เสียงเคาะไม้ดังเป็จังหวะอยู่หน้าคาเฟ่ฟูมิั้แ่เช้าก๊อก ก๊อก ก๊อก ลมปลายเดือนตุลาคมพัดผ่านถนนเล็กของหมู่บ้านโคโมเระกลิ่นใบไม้แห้งลอยปะปนมากับกลิ่นกาแฟคั่วที่เล็ดลอดออกมาจากประตูไม้ของคาเฟ่
มาซาอากิหยุดฝีเท้าหน้าร้านชายวัยสี่สิบห้าปีถือแก้วกาแฟร้อนในมือทั้งสองข้างมองชายสองคนกำลังปีนบันไดแขวนโคมกระดาษสีส้มไว้บนเสาไฟ ด้านล่างคุณยายฟูมิกำลังเงยหน้ามองด้วยท่าทางเป็กังวล
“เอียงไปทางซ้ายนิดหนึ่ง”
“ทางไหนครับ”
“อีกซ้ายหนึ่ง”
“นี่มันซ้ายของใครครับ”
เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมกัน
มาซาอากิยิ้มโดยไม่รู้ตัวั้แ่ย้ายมาอยู่ที่นี่เขาเริ่มชินกับเช้าที่มีเสียงคนคุยกันแทนเสียงรถยนต์และชินกับการที่ทุกคนดูเหมือนรู้จักกันไปเสียหมด
คุณยายฟูมิหันมาเห็นเขา“อ้าว พอดีเลย มาช่วยหน่อยสิ”
มาซาอากิมองซ้ายขวา“ผมเหรอครับ”
“หรือจะให้ยายปีนขึ้นไปเอง”
เขารีบวางแก้วกาแฟบนโต๊ะหน้าร้านทันทีไม่กี่นาทีต่อมา เขาก็ยืนจับบันไดให้อดีตครูใหญ่นากามูระที่กำลังผูกโคมใบสุดท้าย
“งานอะไรเหรอครับ”
“ลืมแล้วหรือ” คุณยายฟูมิทำหน้าใ “คืนนี้มีงานเทศกาลฤดูใบไม้ร่วง”
มาซาอากิกะพริบตาเขาลืมจริงๆ
“คนเมืองนี่นะ” คุณยายหัวเราะ “มัวแต่มองนาฬิกาจนลืมดูฤดูกาล”
อดีตครูใหญ่บนบันไดพยักหน้าเห็นด้วย“รีบไปไหน”
ประโยคประจำตัวของเขาดังขึ้นอีกครั้งมาซาอากิยิ้มบางๆ
“ผมยังปรับตัวไม่ค่อยได้ครับ แต่ก็ดีขึ้นแล้ว”
คุณยายฟูมิมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง“เมื่อก่อนเดินผ่านหน้าร้านทุกวัน ยังไม่เคยเห็นคุณหยุดยืนดูโคมไฟเลย”
เขาเงียบไปจริงอย่างที่คุณยายว่าเมื่อก่อนเขาเดินเร็วเสมอ ราวกับว่าทุกวินาทีมีค่าจนเสียไปไม่ได้ แต่ตอนนี้...เขายืนดูผู้คนแขวนโคมไฟมาเกือบสิบนาทีแล้ว
“คืนนี้มางานไหม”
“คงมาครับ”
“คง?” คุณยายย่นคิ้ว “ตอบแบบนั้นเหมือนคนที่กำลังคิดจะกลับโตเกียว”
เขาหัวเราะเบาๆ “ไม่ได้คิดแล้วครับ”
คำตอบหลุดออกมาเร็วกว่าที่คิดแม้แต่ตัวเขาเองยังชะงักไปเล็กน้อยไม่ได้คิดแล้ว...ประโยคนั้นฟังดูแปลกเพราะั้แ่ย้ายมาเขาไม่เคยพูดออกมาชัดเจนขนาดนี้
คุณยายฟูมิยิ้มรอยยิ้มแบบคนที่ไม่ได้แปลกใจกับคำตอบนั้นเลย “งั้นก็ดี”
เธอหันกลับไปจัดแก้วบนโต๊ะ“คนที่คิดจะกลับโตเกียว คงไม่ปลูกต้นมิ้นต์ไว้หน้าบ้านหรอก”
มาซาอากิกะพริบตา“คุณสังเกตด้วยเหรอครับ”
“ถึงยายจะแก่แล้ว แต่ยังไม่ตาบอดนะ”
เขาหัวเราะออกมาลมเย็นพัดผ่านอีกครั้งโคมกระดาษสีส้มแกว่งไหวเหนือศีรษะ
“ว่าแต่...” คุณยายหันกลับมาอีกครั้ง “ยังไม่มีจักรยานใช่ไหม”
“ครับ”
“ลำบากไหม”
“ไม่เท่าไร”
“โกหก” คำตอบนั้นมาเร็วมาก
มาซาอากิถึงกับนิ่ง“เดินไปบ้านอาโออิทุกวันไม่เหนื่อยหรือ”
เขาเกือบสำลัก“ผมไม่ได้ไปทุกวันนะครับ”
คุณยายทำหน้าไม่เชื่อ
อดีตครูใหญ่บนบันไดหัวเราะ“ทั้งหมู่บ้านรู้หมดแล้ว”
“รู้เื่อะไรครับ”
“รู้ว่าคุณไปบ้านนั้นบ่อย”
เขาอ้าปากก่อนจะปิดลงอีกครั้ง คุณยายฟูมิยกกาน้ำชาเทใส่ถ้วยอย่างใจเย็น
“มีจักรยานสักคันก็ดีนะ”
“ผมยังไม่แน่ใจว่าจะอยู่ที่นี่อีกนานแค่ไหน”
คำตอบนั้นทำให้คุณยายเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนจะยิ้มบางๆ “บางครั้ง...”
เธอค่อยๆ วางกาน้ำชา “คนเราไม่ได้ตัดสินใจว่าจะอยู่ที่ไหน เพราะสัญญาเช่าหรือระยะเวลา”
สายลมพัดโคมกระดาษอีกครั้ง
“แต่อยู่เพราะมีเหตุผลที่อยากกลับมาทุกเย็นต่างหาก”
มาซาอากิไม่ตอบเพียงแต่มองไอน้ำที่ลอยขึ้นจากถ้วยชาเสียงหัวเราะของคนในหมู่บ้านดังอยู่รอบตัว เขาไม่รู้ว่าั้แ่เมื่อไร...แต่คำว่า “กลับบ้าน”ในหัวของเขา เริ่มไม่ได้หมายถึงอพาร์ตเมนต์ในโตเกียวอีกแล้ว
“ร้านซ่อมจักรยานในเมืองมีจักรยานมือสองดี ๆ อยู่”
คุณยายพูดขึ้นอีกครั้ง“ถ้าซื้อไว้สักคัน ชีวิตจะสบายขึ้นเยอะ”
“ผมจะลองคิดดูครับ”
“อย่าคิดนาน” เธอยิ้ม “บางเื่ ถ้าคิดนานเกินไปคนเราจะไม่ได้ทำ”
...
สายเกือบสิบโมงมาซาอากินั่งอยู่บนรถบัสเที่ยวเข้าเมืองนอกหน้าต่าง ใบไม้สีแดงและสีเหลืองไหลผ่านช้า ๆ เขามองถนนเงียบ ๆ คำพูดของคุณยายยังวนอยู่ในหัวมีเหตุผลที่อยากกลับมาทุกเย็น เขาถอนหายใจเบา ๆ แล้วหยิบสมุดเล่มเล็กออกมาจากกระเป๋าเขาเพิ่งซื้อสมุดเล่มนี้เมื่อสัปดาห์ก่อนยังเขียนไปไม่กี่หน้าหน้ากระดาษสีครีมเปิดอยู่ตรงกลางเขามองอยู่นาน ก่อนจะเขียนลงไปช้า ๆ
“โคมไฟกำลังถูกแขวนที่หมู่บ้าน”
ปลายปากกาหยุดก่อนจะเขียนต่ออีกบรรทัด
“ดูเหมือนผมเริ่มจำฤดูกาลของที่นี่ได้แล้ว”
เขาอ่านประโยคของตัวเองแล้วปิดสมุดลง
หญิงชราที่นั่งข้างๆ เหลือบมอง “เขียนไดอารีเหรอ”
“ประมาณนั้นครับ”
“ดีนะ” เธอยิ้ม “เวลาแก่ตัวลงความทรงจำจะเริ่มรั่วเหมือนถังน้ำ”
มาซาอากิหัวเราะเบาๆ “ถ้ามีอะไรจดไว้บ้าง ก็ดี”
หญิงชรามองออกไปนอกหน้าต่าง“แต่บางเื่ ไม่ต้องจดก็จำได้”
เขาเงียบไปแล้วมองตามสายตาเธอออกไปูเาไกลๆถูกแต้มด้วยสีของฤดูใบไม้ร่วงเขาไม่แน่ใจว่า...ค่ำคืนนี้จะกลายเป็หนึ่งในความทรงจำแบบนั้นหรือเปล่า
ร้านซ่อมจักรยานอยู่ไม่ไกลจากสถานีมัตสึโมโตะเ้าของร้านเป็ชายวัยหกสิบกว่า สวมหมวกแก๊ปสีซีด
“อยู่หมู่บ้านโคโมเระหรือ” เขาถามหลังจากได้ยินชื่อหมู่บ้าน
“ครับ”
“ที่นั่นอากาศดี”
ชายชราเดินไปหยุดหน้าจักรยานคันหนึ่งสีฟ้าเข้มมีตะกร้าเล็กด้านหน้า
“คันนี้เป็ของครูเก่าที่เกษียณแล้ว”
เขาใช้มือลูบแฮนด์เบาๆ “ดูแลดีมาก”
มาซาอากิก้มมองไม่ได้ใหม่ แต่สะอาด รอยถลอกเล็ก ๆ บนตัวรถกลับทำให้มันดูมีเื่ราวบางอย่าง
“ลองขี่ดูไหม”
ไม่กี่นาทีต่อมาเขากำลังปั่นจักรยานช้า ๆ ในลานหน้าร้านลมเย็นปะทะใบหน้า เสียงโซ่จักรยานดังแ่เบาเป็ความรู้สึกที่เขาไม่ได้ััมาหลายปีแล้ว ตอนเด็ก...เขาเคยขี่จักรยานไปโรงเรียนทุกวันเมื่อโตขึ้น เขากลับใช้ชีวิตอยู่บนรถไฟและแท็กซี่เสียมากกว่า
“เอาไหม” เ้าของร้านถาม
มาซาอากิมองจักรยานอีกครั้งก่อนจะพยักหน้าช้าๆ
“ครับ”
ประโยคนั้นง่ายมากแต่ไม่รู้ทำไม...มันกลับให้ความรู้สึกเหมือนการตัดสินใจบางอย่างที่ใหญ่กว่าการซื้อจักรยานหนึ่งคัน
…
เกือบบ่ายโมงรถบัสจอดที่ป้ายหน้าหมู่บ้านมาซาอากิเข็นจักรยานลงมาทันทีที่เงยหน้าเขาก็ได้ยินเสียงคุ้นเคย
“จริงด้วย!” อาโออิยืนอยู่หน้าร้านขายของชำในมือถือถุงกระดาษใบเล็ก ดวงตาของเธอเบิกกว้าง
“คุณซื้อจักรยานแล้วเหรอ” เธอเดินเข้ามาเร็วเสียจนผมที่รวบไว้แกว่งตามแรงก้าว
“ครับ”
“สีสวยจัง” เธอแตะตะกร้าหน้ารถเบา ๆ
“เหมาะกับคุณด้วย”
“จักรยานมีคำว่าเหมาะกับคนด้วยเหรอ”
อาโออิหัวเราะ“มีสิ”
เธอเงยหน้ามองเขาแววตาสดใสอย่างประหลาด“ดีจัง”
“อะไรดีครับ”
เธอนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะยิ้มอีกครั้ง“ก็...”
ลมเย็นพัดผ่านระหว่างคนทั้งสองโคมไฟสีส้มแกว่งอยู่ไกลๆ
“รู้สึกว่าคุณจะอยู่ที่นี่อีกนานขึ้นนิดหนึ่ง”
มาซาอากิเงียบไปอาโออิเองก็ดูเหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าพูดอะไรออกมา
เธอก้มมองล้อจักรยานแทน“ฉันพูดแปลกไหม”
เขาส่ายหน้า“ไม่ครับ”
หญิงสาวค่อยๆ ยิ้มอีกครั้ง รอยยิ้มเล็กกว่าปกติแต่กลับทำให้หัวใจของเขาอุ่นขึ้นอย่างประหลาด ลมปลายฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านถนนอีกครั้งและเป็ครั้งแรก...มาซาอากิรู้สึกว่าจักรยานคันนี้ไม่ได้พาเขาไปที่ไหนแต่มันกำลังทำให้เขาอยากอยู่ที่นี่มากขึ้น
...
่เย็นของหมู่บ้านมาถึงเร็วกว่าที่มาซาอากิคุ้นเคยเมื่อเขาเก็บจักรยานไว้หน้าบ้านแล้วเดินออกมาอีกครั้งแสงอาทิตย์ก็เริ่มอ่อนลงจนยอดเขาฝั่งตะวันตกกลายเป็สีทองแดงลมเย็นพัดกลิ่นควันไม้จาง ๆ มาตามทาง
ไกลออกไปเสียงหัวเราะของเด็กดังมาจากหน้าศาลเ้า คืนนี้ทั้งหมู่บ้านดูเหมือนกำลังตื่นเต้นกับบางสิ่งและเขากำลังจะเดินเข้าไปเป็ส่วนหนึ่งของมัน
“ช้า!”
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังอาโออิวิ่งเข้ามา มือข้างหนึ่งถือโคมกระดาษ อีกข้างกอดกล่องกระดาษไว้แน่น
“คุณยังไม่เปลี่ยนเสื้อเลย”
มาซาอากิมองเสื้อไหมพรมสีเข้มของตัวเอง
“ต้องเปลี่ยนด้วยเหรอ”
“แน่นอนสิ” เธอทำหน้าจริงจังเกินเหตุ
“งานเทศกาลนะ”
“เสื้อตัวนี้ทำผิดอะไร”
หญิงสาวหลุดหัวเราะ“ไม่ได้ผิด แต่ดูเหมือนกำลังจะไปประชุม”
เขามองเสื้อตัวเองอีกครั้งอาจจะจริง“งั้นผมกลับไปเปลี่ยน?”
“ไม่ทันแล้ว” เธอยื่นกล่องในมือให้ “ช่วยถือหน่อย”
“อะไร”
“ดังโงะ”
“เยอะขนาดนี้?”
“คุณยายฟูมิทำเผื่อทั้งหมู่บ้าน” เธอเดินนำไปแล้ว
มาซาอากิมองกล่องในมือก่อนเดินตาม ั้แ่รู้จักกันมา เขาสังเกตอย่างหนึ่ง อาโออิมักเดินนำเสมอราวกับเธอกลัวว่าจะมีใครเดินหายไปจากชีวิตหากปล่อยให้คลาดสายตาแม้เพียงครู่เดียว
หน้าศาลเ้าสว่างไสวด้วยโคมกระดาษหลายสิบดวงเด็กๆ วิ่งไปมาในชุดยูกาตะสีสด ผู้ใหญ่กำลังจัดโต๊ะอาหาร กลิ่นไก่ย่าง กลิ่นซุปมิโซะและกลิ่นมันเผาร้อน ๆ ลอยปะปนอยู่ในอากาศ
“อ้าว!” ซาโต้ซังยกมือขึ้น
“มาซาอากิ! มาช่วยทางนี้หน่อย”
สิบนาทีต่อมาเขาพบว่าตัวเองกำลังยืนขายยากิโซบะอยู่หลังซุ้มอาหาร
“ผมไม่เคยทำมาก่อนนะครับ”
“ก็แค่ตักใส่จาน”
“แต่คนเยอะมาก”
ซาโต้ซังหัวเราะเสียงดัง“ไม่เป็ไรหรอก ไม่มีใครฟ้องคุณ”
อาโออิที่ยืนอยู่ข้างๆ หัวเราะจนไหล่สั่น
“คุณดูใมากเลย”
“ผมคิดว่ามางานเทศกาล”
“ก็มางานเทศกาลนี่”
เธอยื่นตะเกียบให้เด็กคนหนึ่ง“แค่มาช่วยงานเทศกาลด้วย”
เขามองเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนยอมแพ้ครึ่งชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็ว เด็กหลายคนเริ่มเรียกเขาว่า “พี่ยากิโซบะ”
ซาโต้ซังหัวเราะทุกครั้งที่ได้ยินแม้แต่มาซาอากิเองก็เผลอยิ้มมากกว่าปกติ เมื่อคนสุดท้ายเดินจากไปอาโออิจึงยื่นแก้วชาร้อนให้
“เหนื่อยไหม”
“นิดหน่อย”
“แต่คุณยิ้ม”
เขาชะงัก“ผมเหรอ”
“อือ” เธอยิ้มกว้าง “ตั้งหลายครั้ง”
ลมเย็นพัดผ่านระหว่างทั้งสองมาซาอากิก้มมองแก้วชาในมือเขาไม่รู้ตัวจริงๆ
หลังจากเก็บซุ้มอาหารเรียบร้อยทั้งคู่จึงได้เดินเที่ยวงานจริง ๆ เสียงกลองไทโกะดังอยู่ด้านหน้า เด็กสองคนกำลังเล่นเกมช้อนลูกบอลหญิงชราคนหนึ่งยื่นเกาลัดคั่วให้พวกเขาคนละถุง
“กินให้อร่อยนะ” อาโออิโค้งขอบคุณ ก่อนยัดถุงหนึ่งใส่มือเขา
“คนในหมู่บ้านชอบให้ของ”
“ผมเริ่มสังเกตแล้ว”
“เพราะทุกคนรู้ว่าอีกฝ่ายชอบอะไร”
เธอหยิบเกาลัดขึ้นมากัด“คุณยายคนเมื่อกี้จำได้ว่าฉันชอบเกาลัด”
เธอหันมายิ้ม“แล้วก็จำได้ว่าคุณชอบชา”
มาซาอากิกะพริบตา“ผมยังไม่รู้เลยว่าตัวเองชอบชา”
อาโออิหัวเราะ“แต่ทุกคนรู้แล้ว”
เขามองไปรอบๆ ผู้คนกำลังพูดคุยกันใต้แสงโคมสีส้ม บางคนเรียกชื่อเขา บางคนโบกมือให้ทั้งที่เมื่อสองเดือนก่อนเขายังเป็เพียงคนแปลกหน้าจากโตเกียว
“แปลกเนอะ” อาโออิพูดขึ้น
“อะไร”
“คนเราใช้เวลาทั้งชีวิตอยู่ที่หนึ่งแล้วก็อาจไม่ได้รู้สึกเป็ส่วนหนึ่งของที่นั่น”
เธอเงยหน้ามองโคมไฟ“แต่บางที่ ใช้เวลาแค่ไม่นาน”
เธอหันกลับมามองเขา“ก็กลายเป็บ้านแล้ว”
เขาไม่ได้ตอบทันทีเสียงกลองดังขึ้นอีกครั้งบ้าน...เขาเคยคิดว่าคำนั้นหมายถึงสถานที่แต่่หลังเขาเริ่มไม่แน่ใจแล้ว
…
ใกล้เวลาปิดงานผู้คนเริ่มทยอยกลับเด็ก ๆ ถูกพาเข้านอน ร้านอาหารปิดไปทีละร้านเหลือเพียงโคมไฟที่ยังส่องแสงอยู่อาโออินั่งลงบนขั้นบันไดหน้าศาลเ้า
“เมื่อยขานิดหน่อย”
เธอยืดขาไปข้างหน้า“เดินทั้งวันเลย”
มาซาอากินั่งลงข้างๆ ลมเย็นพัดผ่านต้นสนมีเสียงรถไฟดังมาจากสถานีไกล ๆ ทั้งคู่เงียบอยู่พักหนึ่งเป็ความเงียบที่ไม่อึดอัดเลย
“คุณรู้ไหม” อาโออิพูดขึ้นเบา ๆ
“ฉันชอบโคมไฟ” เธอมองแสงสีส้มที่แกว่งไหว “มันไม่ได้สว่างมาก”
เธอยิ้มบางๆ“แต่ก็พอทำให้มองเห็นทาง”
เขามองโคมไฟดวงเดียวกันลมพัดอีกครั้งแสงเล็ก ๆ สั่นไหว
“จริงด้วย” เขาตอบ
หญิงสาวหันมามองเขาราวกับไม่คิดว่าเขาจะตอบแบบนั้นจากนั้นจึงหัวเราะเบาๆ
“คุณเริ่มเหมือนคนที่นี่ขึ้นทุกวันแล้ว”
“หมายความว่าไง”
“เมื่อก่อนคุณคงตอบว่า ครับ แล้วก็จบ”
เขาหลุดยิ้มอาจจะจริงลมเย็นขึ้นอีกนิดอาโออิดึงแขนเสื้อไหมพรมลงมาคลุมมือก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้ง
“ปีหน้าก็คงมีงานอีก”
เขาหันไปมองเธอหญิงสาวยังมองโคมไฟอยู่
“อือ” เธอพยักหน้า “มีทุกปี”
ความเงียบสั้นๆ เกิดขึ้นแล้วเธอจึงถามเบามาก
“ปีหน้า...” เธอกลืนน้ำลาย “คุณจะยังอยู่ที่นี่ไหม”
เสียงลมหยุดไปชั่วขณะหนึ่ง
มาซาอากิมองเธอเธอยังมองตรงไปข้างหน้าไม่ได้หันมาคำถามนั้นฟังดูเหมือนถามเล่นแต่กลับไม่เหมือนเลย เขาไม่เคยคิดถึงเื่นี้จริงจังเขาจะอยู่ที่นี่ถึงปีหน้าหรือเปล่ากลับไปโตเกียวไหม กลับไปทำงานเดิมไหม เขาไม่รู้และเป็ครั้งแรกที่เขาพบว่า...เขาไม่อยากตอบว่า“ไม่”
อาโออิหัวเราะเบาๆ“ฉันถามแปลกอีกแล้ว”
เธอรีบลุกขึ้น “กลับกันเถอะ”
แต่ก่อนที่เธอจะก้าวลงบันไดเขากลับเรียกเธอไว้
“อาโออิ”
หญิงสาวหันกลับมาแสงโคมสีส้มตกลงบนใบหน้าของเธอ
เขาเงียบไปหนึ่งจังหวะก่อนตอบช้าๆ “ผม...”
คำพูดกลับหยุดอยู่ตรงนั้นเขาไม่เคยคิดว่าคำตอบง่ายๆ จะยากขนาดนี้สุดท้าย เขาจึงพูดเพียงว่า
“ผมยังไม่ได้คิดเื่กลับโตเกียวเลย”
อาโออินิ่งไปจากนั้นรอยยิ้มเล็กๆ จึงค่อย ๆ ปรากฏขึ้น ไม่ได้กว้างแต่สว่างอย่างประหลาด
“งั้นเหรอ” เธอพยักหน้าเบา ๆ “ดีจัง”
ลมปลายฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านอีกครั้งโคมไฟหลายดวงดับลงทีละดวงเหลือเพียงดวงเดียวหน้าศาลเ้ามันแกว่งไหวช้า ๆท่ามกลางความมืดที่ค่อย ๆ เข้ามาแทนที่ ทั้งสองยืนมองมันอยู่เงียบ ๆ ไม่มีใครพูดอะไรและเป็ครั้งแรกที่มาซาอากินึกถึงปีหน้าจริงๆ ไม่ใช่เพราะฤดูกาล ไม่ใช่เพราะงานเทศกาลแต่เพราะเขาอยากรู้ว่า ถ้าโคมไฟดวงนี้ถูกจุดขึ้นอีกครั้งคนที่ยืนอยู่ข้างเขาในคืนนี้จะยังเป็คนเดิมหรือเปล่าลมพัดอีกครั้งเปลวไฟเล็กๆ สั่นไหวแต่ยังไม่ดับ