จินหวังเฟย

    เล่ม 3 - ตอนที่ 6 เดินหมากนำหน้าหนึ่งก้าว

    “เจ้าให้เสื้อกันหนาวขนสัตว์อันล้ำค่ากับเขา ไยเจ้าจะให้ปืนสั้นนี้กับข้าไม่ได้” เสนาบดีฝ่ายซ้ายแห่งแคว้นจ้าวงอนขึ้นมาเสียแล้ว“ช่างหลอมปืนสั้นนี้มีฝีมือจริงๆ” จางหานเฟิ่งเบี่ยงประเด็นที่จะคุยกับโอวหยางไป๋“ถ้าเจ้าไม่ให้อันนี้กับข้า เช่นนั้นก็สร้างขึ้นมาให้ข้าอีกอัน”“ท่านรู้หรือไม่ว่า...ข้าเสียเงินสร้างไปเท่าไร”“เท่าไร...ข้าก็ยอมจ่าย!”“ข้ารู้ว่าท่านมีวรยุทธ มีดบินของท่านเปรียบประดุจลูกธนูกับลูกกระสุนอยู่แล้ว ไยท่านต้องอยากได้อีก” นางถามกลับหน้าตาปึ่งชา“เจ้าไม่รู้อะไร หลังจากที่ข้าต่อสู้จนหมดแรง ข้าก็ต้องใช้สิ่งนี้เข้าช่วย หรือไม่ก็เป็นการประหยัดกำลังของตัวเอง ใช้สิ่งนี้ในทันที ฮา...ฮา...” โอวหยางไป๋หัวเราะพลางมองจางหานเฟิ่งถอดปลอกลูกกระสุนปืนทั้งหกออกมา เมื่อเห็นเช่นนั้น จึงถามกลับด้วยความสงสัย “นำกลับไปใช้งานอีกครั้งได้ใช่หรือไม่”“ถูกต้องแล้ว สามารถนำกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง กลไกการทำกระสุนปืนนั้นไม่ยาก แค่เปลี่ยนเชื้อกลักไฟ ดินปืน และหัวตะกั่วที่หลุดออกไปแล้ว”“กลไกไม่ซับซ้อนอะไรจริงๆ” โอวหยางไป๋นึกภาพตาม“ถูกต้องแล้ว ไปกันเถิด ข้าอยากจะเห็นผลลัพธ์ของลูกกระสุนปืนใกล้ๆ” นางเดินนำหน้าออกไป เท้าย่ำบนหิมะขาวโพลน“อานุภาพของมันทำให้ต้นไผ่หักถึงสองท่อนเชียว” โอวหยางไป๋ยังตะลึงในความร้ายกาจไม่หายหลังจากได้ชมอานุภาพของลูกกระสุนปืน“ไผ่ต้นแรกนี้ลำบ้องเล็กนัก จึงทำให้เกิดการหักเป็นสองท่อน ท่านดูไผ่ต้นอื่นสิ หักเสียที่ไหน” นางมองไปยังไผ่ต้นอื่นที่มีรอยลูกกระสุนให้เห็น“ลูกกระสุนทำให้เกิดรู...ระยะการยิงยิงได้ไกลเท่าไร” มหาบุรุษฝ่ายบุ๋นสงสัย“คาดว่าน่าจะประมาณสิบจ้าง” นางตอบพลางมองรอยกระสุนปืนที่ปรากฏอยู่บนต้นไผ่“เจ้ายิงแม่น” โอวหยางไป๋กล่าวชื่นชมขึ้นมาจากใจจริง“ลักษณะการใช้งานไม่ได้แตกต่างอะไรจากการใช้หน้าไม้ แค่เล็งไปที่เป้าหมายที่จะยิงเท่านั้น”ตงตี้ทำศึกสงครามด้วยดาบ ทวน ธนู หน้าไม้ กับฝีมือการต่อสู้ล้วนๆ มาหลายสิบปี อดีตแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหอไม่เคยเห็นอาวุธชนิดมาก่อน เล็กแต่ร้ายกาจ เมื่อเทียบกับคันธนูและลูกธนูแล้ว เจ้าปืนสั้นนี้น่าจะร้ายกาจกว่า พลันนึกถึงกองทัพของแคว้นจ้าวที่จู่ๆ ก็น่ากลัวขึ้นมา ดูท่าศึกสงครามที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ แคว้นจ้าวจะเป็นฝ่ายกุมชัยชนะอย่างแน่นอนและเมื่อแคว้นเหอกับแคว้นเป่ยพ่ายแพ้ ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์อันงดงามย่อมต้องเป็นเชวียนอ๋อง เมื่อคิดเช่นนั้น ความลังเลใจของตงตี้ก็หายไป จึงกล่าวกับจางหานเฟิ่งและโอวหยางไป๋“ข้าจะทำตามความต้องการของเจ้า!”จางหานเฟิ่งเบนสายตาไปมองสีหน้าเคร่งขรึมของตงตี้ในทันใด นางเผยรอยยิ้มน้อยๆ ออกมาแล้วพยักหน้าให้“ท่านน้าตัดสินใจได้ถูกต้องแล้ว”“ข้าจะรีบออกเดินทาง” ตงตี้ต้องรีบไป เพราะกว่าจะเดินทางถึงแคว้นเหอในช่วงอากาศหนาวเย็นเช่นนี้ย่อมใช้เวลานานกว่าปกติ“รอก่อน...เพราะว่าเชวียนอ๋องส่งของสิ่งหนึ่งมาให้ท่านน้า อีกไม่นานก็จะมาถึงมือแล้ว ไม่เกินสามสี่วันนี้หรอกท่านน้า”“องค์ชายแปดส่งของสิ่งหนึ่งมาให้ข้า?” ตงตี้แปลกใจ“ถูกต้องแล้ว รอหน่อยเถิด”โอวหยางไป๋ที่ฟังอยู่พลันถามแทรก พร้อมกันนั้นก็พากันกลับไปยังศาลา เพราะที่นั่นมีเตาไฟให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย แถมยังมีกาน้ำชาที่ตั้งอยู่บนเตาไฟ“ท่านจะไปหาโจรภูเขากลุ่มนั้นหรือไม่”“ไป ข้าอยากจะรู้ว่ามีใครบ้างที่รอดชีวิตมาได้” ตงตี้มีสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง“อย่างที่ข้าได้กล่าวออกไปก่อนหน้านี้...จัดกองกำลังลับขึ้นมา” จางหานเฟิ่งพาตัวเองนั่งบนเก้าอี้ใต้ศาลา มือของนางจับปลอกกระสุนปืนพิจารณาเพราะในกล่องไม้ที่ได้มา...มีลูกกระสุนปืนเพียงสิบสองนัดเท่านั้น“ข้าจะทำตามที่เจ้าบอก” ตงตี้ไม่คัดค้าน ศักดิ์ศรีของแม่ทัพใหญ่ที่เคยทำอะไรแบบตรงไปตรงมา...ได้หายไปนานหลายปีแล้ว“ข้าจะมอบของสิ่งหนึ่งให้ท่านน้าเพิ่มเติม” นางใช้ผ้าจับหูกาน้ำชาขึ้นจากเตา รินน้ำชาให้ตัวเอง ตงตี้ และโอวหยางไป๋ “ข้าจะมอบยาพิษและยาถอนพิษให้ท่านน้านำไปใช้ เพราะหอสุรากุ้ยฮวาเลิกขายยาพิษไปแล้ว จึงไม่มีประโยชน์อันใดที่จะเก็บเอาไว้อีก”โอวหยางไป๋ถึงกับหัวเราะออกมา นางช่างร้ายกาจจริงๆ แบ่งเบาภาระของเขาไปได้ไม่น้อย หลังจากที่หยุดหัวเราะจึงพูดขึ้นมา“ปืนใหญ่ที่ท่านอ๋องกำลังให้คนสร้าง คราแรกข้าก็พอจะเข้าใจกลไกของมันอยู่บ้าง ทว่ายามนี้ช่างกระจ่างชัดนัก เจ้าทำให้ข้าเข้าใจอย่างถ่องแท้”ก่อนที่จินเยี่ยหยางจะเดินทางออกจากเมืองหลวงเพื่อไปสร้างปืนใหญ่ขึ้นมา แน่อยู่แล้วว่าจะต้องขออนุญาตจากองค์ฮ่องเต้ เพราะถ้าสร้างขึ้นมาโดยที่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากโอรสสวรรค์...อาจจะมีศัตรูใส่ร้ายว่าคิดก่อการกบฏ“กลไกของปืนสั้นและปืนใหญ่มิได้แตกต่างกัน ต้องใช้ดินปืนเป็นแรงดันให้ลูกกระสุนพุ่งออกมา” จางหานเฟิ่งพูดขึ้นมาในทันที“ทว่าลูกกระสุนปืนใหญ่ที่ท่านอ๋องกล่าวถึงทำจากสำริด ไม่ใช่ตะกั่วและทองเหลืองอย่างของเจ้า” โอวหยางไป๋หยิบลูกกระสุนปืนสั้นที่ยังไม่ได้ใช้งานจากกล่องไม้ขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง“เพราะใช้ดินปืนน้อยกว่ามาก จึงต้องเลือกใช้โลหะที่เหมาะสม ตะกั่วนั้นมีน้ำหนักเบากว่าสำริด” นางอธิบายตามที่นางเข้าใจ“เป็นเช่นนี้นี่เอง ข้าพอจะเข้าใจแล้ว” โอวหยางไป๋โคลงศีรษะและถามขึ้นมาอีก “ราคาเท่าไร...ข้าพร้อมที่จะจ่ายให้”“หนึ่งพันตำลึงทอง”“ถ้าสร้างขึ้นมาสักสิบ...ก็เท่ากับหนึ่งหมื่นตำลึงทอง ช่างเป็นอาวุธที่มีราคาแพงอยู่ไม่น้อย”“ปืนกระบอกนี้...ท่านรู้หรือไม่ว่าใช้เวลาสร้างนานเท่าไร”“กระบอก?” โอวหยางไป๋มีสีหน้าไม่เข้าใจ“ถูกต้องแล้ว เรียกว่ากระบอก ปืนสั้นหนึ่งกระบอก...”“ข้าไม่รู้ ใช้เวลาสร้างนานเท่าไร”“หลายเดือนเชียว”โอวหยางไป๋นิ่งเงียบครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เอ่ยออกมาสุ้มเสียงจริงจังไม่ได้ล้อเล่น“ถ้าเช่นนั้นเจ้าให้ช่างหลอมสร้างขึ้นมาอีกสองกระบอกได้หรือไม่ หนึ่งถวายต่อฝ่าบาท อีกหนึ่งเป็นของข้า แล้วก็...ข้าขอยืมปืนสั้นของเจ้า...ให้ฝ่าบาทได้ทอดพระเนตรดูก่อน เพื่อยืนยันว่าปืนใหญ่ที่ท่านอ๋องกำลังสร้างจะสำเร็จและใช้งานได้จริง”“อืม...เช่นนั้นท่านก็นำปืนสั้นนี้ไปให้ฝ่าบาทได้ทอดพระเนตรก่อน” นางยอมตกลงพลางยกมือแตะกล่องไม้ที่ใส่ปืนสั้นซึ่งวางอยู่ตรงหน้า“ดี! ฝ่าบาทจะได้เห็นว่าที่ท่านอ๋องเดินทางไปถึงเมืองหยีโจวด้วยตัวเองนั้นจะต้องสำเร็จอย่างแน่นอน” โอวหยางไป๋มีสีหน้าแย้มยิ้มรื่นเริงอารมณ์ดีขึ้นมา


    คล้ายกับเรื่องจินหวังเฟย ที่คุณอ่าน