วันที่ 37 เอนมูว์ทัวร์ ปีที่ 20
การต่อสู้ได้จบลง
สงครามได้จบลง
เวทีเจรจาเพื่อยุติความบาดหมางได้ถูกตั้งขึ้นมา
เป็นวันหนึ่งที่ถูกจารึกลงในประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้
เป็นวัน… ที่พวกเราได้สูญเสียเพื่อนคนหนึ่งไป
[ลิลลี่ ออฟซิเดียน] ได้จากพวกเราไป
เธอ [จากไป] … เฉกเช่นหนึ่งชีวิตที่ [หายไป] ในสงคราม
[หายไป] โดยมีเพียงแค่ [พวกเรา] ที่รับรู้การ [มีอยู่] ของตัวตนของเธอ
แต่ทว่ากลับ [มีคนหนึ่ง] ที่ [ไม่รับรู้การมีอยู่] ของเธอ
เขาคนนั้น กำลังถูกโจมตีด้วยเศร้าโศก
เศร้าโศก… ตราบเท่าวันที่เขาจะได้พบกับเธอผู้นั้นอีกครั้ง---
เวลาไหลผ่านไปหนึ่งปี
วันที่ 55 เยอร์รัส ปีที่ 21
***วีรสตรีรุ่นสิบ [พรุน]
"ขอออกไปก่อนนะคะคุณพ่อ คุณแม่! ตามมาเร็ว เจ้าหนูลี่! "
*ปี๊! *
"รีบกลับมาด้วยละลูกรัก! "
"เดียว! จะออกไปไหน!? พวกเราพึ่งมาถึงกันเองนะ! ถึงพ่อจะปล่อยอิสระให้เรียนวิชาเวทมนตร์ตามใจอยากได้ แต่ไม่ใช่หมายความว่าจะปล่อยให้ไปไหนต่อไหนได้ตามใจลูกนะ! บอกมา นี่จะไปหาผู้ชายใช่ไหม!?! พ่อไม่ยอมแน่! เดียว! กลับมาคุยกับพ่อก่อน---! "
ฉันรีบวิ่งออกมาจากสนามบินพร้อมกับมังกรวารีขนาดสิบเมตร โดยไม่สนเสียงประท้วงของคุณพ่อ
เป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม ที่ไม่ได้กลับมาหยังทวีปใหม่แห่งนี้
หลังจากจบเรื่องวุ่นวายทุกอย่าง พวกเรา บุคคลที่มาจากทวีปคริสตัล ต่างต้องเก็บกระเป๋ากลับบ้านกันทุกคนอย่างไม่มีข้อยกเว้น ตามสนธิสัญญาที่ถูกร่างขึ้นมา
สงครามจบลงด้วยชัยชนะของชนเผ่ามนุษย์สัตว์ นั่นคือสิ่งที่หน้าประวัติศาสตร์ถูกเขียนเอาไว้
[ทวีปดรีมแลนด์] หรือในชื่อใหม่อย่างเป็นทางการว่า [ทวีปเทวภูมิ] ดินแดนของชนเผ่า [มนุษย์สัตว์] ผู้ยิ่งใหญ่
เผ่าของพวกเขา ถูกแบ่งย่อยเป็นอีก 10 ชนเผ่า ปกครองโดย [ผู้อาวุโส] กับยอดนักรบ [สิบผู้กล้า] โดยมีราชาเพียงหนึ่งคือ [ไพไรต์]
[ไพไรต์] คือบุรุษผู้ถูกเลือกจากเทพเจ้า [โนอาร์] ที่เป็นลัทธิบูชาคำสอนของพวกเขา
[ไพไรต์] ได้กลายเป็นราชันผู้พิชิตทั้งแปดทิศ ชายผู้ยุติสงคราม และนำชัยชนะมาสู่ชนเผ่ามนุษย์สัตว์
ชายผู้ซึ่งปราบอสูรร้าย [ราชินีควีน] กับอสูรผู้ควบคุมจิตใจ [ลัส] แล้วปลดเอกทุกเผ่าพันธ์ุจากความชั่วร้ายทั้งปวง
ดินแดนถูกแบ่งออกเป็นแปดภาคส่วนตามสภาพแวดล้อม มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย อีกทั้งผู้คนยังเป็นมิตรต่อแขกกระเป๋าหนักที่มาเยือนจากต่างแดน
มีการจ้างงาน [เผ่ามนุษย์มด] เป็นจำนวนมาก เพื่อนำพา [ความเจริญ] [เทคโนโลยี] [ความรู้] และ [เงินทอง] ไหลมาสู่ทวีป
สถานเคารพบูชาถูกฟื้นฟู [หอคอยแห่งเทพเจ้า] กลับคืนสู่แผ่นดิน
ไร้ซึ่งความขัดแย้ง ไร้ซึ่งการนองเลือด
แสงอาทิตย์สาดส่องเหนือใต้หล้า ความสุขแผ่ขยายทั่วทั้งดินแดน
นั่น… คือบทบาทที่บันทึกลงบนหน้าประวัติศาสตร์ของพวกเขา และเป็นสิ่งที่พวกเขาเชื่อ
“ขอซื้อดอกไม้สีขาวช่อหนึ่ง กับ... ผ้าเช็ดตัว แล้วก็ขวดน้ำเปล่าขวดนี้ด้วยค่ะ”
ฉันแวะร้านข้างทางเพื่อซื้อดอกไม้ลิลลี่สีขาว กับของอื่น ๆ ที่จำเป็นในวันนี้
เมืองท่าที่อดีตคือศูนย์กลางสนามรบระหว่างสองทวีป ได้ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นเมืองท่าขนาดใหญ่ยักษ์
มีเรือเหล็กสีดำลำโตเทียบท่าวันหนึ่งไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยลำ
บนท้องฟ้ามีนกเหล็กขนาดใหญ่ส่งเสียงหวูดร้องดังไม่เว้นชั่วโมง
เมืองบุกเบิกถูกเปลี่ยนเป็นประตูต้อนรับนักเที่ยวจากต่างแดน
โรงเรียนสาขาไพโอเนียร์ ถูกเปลี่ยนเป็นโรงเรียนสำหรับนานาชาติให้กับลูกหลานของทั้งสองทวีปมาศึกษาหาความรู้ร่วมกัน
โรงแรม บริษัท ที่พำนัก โรงงาน ทุกวันนี้ยังได้ยินเสียงก่อสร้างดังก้องไม่เว้นวัน
หลังจบสงคราม ทุกอย่างดูเจริญขึ้นผิดหูผิดตา ผู้คนเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ราวกับว่าความปาดหมางในอดีตนั้น เป็นเพียงแค่เรื่องเล่าของนิทานก่อนนอนที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง
ความเจริญที่มาพร้อมกับการทำลายล้าง ช่างฟังดูเป็นสิ่งที่ประชดประชันกันยิ่งนัก
เผ่ามนุษย์สัตว์ ต่างมีความภาคภูมิใจของผู้ชนะสงคราม
ได้มองเผ่าจากต่างแดนอย่างผู้ที่เหนือกว่า
แม้แต่หอคอยเทพเจ้าที่เคยคิดว่าไม่มีวันหวนกลับ สิ่งนั้นกลับหวนกลับมายิ่งใหญ่กว่าเดิม
ความภาคภูมิใจ ทำให้ความเคียดแค้นเหือดหายจากไปหมดสิ้น ราวกับผู้หิวโหยที่ได้รับอาหารจนอิ่มท้อง
แต่… นั่นเป็นเพียงแค่สิ่งที่พวกเขารับรู้เพียงฝ่ายเดียว
“หวาย.. เผ่ามนุษย์มดเยอะจริง ๆ ด้วยสิเนี่ย”
บนถนนที่เต็มไปด้วยผู้คนหลากเผ่าพันธ์ุนั้น มีเผ่ามนุษย์มดเป็นประชากรมากถึง 3 ใน สี่ของประชากรทั้งหมดของทวีปนี้
แฟต--- ไม่เคยมอบชัยชนะที่แท้จริงให้กับชนเผ่ามนุษย์สัตว์
สิ่งที่แฟตทำ คือการมอบเพียงแค่ [ความรู้สึก] ของชัยชนะให้กับพวกเขาเท่านั้น
ให้ [กรีด] ที่ยึดยานโบราณมาได้ สวมรอยเป็นเทพเจ้า [โนอาร์]
คืนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้กับพวกเขา ด้วยการนำยานมาลงจอดใจกลางทวีป
สร้างบทตัวร้ายให้กับ [ควีน] แล้วล้างชื่อใหม่ สร้างตัวตนใหม่ให้กับเธอ ในฐานะนักวิจัยของเผ่ามนุษย์มดเอาไว้อยู่ข้างกายตัวเอง
คืนดินแดนทั้งหมดให้ชนเผ่ามนุษย์สัตว์ แล้วร่างเงื่อนไขการจัดจ้างงาน การพัฒนาดินแดนเป็นการชดเชยสินไหมสงครามที่พ่ายแพ้
หากแต่ความเป็นจริง คือการอพยพเผ่ามนุษย์มดที่ล้นเกินจะดูแลไหว เข้ามาตั้งถิ่นที่อยู่บนทวีปใหม่ตามแผนดั้งเดิมของเผ่าพวกเขาอย่างแนบเนียน
แฟต คือผู้ที่ชักใยอยู่เบื้องหลังอย่างแท้จริง
มันคือระเบิดเวลาที่รอให้ซักวันความจริงปรากฏ ที่แม้แต่ไพไรต์เองก็ไม่รับรู้
เหตุที่ไพไรต์ไม่รู้ความจริง เพราะไม่มีใครพูดถึง แม้แต่ตัวของโนอาร์ที่รู้ความจริงข้อนี้ก็ตาม
แต่ใช่ว่าแฟตจะเป็นคนโหดร้ายถึงขนาดนั้น
แฟตกำลังพยายามอย่างหนัก เพื่อชะลอให้ความจริงปรากฏช้าลง จนกว่าจะถึงวันที่วัฒนธรรมของทั้งสองทวีปสามารถยอมรับซึ่งกันและกันได้จากใจจริง
ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งที่จะกลายเป็นชนวนสงครามขึ้นมาอีกครั้ง
เธอกำลังเริ่มพยายามเปลี่ยนธรรมเนียมการมีหนึ่งราชินีต่อหนึ่งครอบครัวและหนึ่งอาณาจักร
พยายามสร้างวัฒนธรรมการควบคุมประชากร
พยายามเปลี่ยนขนบธรรมเนียมปกครองที่เลวร้ายป่าเถื่อนหลาย ๆ อย่าง
เพราะว่ามีงานล้นมือขนาดนั้น แฟตเลยต้องออกจากการเรียนมาเป็นราชินี
ฉันเห็นแฟตบ่นว่าปวดหัวแทบจะวันเว้นวันอยู่ในกลุ่มลับของพวกเราเลยค่ะ
ส่วนราชินีรุ่นก่อนที่เป็นแม่ของเธอนั้น… ดูมีความสุขดีค่ะ
แฟตโยนความผิดและค่าใช้จ่ายของความวุ่นวายทุกอย่าง ให้เป็นแม่ของเธอรับผิดชอบ
ซึ่งแม่ของเธอก็ยินดีที่จะรับผิดชอบ เพื่อให้ลูกของตัวเองขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งได้อย่างสง่าผ่าเผย
แต่นั่นเป็นเพียงแค่ในนามของผู้ที่ต้องรับความผิดเท่านั้น
ในความเป็นจริงแล้ว... ความรับผิดชอบมากขนาดนั้น สุดท้ายมันก็วกกลับมาตกที่ตัวแฟตเองอยู่ดี
เพราะมันถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องรับผิดชอบในฐานะของอาณาจักรเผ่ามนุษย์มดที่เป็นต้นเหตุความวุ่นวายทั้งหมด ไม่ใช่เรื่องของตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
แล้วใครกันละคือผู้ปกครองอาณาจักรมดในเวลานี้?
คำตอบคือ [แฟต] ตัวเธอเองนั่นละ
สุดท้าย ตัวคุณแม่จึงได้ออกไปใช้ชีวิตสงบ ๆ พร้อมกับชื่อเสียงแย่ ๆ ในบั้นปลายชีวิต ที่เธอไม่รู้ว่าจะไปใส่ใจทำไม ในขณะที่ตัวคุณลูกต้องมาปวดหัวรับเรื่องทุกอย่างแทน
ไม่ว่าจะมองยังไง ฉันว่าคนชนะสุดท้ายก็คือตัวคุณแม่ของแฟตค่ะ
น่าเศร้าแทนแฟตจริง ๆ เลยนะคะเนี่ย...
“ท่านโนอาร์~”
“ขอพระพรจงปกปักคุ้มครองพวกเราเฉกเช่นทุกวันด้วยเถิด~”
ฉันได้ยินเสียงดังของผู้นับถือมาจากศาลเจ้าบูชาเทพที่ติดถนนใหญ่
เสาสีเทาสูงสิบเมตร สร้างบนแท่นวงกลมสีขาว มีรั้วไม้ท่อนกลมทาสีขาวตั้งเป็นขอบเขตแดนของเทพเจ้าล้อมกรอบ และตั้งโต๊ะหมู่บูชาหน้าขอบเขตรั้วอีกที เพื่อให้สำหรับชาวบ้านเข้ามากราบไหว้บูชา
สัญลักษณ์ของความศักธาชนเผ่ามนุษย์สัตว์ [โนอาร์]
เทพเจ้าของพวกเขา คือตัวตนโบราณที่มีหลักฐานยืนยันแล้วว่าเป็น [เทคโนโลยีที่สาบสูญ]
คนที่ค้นพบหลักฐานชิ้นสำคัญทางประวัติศาสตร์เหล่านั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็น [ยะมะโตะ] คุณพ่อของคุณลิลลี่นั่นเอง
ถึงความจริงจะเป็นพวกเราที่ค้นพบหลักฐานมีชีวิตจากการเสี่ยงตายผจญภัย แต่คนที่ตีความ แล้วเชื่อมโยงเรื่องราวทุกอย่างจนเป็นหนังสือชวนง่วงหลายสิบเล่ม จากซากหลักฐานที่พวกเราค้นพบ ก็คือพ่อของคุณลิลลี่เอง
พวกเราเลยมีชื่อเหลือเพียงแค่ว่า [ผู้ค้นพบประตูสู่ซากโบราณ] แค่นั้น
ซึ่งมันก็ถูกอยู่ค่ะ
ไม่ใช่ว่าเขาอยากแย่งผลงานของพวกเรา แต่พวกเราไม่มีความสามารถมากพอที่จะตีความเนื้อหาโบราณกันได้เอง
อันนี้คงต้องยอมรับว่าพวกเราความสามารถไม่ถึงกันเองค่ะ
อย่างที่เขาว่า มีแค่แรงอย่างเดียวมันไม่พอ แต่ต้องมีความรู้มากพอด้วยค่ะ
เอาเถอะ... อย่างน้อยก็มีชื่อหลงเหลืออยู่ในหน้าหนังสือ [การผจญภัยของผู้ค้นพบประตูสู่ซากโบราณ] อะนะ
“ลิลลี่เองก็คงดีใจ…”
ฉันพึมพำถึงคนที่ไม่อยู่ที่นี่ด้วยรอยยิ้มที่แข็งกระด้าง
ในวันนั้น คุณลิลลี่ได้เลือกที่จะ [หายตัวไป]
ชื่อของเธอถูกจารีกบนหน้าประวัติศาสตร์อย่างที่เธอต้องการ
แต่ฉันมองว่ามันงี่เง่ามาก
มีชื่อหลงเหลือ แต่ถ้าไม่อยู่ชื่นชมผลงานด้วยตัวเอง แล้วมันจะไปมีค่าอะไรกัน…
ฉันไม่เข้าใจความคิดของลิลลี่เลยแม้แต่น้อยค่ะ
จะว่าไป พอพูดถึงโนอาร์แล้ว ก็นึกถึงเรื่องของพวกเอซ
ฉันไม่ค่อยสนิทกับเอซเท่าไหรนัก แต่กลับรู้เรื่องของเขามาก เพราะต้องมาทนฟังดิวซ์บ่นใส่ทุกวัน
"พี่ชายนะ ไม่สนครอบครัว! เอาเวลาไปสนเมียหมด! "
"พี่บ้า บ้า บ้า! มีเมียเป็นหุ่นยนต์ไม่พอ! ตอนนี้ยังพาหุ่นยนต์โบราณตัวอื่นเข้าบ้านด้วย! คิดจะสร้างฮาเร็มหุ่นยนต์สาวงามหรือยังไงยะ!? "
"นี่! ฉันทนไม่ไหวแล้ว! คิดว่าจะย้ายออกจากบ้านแล้วละ! พี่นะ ปล่อยออร่าสีชมพูใส่กรีดทุกวันเลยนะ! "
ฟังเธอบ่นเช่นนี้ จนเริ่มรู้สึกแปลกใจว่าตกลงพี่ติดน้อง หรือน้องติดพี่กันแน่คะ?
กรีดกลายเป็นคนรักของเอซหลังจากจบเหตุการวุ่นวายทั้งหมด
ส่วนหุ่นยนต์โบราณที่เคยถูกโนอาร์ล้างสมอง ก็เลยไปอยู่ใต้การดูแลของเอซโดยปริยาย
ถึงจะโดนล้างสมองจนกลายเป็นตัวตนใหม่ แต่กรีดกับเอซยังคงพยายาม ว่าสักวันตัวตนของพวกเขาจะกลับคืนมา
วิญญาณของหุ่นยนต์มีอยู่จริงหรือไม่? สิ่งนั้นได้กลายเป็นเป้าหมายในชีวิตของเอซไปแล้ว
แถมเพราะเป็นหุ่นยนต์โบราณ เลยได้รับทุนสนับสนุนวิจัยมากมายจากทางการอีกด้วย
เรียกได้ว่าชีวิตดี๊ดีค่ะ
"มาถึงจัตุรัสแห่งชัยชนะแล้วหรือเนี่ย"
ตอนนี้ฉันวิ่งมาถึงใจกลางเมือง
ถนนทุกสายต่างมุ่งหน้ามาสู่ที่ลานใจกลางแห่งนี้
เสียงของสวนน้ำพุดังไหลชวนผ่อนคลาย
ไอน้ำเย็นสบายลอยละล่องต้องแสงเกิดเป็นเส้นรุ้งวาดผ่าน
ที่ตรงกลาง คือร้านรวงจำนวนมาก กับรูปปั้นสำริดของนักรบผู้หาญกล้า
บุรุษสีทองคำ [ไพไรต์] ราชันย์แห่งสงคราม ยืนตรงด้วยท่าดาบปักพื้นอย่างมีสง่าราศี
บุรุษกอลิล่า [ซุนไกท์] สหายผู้ภักดี ชันเข่าขวา พร้อมคำนับด้วยไม้พลองคู่กาย
บุรุษหมี [วินาดิไนต์] ผู้ทรงพลัง ชันเข่าซ้าย พร้อมคำนับด้วยขวานสงครามขนาดยักษ์ชวนดูน่าเกรงขาม
และ… สองสตรีผู้งดงาม พระมเหสีของบุรุษสีทอง [โทแพซ] กับ [โนอาร์] ที่กำลังยืนโอบกอดบุรุษสีทองจากทางด้านหลัง
เป็นรูปปั้นที่เจ้าตัวไม่อยากให้สร้างขึ้น แต่ก็ต้องสร้างเพื่อเป็นศูนย์รวมของความภาคภูมิใจของเผ่ามนุษย์สัตว์
โทแพซได้รับความช่วยเหลือด้านแขนขาเทียม จนสามารถกลับมาเดินเหินได้ตามปกติอีกครั้ง
ส่วนโนอาร์ ถึงจะใช้เวลาราวครึ่งปี แต่กรีดก็ช่วยสร้างร่างใหม่ให้กับเธอสำเร็จ
แต่เห็นว่าจิตใจที่ชั่วร้ายได้ถูกฆ่าตายไปเพราะโฮปแล้ว เลยทำให้โนอาร์คนปัจจุบันออกจะมีนิสัยเรียนร้อยน่ารักแทน
ไพไรต์เองก็รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงนั้นด้วย เขาเลยออกจะสับสนเล็กน้อย ว่าทำไมโนอาร์ถึงเรียบร้อยขึ้นมาก
แต่เขาไม่รู้ว่าโนอาร์มีสองจิตใจอยู่ข้างในร่างกาย
ฉันเองก็ไม่แน่ใจ ว่าควรจะเชื่อคำพูดของกรีดดีหรือเปล่า
โนอาร์มีสองจิตใจ?
เรื่องแบบนั้นเป็นไปได้กับหุ่นยนต์ด้วยหรือคะ?
ฉันเองก็ไม่รู้ค่ะ
***
ฉันวิ่งมาตามทางเดินที่เลียบถนนลาดยางคอนกรีตต่อ
เป้าหมายไม่ใช่ลานกว้าง แต่เป็นเนินสูงที่ติดอยู่ริมชายหาด ถัดจากจัตุรัสแห่งชัยชนะตรงนี้
วิ่งผ่านร้านรวงจำนวนมาก จนไปหยุดลงที่ร้านหนังสือหนึ่งเข้าให้
ร้านนั้นถูกเปิดโดยเผ่ามนุษย์นกสองคน
"ออกซิเจน รีบเติมหนังสือเร็ว! "
"ได้เลยโอโซน! ขายดีเป็นบ้าเลยโว้ย! "
ขายหนังสื ที่ถูกวาดโดย [โยเยล] บุรุษผู้มีความสามารถรังสรรค์งานศิลปกรรมอันน่ากลัว...
หนังสือที่ถูกวางขายในคราวนี้ มีชื่อว่า [โดจินชิของเหล่าผู้กล้าเผ่ามนุษย์สัตว์ทั้งสิบผู้วายชน]
เจ้าเยลโล่ยังไม่เข็ดสินะ?
แถมคราวนี้ยังจะหยิบเอาระดับผู้กล้าของอีกเผ่ามาวาด สงสัยคงอยากตายมากเลยสินะคะ?
หลังจากเรื่องวุ่นวาย เจ้าเยลโล่ก็ยอมรับความผิด แล้วก้มหัวขอโทษทุกคนเป็นการใหญ่
แต่ดูท่านิสัยลามกเฉพาะตัวจะเลิกไม่ได้ง่าย ๆ ค่ะ…
แถมส่งคนมาเปิดร้านกลางแจ้งแบบนี้ อีกสักพักคงได้โดนตำรวจซิวไปตามระเบียบแน่นอนค่ะ
หรือคิดว่าจะขายหมดก่อนตำรวจจะรู้ตัว?
ยังไงก็ขออวยพรให้รอดปลอดภัยก็แล้วกันนะคะ
***
ฉันละความสนใจจากร้านแผงลอยลามกตรงนั้น แล้วหันไปชื่นชมธรรมชาติต่อไป
ต้นไม้กับดอกไม้หลากสีที่ปลูกเรียบรายทาง ทั้งบนฟ้า และริมทางเดินบนพื้นดิน สิ่งเหล่านี้ชวนให้จิตใจผ่อนคลายนัก
แสงอาทิตย์สองดวงลอยขึ้นสูง สาดแสงที่สดใสลงมาสู่ผิวโลก พร้อมกับเสียงนกน้อยร้องเพลงขันขาน
ถึงจะเป็นฤดูฝน แต่ท้องฟ้ากลับปลอดโปร่งไร้เมฆสีดำ
เป็นวันที่อากาศดี เหมาะแก่การไปเคารพผู้วายชนเป็นอย่างยิ่ง
“นั่นพรุนนี่! ”
“สวัสดีค่ะไฮเจน ไม่ได้จะไปพร้อมกับโฮปหรือคะ? ”
“โอ๊ว! เจ้าบ้านั่นติดงาน เลยออกมาคนเดียวก่อนนะ”
สตรีผมแดงเผ่ามนุษย์นกคนหนึ่งกำลังบินร่อนลงมาเลียบขนานพื้นดินไปพร้อมกับฉัน
ผมสีแดงยาวทอเป็นประกายแสง
ใบหน้าคมสวยงามดั่งเครื่องเพชรที่ผ่านการเจียระไนด้วยช่างฝีมือชั้นสูง
ขนปีกสีขาวเรียวตัวสวยนุ่มลื่นเป็นเงาดั่งอาภรณ์ของเทพธิดา
เธอคือสหายคนสำคัญของฉันร่วมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายบนทวีปนี้เมื่อหนึ่งปีที่แล้ว
สตรีเผ่ามนุษย์นก [ไฮเจน]
ปัจจุบันกำลังคบหาเป็นแฟนอยู่กับโฮปค่ะ
“พวกคุณสองคนมีความสุขดีไหมคะ? ”
“มีความสุขดี แต่จะดีกว่านี้ ถ้าเจ้าโฮปมันเลิกคิดมากเรื่องของลิลลี่ได้นะ”
“...”
หลังจากจบเรื่องวุ่นวายในวันนั้น โฮปก็เฝ้าแต่โทษตัวเองว่าเป็นความผิดของเขา ที่ทำให้ลิลลี่ต้องตาย
ทั้งที่ความจริง--- มันไม่ใช่อย่างที่เขาคิดเลยสักนิด
แต่เขาอดที่จะโทษตัวเองไม่ได้
เอาเถอะ เดียววันนี้เขาก็จะรู้ความจริงทั้งหมดแล้ว
หลังจากวันนั้น ด้วยเหตุผลบางอย่างที่ฉันไม่อาจเข้าใจได้ โฮปก็เริ่มเปลี่ยนไป
เขาเริ่มเปิดใจให้พวกเรามากขึ้นยิ่งกว่าเดิม
ตั้งใจเรียนยิ่งกว่าที่เคยเป็น ไม่ได้หลงมัวเมาไปกับเงินและชื่อเสียงที่ได้รับมาจากสงคราม
ไม่สิ
ต้องบอกว่าเขาแทบไม่ได้แตะต้องเงินรางวัลที่ได้รับมาเลยต่างหาก แต่เอาเงินจำนวนนั้นไปคืนหนี้สินทุกอย่าง แล้วเอาส่วนที่เหลือมาช่วยรักษาไฮเจน กับบริจาคช่วยเหลือผู้ที่สูญเสียจากภัยสงครามที่เกิดขึ้นอีกด้วย
ส่วนที่เขายอมคบกับไฮเจน ฉันไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาเริ่มเปิดใจให้คนอื่น หรือว่าเป็นเพราะอยากแสดงความรับผิดชอบที่ทำร้ายเธอ อันนี้ก็สุดแต่จะทราบได้ค่ะ
“แล้วเธอละ มีแฟนกับเขาบ้างหรือยัง? อย่างเจ้าหมีผมแดงคนนั้น? ”
“หมอนั่นกลับไปอยู่กับแม่ตัวเองแล้วค่ะ เขาไม่ได้รักฉันจริงตั้งแต่แรกแล้ว แค่ทำตามคำสั่งเท่านั้น อีกอย่าง ฉันไม่ชอบคนที่อ่อนแอกว่าตัวเองหรือพ่อของฉันค่ะ”
“พูดแบบนี้ มีหวังได้โสดตลอดชาติแน่นอน”
“ฉันไม่แคร์ค่ะ”
ชีวิตเผ่ายักษ์นั้นยืนยาวกว่าเผ่ามนุษย์เล็กน้อย
แต่งงานช้า ก็ไม่เห็นจะเสียหายอะไรเลยสักนิดเดียว
ช่างหัวเรื่องรัก ๆ ใคร ๆ ไปก่อนเถอะค่ะ
ตอนนี้ที่สำคัญ---
"ใกล้ถึงแล้วละ"
---คือพวกเรากำลังจะถึงที่หมายของวันนี้ัแล้ว
***
บนลานกว้างที่เปิดโล่งไร้สิ่งกีดขวาง มีผู้คนจำนวนมากกำลังมารวมตัวเพื่อรำลึกผู้ลาจาก ต่อหน้าศิลายักษ์สีดำ
เสียงคลื่นซัดเข้าชายฝั่ง ลมเย็นและไอเกลือที่ซัดเข้าผิวหน้า ทำให้รู้สึกแสบผิวชวนอึดอัด
แต่ความงดงามของผืนทะเลอันกว้างใหญ่ที่มองทะลุไปถึงเส้นขอบฟ้า กลับทำให้จิตใจยอมรับลมทะเลที่น่าชิงชังนี้ได้อย่างน่าประหลาด
ดอกไม้หลากสีถูกวางปูพรมหน้าแท่นศิลาดำที่ถูกจารึกชื่อสีขาว
อาหารและเครื่องเซ่นไหว้ถูกนำมาถวายบนพื้นหินสีขาวบริสุทธิ์หน้าแท่นหิน
ขนาดของหินสีดำนั้น สูงถึงห้าเมตร และยาวสุดลูกตาขนานไปกับแนวชายฝั่ง
บนแท่นหิน มีชื่อนับล้านของผู้สังเวยชีพในสงครามตั้งแต่เริ่มจนจบจารึกเอาไว้อยู่
ฉันมองไปที่ทางขวา
ที่ตรงนั้นมีสตรีเผ่านกที่คุ้นตา [เปอร์ไซต์] กำลังยืนไหว้พร้อมกับเพื่อน [ผู้กล้า] ของชนเผ่ามนุษย์สัตว์
แน่นอนว่ารวมไปถึงพวกท่านพ่อเองก็อยู่ตรงนั้นด้วย
ทั้งที่ฉันวิ่งออกมาก่อนแท้ ๆ ทำไมพวกเขาถึงมาถึงก่อนฉันได้กันค่ะเนี่ย?
หากมองไปทางซ้าย
จะพบกับชายหมาป่าสีดำ กับกระต่ายสีขาวที่กำลังยืนไว้อาลัยให้กับสหายร่วมรบที่จากไป
แล้วหากมองไปตรงหน้า---
"ว่าไง"
--- จะพบกับเหล่าสหายที่คุ้นตาทุกคน ที่มารวมตัวตรงหน้าแท่นหินตรงชื่อของสหายรัก
ชื่อของ [ลิลลี่ ออฟซิเดียน]
"ทุกคนมาถึงกันแล้วค่ะ"
สตรีเผ่ามด แฟต ตอบคำถามของฉัน
ทุกคนต่างอยู่ในชุดสีดำไว้ทุกข์เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศที่เศร้าโศกไว้อาลัย
"สวัสดีค่ะทุกคน แล้วก็เยลโล่ ถ้าไม่ระวังละก็ ร้านของนายโดนซิวแน่"
"ร้าน? อย่าบอกนะว่าเจ้าพวกบ้านั้นเอามาขายกลางแจ้งนะปิว!? "
"นี่ไม่รู้หรอกหรือ? "
"แว๊กกก! ต้องรีบไปหยุดก่อนแล้วปิว! "
ว่าแล้วเยลโล่ก็รีบหลบมุมไปโทรศัพท์ทันที
เหนื่อยหน่อยนะ…
"นี่ เมื่อไหรเธอจะคืนเจ้าควอตซ์กลับมาให้ผมสักทีเนี่ย? "
"เรื่องนั้นไปถามมันเองเถอะค่ะ ฉันก็ไม่รู้ว่าทำไมมันถึงติดฉันเสียเหลือเกิน"
ที่อีกมุม คือไพไรต์ซึ่งกำลังปกปิดตัวตนด้วยแว่นดำ กำลังคุยอยู่กับดิวซ์
ดูเหมือนว่าหลังจบสงคราม สัตว์เลี้ยงของไพไรต์จะติดดิวซ์มาก จนไม่ยอมกลับไปหาเขาค่ะ
ภาพบรรยากาศเก่า ๆ ที่ชวนคิดถึงเริ่มกลับมาอีกครั้ง
พอชายตาไปที่ชื่อของลิลลี่บนแท่นหิน ฉันก็มานั่งคิด---
การเล่าเรียนและผจญภัยในทวีปนี้เมื่อหนึ่งปีที่แล้ว นับว่าเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น
แต่กลับเป็นเวลาหนึ่งเดือนที่ยาวนานนับปี
ได้ต่อสู้
ได้พัวพันกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด
ได้เสี่ยงภัยในสถานการณ์ต่าง ๆ
ได้พบเห็นสิ่งมหัศจรรย์มากมาย
ได้พบกับพวกพ้องมากมาย
ลิลลี่
หนูลี่
ไฮเจน
เยลโล่
โฮป
ดิวซ์
เอซ
จาวิส
แฟต
เอท
โทแพซ
ไพไรต์
ควอตซ์
วานาดิไนต์
ซุนไกท์
โนอาร์
กลัทโทนี่ย์
กรีด
เอนวี่
ราธ
สล็อต
เป็นความทรงจำที่ล้ำค่าหาสิ่งใดเปรียบได้
"ลิลลี่… ทุกคนอยู่ตรงนี้แล้วนะ"
ที่ตรงหน้าชื่อของ [ลิลลี่ ออฟซิเดียน] มีชายเผ่ามนุษย์คนหนึ่งกำลังร่ำไห้ออกมา
เขาคือ [โฮป] ชายที่สังหารสตรีที่ตัวเองรักด้วยมือของตัวเอง
"เธอชอบเค้กใช่ไหม? นี่ ผมเอาเค้กมาให้มาด้วยละ"
น้ำตาของเขายังคงไม่ยอมเหือดแห้งมาตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมานี้
"ผม… ขอโทษ"
เขายังคงโทษตัวเองอยู่เช่นนั้น
ทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของเขาแท้ ๆ
ทุกคนต่างหยุดการพูดคุยของตัวเอง แล้วหันมาสงบจิตใจให้กับสหายรักผู้ร่าเริงด้วยรอยยิ้ม
พร้อมกับเตรียมใจรับเหตุการณ์ต่อไปที่กำลังจะเกิดขึ้นมาตรงหน้า---
" ผม… รักเธอนะ ลิลลี่"
โฮปกล่างคำพูดออกมาจากหัวใจของเขา
"รัก… รอยยิ้มของเธอ
รัก… ความวุ่นวายที่เธอนำมาให้
เพราะมีเธอ ชีวิตของผมจึงมีสีสันอีกครั้ง
เพราะมีเธอ ผมจึงรู้ว่าโลกใบนี้ไม่ได้เลวร้าย
เพราะเธอ… ผมจึงสามารถลุกขึ้นมาได้อีกครั้ง
ผมรัก-- รักเธอ [ลิลลี่ ออฟซิเดียน] "
เป็นคำกล่าวรักที่ร้อนแรงจนทุกคนหน้าแดงร้อนผ่าว
เป็นผู้ชายที่หาญกล้านัก ที่มาสารภาพรักสตรีผู้อื่นต่อหน้าแฟนของตัวเอง
อาจเป็นเพราะมองว่าลิลลี่ตายไปแล้ว เขาเลยจึงกล้าที่จะพูดออกมา
หรือว่าเพราะคาดหวังจะจับปลาสองมือตั้งแต่แรก ฉันก็ไม่อาจจะรู้ได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
แต่--- อีกไม่นาน เดียวโฮปก็จะรู้ความจริงอย่างหนึ่ง
ว่าตัวเขานั้น ไม่ใช่คนที่บาปหนาซึ่งพลั้งมือฆ่าคนรักของตัวเองลงไป
"ถ้ารักจริง งั้นเค้กก้อนแค่นี้ไม่พอกินหรอกนะ ดอง~"
"...งั้นเดียวผมจะหาก้อนใหญ่กว่านี้มาไหว้ให้นะ"
รู้ถึงความจริงที่เธอปกปิดมาตลอดเวลาหนึ่งปีนี้
"ขอวุ้นเพิ่มด้วยนะดอง"
"ได้สิ"
[ลิลลี่ ออฟซิเดียน] ได้จากพวกเราไป
เธอ [จากไป] … เฉกเช่นหนึ่งชีวิตที่ [หายไป] ในสงคราม
[หายไป] โดยมีเพียงแค่ [พวกเรา] ที่รับรู้การ [มีอยู่] ของตัวตนของเธอ
แต่ทว่ากลับ [มีคนหนึ่ง] ที่ [ไม่รับรู้การมีอยู่] ของเธอ
"แล้วก็ขอน้ำชาราคาแพงยิบด้วยดอง~"
"จะขอเยอะเกินไปแล้ว! ---- เฮ้ย!?! "
ใช่ค่ะ เธอ [หายไป] ไม่ใช่ [ตาย] จากค่ะ
"เค้าอยู่นี่แล้ว คิดถึงกันไหม โฮป! "
ความจริงนั้น ลิลลี่ เธอยังไม่ตายค่ะ...
***
ลิลลี่กำลังบินอยู่อย่างร่าเริงเหนือหัวของโฮป
ส่วนพวกฉันนั้น กำลังกุมหน้าด้วยความปวดหัว
เอาจนได้สินะ...
"ไม่จริง-- เธอ!? ทำไมยังไม่!? ก็ปีกของเธอ!? "
"ฉันเป็นลูกครึ่งภูติมนุษย์นะ ต่อให้ปีกขาด แต่มีอวัยวะหัวใจน้อย ๆ เหมือนมนุษย์ เลยรอดมาได้ละดอง~"
"!!! "
โฮปทำหน้าเหมือนกับคนที่กำลังเห็นผี
ก็แหง่ละ ปกติเผ่าภูตินั้น ถ้าปีกขาดก็คือความตายค่ะ
แต่ลิลลี่เป็นลูกครึ่ง เลยมีหัวใจเหมือนมนุษย์ สุดท้ายก็แค่พาเข้าห้อง ICU สร้างเนื้อเยื่อปีกขึ้นมาใหม่ แล้วพักฟื้นร่างกายครึ่งเดือน เธอก็หายดีเป็นปกติแล้วค่ะ...
"เดียวสิ!? มันแปลกไปแล้ว! แล้วทำไมทุกคนถึงนิ่งขนาดนี้กันละ? หรือว่าทุกคน---"
"... พวกเรารู้อยูาแล้วค่ะว่าคุณลิลลี่ยังไม่ตาย"
คนที่ตอบความงงงวยของโฮปคือแฟต
" เค้าแค่อยากแกล้งนายอ๊ะ! ดอง~ ก็แบบว่าเล่นฟันปีกทิ้งไม่ยั้งมือเลย เค้าเลยแอบโกรธนิด ๆ เลยเป็นที่มาของการหลอกครั้งนี้ยังไงละดอง~"
"@######!!!!!! "
โฮปอึ้งจนพูดออกมาไม่เป็นภาษาแล้วค่ะ
"แล้วเมื่อกี้… ที่สารภาพรักเค้านะ… แบบว่า… เค้าดีใจ… มากเลยละดอง! "
ลิลลี่ฉีกยิ้มกว้างให้กับโฮป
ส่วนทางด้านโฮปนั้น---
" อย่างงั้นหรือ… แกล้งกันนี่เองสินะ… เธอยังมีชีวิตอยู่นี่เองสินะ… "
เขากำลังลุกขึ้นมาพร้อมกับเค้กก้อนโตในมือขวาที่เอามาเพื่อไหว้หน้าหลุมศพ
เขาใช้มือซ้ายกวักเรียกภูติตัวน้อยด้วยรอยยิ้มที่เย็นชา
"จะเอาเค้กให้เค้ากินหรือดอง? ”
“ใช่ เข้ามาใกล้กว่านี้อีกสักนิดทีสิลี่”
“เย่~ เค้ก~ ดอง~---"
*แพละ!! *
เค้กสุดอร่อยที่ควรเข้าไปในปาก ถูกปาเข้าใส่ใบหน้าของลิลลี่ไปเต็ม ๆ
สมควรโดนค่ะ...
เพราะรู้ว่าจะกลายเป็นแบบนี้ ฉันเลยซื้อผ้าขนหนูกับขวดน้ำสะอาดติดมือมาด้วย
"มา--- ล้อเล่น--- กันได้นะ! "
โฮปดูโกรธมาก
แดงเพราะความโกรธ
แกงเพราะความเขินอายที่สารภาพรักหมดเปลือก
ร้องไห้เพราะความเศร้าโศก
และร้องไห้เพราะดีใจที่พบว่าเธอยังมีชีวิตอยู่
หลากหลายอารมณ์กำลังโจมตีโฮปจนฉันรู้สึกได้ผ่านทางใบหน้าและดวงตาของเขา
"เออ… ใจเย็นนะโฮป… แบบว่า… ลงโทษไง! ลงโทษที่มาทำร้ายเค้ายังไงดอง!? "
"มา! คราวนี้ละจะส่งไปสวรรค์ให้จริง ๆ! มาเป็นคมสนิม! มาเป็นเลือดล้างกระบี่ให้ซะดี ๆ! "
"แว๊กกกกกก! ใครก็ได้! ช่วยเค้าด้วย! ดอง!?! "
***
เสียงหัวเราะดังขับขานไปทั่วชายหาดทะเล
สองหนุ่มสาววิ่งไล่ล่าหมายปั้นจับต้องกันให้ได้
คนหนึ่งเหวี่ยงกระบี่หมายจะฆ่าให้ตาย
อีกคนบินหนีเลียบพื้นไปทั้งน้ำตา โดยมีแสงตะวันต้องเหนือหัวเป็นฉากหลัง
รอยยิ้มกลับคืนสู่ใบหน้าของบุรุษหนุ่ม
รอยยิ้มกลับคืนสู่สตรีภูติ
พวกเขาทั้งสอง ต่างได้ค้นพบสิ่งล้ำค่ายิ่งกว่าเพชร เงินทอง หรือชื่อเสียงเรียงนาม
ไม่จำเป็นต้องเด่นดังคับฟ้า
ไม่จำเป็นต้องมั่งมีล้นเหลือพึ่งปราถนา
ขอเพียงแค่มี [เธอ]
ขอเพียงแค่มี [เขา]
ความปรารถนาจักถูกเติมเต็มได้ราวกับมีเวทมนตร์
ความสุขของพวกเขา ได้มาปรากฏอยู่ ณ ที่แห่งนี้แล้ว
~Fin~
ขอขอบคุณที่ติดตามอ่านผลงานมาถึงตอนจบภาคนะครับ :3
~จากใจผู้แต่ง Diamos~