ตอนที่ 113
รอบสามสิบสองคนสุดท้าย
การประลองวันนี้แบ่งออกเป็นสองรอบเพราะมีจำนวนการประลองแค่ 16 คู่เท่านั้น และเสวี่ยหมิงเองก็ได้ขึ้นประลองในรอบบ่าย ทำให้ช่วงเช้าของวันนี้เสวี่ยหมิงจึงกลายเป็นผู้ชมที่ข้างสนามไปโดยปริยาย
ผลการประลองในช่วงเช้าก็ไม่มีเหตุการณ์พลิกผันไปจากการคาดการณ์ของผู้คนส่วนใหญ่ นายน้อยทั้ง 4 ของสำนักมังกรเทวะก็ผ่านเข้ารอบไปทั้งที่ยังไม่ได้แสดงฝีมือที่เก็บซ่อนเอาไว้แม้แต่น้อย ตามมาด้วยพั่วจินและเจียวก้านจากสำนักมังกรทมิฬที่ผ่านเข้ารอบไปอย่างไม่ยากเย็นนัก ส่วนอีกสองคนสุดท้ายในช่วงเช้าก็คือเกาหลิงแห่งสำนักมังกรอัคคีที่เอาชนะจิ่นชูศิษย์น้องของจิ่นเม่ยแห่งสำนักมังกรมายา และคนสุดท้ายหยางสือแห่งสำนักมังกรสมุทรได้ผ่านต่อไปยังรอบ 16 คนสุดท้าย
การประลองช่วงบ่ายเริ่มต้นที่เวทีแรกจิวซินประลองกับซือซือจากสำนักมังกรสายฟ้า ซึ่งเป็นการห้ำหั่นกันของสตรีที่เหลืออยู่เพียงแค่สองคนในรอบนี้ แม้ในรอบที่แล้วจิวซินที่ระดับพลังลมปราณอ่อนแอกว่าคู่ต่อสู้จะสามารถชนะผ่านมาได้ด้วยการใช้วิชาท่าร่างอันพิสดาร บวกกับเพลงกระบี่ผีเสื้อเริงระบำที่เป็นวิชากระบี่ผสานวิชามายา ทำให้คู่ต่อสู้ที่เน้นเพียงความรุนแรงในการโจมตีแต่ขาดความแม่นยำเสียเปรียบ จนทำให้ไม่สามารถรุกไล่หรือจู่โจมจิวซินได้ถนัดนักและสุดท้ายก็พ่ายแพ้ตกเวทีประลองไป
แต่ในรอบนี้กลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คู่ต่อสู้ของจิวซินจากสำนักมังกรสายฟ้านั้น ท่าร่างแม้จะไม่พิสดารจนยากจู่โจมถูกเช่นเดียวกับท่าร่างมายาไร้ลักษณ์ของจิวซิน แต่ท่าร่างอัสนีบาตของซือซือนั้นว่องไวจนยากตามติด แม้รับรู้ว่าจะจู่โจมเข้ามาทางซ้ายยังยากหลบหลีก ทำให้ท่าร่างมายาไร้ลักษณ์ที่เน้นล่อหลอกและยากคาดเดา เมื่อต้องเผชิญกับความไวที่เหนือชั้นกว่าก็ไม่อาจแสดงผลของมันออกมาได้อย่างเต็มที่ ทำให้จิวซินต้องใช้การถอยหนีผสานเสริมการปัดป้องและกลายเป็นว่าพาตัวเองเข้าสู่มุมอับ ในด้านของท่าร่างก็พ่ายแพ้ไปหนึ่งกระบวนส่วนของท่าจู่โจมแม้จิวซินจะสำเร็จทักษะขั้นสุดท้ายของกระบี่ผีเสื้อเริงระบำ แต่พลังลมปราณยังอ่อนด้อยกว่าคู่ต่อสู้ แถมซือซือยังว่องไวจนยากฉกฉวยหาช่องว่าง ทำให้หลังจากปะทะกันไปไม่กี่กระบวนท่ามือไม้ของจิวซินก็เริ่มปั่นป่วน และสุดท้ายก็ถูกท่าเท้าสายฟ้าฟาดถีบกระเด็นตกเวทีประลอง แต่ยังโชคดีว่าไม่ได้รับบาดเจ็บมากนักเพราะจิวซินนั้นสวมเกราะอ่อนขั้นมนุษย์ระดับสูงคุ้มกายอยู่
การประลองในเวทีต่อมาก็น่าสนใจไม่แพ้กันเพราะรอบนี้ฉิงหลงจากสำนักมังกรปฐพีต้องเผชิญศึกหนักเมื่อคู่ต่อสู้ของฉิงหลงในรอบนี้ เป็นศิษย์หลักลำดับสามของสำนักมังกรเทวะนาม...ลู่คง
ซึ่งผู้ชมส่วนใหญ่ล้วนส่งเสียงเชียร์ลู่คงและคาดหวังว่าลู่คงจะเป็นฝ่ายได้ชัยอย่างง่ายดายรวมทั้งประมุขซือไฉที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กับประมุขของสำนักมังกรปฐพีอู่ซาน แต่แล้วการประลองกลับไม่เป็นไปดังคาด ลู่คงที่ได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะรุ่นใหม่ของสำนักมังกรเทวะกลับไม่อาจจู่โขมผ่านทักษะป้องกันอันแข็งแกร่งของฉิงหลงไปได้ แม้ว่าลู่คงจะงัดท่าโจมตีไม้ตายก้นหีบนามดาบมังกรโลหิตมาใช้แล้วก็ตาม แต่ก็ทำได้เพียงสลายม่านพลังชั้นแรกของฉิงหลงเท่านั้น เพราะเมื่อท่าดาบโลหิตกำลังจะฟาดเข้าใส่ศีรษะของฉิงหลงพลันปรากฏรูปลักษณ์ของเต่าสีดำตัวเล็กฉายออกมาจากหน้าอกของฉิงหลง รอยยิ้มอย่างผู้มีชัยไม่เพียงปรากฏบนใบหน้าของฉิงหลงแต่ยังปรากฏบนใบหน้าของอู่ซานด้วย เพราะสิ่งนี้คือไพ่ตายที่มันปกปิดเอาไว้ตลอดมา ยอดวิชาที่สาบสูญไปเนิ่นนานกลับปรากฏขึ้นในการประลองเก้ามังกรครั้งนี้...เคล็ดวิชาเต่าคะนอง
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า"ทันทีที่อู่ซานเห็นสีหน้าตกตะลึงของซือไฉมันก็หัวเราะร่าขึ้นมาในทันที "ข้าบอกแล้วว่าการประลองครั้งที่แล้วนั้นข้าแค่ยังไม่พร้อม" อู่ซานหันมายิ้มเยาะใส่ซือไฉ "ดูท่าว่าการประลองในรอบนี้คงจะจบลงในไม่ช้า" อู่ซานทำท่ามองไปทางเวทีของจิวซิน อืมส่วนทางด้านนั้นก็จบไปแล้ว" หลังจากสิ้นคำอีกเพียงครู่เดียวฉิงหลงที่สามารถป้องกันการโจมตีไม้ตายสุดกำลังของลู่คงเอาไว้ได้ก็ใช้พลังร่างกายที่แข็งแกร่งเข้าปะทะก่อนจะจับลู่คงที่กำลังแตกตื่นยกขึ้นลอยเหนือศีรษะเหวี่ยงร่างจนหมุนควงปลิวลอยออกไปจากเวทีและเป็นผู้ชนะไปในที่สุด
ซือไฉเหม่อมองดูลูกศิษย์ของอู่ชานด้วยความตื่นตะลึง เพราะเคล็ดวิชาเต่าคะนองนั้นหาใช่ว่าไม่มีจุดอ่อน แต่เพราะจุดอ่อนของมันเด่นชัดจนเกินไปจนผู้ที่ต้องการฝึกฝนล้วนส่ายศีรษะหนี จนทำให้วิชานี้หล่นหายไปกับกาลเวลาทั้งที่แท้จริงมันเป็นเคล็ดวิชาในระดับปฐพีขั้นกลางเสียด้วยซ้ำไป ซึ่งข้อเสียของมันก็คือการที่ระดับลมปราณของผู้ฝึกฝนจะต่ำกว่าระดับที่แท้จริงของผู้ฝึกตนที่เทียบเท่ากันถึงครึ่งหนึ่ง แต่ก็แลกมาด้วยพลังป้องกันที่จะสามารถดูดซับพลังโจมตีของคู่ต่อสู้ในระดับที่เท่าเทียมกันได้แทบจะสมบูรณ์แบบ แต่เมื่อระดับพลังลมปราณของของผู้ใช้ถูกเคล็ดวิชาลดทอนจนต่ำเตี้ยผิดธรรมชาติก็ทำให้ทักษะวิชาจู่โจมอื่น ๆ ของผู้ฝึกฝนเคล็ดวิชาเต่าคะนองกลายเป็นบางเบาไร้น้ำหนักจนกลายเป็นข้อด้อยอันร้ายแรง แถมเมื่อพลังลมปราณลดต่ำลงก็เป็นเหมือนระเบิดเวลาที่บีบรัด เพราะหากว่าลมปราณที่ใช้ในการสร้างเกราะเต่าคะนองหมดลงไปนั่นก็หมายถึงความพ่ายแพ้ของผู้ใช้ทักษะวิชานี้ในทันที
แต่แล้วเมื่อห้าปีก่อนอู่ซานที่มีตำราคัดลอกของเคล็ดวิชาเต่าคะนองอยู่ในมือ ก็พลันค้นพบว่าลูกศิษย์คนหนึ่งในสำนักมีร่างกายที่แปลกประหลาดจนยากจะฝึกฝนลมปราณเช่นผู้คนทั่วไป แต่กลับมีพลังทางกายภาพสูงส่งราวกับสัตว์อสูร ทำให้มันคิดวางแผนการนี้ขึ้นมา และใช้ทรัพยากรในการบำรุงทั้งร่างกายและลมปราณต่อฉิงหลงไปเป็นจำนวนมหาศาลจนเด็กหนุ่มทะลวงผ่านในระดับลมปราณแรกธรรมชาติขึ้นมาได้ มันก็หมายมั่นว่าฉิงหลงจะต้องนำชื่อเสียงเกริกไกรมาสู่สำนักอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะการประลองเก้ามังกรตลอดหลายครั้งที่ผ่านมาผู้ที่ได้อันดับหนึ่งก็ล้วนมีพลังลมปราณอยู่ในระดับลมปราณแรกธรรมชาติขั้นต้นเท่านั้น ทำให้พลังป้องกันของเคล็ดวิชาเต่าคะนองแทบจะไร้เทียมทานในการประลองครานี้ เมื่อรวมกับจุดเด่นของฉิงหลงที่สามารถอาศัยการโจมตีทางกายภาพลบข้อด้อยเรื่องท่าโจมตีทางพลังลมปราณลงไป ก็ถือว่าเป็นการผสมผสานกันที่น่าเกรงขามนัก
แม้จิวซินจะพ่ายแพ้ไปแล้ว แต่สำนักมังกรฟ้ายังเหลือตัวแทนอยู่อีกหนึ่งคน เสวี่ยหมิงที่ขึ้นประลองในเวทีสุดท้ายต้องพบกับหงจิงอันดับสองจากสำนักมังกรเมฆา ที่เลื่องลือด้วยท่าร่างทะยานฟ้าและฝ่ามือปุยเมฆที่ยากป้องกัน แต่เพียงแค่การปะทะกันในครั้งแรกเสวี่ยหมิงก็ใช้หมัดลมปราณเข้าจู่โจม ทำให้หงจิงจำต้องงัดท่าร่างทะยานฟ้าหลบหลีกสู่เบื้องบน ก่อนจะโชว์การย่างก้าวบนอากาศด้วยสีหน้าทระนง แต่แล้วกลับไม่คาดคิดว่าเสวี่ยหมิงที่เพิ่งจะจู่โจมหมัดลมปราณใส่ตัวเองจะเคลื่อนไหวราวภูติผี กลับมาปรากฏตัวที่ด้านหลังของมันก่อนจะใช้ฝ่ามือตบเข้าที่บ้องหูจนท่าเท้าที่เหยียบย่างอากาศอยู่อ่อนแรงจนล่วงตกกระแทกกับพื้นเวที แต่ไม่ทันที่จะลุกขึ้นก็ถูกเสวี่ยหมิงที่ตามติดลงมาเตะเข้าที่ท้องจนกระเด็นตกเวทีไปทั้งที่ยังไม่ได้แสดงวิชาฝีมืออันเลื่องลือ...ฝ่ามือปุยเมฆเลยแม้แต่ครั้งเดียว
เมื่อการประลองในวันนี้จบลง ก็ยังมีผู้ที่เข้าสู่รอบ 16 คนสุดท้ายครบทุกสำนัก โดยสำนักที่มีผู้ผ่านเข้าสู่รอบ 16 คนสุดท้ายมากที่สุดก็หนีไม่พ้นสำนักมังกรเทวะที่มีผู้ผ่านเข้ารอบทั้งสิ้น 6 คน รองลงมาคือสำนักมังกรทมิฬ และสำนักมังกรเมฆาที่มีผู้ผ่านเข้ารอบสำนักละ 2 คน ส่วนอีกหกสำนักที่เหลือผ่านเข้าสู่รอบต่อไปสำนักละหนึ่งคน