    นางมารบูรพากำหมัดแน่น มองไปยังป้อมพายุโลกัณฑ์ด้วยความโกรธ “เราเสียผู้คุมกฎไปแล้ว... ข้าประเมินพวกมันต่ำเกินไป”

    นางรู้ดีว่าไม่สามารถเคลื่อนทัพต่อได้ในสถานการณ์เช่นนี้ แต่ความพ่ายแพ้ก็ไม่ใช่ทางเลือกที่นางยอมรับได้ นางมารบูรพาต้องหาหนทางใหม่ที่จะเอาชนะป้อมพายุโลกัณฑ์นี้ให้จงได้

    นางมารบูรพากลับมายังป้อมเบญจธาตุ เมื่อกลับมาถึงป้อมปราการ นางมารบูรพาได้รายงานเหตุการณ์ทั้งหมดให้มารเบญจธาตุฟัง นางขมวดคิ้วด้วยความเครียดเมื่อได้ยินว่าผู้คุมกฎทั้ง 7 สลายกลายเป็นฝุ่นไป

    มารเบญจธาตุเอ่ยเสียงเยือกเย็น “ตาข่ายแสง... เป็นฝีมือของเทพีแห่งแสงโดยแท้ ข้าคาดไว้แล้วว่ามันจะไม่ง่ายนัก”

    นางมารบูรพาสบตากับมารเบญจธาตุ ทั้งสองรู้ดีว่าสงครามครั้งนี้เพิ่งจะเริ่มต้น และพวกเขาจำเป็นต้องวางแผนให้รอบคอบกว่านี้

    นางมารบูรพาเสียงแข็งกร้าว “ข้าจะไม่หยุดเพียงแค่นี้ ป้อมพายุโลกัณฑ์ต้องถูกทำลาย ไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม!”

    มารเบญจธาตุ ยิ้มอย่างเย็นชา “แน่นอน เราจะไม่หยุดจนกว่าฝ่ายเทพจะพินาศ...”

    รุ่งเช้าวันใหม่ นางมารบูรพานำทัพมาร 1 แสนนายเคลื่อนที่ไปยังป้อมพายุโลกัณฑ์อีกครั้ง หลังจากความพ่ายแพ้ในครั้งก่อน นางมารบูรพายังไม่ยอมแพ้และหวังจะทำลายป้อมนี้ให้ได้

    มารบูรพาสั่งการทัพ “เตรียมพร้อมทุกคน วันนี้เราจะจบมันให้ได้ ป้อมพายุโลกัณฑ์ต้องพินาศ”

    ขณะที่ทัพมารเคลื่อนเข้าประชิดป้อมพายุโลกัณฑ์ ภายในป้อม เทพวายุ พระสนมผู้เป็นเทพีแห่งน้ำ รับรู้ถึงการมาของมารดาตนเอง จึงอาสาออกไปเจรจา

    เทพวารีมองท้องฟ้าเบื้องหน้า “ถึงเวลาที่ข้าต้องไปเผชิญหน้ากับแม่... ข้าจะหยุดนางให้ได้”

    เทพวารีเทพีแห่งน้ำเหาะออกจากป้อมพายุโลกัณฑ์ มุ่งหน้าไปยังทัพของมารบูรพา

    กลางท้องฟ้า เมื่อเทพวารีเทพีแห่งน้ำเข้ามาใกล้กองทัพมาร ทหารมารระดมยิงด้วยธนูเพลิงลมกลด อาวุธทรงพลังที่สามารถแผดเผาศัตรูได้ทันที แต่สำหรับนางที่เป็นมหาเทพระดับ 30 เพียงยกมือขึ้นสร้างม่านน้ำ ธนูเพลิงก็ถูกดับสนิทและสลายหายไป

    ทหารมารคนหนึ่งตะโกน “ธนูเพลิงของเราไม่ระคายผิวนางเลย”

    เทพวารีใช้ท่าไม้ตายที่นางคิดขึ้นเอง "วารีเริงระบำ" ทันใดนั้น ก็เกิดกระแสน้ำกรดหมุนวนกลางท้องฟ้า ละอองน้ำกรดที่ผสมด้วยสายฟ้าสาดกระจายออกมา แม้แต่หยดเดียวก็สามารถทำลายร่างทั้งร่างได้

    เทพวายุเสียงเรียบแต่น่ากลัว “น้ำกรดสายฟ้านี้จะทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า ข้าไม่อยากทำร้ายพวกเจ้า แต่ก็จำเป็น”

    วารีเริงระบำหมุนวนอย่างรุนแรง กองทัพมารถูกละอองน้ำกรดทำลายทีละหยด ร่างกายของทหารมารสลายไปอย่างไร้ร่องรอย นางมารบูรพายืนมองความพินาศของกองทัพตนด้วยความตกตะลึง แต่เทพวารียังคงมีความรักต่อมารดา นางจึงสร้างเกราะน้ำอัสนีมาห่อหุ้มมารบูรพาไว้เพื่อปกป้องจากพลังทำลายล้างของวารีเริงระบำ

    ในเกราะน้ำอัสนีนางมารบูรพามองดูเกราะน้ำที่ห่อหุ้มนางอย่างปกป้อง น้ำตาของนางเริ่มคลอด้วยความตื้นตัน

    มารบูรพาน้ำเสียงเศร้าสร้อย “เป็นเจ้าอีกแล้ว...ที่ทำลายชีวิตคนของแม่ แต่แม่ดีใจที่เจ้าแข็งแกร่งขึ้นจนถึงระดับมหาเทพ ข้าภูมิใจในตัวเจ้ามาก”

    เทพวายุหยุดการโจมตี มองไปที่มารดาด้วยความสับสน ทั้งความรักและความเจ็บปวดต่างปะปนกันในใจของนาง

    เทพวายุเสียงอ่อนโยน “ท่านแม่... ขอร้องล่ะ กลับมาฝ่ายเทพกับข้าเถิด เราจะอยู่ด้วยกัน ข้าไม่อยากสูญเสียท่านไป”

    มารบูรพาส่ายหน้า นางรู้ดีว่าตนไม่อาจละทิ้งฝ่ายมารไปได้

    มารบูรพา “ลูกเอ๋ย...แม่ไม่อาจทรยศฝ่ายมารได้ แต่แม่อยากขอร้องเจ้ากลับไปกับแม่ หากเจ้าไม่กลับไปกับแม่ ครั้งนี้แม่คงต้องโดนลงโทษถึงชีวิต...”

    เทพวายุอึ้งไปชั่วครู่ นางลังเล แต่เมื่อเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความรักของมารดา นางจึงใจอ่อน

    เทพวายุเสียงสั่น “ข้ารักท่านแม่... ข้าจะไปกับท่าน”

    เทพีที่เหลืออยู่ในป้อมพายุโลกัณฑ์ เมื่อเห็นเทพวายุเริ่มติดตามนางมารบูรพากลับไป เทพีคนอื่นๆ พากันตะโกนห้าม

    เทพีแห่งไฟ “เทพวารี เจ้าอย่าไป ถ้าเจ้าไปแล้วเจ้าจะกลับไปไม่ได้นะ”

    เสียงตะโกนของเหล่าเทพีดังขึ้นจากป้อมพายุโลกัณฑ์ แต่เทพวารีเลือกที่จะติดตามมารดาของตน นางรู้ดีว่าการตัดสินใจนี้จะเปลี่ยนชีวิตของนางไปตลอดกาล

    เทพวารีในใจ “ข้าหวังว่า... ข้าจะไม่เสียใจในสิ่งที่เลือกครั้งนี้”

    นางมารบูรพานำเทพวารีกลับไปด้วย ทิ้งไว้แต่เพียงความว่างเปล่ารอบๆป้อมพายุโลกัณฑ์

    ณ ปราการเบญจธาตุ บรรยากาศในปราการเบญจธาตุเต็มไปด้วยพลังอันลึกลับและขลัง เมื่อมารบูรพานำเทพวารีมาถึงป้อม นางมารบูรพานำลูกสาวของตนมายืนเบื้องหน้านางมารเบญจธาตุ มารผู้นี้เคยเป็นถึงเทพวรันธร อดีตเจ้าสำนักเทพอัสนีย์ และเป็นผู้ที่ถูกจับเปลี่ยนเป็นมาร

    นางมารบูรพา เอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพ “เทพวารี ลูกแม่ เจ้าคารวะท่านอาจารย์วรันธร หรือมารเบญจธาตุ อาจารย์ที่แม่นับถือเสียเถิดนะ”

    เทพวารีมองนางมารเบญจธาตุด้วยความเคารพ รู้สึกได้ถึงความยิ่งใหญ่และลึกลับของนาง และนางก็จำได้ทันทีว่าเคยเห็นภาพของอาจารย์วรันธรในสำนักเทพอัสนีย์ นางคารวะตามที่แม่สั่งอย่างว่าง่าย

    เทพวารีคารวะและทักทายด้วยความเคารพ “คารวะท่านอาจารย์วรันธร ข้างนอกต่างตามหาท่านมานานมาก แต่ไม่มีใครพบท่านแม้สักคนเดียว วันนี้ไม่นึกเลยว่าข้าจะมีวาสนาได้มาพบผู้อาวุโสที่นี่”

    นางมารเบญจธาตุเอ็นดูเทพวารีอย่างลึกซึ้ง “เจ้าน่ารักและงดงาม ท่าทางฉลาดเฉลียว สมแล้วที่แม่เจ้ารักเจ้ามาก เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไรเล่า?”

    เทพวารียิ้มบางๆ และตอบคำถามอย่างนอบน้อม

    เทพวารี “ท่านแม่เชิญข้ามา”

    นางมารเบญจธาตุเพียงได้ฟังคำตอบสั้นๆ ก็เข้าใจทุกอย่างในทันที นางถอนหายใจเบาๆ ด้วยความเอ็นดู

    นางมารเบญจธาตุยิ้มอย่างเมตตา

    “เจ้านี่มันลูกสาวยอดกตัญญูจริงๆ ข้าจะทำอะไรเจ้าได้อีกเล่า ข้าจะให้คนจัดที่พักให้เจ้าในฐานะแขกของข้า ข้ามีเพียงข้อเดียว อย่าเดินเพ่นพ่าน เราอยู่ในสถานะทำสงครามระหว่างกัน ข้าไม่อยากให้เจ้าทำตัวเป็นสายลับ ข้าอยากได้หลานสาวน่ารักๆ มากกว่า”

    เทพวารียิ้มบางๆและรับคำ “ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง”

    ขณะนั้นเอง มารพยัคขาว ราชาแห่งเมืองเมฆาอัคคีแห่งนี้ ได้ข่าวการมาของเทพวารี เขารีบเข้ามาในห้องทันที ความทะเยอทะยานปรากฏชัดในดวงตา

    มารพยัคขาวเสียงดุดันและท้าทาย “มารเบญจธาตุ ข้าขอให้เจ้าสลายทัณฑ์อัสนีในตัวเทพวารี และมอบนางมาเป็นสนมของข้า”

    นางมารเบญจธาตุรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง คิ้วของนางขมวดเข้าหากัน ก่อนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา

    นางมารเบญจธาตุเสียงเย็น “นี่มันหลานข้า ท่านอย่ามายุ่งเลย”

    มารพยัคขาวโต้แย้งด้วยน้ำเสียงกร้าว “ข้าเป็นราชาแห่งเมืองนี้ ข้าต้องการอะไร เจ้าต้องปฏิบัติตาม”

    เทพวารีแทรกขึ้นมาอย่างสงบ “ท่านต้องการข้าเป็นสนม ข้าจะยอม หากท่านสามารถเอาชนะข้าได้”

    มารพยัคขาวหัวเราะเสียงดัง ใบหน้าเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง

    มารพยัคขาว “เจ้าคิดว่าตัวเองจะสามารถต่อสู้กับข้าได้หรือ? ดี ข้าจะรับคำท้า เจ้าและข้ามาประลองกันที่ลานประลองใต้ป้อมปราการ หากเจ้าพ่ายแพ้ เจ้าต้องเป็นสนมของข้าโดยเต็มใจ”

    เทพวารี ด้วยความมุ่งมั่น “หากข้าชนะ ข้าขอเพียงอิสรภาพ”

    มารพยัคขาวตอบรับด้วยความมั่นใจในฝีมือตนเอง การต่อสู้กำลังจะเริ่มขึ้น ความตึงเครียดครอบคลุมทั่วปราการเบญจธาตุ

    ลานประลองใต้ปราการเบญจธาตุ เทพวารีและมารพยัคขาวยืนประจันหน้ากันกลางลานประลอง ทหารมารสิบกว่าคนที่รักษาการบริเวณนั้นเฝ้าดูการประลองด้วยความตื่นเต้น ขณะที่นางมารบูรพาและนางมารเบญจธาตุมองดูอยู่ด้วยความเงียบงัน

    เทพวารีนิ่งสงบ “ข้าพร้อมแล้ว”

    มารพยัคขาวยิ้มเยาะ “ข้าจะไม่ออมมือ”

    บรรยากาศเงียบสงบแต่เต็มไปด้วยพลังที่กำลังจะปะทุ เมื่อมารพยัคขาวที่เชื่อมั่นในฝีมือของตน หลังจากที่ได้ฝึกตนและเพิ่มพูนพลังปราณมารของตนจนแข็งแกร่ง เดินเข้ามาเผชิญหน้ากับเทพวารีเทพีแห่งน้ำ นางที่ยืนสงบแต่มีพลังแห่งธาตุน้ำและอัสนีซ่อนอยู่ในดวงตา

    มารพยัคขาวไม่รอช้า เขาใช้พลังปราณมารเข้าผนึก "ตะไคร้เหล็กดำ" เข้ากับร่างของตน ซึ่งสามารถยับยั้งทัณฑ์อัสนีได้ชั่วคราว

    มารพยัคขาวหัวเราะเยาะ "ดูเหมือนทัณฑ์อัสนีของเจ้าจะใช้ไม่ได้กับข้าในตอนนี้"

    มารพยัคขาวเคลื่อนตัวเข้าใกล้เทพีวารีด้วยความมั่นใจ เขากอดนางและหอมแก้มนางฟอดใหญ่ กลิ่นหอมของนางยังคงอบอวลอยู่ในจมูกเขา

    มารพยัคขาวยิ้มเจ้าเล่ห์ "หอมไม่แพ้แก้มของเทพเหมันต์ พระมหาชายาแห่งเทพอัสนีย์เลย"

    เทพวารีได้ยินดังนั้น ความโกรธพลุ่งพล่านขึ้นมา นางมองหน้ามารพยัคขาวด้วยดวงตาที่เปลี่ยนเป็นดั่งพายุ นางรวบรวมพลังทั้งหมดและปลดปล่อยท่าไม้ตายที่นางคิดขึ้นเอง

    เทพวารีเสียงดุดัน "เจ้ามันไม่สมควรเป็นราชาของใครทั้งนั้น"

    นางร่ายท่าไม้ตาย "วิญญาณดาบวารีอัสนีโลกัณฑ์" พลังน้ำ เพลิง และสายฟ้าถูกหลอมรวมกันจนกลายเป็นดาบขนาดมหึมา มันพุ่งทะยานจากท้องฟ้าลงมาสู่ร่างของมารพยัคขาวด้วยพลังที่เหนือความคาดหมาย มารพยัคขาวรับมือไม่ไหว พลังของดาบเข้ากระทบร่างของเขาจนสลบไปทันที

    หลังจากการประลองเทพวารีรีบวิ่งไปหามารบูรพา นางร้องไห้อย่างไม่อาจกลั้นน้ำตาได้ ความโกรธและความน้อยใจผสมปนเปกัน

    เทพวารีเสียงสะอื้น “ราชาเมืองนี้ไม่เป็นสุภาพบุรุษเลย แม้ในการประลองก็ยังมาแอบกอดหอมแก้มข้า และยังเคยทำแบบนี้กับเทพเหมันต์ พระมหาชายาแห่งเทพอัสนีย์อีก ข้ารับไม่ได้”

    นางมารเบญจธาตุมองเทพวารีอย่างเห็นใจ นางรู้ดีว่าเทพเหมันต์เคยเผชิญชะตากรรมเดียวกัน นางถอนหายใจเบาๆ และเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบ

    นางมารเบญจธาตุปลอบใจ "หลานเอ๋ย...เหตุที่เจ้าเพิ่งจะรู้เรื่องนี้ ก็เพราะเทพเหมันต์ไม่ต้องการให้เรื่องนี้บานปลายใหญ่โตไปกว่านี้ นางเก็บมันไว้เป็นความลับ เจ้าเองก็ควรพิจารณาให้ดีว่าอะไรที่ควรเก็บไว้เป็นความลับก็ไม่ควรเอ่ยปากบอกใคร"

    นางมารเบญจธาตุกล่าวจบ ก็มองไปยังทหารมารที่ยังเฝ้าดูอยู่ นางชูมือขึ้นสู่ท้องฟ้า ในทันใดนั้นสายฟ้าก็ฟาดลงมาอย่างรุนแรง ทหารมารทั้งหมดที่อยู่ในบริเวณนั้นถูกเผาจนกลายเป็นฝุ่นธุลี

    นางมารเบญจธาตุเสียงเย็นชา "ตอนนี้เหลือเพียงแค่เราสามคนและราชาของข้า นอกนั้นไม่มีใครรู้ความลับนี้อีกแล้ว"

    เทพวารีเห็นดังนั้นจึงพยักหน้าอย่างเข้าใจ

    เทพวารีเสียงนิ่ง "ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะไม่พูด"

    การประลองจบลงแล้ว แต่วังวนแห่งความลับและอำนาจยังคงหมุนวนต่อไป ความลับของเทพเหมันต์ยังคงถูกปิดไว้โดยเทพวารี ความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับทั้งมารบูรพาและมารเบญจธาตุก็หยั่งลึกดังญาติสนิท