Pioneer Era

    ตอนที่ 158 คงอยู่ในใจตลอดไป- [ลิลลี่ ออฟซิเดียน]

    วันที่ 37 เอนมูว์ทัวร์ ปีที่ 20

    การต่อสู้ได้จบลง

    สงครามได้จบลง

    เวทีเจรจาเพื่อยุติความบาดหมางได้ถูกตั้งขึ้นมา

    เป็นวันหนึ่งที่ถูกจารึกลงในประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้

    เป็นวัน… ที่พวกเราได้สูญเสียเพื่อนคนหนึ่งไป



    [ลิลลี่ ออฟซิเดียน] ได้จากพวกเราไป

    เธอ [จากไป] … เฉกเช่นหนึ่งชีวิตที่ [หายไป] ในสงคราม

    [หายไป] โดยมีเพียงแค่ [พวกเรา] ที่รับรู้การ [มีอยู่] ของตัวตนของเธอ

    แต่ทว่ากลับ [มีคนหนึ่ง] ที่ [ไม่รับรู้การมีอยู่] ของเธอ

    เขาคนนั้น กำลังถูกโจมตีด้วยเศร้าโศก

    เศร้าโศก… ตราบเท่าวันที่เขาจะได้พบกับเธอผู้นั้นอีกครั้ง---



    เวลาไหลผ่านไปหนึ่งปี

    วันที่ 55 เยอร์รัส ปีที่ 21

    ***วีรสตรีรุ่นสิบ [พรุน]

    "ขอออกไปก่อนนะคะคุณพ่อ คุณแม่! ตามมาเร็ว เจ้าหนูลี่! "

    *ปี๊! *

    "รีบกลับมาด้วยละลูกรัก! "

    "เดียว! จะออกไปไหน!? พวกเราพึ่งมาถึงกันเองนะ! ถึงพ่อจะปล่อยอิสระให้เรียนวิชาเวทมนตร์ตามใจอยากได้ แต่ไม่ใช่หมายความว่าจะปล่อยให้ไปไหนต่อไหนได้ตามใจลูกนะ! บอกมา นี่จะไปหาผู้ชายใช่ไหม!?! พ่อไม่ยอมแน่! เดียว! กลับมาคุยกับพ่อก่อน---! "

    ฉันรีบวิ่งออกมาจากสนามบินพร้อมกับมังกรวารีขนาดสิบเมตร โดยไม่สนเสียงประท้วงของคุณพ่อ



    เป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม ที่ไม่ได้กลับมาหยังทวีปใหม่แห่งนี้

    หลังจากจบเรื่องวุ่นวายทุกอย่าง พวกเรา บุคคลที่มาจากทวีปคริสตัล ต่างต้องเก็บกระเป๋ากลับบ้านกันทุกคนอย่างไม่มีข้อยกเว้น ตามสนธิสัญญาที่ถูกร่างขึ้นมา

    สงครามจบลงด้วยชัยชนะของชนเผ่ามนุษย์สัตว์ นั่นคือสิ่งที่หน้าประวัติศาสตร์ถูกเขียนเอาไว้



    [ทวีปดรีมแลนด์] หรือในชื่อใหม่อย่างเป็นทางการว่า [ทวีปเทวภูมิ] ดินแดนของชนเผ่า [มนุษย์สัตว์] ผู้ยิ่งใหญ่

    เผ่าของพวกเขา ถูกแบ่งย่อยเป็นอีก 10 ชนเผ่า ปกครองโดย [ผู้อาวุโส] กับยอดนักรบ [สิบผู้กล้า] โดยมีราชาเพียงหนึ่งคือ [ไพไรต์]

    [ไพไรต์] คือบุรุษผู้ถูกเลือกจากเทพเจ้า [โนอาร์] ที่เป็นลัทธิบูชาคำสอนของพวกเขา

    [ไพไรต์] ได้กลายเป็นราชันผู้พิชิตทั้งแปดทิศ ชายผู้ยุติสงคราม และนำชัยชนะมาสู่ชนเผ่ามนุษย์สัตว์

    ชายผู้ซึ่งปราบอสูรร้าย [ราชินีควีน] กับอสูรผู้ควบคุมจิตใจ [ลัส] แล้วปลดเอกทุกเผ่าพันธ์ุจากความชั่วร้ายทั้งปวง



    ดินแดนถูกแบ่งออกเป็นแปดภาคส่วนตามสภาพแวดล้อม มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย อีกทั้งผู้คนยังเป็นมิตรต่อแขกกระเป๋าหนักที่มาเยือนจากต่างแดน

    มีการจ้างงาน [เผ่ามนุษย์มด] เป็นจำนวนมาก เพื่อนำพา [ความเจริญ] [เทคโนโลยี] [ความรู้] และ [เงินทอง] ไหลมาสู่ทวีป

    สถานเคารพบูชาถูกฟื้นฟู [หอคอยแห่งเทพเจ้า] กลับคืนสู่แผ่นดิน

    ไร้ซึ่งความขัดแย้ง ไร้ซึ่งการนองเลือด

    แสงอาทิตย์สาดส่องเหนือใต้หล้า ความสุขแผ่ขยายทั่วทั้งดินแดน

    นั่น… คือบทบาทที่บันทึกลงบนหน้าประวัติศาสตร์ของพวกเขา และเป็นสิ่งที่พวกเขาเชื่อ



    “ขอซื้อดอกไม้สีขาวช่อหนึ่ง กับ... ผ้าเช็ดตัว แล้วก็ขวดน้ำเปล่าขวดนี้ด้วยค่ะ”

    ฉันแวะร้านข้างทางเพื่อซื้อดอกไม้ลิลลี่สีขาว กับของอื่น ๆ ที่จำเป็นในวันนี้

    เมืองท่าที่อดีตคือศูนย์กลางสนามรบระหว่างสองทวีป ได้ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นเมืองท่าขนาดใหญ่ยักษ์

    มีเรือเหล็กสีดำลำโตเทียบท่าวันหนึ่งไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยลำ

    บนท้องฟ้ามีนกเหล็กขนาดใหญ่ส่งเสียงหวูดร้องดังไม่เว้นชั่วโมง



    เมืองบุกเบิกถูกเปลี่ยนเป็นประตูต้อนรับนักเที่ยวจากต่างแดน

    โรงเรียนสาขาไพโอเนียร์ ถูกเปลี่ยนเป็นโรงเรียนสำหรับนานาชาติให้กับลูกหลานของทั้งสองทวีปมาศึกษาหาความรู้ร่วมกัน

    โรงแรม บริษัท ที่พำนัก โรงงาน ทุกวันนี้ยังได้ยินเสียงก่อสร้างดังก้องไม่เว้นวัน

    หลังจบสงคราม ทุกอย่างดูเจริญขึ้นผิดหูผิดตา ผู้คนเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ราวกับว่าความปาดหมางในอดีตนั้น เป็นเพียงแค่เรื่องเล่าของนิทานก่อนนอนที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง

    ความเจริญที่มาพร้อมกับการทำลายล้าง ช่างฟังดูเป็นสิ่งที่ประชดประชันกันยิ่งนัก



    เผ่ามนุษย์สัตว์ ต่างมีความภาคภูมิใจของผู้ชนะสงคราม

    ได้มองเผ่าจากต่างแดนอย่างผู้ที่เหนือกว่า

    แม้แต่หอคอยเทพเจ้าที่เคยคิดว่าไม่มีวันหวนกลับ สิ่งนั้นกลับหวนกลับมายิ่งใหญ่กว่าเดิม

    ความภาคภูมิใจ ทำให้ความเคียดแค้นเหือดหายจากไปหมดสิ้น ราวกับผู้หิวโหยที่ได้รับอาหารจนอิ่มท้อง



    แต่… นั่นเป็นเพียงแค่สิ่งที่พวกเขารับรู้เพียงฝ่ายเดียว

    “หวาย.. เผ่ามนุษย์มดเยอะจริง ๆ ด้วยสิเนี่ย”

    บนถนนที่เต็มไปด้วยผู้คนหลากเผ่าพันธ์ุนั้น มีเผ่ามนุษย์มดเป็นประชากรมากถึง 3 ใน สี่ของประชากรทั้งหมดของทวีปนี้



    แฟต--- ไม่เคยมอบชัยชนะที่แท้จริงให้กับชนเผ่ามนุษย์สัตว์

    สิ่งที่แฟตทำ คือการมอบเพียงแค่ [ความรู้สึก] ของชัยชนะให้กับพวกเขาเท่านั้น

    ให้ [กรีด] ที่ยึดยานโบราณมาได้ สวมรอยเป็นเทพเจ้า [โนอาร์]

    คืนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้กับพวกเขา ด้วยการนำยานมาลงจอดใจกลางทวีป

    สร้างบทตัวร้ายให้กับ [ควีน] แล้วล้างชื่อใหม่ สร้างตัวตนใหม่ให้กับเธอ ในฐานะนักวิจัยของเผ่ามนุษย์มดเอาไว้อยู่ข้างกายตัวเอง



    คืนดินแดนทั้งหมดให้ชนเผ่ามนุษย์สัตว์ แล้วร่างเงื่อนไขการจัดจ้างงาน การพัฒนาดินแดนเป็นการชดเชยสินไหมสงครามที่พ่ายแพ้

    หากแต่ความเป็นจริง คือการอพยพเผ่ามนุษย์มดที่ล้นเกินจะดูแลไหว เข้ามาตั้งถิ่นที่อยู่บนทวีปใหม่ตามแผนดั้งเดิมของเผ่าพวกเขาอย่างแนบเนียน



    แฟต คือผู้ที่ชักใยอยู่เบื้องหลังอย่างแท้จริง

    มันคือระเบิดเวลาที่รอให้ซักวันความจริงปรากฏ ที่แม้แต่ไพไรต์เองก็ไม่รับรู้

    เหตุที่ไพไรต์ไม่รู้ความจริง เพราะไม่มีใครพูดถึง แม้แต่ตัวของโนอาร์ที่รู้ความจริงข้อนี้ก็ตาม



    แต่ใช่ว่าแฟตจะเป็นคนโหดร้ายถึงขนาดนั้น

    แฟตกำลังพยายามอย่างหนัก เพื่อชะลอให้ความจริงปรากฏช้าลง จนกว่าจะถึงวันที่วัฒนธรรมของทั้งสองทวีปสามารถยอมรับซึ่งกันและกันได้จากใจจริง

    ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งที่จะกลายเป็นชนวนสงครามขึ้นมาอีกครั้ง



    เธอกำลังเริ่มพยายามเปลี่ยนธรรมเนียมการมีหนึ่งราชินีต่อหนึ่งครอบครัวและหนึ่งอาณาจักร

    พยายามสร้างวัฒนธรรมการควบคุมประชากร

    พยายามเปลี่ยนขนบธรรมเนียมปกครองที่เลวร้ายป่าเถื่อนหลาย ๆ อย่าง



    เพราะว่ามีงานล้นมือขนาดนั้น แฟตเลยต้องออกจากการเรียนมาเป็นราชินี

    ฉันเห็นแฟตบ่นว่าปวดหัวแทบจะวันเว้นวันอยู่ในกลุ่มลับของพวกเราเลยค่ะ

    ส่วนราชินีรุ่นก่อนที่เป็นแม่ของเธอนั้น… ดูมีความสุขดีค่ะ

    แฟตโยนความผิดและค่าใช้จ่ายของความวุ่นวายทุกอย่าง ให้เป็นแม่ของเธอรับผิดชอบ

    ซึ่งแม่ของเธอก็ยินดีที่จะรับผิดชอบ เพื่อให้ลูกของตัวเองขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งได้อย่างสง่าผ่าเผย

    แต่นั่นเป็นเพียงแค่ในนามของผู้ที่ต้องรับความผิดเท่านั้น



    ในความเป็นจริงแล้ว... ความรับผิดชอบมากขนาดนั้น สุดท้ายมันก็วกกลับมาตกที่ตัวแฟตเองอยู่ดี

    เพราะมันถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องรับผิดชอบในฐานะของอาณาจักรเผ่ามนุษย์มดที่เป็นต้นเหตุความวุ่นวายทั้งหมด ไม่ใช่เรื่องของตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

    แล้วใครกันละคือผู้ปกครองอาณาจักรมดในเวลานี้?



    คำตอบคือ [แฟต] ตัวเธอเองนั่นละ

    สุดท้าย ตัวคุณแม่จึงได้ออกไปใช้ชีวิตสงบ ๆ พร้อมกับชื่อเสียงแย่ ๆ ในบั้นปลายชีวิต ที่เธอไม่รู้ว่าจะไปใส่ใจทำไม ในขณะที่ตัวคุณลูกต้องมาปวดหัวรับเรื่องทุกอย่างแทน

    ไม่ว่าจะมองยังไง ฉันว่าคนชนะสุดท้ายก็คือตัวคุณแม่ของแฟตค่ะ

    น่าเศร้าแทนแฟตจริง ๆ เลยนะคะเนี่ย...



    “ท่านโนอาร์~”

    “ขอพระพรจงปกปักคุ้มครองพวกเราเฉกเช่นทุกวันด้วยเถิด~”

    ฉันได้ยินเสียงดังของผู้นับถือมาจากศาลเจ้าบูชาเทพที่ติดถนนใหญ่

    เสาสีเทาสูงสิบเมตร สร้างบนแท่นวงกลมสีขาว มีรั้วไม้ท่อนกลมทาสีขาวตั้งเป็นขอบเขตแดนของเทพเจ้าล้อมกรอบ และตั้งโต๊ะหมู่บูชาหน้าขอบเขตรั้วอีกที เพื่อให้สำหรับชาวบ้านเข้ามากราบไหว้บูชา

    สัญลักษณ์ของความศักธาชนเผ่ามนุษย์สัตว์ [โนอาร์]



    เทพเจ้าของพวกเขา คือตัวตนโบราณที่มีหลักฐานยืนยันแล้วว่าเป็น [เทคโนโลยีที่สาบสูญ]

    คนที่ค้นพบหลักฐานชิ้นสำคัญทางประวัติศาสตร์เหล่านั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็น [ยะมะโตะ] คุณพ่อของคุณลิลลี่นั่นเอง

    ถึงความจริงจะเป็นพวกเราที่ค้นพบหลักฐานมีชีวิตจากการเสี่ยงตายผจญภัย แต่คนที่ตีความ แล้วเชื่อมโยงเรื่องราวทุกอย่างจนเป็นหนังสือชวนง่วงหลายสิบเล่ม จากซากหลักฐานที่พวกเราค้นพบ ก็คือพ่อของคุณลิลลี่เอง




    พวกเราเลยมีชื่อเหลือเพียงแค่ว่า [ผู้ค้นพบประตูสู่ซากโบราณ] แค่นั้น

    ซึ่งมันก็ถูกอยู่ค่ะ

    ไม่ใช่ว่าเขาอยากแย่งผลงานของพวกเรา แต่พวกเราไม่มีความสามารถมากพอที่จะตีความเนื้อหาโบราณกันได้เอง

    อันนี้คงต้องยอมรับว่าพวกเราความสามารถไม่ถึงกันเองค่ะ

    อย่างที่เขาว่า มีแค่แรงอย่างเดียวมันไม่พอ แต่ต้องมีความรู้มากพอด้วยค่ะ

    เอาเถอะ... อย่างน้อยก็มีชื่อหลงเหลืออยู่ในหน้าหนังสือ [การผจญภัยของผู้ค้นพบประตูสู่ซากโบราณ] อะนะ



    “ลิลลี่เองก็คงดีใจ…”

    ฉันพึมพำถึงคนที่ไม่อยู่ที่นี่ด้วยรอยยิ้มที่แข็งกระด้าง

    ในวันนั้น คุณลิลลี่ได้เลือกที่จะ [หายตัวไป]

    ชื่อของเธอถูกจารีกบนหน้าประวัติศาสตร์อย่างที่เธอต้องการ

    แต่ฉันมองว่ามันงี่เง่ามาก

    มีชื่อหลงเหลือ แต่ถ้าไม่อยู่ชื่นชมผลงานด้วยตัวเอง แล้วมันจะไปมีค่าอะไรกัน…

    ฉันไม่เข้าใจความคิดของลิลลี่เลยแม้แต่น้อยค่ะ



    จะว่าไป พอพูดถึงโนอาร์แล้ว ก็นึกถึงเรื่องของพวกเอซ

    ฉันไม่ค่อยสนิทกับเอซเท่าไหรนัก แต่กลับรู้เรื่องของเขามาก เพราะต้องมาทนฟังดิวซ์บ่นใส่ทุกวัน

    "พี่ชายนะ ไม่สนครอบครัว! เอาเวลาไปสนเมียหมด! "

    "พี่บ้า บ้า บ้า! มีเมียเป็นหุ่นยนต์ไม่พอ! ตอนนี้ยังพาหุ่นยนต์โบราณตัวอื่นเข้าบ้านด้วย! คิดจะสร้างฮาเร็มหุ่นยนต์สาวงามหรือยังไงยะ!? "

    "นี่! ฉันทนไม่ไหวแล้ว! คิดว่าจะย้ายออกจากบ้านแล้วละ! พี่นะ ปล่อยออร่าสีชมพูใส่กรีดทุกวันเลยนะ! "

    ฟังเธอบ่นเช่นนี้ จนเริ่มรู้สึกแปลกใจว่าตกลงพี่ติดน้อง หรือน้องติดพี่กันแน่คะ?



    กรีดกลายเป็นคนรักของเอซหลังจากจบเหตุการวุ่นวายทั้งหมด

    ส่วนหุ่นยนต์โบราณที่เคยถูกโนอาร์ล้างสมอง ก็เลยไปอยู่ใต้การดูแลของเอซโดยปริยาย

    ถึงจะโดนล้างสมองจนกลายเป็นตัวตนใหม่ แต่กรีดกับเอซยังคงพยายาม ว่าสักวันตัวตนของพวกเขาจะกลับคืนมา

    วิญญาณของหุ่นยนต์มีอยู่จริงหรือไม่? สิ่งนั้นได้กลายเป็นเป้าหมายในชีวิตของเอซไปแล้ว

    แถมเพราะเป็นหุ่นยนต์โบราณ เลยได้รับทุนสนับสนุนวิจัยมากมายจากทางการอีกด้วย

    เรียกได้ว่าชีวิตดี๊ดีค่ะ



    "มาถึงจัตุรัสแห่งชัยชนะแล้วหรือเนี่ย"

    ตอนนี้ฉันวิ่งมาถึงใจกลางเมือง

    ถนนทุกสายต่างมุ่งหน้ามาสู่ที่ลานใจกลางแห่งนี้

    เสียงของสวนน้ำพุดังไหลชวนผ่อนคลาย

    ไอน้ำเย็นสบายลอยละล่องต้องแสงเกิดเป็นเส้นรุ้งวาดผ่าน

    ที่ตรงกลาง คือร้านรวงจำนวนมาก กับรูปปั้นสำริดของนักรบผู้หาญกล้า



    บุรุษสีทองคำ [ไพไรต์] ราชันย์แห่งสงคราม ยืนตรงด้วยท่าดาบปักพื้นอย่างมีสง่าราศี

    บุรุษกอลิล่า [ซุนไกท์] สหายผู้ภักดี ชันเข่าขวา พร้อมคำนับด้วยไม้พลองคู่กาย

    บุรุษหมี [วินาดิไนต์] ผู้ทรงพลัง ชันเข่าซ้าย พร้อมคำนับด้วยขวานสงครามขนาดยักษ์ชวนดูน่าเกรงขาม

    และ… สองสตรีผู้งดงาม พระมเหสีของบุรุษสีทอง [โทแพซ] กับ [โนอาร์] ที่กำลังยืนโอบกอดบุรุษสีทองจากทางด้านหลัง



    เป็นรูปปั้นที่เจ้าตัวไม่อยากให้สร้างขึ้น แต่ก็ต้องสร้างเพื่อเป็นศูนย์รวมของความภาคภูมิใจของเผ่ามนุษย์สัตว์



    โทแพซได้รับความช่วยเหลือด้านแขนขาเทียม จนสามารถกลับมาเดินเหินได้ตามปกติอีกครั้ง

    ส่วนโนอาร์ ถึงจะใช้เวลาราวครึ่งปี แต่กรีดก็ช่วยสร้างร่างใหม่ให้กับเธอสำเร็จ

    แต่เห็นว่าจิตใจที่ชั่วร้ายได้ถูกฆ่าตายไปเพราะโฮปแล้ว เลยทำให้โนอาร์คนปัจจุบันออกจะมีนิสัยเรียนร้อยน่ารักแทน

    ไพไรต์เองก็รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงนั้นด้วย เขาเลยออกจะสับสนเล็กน้อย ว่าทำไมโนอาร์ถึงเรียบร้อยขึ้นมาก

    แต่เขาไม่รู้ว่าโนอาร์มีสองจิตใจอยู่ข้างในร่างกาย

    ฉันเองก็ไม่แน่ใจ ว่าควรจะเชื่อคำพูดของกรีดดีหรือเปล่า

    โนอาร์มีสองจิตใจ?

    เรื่องแบบนั้นเป็นไปได้กับหุ่นยนต์ด้วยหรือคะ?

    ฉันเองก็ไม่รู้ค่ะ



    ***



    ฉันวิ่งมาตามทางเดินที่เลียบถนนลาดยางคอนกรีตต่อ

    เป้าหมายไม่ใช่ลานกว้าง แต่เป็นเนินสูงที่ติดอยู่ริมชายหาด ถัดจากจัตุรัสแห่งชัยชนะตรงนี้

    วิ่งผ่านร้านรวงจำนวนมาก จนไปหยุดลงที่ร้านหนังสือหนึ่งเข้าให้

    ร้านนั้นถูกเปิดโดยเผ่ามนุษย์นกสองคน



    "ออกซิเจน รีบเติมหนังสือเร็ว! "

    "ได้เลยโอโซน! ขายดีเป็นบ้าเลยโว้ย! "

    ขายหนังสื ที่ถูกวาดโดย [โยเยล] บุรุษผู้มีความสามารถรังสรรค์งานศิลปกรรมอันน่ากลัว...

    หนังสือที่ถูกวางขายในคราวนี้ มีชื่อว่า [โดจินชิของเหล่าผู้กล้าเผ่ามนุษย์สัตว์ทั้งสิบผู้วายชน]

    เจ้าเยลโล่ยังไม่เข็ดสินะ?

    แถมคราวนี้ยังจะหยิบเอาระดับผู้กล้าของอีกเผ่ามาวาด สงสัยคงอยากตายมากเลยสินะคะ?



    หลังจากเรื่องวุ่นวาย เจ้าเยลโล่ก็ยอมรับความผิด แล้วก้มหัวขอโทษทุกคนเป็นการใหญ่

    แต่ดูท่านิสัยลามกเฉพาะตัวจะเลิกไม่ได้ง่าย ๆ ค่ะ…

    แถมส่งคนมาเปิดร้านกลางแจ้งแบบนี้ อีกสักพักคงได้โดนตำรวจซิวไปตามระเบียบแน่นอนค่ะ

    หรือคิดว่าจะขายหมดก่อนตำรวจจะรู้ตัว?

    ยังไงก็ขออวยพรให้รอดปลอดภัยก็แล้วกันนะคะ



    ***



    ฉันละความสนใจจากร้านแผงลอยลามกตรงนั้น แล้วหันไปชื่นชมธรรมชาติต่อไป

    ต้นไม้กับดอกไม้หลากสีที่ปลูกเรียบรายทาง ทั้งบนฟ้า และริมทางเดินบนพื้นดิน สิ่งเหล่านี้ชวนให้จิตใจผ่อนคลายนัก

    แสงอาทิตย์สองดวงลอยขึ้นสูง สาดแสงที่สดใสลงมาสู่ผิวโลก พร้อมกับเสียงนกน้อยร้องเพลงขันขาน

    ถึงจะเป็นฤดูฝน แต่ท้องฟ้ากลับปลอดโปร่งไร้เมฆสีดำ

    เป็นวันที่อากาศดี เหมาะแก่การไปเคารพผู้วายชนเป็นอย่างยิ่ง



    “นั่นพรุนนี่! ”

    “สวัสดีค่ะไฮเจน ไม่ได้จะไปพร้อมกับโฮปหรือคะ? ”

    “โอ๊ว! เจ้าบ้านั่นติดงาน เลยออกมาคนเดียวก่อนนะ”

    สตรีผมแดงเผ่ามนุษย์นกคนหนึ่งกำลังบินร่อนลงมาเลียบขนานพื้นดินไปพร้อมกับฉัน



    ผมสีแดงยาวทอเป็นประกายแสง

    ใบหน้าคมสวยงามดั่งเครื่องเพชรที่ผ่านการเจียระไนด้วยช่างฝีมือชั้นสูง

    ขนปีกสีขาวเรียวตัวสวยนุ่มลื่นเป็นเงาดั่งอาภรณ์ของเทพธิดา

    เธอคือสหายคนสำคัญของฉันร่วมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายบนทวีปนี้เมื่อหนึ่งปีที่แล้ว

    สตรีเผ่ามนุษย์นก [ไฮเจน]

    ปัจจุบันกำลังคบหาเป็นแฟนอยู่กับโฮปค่ะ



    “พวกคุณสองคนมีความสุขดีไหมคะ? ”

    “มีความสุขดี แต่จะดีกว่านี้ ถ้าเจ้าโฮปมันเลิกคิดมากเรื่องของลิลลี่ได้นะ”

    “...”

    หลังจากจบเรื่องวุ่นวายในวันนั้น โฮปก็เฝ้าแต่โทษตัวเองว่าเป็นความผิดของเขา ที่ทำให้ลิลลี่ต้องตาย

    ทั้งที่ความจริง--- มันไม่ใช่อย่างที่เขาคิดเลยสักนิด

    แต่เขาอดที่จะโทษตัวเองไม่ได้

    เอาเถอะ เดียววันนี้เขาก็จะรู้ความจริงทั้งหมดแล้ว



    หลังจากวันนั้น ด้วยเหตุผลบางอย่างที่ฉันไม่อาจเข้าใจได้ โฮปก็เริ่มเปลี่ยนไป

    เขาเริ่มเปิดใจให้พวกเรามากขึ้นยิ่งกว่าเดิม

    ตั้งใจเรียนยิ่งกว่าที่เคยเป็น ไม่ได้หลงมัวเมาไปกับเงินและชื่อเสียงที่ได้รับมาจากสงคราม

    ไม่สิ

    ต้องบอกว่าเขาแทบไม่ได้แตะต้องเงินรางวัลที่ได้รับมาเลยต่างหาก แต่เอาเงินจำนวนนั้นไปคืนหนี้สินทุกอย่าง แล้วเอาส่วนที่เหลือมาช่วยรักษาไฮเจน กับบริจาคช่วยเหลือผู้ที่สูญเสียจากภัยสงครามที่เกิดขึ้นอีกด้วย



    ส่วนที่เขายอมคบกับไฮเจน ฉันไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาเริ่มเปิดใจให้คนอื่น หรือว่าเป็นเพราะอยากแสดงความรับผิดชอบที่ทำร้ายเธอ อันนี้ก็สุดแต่จะทราบได้ค่ะ



    “แล้วเธอละ มีแฟนกับเขาบ้างหรือยัง? อย่างเจ้าหมีผมแดงคนนั้น? ”

    “หมอนั่นกลับไปอยู่กับแม่ตัวเองแล้วค่ะ เขาไม่ได้รักฉันจริงตั้งแต่แรกแล้ว แค่ทำตามคำสั่งเท่านั้น อีกอย่าง ฉันไม่ชอบคนที่อ่อนแอกว่าตัวเองหรือพ่อของฉันค่ะ”

    “พูดแบบนี้ มีหวังได้โสดตลอดชาติแน่นอน”

    “ฉันไม่แคร์ค่ะ”



    ชีวิตเผ่ายักษ์นั้นยืนยาวกว่าเผ่ามนุษย์เล็กน้อย

    แต่งงานช้า ก็ไม่เห็นจะเสียหายอะไรเลยสักนิดเดียว

    ช่างหัวเรื่องรัก ๆ ใคร ๆ ไปก่อนเถอะค่ะ

    ตอนนี้ที่สำคัญ---

    "ใกล้ถึงแล้วละ"

    ---คือพวกเรากำลังจะถึงที่หมายของวันนี้ัแล้ว



    ***

    บนลานกว้างที่เปิดโล่งไร้สิ่งกีดขวาง มีผู้คนจำนวนมากกำลังมารวมตัวเพื่อรำลึกผู้ลาจาก ต่อหน้าศิลายักษ์สีดำ

    เสียงคลื่นซัดเข้าชายฝั่ง ลมเย็นและไอเกลือที่ซัดเข้าผิวหน้า ทำให้รู้สึกแสบผิวชวนอึดอัด

    แต่ความงดงามของผืนทะเลอันกว้างใหญ่ที่มองทะลุไปถึงเส้นขอบฟ้า กลับทำให้จิตใจยอมรับลมทะเลที่น่าชิงชังนี้ได้อย่างน่าประหลาด



    ดอกไม้หลากสีถูกวางปูพรมหน้าแท่นศิลาดำที่ถูกจารึกชื่อสีขาว

    อาหารและเครื่องเซ่นไหว้ถูกนำมาถวายบนพื้นหินสีขาวบริสุทธิ์หน้าแท่นหิน

    ขนาดของหินสีดำนั้น สูงถึงห้าเมตร และยาวสุดลูกตาขนานไปกับแนวชายฝั่ง

    บนแท่นหิน มีชื่อนับล้านของผู้สังเวยชีพในสงครามตั้งแต่เริ่มจนจบจารึกเอาไว้อยู่



    ฉันมองไปที่ทางขวา

    ที่ตรงนั้นมีสตรีเผ่านกที่คุ้นตา [เปอร์ไซต์] กำลังยืนไหว้พร้อมกับเพื่อน [ผู้กล้า] ของชนเผ่ามนุษย์สัตว์

    แน่นอนว่ารวมไปถึงพวกท่านพ่อเองก็อยู่ตรงนั้นด้วย

    ทั้งที่ฉันวิ่งออกมาก่อนแท้ ๆ ทำไมพวกเขาถึงมาถึงก่อนฉันได้กันค่ะเนี่ย?



    หากมองไปทางซ้าย

    จะพบกับชายหมาป่าสีดำ กับกระต่ายสีขาวที่กำลังยืนไว้อาลัยให้กับสหายร่วมรบที่จากไป



    แล้วหากมองไปตรงหน้า---

    "ว่าไง"

    --- จะพบกับเหล่าสหายที่คุ้นตาทุกคน ที่มารวมตัวตรงหน้าแท่นหินตรงชื่อของสหายรัก

    ชื่อของ [ลิลลี่ ออฟซิเดียน]



    "ทุกคนมาถึงกันแล้วค่ะ"

    สตรีเผ่ามด แฟต ตอบคำถามของฉัน

    ทุกคนต่างอยู่ในชุดสีดำไว้ทุกข์เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศที่เศร้าโศกไว้อาลัย



    "สวัสดีค่ะทุกคน แล้วก็เยลโล่ ถ้าไม่ระวังละก็ ร้านของนายโดนซิวแน่"

    "ร้าน? อย่าบอกนะว่าเจ้าพวกบ้านั้นเอามาขายกลางแจ้งนะปิว!? "

    "นี่ไม่รู้หรอกหรือ? "

    "แว๊กกก! ต้องรีบไปหยุดก่อนแล้วปิว! "

    ว่าแล้วเยลโล่ก็รีบหลบมุมไปโทรศัพท์ทันที

    เหนื่อยหน่อยนะ…



    "นี่ เมื่อไหรเธอจะคืนเจ้าควอตซ์กลับมาให้ผมสักทีเนี่ย? "

    "เรื่องนั้นไปถามมันเองเถอะค่ะ ฉันก็ไม่รู้ว่าทำไมมันถึงติดฉันเสียเหลือเกิน"

    ที่อีกมุม คือไพไรต์ซึ่งกำลังปกปิดตัวตนด้วยแว่นดำ กำลังคุยอยู่กับดิวซ์

    ดูเหมือนว่าหลังจบสงคราม สัตว์เลี้ยงของไพไรต์จะติดดิวซ์มาก จนไม่ยอมกลับไปหาเขาค่ะ



    ภาพบรรยากาศเก่า ๆ ที่ชวนคิดถึงเริ่มกลับมาอีกครั้ง

    พอชายตาไปที่ชื่อของลิลลี่บนแท่นหิน ฉันก็มานั่งคิด---

    การเล่าเรียนและผจญภัยในทวีปนี้เมื่อหนึ่งปีที่แล้ว นับว่าเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น

    แต่กลับเป็นเวลาหนึ่งเดือนที่ยาวนานนับปี



    ได้ต่อสู้

    ได้พัวพันกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด

    ได้เสี่ยงภัยในสถานการณ์ต่าง ๆ

    ได้พบเห็นสิ่งมหัศจรรย์มากมาย

    ได้พบกับพวกพ้องมากมาย



    ลิลลี่

    หนูลี่

    ไฮเจน

    เยลโล่

    โฮป

    ดิวซ์

    เอซ

    จาวิส

    แฟต



    เอท

    โทแพซ

    ไพไรต์

    ควอตซ์

    วานาดิไนต์

    ซุนไกท์



    โนอาร์

    กลัทโทนี่ย์

    กรีด

    เอนวี่

    ราธ

    สล็อต



    เป็นความทรงจำที่ล้ำค่าหาสิ่งใดเปรียบได้


    "ลิลลี่… ทุกคนอยู่ตรงนี้แล้วนะ"

    ที่ตรงหน้าชื่อของ [ลิลลี่ ออฟซิเดียน] มีชายเผ่ามนุษย์คนหนึ่งกำลังร่ำไห้ออกมา

    เขาคือ [โฮป] ชายที่สังหารสตรีที่ตัวเองรักด้วยมือของตัวเอง



    "เธอชอบเค้กใช่ไหม? นี่ ผมเอาเค้กมาให้มาด้วยละ"

    น้ำตาของเขายังคงไม่ยอมเหือดแห้งมาตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมานี้



    "ผม… ขอโทษ"

    เขายังคงโทษตัวเองอยู่เช่นนั้น

    ทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของเขาแท้ ๆ



    ทุกคนต่างหยุดการพูดคุยของตัวเอง แล้วหันมาสงบจิตใจให้กับสหายรักผู้ร่าเริงด้วยรอยยิ้ม

    พร้อมกับเตรียมใจรับเหตุการณ์ต่อไปที่กำลังจะเกิดขึ้นมาตรงหน้า---



    " ผม… รักเธอนะ ลิลลี่"

    โฮปกล่างคำพูดออกมาจากหัวใจของเขา

    "รัก… รอยยิ้มของเธอ

    รัก… ความวุ่นวายที่เธอนำมาให้

    เพราะมีเธอ ชีวิตของผมจึงมีสีสันอีกครั้ง

    เพราะมีเธอ ผมจึงรู้ว่าโลกใบนี้ไม่ได้เลวร้าย

    เพราะเธอ… ผมจึงสามารถลุกขึ้นมาได้อีกครั้ง

    ผมรัก-- รักเธอ [ลิลลี่ ออฟซิเดียน] "



    เป็นคำกล่าวรักที่ร้อนแรงจนทุกคนหน้าแดงร้อนผ่าว

    เป็นผู้ชายที่หาญกล้านัก ที่มาสารภาพรักสตรีผู้อื่นต่อหน้าแฟนของตัวเอง

    อาจเป็นเพราะมองว่าลิลลี่ตายไปแล้ว เขาเลยจึงกล้าที่จะพูดออกมา

    หรือว่าเพราะคาดหวังจะจับปลาสองมือตั้งแต่แรก ฉันก็ไม่อาจจะรู้ได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่

    แต่--- อีกไม่นาน เดียวโฮปก็จะรู้ความจริงอย่างหนึ่ง

    ว่าตัวเขานั้น ไม่ใช่คนที่บาปหนาซึ่งพลั้งมือฆ่าคนรักของตัวเองลงไป



    "ถ้ารักจริง งั้นเค้กก้อนแค่นี้ไม่พอกินหรอกนะ ดอง~"

    "...งั้นเดียวผมจะหาก้อนใหญ่กว่านี้มาไหว้ให้นะ"



    รู้ถึงความจริงที่เธอปกปิดมาตลอดเวลาหนึ่งปีนี้

    "ขอวุ้นเพิ่มด้วยนะดอง"

    "ได้สิ"



    [ลิลลี่ ออฟซิเดียน] ได้จากพวกเราไป

    เธอ [จากไป] … เฉกเช่นหนึ่งชีวิตที่ [หายไป] ในสงคราม

    [หายไป] โดยมีเพียงแค่ [พวกเรา] ที่รับรู้การ [มีอยู่] ของตัวตนของเธอ

    แต่ทว่ากลับ [มีคนหนึ่ง] ที่ [ไม่รับรู้การมีอยู่] ของเธอ



    "แล้วก็ขอน้ำชาราคาแพงยิบด้วยดอง~"

    "จะขอเยอะเกินไปแล้ว! ---- เฮ้ย!?! "



    ใช่ค่ะ เธอ [หายไป] ไม่ใช่ [ตาย] จากค่ะ



    "เค้าอยู่นี่แล้ว คิดถึงกันไหม โฮป! "



    ความจริงนั้น ลิลลี่ เธอยังไม่ตายค่ะ...



    ***



    ลิลลี่กำลังบินอยู่อย่างร่าเริงเหนือหัวของโฮป

    ส่วนพวกฉันนั้น กำลังกุมหน้าด้วยความปวดหัว

    เอาจนได้สินะ...



    "ไม่จริง-- เธอ!? ทำไมยังไม่!? ก็ปีกของเธอ!? "

    "ฉันเป็นลูกครึ่งภูติมนุษย์นะ ต่อให้ปีกขาด แต่มีอวัยวะหัวใจน้อย ๆ เหมือนมนุษย์ เลยรอดมาได้ละดอง~"

    "!!! "

    โฮปทำหน้าเหมือนกับคนที่กำลังเห็นผี

    ก็แหง่ละ ปกติเผ่าภูตินั้น ถ้าปีกขาดก็คือความตายค่ะ

    แต่ลิลลี่เป็นลูกครึ่ง เลยมีหัวใจเหมือนมนุษย์ สุดท้ายก็แค่พาเข้าห้อง ICU สร้างเนื้อเยื่อปีกขึ้นมาใหม่ แล้วพักฟื้นร่างกายครึ่งเดือน เธอก็หายดีเป็นปกติแล้วค่ะ...



    "เดียวสิ!? มันแปลกไปแล้ว! แล้วทำไมทุกคนถึงนิ่งขนาดนี้กันละ? หรือว่าทุกคน---"

    "... พวกเรารู้อยูาแล้วค่ะว่าคุณลิลลี่ยังไม่ตาย"

    คนที่ตอบความงงงวยของโฮปคือแฟต



    " เค้าแค่อยากแกล้งนายอ๊ะ! ดอง~ ก็แบบว่าเล่นฟันปีกทิ้งไม่ยั้งมือเลย เค้าเลยแอบโกรธนิด ๆ เลยเป็นที่มาของการหลอกครั้งนี้ยังไงละดอง~"

    "@######!!!!!! "

    โฮปอึ้งจนพูดออกมาไม่เป็นภาษาแล้วค่ะ



    "แล้วเมื่อกี้… ที่สารภาพรักเค้านะ… แบบว่า… เค้าดีใจ… มากเลยละดอง! "

    ลิลลี่ฉีกยิ้มกว้างให้กับโฮป

    ส่วนทางด้านโฮปนั้น---



    " อย่างงั้นหรือ… แกล้งกันนี่เองสินะ… เธอยังมีชีวิตอยู่นี่เองสินะ… "

    เขากำลังลุกขึ้นมาพร้อมกับเค้กก้อนโตในมือขวาที่เอามาเพื่อไหว้หน้าหลุมศพ

    เขาใช้มือซ้ายกวักเรียกภูติตัวน้อยด้วยรอยยิ้มที่เย็นชา



    "จะเอาเค้กให้เค้ากินหรือดอง? ”

    “ใช่ เข้ามาใกล้กว่านี้อีกสักนิดทีสิลี่”

    “เย่~ เค้ก~ ดอง~---"

    *แพละ!! *

    เค้กสุดอร่อยที่ควรเข้าไปในปาก ถูกปาเข้าใส่ใบหน้าของลิลลี่ไปเต็ม ๆ

    สมควรโดนค่ะ...

    เพราะรู้ว่าจะกลายเป็นแบบนี้ ฉันเลยซื้อผ้าขนหนูกับขวดน้ำสะอาดติดมือมาด้วย



    "มา--- ล้อเล่น--- กันได้นะ! "

    โฮปดูโกรธมาก

    แดงเพราะความโกรธ

    แกงเพราะความเขินอายที่สารภาพรักหมดเปลือก

    ร้องไห้เพราะความเศร้าโศก

    และร้องไห้เพราะดีใจที่พบว่าเธอยังมีชีวิตอยู่

    หลากหลายอารมณ์กำลังโจมตีโฮปจนฉันรู้สึกได้ผ่านทางใบหน้าและดวงตาของเขา



    "เออ… ใจเย็นนะโฮป… แบบว่า… ลงโทษไง! ลงโทษที่มาทำร้ายเค้ายังไงดอง!? "

    "มา! คราวนี้ละจะส่งไปสวรรค์ให้จริง ๆ! มาเป็นคมสนิม! มาเป็นเลือดล้างกระบี่ให้ซะดี ๆ! "

    "แว๊กกกกกก! ใครก็ได้! ช่วยเค้าด้วย! ดอง!?! "



    ***



    เสียงหัวเราะดังขับขานไปทั่วชายหาดทะเล

    สองหนุ่มสาววิ่งไล่ล่าหมายปั้นจับต้องกันให้ได้

    คนหนึ่งเหวี่ยงกระบี่หมายจะฆ่าให้ตาย

    อีกคนบินหนีเลียบพื้นไปทั้งน้ำตา โดยมีแสงตะวันต้องเหนือหัวเป็นฉากหลัง

    รอยยิ้มกลับคืนสู่ใบหน้าของบุรุษหนุ่ม

    รอยยิ้มกลับคืนสู่สตรีภูติ

    พวกเขาทั้งสอง ต่างได้ค้นพบสิ่งล้ำค่ายิ่งกว่าเพชร เงินทอง หรือชื่อเสียงเรียงนาม

    ไม่จำเป็นต้องเด่นดังคับฟ้า

    ไม่จำเป็นต้องมั่งมีล้นเหลือพึ่งปราถนา

    ขอเพียงแค่มี [เธอ]

    ขอเพียงแค่มี [เขา]

    ความปรารถนาจักถูกเติมเต็มได้ราวกับมีเวทมนตร์

    ความสุขของพวกเขา ได้มาปรากฏอยู่ ณ ที่แห่งนี้แล้ว



    ~Fin~

    ขอขอบคุณที่ติดตามอ่านผลงานมาถึงตอนจบภาคนะครับ :3

    ~จากใจผู้แต่ง Diamos~