เทพสงครามมังกรเทวะ

    สืบทอดบัลลังก์ราชันอัสนี

    เมื่อมาถึงด่านที่หกนี้เฟยหรงรู้ตัวทันทีว่ามันไม่ได้ง่าย และนี่คือค่ายกลประเภทหนึ่งอย่างแน่นอน เมื่อคำนวนดูกลับทำให้เขาส่ายหัวอย่างเหนื่อยหน่ายไม่ได้เนื่องจากมันคือค่ายกลระดับสี่เพียงเท่านั้นโดยรวมพลังจากสี่ทิศเข้าด้วยกันและไม่ต้องเดาเลยว่าตำแหน่งของการรวมพลังคือ มังกร เต่า พยัคฆ์ และวิหคเพลิงที่อยู่ด้านบนสุดของอสูรสายฟ้าพวกนี้

     

    "ของพื้นๆค่ายกลเช่นนี้แค่ทำลายแหล่งรวมพลังก็สั้นเรื่อง"เฟยหรงกล่าวออกมาเช่นนั้น กระบี่วารีสวรรค์ถูกดึงออกมาจากแหวนมิติ เขากระชับมันไว้ในมือพุ่งเข้าไปหาเหล่าสายฟ้าอสูรทั้งหลายหมายจะตรงไปทำลายแก่นพลังสักหนึ่งจุดให้สมดุลของค่ายกลพลังทลายและเมื่อถึงตอนนี้เขาจะช่วงชิงจังหวะพุ่งไปยังด่านสุดท้ายที่มีบัลลังก์ราชันอัสนีในทันที

     

    "ทักษะกระบี่มังกรเหิน กระบี่เทพมังกรสี่ลักษณ์"ปราณมังกรของเฟยหรงพุ่งทยานและหลอมรวมกันกลายเป็นกระบี่สี่เล่ม ลอยวนอยู่ด้านหลังของเขาราวกับเทพ และเมื่อเฟยหรงพุ่งทยานไปตรงไปด้านหน้าอย่างสุดกำลัง เหล่ากระบี่ทั้งสี่ที่อยู่ด้านหลังก็คอยป้องกันเขาเอาไว้และลอยเข้าไปทิ่มแทงอสูรสายฟ้าทั้งหลายให้หายไปในพริบตาราวกับบริวารที่คอยปกป้องผู้เป็นนาย และหากมองดูทีๆการโจมตีของพวกมันจะคล้ายกับการเคลื่อนที่ของมังกรอย่างไรอย่างนั้น

     

    'ข้าในตอนนี้สามารถใช้ได้แค่สี่เล่มเท่านั้น หากมีพลังมากกว่านี้ข้าน่าจะใช้ได้ถึงหกหรือไม่ก็แปดเล่ม'เฟยหรงกล่าวออกมาเช่นนั้นแต่ก็พุ่งไปโดยไม่ได้หยุดหย่อน กระบี่วารีสวรรค์ในมือสำแดงอิทธิฤทธิ์ออกมาไม่ขาดสายจนทำให้ด้วยระดับแก่นแท้กระบี่ที่เขามีการฟาดฟันแต่ละครั้งสำแดงอำนาจแห่งการทำลายล้างที่สุดจะยั่งถึงจนในที่สุดชายหนุ่มก็มาถึงมังกรสายฟ้าในที่สุด

     

    "ข้าเลือกเจ้าเพราะเห็นว่าเป็นมังกรเหมือนกันเชียวนะ หายไปซะเถอะ"เฟยหรงกล่าวออกมาเช่นนั้น กระบี่วารีสวรรค์ฟาดฟันไปปะทะกับกงเล็บของมันอย่างจังกงเล็กมังกรสายฟ้ากลับไม่สามารถที่จะต้านทานแำนาจแห่งกระบี่นี้ได้

     

    "หนึ่งกระบี่ตัดสินโชคชะตา!!"เฟยหรงตะโกนออกมากระบี่วารีสวรรค์ตัดผ่านคอของมังกรสายฟ้าอย่างง่ายดายและทำให้ค่ายกลนี้ขาดสมดุลในทันทีและทำกำลังจะเกิดการระเบิดครั้งใหญ่

     

    "ไม่ดีแน่หากโดนไปต่อให้เป็นกายมังกรก็ต้องเจ็บสาหัส!!!"เฟยหรงตื่นตระหนกเขารีบพุ่งไปยังเขตแดนที่เจ็ดในทันทีในชั่วพริบตาที่เขาก้าวขาเข้าไปเพียงเท่านั้น ด่านที่หกด้านหลังก็พลันระเบิดจนกลายเป็นหลุ่มขนาดใหญ่พร้อมกับแรงสั่นสะเทือนที่สั่นไหวไปทั่วอาณาจักร

     

    "ไม่ดีแล้วเจ้าเด้กนั่นทำอะไรลงไป!!"ทุกคนที่มองดูสถานการณืพลันตื่นตระหนกยกใหญ่ตลอดหลายแสนปีที่ผ่านมาไม่เคยเกิดเหตุการณืเช่นนี้ขึ้นมาก่อนแต่การมาของเจ้าเด็กนี่ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เด็กหนุ่มทำให้เขารู้สึกตกตะลึงครั้งแล้วครั้งเล่าแถมในเวลานี้กลับทำให้ทั้งอาณาจักรต้องสั่นคลอนอีกนี่มันเกินกว่าที่พวกเขาจะคิดว่าเด็กอายุยังไม่ถึงยี่สิบปีจะทำได้แล้ว

     

    ในขณะที่ทุกคนกำลังตื่นตระหนกอยู่นั้นเองเฟยหรงที่อยู่ด้านในสายฟ้าสีทองกลับไม่ได้รับผลกระทบเลยสักนิดแถมสายฟ้าในชั้นนี้เองก็ยังไม่ได้โจมตีเขาอีกด้วยดังนั้นเฟยหรงจึงได้แต่มองสำรวมไปรอบๆจนในที่สุดเขาก็ได้พบเจอกับบัลลังก์สีทองที่มีลวดลายมังกรสายฟ้าอยู่เบื้องหน้า

     

    เขาใจสั่นระรัวมองไปหามันด้วยความตื่นเต้น นี่คือสิ่งที่เขาตามหาอย่างแน่นอนและมันคือบัลลังก์ราชันแห่งอัสนี ดวงตาของเฟยหรงเป็นประกายในทันทีเมื่อได้พบเห็นก่อนที่เขาจะต้องขมวดคิ้วอีกครั้งเนื่องจากจู่ๆก็มีร่างวิญญานของคนๆหนึ่งที่สวมอาภรณ์สีทองกำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์พร้อมกับมองมาที่เฟยหรงด้วยแววตาที่แสดงถึงความยินดี

     

    "นึกว่าผู้สืบทอดบัลลังก์ราชันต่อจากข้าจะมีกายศักดิ์สิทธิ์ธาตุสายฟ้าหรือเส้นลมปราณสายฟ้านะเนี้ย ผิดคาดที่เป็นผู้มีกายมังกรและเส้นลมปราณของมังกรเช่นนี้"

     

    "ผุ้อาวุโส ท่านคือ???"

     

    "ฮ่าๆๆไม่ต้องเคลียดปานนั้นข้าคือผู้ถือครองบัลลังก์อัสนีรุ่นที่เก้า นามเหล่ยเฟิง"เหล่ยเฟิงกล่าวออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

     

    "ข้าน้อยเฟยหรง คาราวะผู้อาวุโสเหล่ย"เฟยหรงโค้งคำนับทันที

     

    "ฮ่าๆๆยอดเยี่ยมๆมีพรสวรรค์แต่กลับไม่หยิ่งผยองเกินไปเช่นนี้แหละดี เอาละไม่จำเป็นต้องพูดอะไรในเมื่อมาถึงที่นี่ได้ย่อมมีความสามารถที่จะถือครองบัลลังก์แห่งราชันอัสนีนี้ แต่ก่อนจะถือครองมันข้าจำเป็นต้องให้เจ้าดูอะไรซะก่อน"เหล่ยเฟิงกล่าวจบ ทัศนวิสัยรอบด้านก็พลันเปลี่ยนแปลงไปในทันทีพร้อมกับภาพสงครามเกิดขึ้นมาระหว่างมนุษย์รวมถึงเผ่าพันธุ์ต่างๆที่มีอยู่บนโลกใบนี้กับสิ่งมีชีวิตที่จู่ๆก็ลงมาจากท้องฟ้าร่างกายของมันเป็นสีดำทมิฬมีลักษณะคล้ายมนุษย์แต่มีดวงตาสีแดงฉานมีเขาและปีกสีดำสนิทราวกับค่ำคืนที่มืดมิดก็ไม่ปาน

     

    สงครามระหว่างทั้งสองฝ่ายได้เริ่มต้นขึ้นเหล่าระดับมหาเทวะมากมายในอดีตต่างพากันล่วงล่นและล้มตาย จนในที่สุดเหล่าผู้คนที่ถือครองบัลลังก์ราชันเก้าธาตุก็ได้ปรากฏตัวขึ้นและรวมพลังกันขับไล่เผ่าพันธุ์นั้นไปได้ แต่ก็เพียงแค่ชั่วครามเท่านั้น ตลอดระยะเวลาทุกๆหนึ่งล้านปีพวกมันก็จะกลับมาบุกโลกใบนี้ใหม่และเหล่าผุ้ถือครองบัลลังก์ราชันก็มีหน้าที่ขับไล่พวกมันไปซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนในที่สุดครั้งที่เก้าหรือก็คือครั้งล่าสุด เหล่าผุ้ถือครองบัลลังก์ราชันรุ่นที่เก้าจึงตัดสินใจสละชีวิตของตนเองขับไล่พวกมันและปิดผลึกมิตินี้เอาไว้จนโลกใบนี้สงบสุขได้เหมือนทุกวัน

     

    "มะ มันเคยมีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ!!"เฟยหรงที่ได้เห็นภาพต่างๆก็พลันตกตะลึงและตื่นตระหนก เนื่องจากการต่อสู่ที่เขาได้เห็นมันช่างโหดร้ายและดุเดือนเป็นอย่างมากแม้เขาจะเป็นเทพสงครามยังไม่เคยเห็นทะเลซากศพมากขนาดนี้เลยแถมศพพวกนั้นยังเป็นมหาเทวะอีก นี่มันจะดูยิ่งใหญ่อลังการเกินไปแล้ว

     

    "นี่คือมหาสงครามที่แท้จริงของโลกใบนี้ ของทุกชีวิตทุกเผ่าพันธุ์บนจักรวาลกับผู้มาเยือนที่มีนามว่าอาชูร่า มันคือนักล่าจากจักรวาลอื่นที่เข้ามายังจักรวาลของพวกเราเพื่อที่จะทำการยึดครอง แต่ด้วยพลังของบัลลังก์ราชันทั้งเก้ารวมไปถึงชีวิตของพวกข้าเก้าคนจึงได้ปิดผนึกห้วงมิติเอาไว้ได้และมันจะไม่สามารถเข้ามาได้ แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าผนึกมันจะถูกทำลายลงตอนไหน ดังนั้นสิ่งเดียวที่ข้าจะถามเจ้าคือ หากพวกมันเข้ามายังจักรวาลและโลกนี้อีกครั้งเจ้าจะใช้พลังของบัลลังก์ราชันปกป้องจักรวาลแห่งนี้เอาไว้หรือไม่"หลังจากอธิบายมานานเหล่ยเฟิงก็กล่าวถามขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังผิดกับชายที่ดูขี้เล่นเมื่อครู่ราวกับคนละคน

     

    "อืม ข้าตอบตรงๆเลยแล้วกันข้ามาที่นี่เพื่อตามหาความแข็งแกร่งเพื่อไปช่วยพ่อแม่ของข้า ดังนั้นข้าไม่มีความสนใจในสงครามนี้เลยแม้แต่นิดเดียว แต่แน่นอนแม้จะไม่สนใจแต่เรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ย่อมมีผลกระทบต่อครอบครัวของข้าอย่างแน่นอน ดังนั้นไม่ว่าข้าจะยินดีไปทำสงครามหรือไม่ ท้ายที่สุดก็ต้องสู้กับพวกมันอยู่ดี"เฟยหรงกล่าวออกไปตามตรง ถ้าหากเจ้าพวกอาชูร่าอะไรนั่นยืดครองจักรวาลได้ละก็สิ่งแรกที่มันทำแน่นอนว่าคือการฆ่าเผ่าพันธุ์ที่มีอยู่ในจักรวาลและครอบครัวเขาเองก็ต้องเป็นหนึ่งในนั้นดังนั้นถึงเขาจะไม่เต้มใจอย่างไรก็ต้องทำอยุ่ดีตามที่เขาบอกไป

     

    "ฮ่าๆๆคำตอบของเจ้ายอดเยี่ยมมาก มันทั้งจริงใจและไม่มีคำโกหกเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นสิทธิ์ในการถือครองบัลลังก์แห่งราชันอัสนีก็เป็นของเจ้าแล้วเด็กน้อยเอ๋ย

     

    "ห๊ะ........ง่ายเช่นนี้เลยหรือ??"เฟยหรงอุทานด้วยความสงสัย แม้จะดีใจที่ได้รับบัลลังก์ราชันมาแต่กลับรู้สึกว่ามันง่ายเกินไปหน่อย

     

    "เหอะๆเจ้าว่ามันง่ายงั้นหรือ เจ้ารู้หรือเปล่าว่าทะเลสาบอัสนีนี้แม้แต่ระดับมหาเทวะก็ยังแทบจะเข้ามาไม่ได้ ถึงจะเข้ามาได้แต่ก็ต้องตายเพราะสายฟ้าในขั้นที่หกสายฟ้ากลืนทมิฬกลืนวิญญาน ไม่มีใครเคยรอดมาได้จนถึงเจ้าเลยสักคนนั่นก็เป็นสิ่งพิสูจน์แล้วว่าเจ้าพิเศษ แถมเจ้าเองก็ไม่ใช่คนไม่ดีอะไรไม่ได้โกหกข้าเพื่อหวังบัลลังก์อัสนีเพียงอย่างเดียวนั่นก็ทำให้ข้าพอใจมากแล้ว ยังจะต้องทดสอบอะไรอีก"เหล่ยเฟิงกล่าวอย่างเบื่อหน่าย ก่อนที่จะมองไปทางเฟยหรงการที่ได้ผู้สืบทอดที่พิเศษเช่นนี้มีหรือเขาจะต่อความยาวให้มากความ

     

    "เช่นนั้นข้าก็ขอรับมันไปแต่โดยดีแต่ผู้อาวุโสข้าควรจะทำอย่างไรต่อไป"เฟยหรงกล่าวถาม

     

    "มานั่งลงที่บัลลังก์และทำให้มันสยบให้ได้นั่นก็เพียงพอ"เขากล่าวขึ้นพร้อมลุกขึ้นจากบัลลังก์ เฟยหรงเมื่อได้ยินดังนั้นก็ไม่รอช้าเขารีบก้าวเดินขึ้นไปในทันทีและนั่งลงบนบัลลังก์อย่างสง่าผ่าเผย ในช่วงเวลานั้นเองจิตวิญญานของเขาก็หลุดเข้าไปในมิติที่มืดมิดแห่งหนึ่งก่อนที่จะมีดวงตาสีทองจ้องมองเขาราวกับจะกลืนกินตัวเขาไป ก่อนที่มิติแห่งนั้นจะกลายเป็นค่อยๆสว่างขึ้นจนสามารถเห็นมังกรสีทองตัวมหึมาที่กำลังจ้องมองเฟยหรงอยู่

     

    "นี่คือร่างจริงของบัลลังก์ราชันอัสนีงั้นหรือ ในเมื่อเป็นมังกรก็ควรต้องถูกสยบโดยมังกร"เฟยหรงกล่าวออกมาเช่นนั้น หอคอยเทพมังกรในกายเขาเปร่งแสงสว่างออกมาไม่ขาดสายจนในที่สุดมันก็กลายเป็นโซ่สีทองมีเกล็ดขึ้นตามโซ่เข้าไปพันธนาการมังกรอัสนีที่ในทันที

     

    "โฮก!!"มังกรสายฟ้าขู่ขำรามและพยายามกระชากโซ่ที่พันธนาการมันให้ขาดออกแต่น่าเสียดายที่ไม่อาจจะทำได้ หอคอยเทพมังกรนั้นไม่ใช่สมบัติธรรมดาๆทั่วไปเพราะมันสามารถมอบทั้งเส้นลมปราณและกายศักดิ์สิทธิ์ของมังกรระดับพระเจ้าให้กับเฟยหรงได้ แน่นอนว่าตัวมันเองไม่ใช่สมบัติธรรมดาๆอย่างแน่นอนอย่างน้อยระดับของมันก็น่าจะเหนือกว่าระดับพระเจ้าด้วยซ้ำ แล้วมังกรอัสนีที่เป็นเพียงหนึ่งในเก้าของพลังพระเจ้าจะสามารถต่อต้านมันได้อย่างไร

     

    "ยอมสยบให้ข้าและข้ารับรองว่าข้าจะไม่ทำเรื่องที่โหดร้ายกันเจ้าอย่างแน่นอน"เฟยหรงกล่าวออกมาเช่นนั้นหอคอยเทพมังกรที่อยู่ในมือของเขาขยายขนาดขึ้นพร้อมกับดูดกลืนมังกรสายฟ้าเข้าไปที่ชั้นบนสุดของหอคอยก่อนที่มันจะกลายเป็นบัลลังก์ลวดลายมังกรสีทองตามเดิมพร้อมทั้งสีโซ่พันธนาการมันอยู่ราวกับปิดผลึกพลังของบัลลังก์เอาไว้เนื่องจากเฟยหรงในตอนนี้ยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะใช้มัน ดังนั้นจนกว่าเขาจะเข้าสู่ระดับเทวะบัลลังก์จักรพรรดิสายฟ้านี้จะถูกปิดผนึกเอาไว้ในหอคอยเทพมังกรของเขา

     

    "ที่โลกภายนอกเฟยหรงที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ราชันยืนขึ้นในทันทีพร้อมกับมีมงกฏสายฟ้าปรากฏขึ้นบนหัวของเขาเป็นสัญลักษณ์ว่าเขาสามารถสยบบัลลังก์ราชันได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในเวลานี้เองทั่วทั้งโลกไม่ว่าจะทวีประดับต่ำ ระดับกลาง ระดับสูง หรือแม้แต่ทวีปศักดิ์สิทธิ์พลันเต็มไปด้วยเฆฆสายฟ้าพร้อมกับมีมังกรสายฟ้าแหวกว่ายอยุ่ทั่วบริเวณ จนทำให้มันเป็นปรากฏการณ์ที่น่าทึ่งและระทึกขวัญที่สุดเท่าที่เคยมีมา เหล่ามหอำนาจต่างๆพลันตื่นตระหนกอย่างช่วยไม่ได้

     

    ภายในป่าไม้ใหญ่หญิงสาวนางหนึ่งที่กำลังนั่งอยู่บนบัลลังกืไม้ที่มีสัญลักษณ์ต้นไม้โลกลืมตาตื่นขึ้นมามองปรากฏการณ์นี้ด้วยแววตาประหลาดก่อนที่จะยกยิ้ม "ในที่สุดผู้ถือครองบัลลังก์คนที่สี่ก็ปรากฏตัว อย่าทำให้ราชินีผู้นี้ต้องผิดหวังละ"นางกล่าวออกมาเช่นนั้นก่อนที่จะหลับตาไปอีกครั้งด้วย

     

    ทางด้านดินแดนทะเลทรายที่กว้างใหญ่เองก็เช่นนั้นในตอนนี้ชายที่กำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์ดินสีน้ำตาลสัญลักษณ์รูปเต่ามังกรเองก็มองไปทางท้องฟ้านี้เช่นกัน เขายกยิ้มอย่างโหดเหี้ยมก่อนจะกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงห้าวหาญ "ผู้ถือครองบัลลังก์ราชันคนที่สี่หรือ ข้าอยากรู้จริงๆว่าจะแข้งแกร่งเพียงใด"

     

    สุดท้ายคือในมหาสมุทรนิรันทร์กาล ชายหนุ่มผมสีน้ำเงินครามเองก็หันไปทิศทางของทวีประดับกลางเช่นกันก่อนที่พร้อมทั้งลุกขึ้นจากบัลลังก์สีฟ้าครามสัญลักษณ์รูปวาฬ "ช่างน่าสนใจ ข้าปิดด่านมานานมานานกว่าร้อยปี ในที่สุดผู้ถือครองคนที่สี่ก้ปรากฏตัวขึ้นเสียที เห็นทีว่าข้าคงปิดด่านนานเกินไปเสียแล้ว ป่านนี้ลูกชายและลูกสาวของข้าจะเป็นอย่างไรบ้างนะ"กล่าวจบชายคนนี้เก็นออกไปในทันทีพร้อมกับบัลลังก์สีฟ้าครามก็หายไปด้วย

    นิยายแนะนำ