สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 บทที่ 154 ‘แวร์แบร์’

            ในทางเดินลึกที่มืดมิดหลังจากประตูเหล็กด้านหลังปิด ก็ไม่มีแสงสว่างใดๆ เล็ดรอดเข้ามา

            ซุนเฟยถอนหายใจออกมาเบาๆทันใดนั้นร่างกายก็เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมา

            แสงสว่างสีสันสดใสก็เปล่งประกายออกมาเพียงพริบตา บนหัวของซุนเฟยก็ปรากฏหมวกหัวหมาป่าขึ้นมา ที่มีของเขาสวมถุงมือหนังสีเหลืองอ่อนและถือคทาเวทมนตร์ในมือ ส่วนอีกมือก็ถือโล่เล็กๆ คาดเข็มขัดสีแดง สวมรองเท้าเหล็ก...ซุนเฟยเปลี่ยนเป็น 'โหมดดรูอิด' และเรียกใช้ชุดเกราะของดรูอิดเลเวล 21 ครบชุด ร่างของเขาเต็มไปด้วยพลังที่พลุ่งพล่านฉับพลัน คทาเวทมนตร์สีเขียวมรกตในมือก็มีพลังธาตุสีขาวสามดวงไหลทะลักออกมา ก่อนจะรวมตัวกันอยู่บนพื้น กลายเป็นร่างหมาป่าขนาดใหญ่สามตัวที่สูงกว่าหนึ่งเมตรลำตัวยาวกว่าสองเมตรพวกมันวิ่งเข้ามาล้อมรอบซุนเฟยอย่างสนิทสนม

            ทักษะดรูอิด 'อัญเชิญจิตวิญญาณหมาป่า'

            ซุนเฟยใช้ทักษะเทพเจ้าอัญเชิญเหล่ามอนสเตอร์ที่อยู่ในแผนที่ 'ค่ายโร้ก' ออกมาในโลกแห่งความจริงได้ แต่เขาจะควบคุมพวกมันไม่ได้ ทว่าทักษะอัญเชิญของดรูอิดที่อัญเชิญหมาป่ายักษ์ออกมาเขาสามารถควบคุมหมาป่าได้ตามใจลักษณะภายนอกของพวกมันดูไม่ต่างอะไรกับหมาป่ายักษ์พวกมันมีสติปัญญาเป็นของตัวเอง เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเลือดเนื้อพวกมันมีความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ต่อซุนเฟยที่เป็นเจ้านายของมันพวกมันเป็นหนึ่งในผู้ช่วยต่อสู้ที่มีเฉพาะสายอาชีพดรูอิดเท่านั้น

            ในทางเดินที่มืดมิดแบบนี้ ซุนเฟยตัดสินใจเลือกอาชีพดรูอิดซุนเฟยคิดว่าตัวเองพิจารณาดีแล้วที่เลือกแบบนี้

            เพราะหมาป่ายักษ์ที่อัญเชิญออกมาสามารถวิ่งนำไปด้านหน้าสุดช่วยเขาสำรวจเส้นทางลึกนี้ หากเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นฉับพลันก็สามารถแจ้งเตือนล่วงหน้าได้ และทำให้เขาได้มีเวลาตั้งรับได้ทัน

            หมาป่าสามตัวได้รับคำสั่งซุนเฟยตัวแรกเดินนำไปด้านหน้าเขาหลายสิบเมตร ตัวที่สองเดินตามหลังเขาห่างไปประมาณห้าหกเมตรตัวสุดท้ายเดินอยู่ข้างเขา หนึ่งคนสามหมาป่าต่างพากันเดินเข้าไปในทางเดินลึกที่ไม่รู้ว่าจะไปสิ้นสุดที่ไหนอย่างไม่รีบร้อน

            ซุนเฟยตื่นตัวตลอดเวลาเขาสามารถมองผ่านสายตาของหมาป่าทั้งสามตัวได้โดยการเชื่อมต่อที่ลึกลับระหว่างดรูอิดและสัตว์เลี้ยงที่อัญเชิญออกมา การเคลื่อนไหวภายในรัศมียี่สิบเมตรไม่ว่าจะด้านหน้าด้านหลัง ซ้ายหรือขวาจะหลั่งไหลเข้ามาในสมองของซุนเฟย ทำให้เขาเห็นทุกอย่างอยู่ในสายตาหากจะบอกว่าตอนนี้ซุนเฟยมองเห็นรอบด้านและได้ยินเสียงทุกทิศทุกทางก็ไม่เกินความจริงนัก

            เดินไปได้ประมาณสิบนาทีความมืดในทางเดินสามารถใช้คำๆ เดียวมาอธิบายคือ ‘ทึบ’

            ถ้าไม่ใช่เพราะชุดเกราะเวทมนตร์บนร่างของซุนเฟยเรืองแสงได้บวกกับหมาป่ายักษ์ที่อัญเชิญออกมาซึ่งความสามารถในการมองเห็นในที่มืดซุนเฟยคงหลับหูหลับตาเดินไปอย่างมั่วซั่ว และต่อให้เขามีทุกอย่างเพียบพร้อมเหมือนตอนนี้ เขาก็ยังคงเลือกที่จะเดินอย่างช้าๆ อยู่ดีเนื่องจากไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนซุนเฟยจึงได้แต่คาดคะเนว่าตอนนี้เขาน่าจะเดินมาได้ประมาณสามพันกว่าเมตรทางเดินก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นเส้นตรงพื้นราบเรียบอะไร ในช่วงเวลาสิบนาทีเขาเลี้ยวมาแล้วสี่ครั้ง และเดินผ่านทางลาดชันอีกหกครั้ง สำหรับซุนเฟยที่เป็นพวกชอบหลงทาง ตอนนี้ซุนเฟยจึงตัดสินใจเดินไปตามทางตามความรู้สึกของตัวเอง

            ผ่านไปอีกสิบกว่านาที เขาเลี้ยวอีกเจ็ดแปดครั้งสุดท้ายซุนเฟยก็ไม่รู้ว่าทางไหนคือทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก

            โชคดีที่ตลอดทางที่เดินผ่านมาไม่พบทางแยกก่อนหน้าซุนเฟยหยุดสำรวจรายละเอียดของผนังหิน เขาพบว่าผนังหินที่นี่กับ 'เมืองวีรบุรุษ' ไม่ได้แตกต่างอะไรกันกับตอนก่อนที่จะปรับปรุง มันดูเรียบและหยาบกร้าน ไม่มีจิตรกรรมฝ่าผนังหรือสัญลักษณ์ภาพ หากไม่ใช่ว่ามีร่องรอยฝีมือมนุษย์อย่างชัดเจนซุนเฟยคงจะคิดว่ามันเป็นอุโมงค์ใต้ดินธรรมชาติ

            แต่ที่ทำให้เขารู้สึกแปลกๆ คือไม่ว่าเขาจะเดินไปไกลมากแค่ไหน อากาศในทางเดินยังคงสดชื่น ไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนยิ่งเดินลงใต้ดินลึกเท่าไรก็ยิ่งจะหายใจไม่ออกซุนเฟยเห็นแม้กระทั่งฝุ่นละอองที่เกาะตัวอยู่บนผนังหินทั้งสองฝั่งอย่างน้อยๆ ก็แสดงให้เห็นว่าที่นี่มีอากาศไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา

            ทันใดนั้น

            “บรู๊ว!!!”

            หมาป่ายักษ์สีขาวที่เดินอยู่ด้านหน้าสุดก็พลันหอนขึ้น ในหัวของซุนเฟยปรากฏภาพที่เจ้าหมาป่ายักษ์สีขาวได้เห็นออกมา มันเป็นไม้สีดำยาวประมาณห้าสิบเซนติเมตรในใจของซุนเฟยตื่นเต้นมาก ในที่สุดเขาก็คงพบอะไรบางแล้ว ซุนเฟนเดินเข้าไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะยื่นมือไปลูบหัวเจ้าหมาป่าสีขาวเป็นรางวัล จากนั้นก็คุกเข่า สังเกตรายละเอียดของไม้สีดำนั่น

            ไม่ช้าซุนเฟยก็สามารถวิเคราะห์ออกมาได้ว่าไม้สีดำนี้น่าจะเป็นไม้คบเพลิงที่ถูกทิ้งไว้ เชื้อเพลิงด้านในแห้งสนิทนี่คงเป็นเหตุผลที่ถูกคนทิ้งไว้ไม่ช้าซุนเฟยก็เดาได้ว่าสถานะของเจ้าของไม้คบเพลิงนี้เป็นใคร นี่จะต้องเป็นของคนที่ถูกราชาเมืองแซมบอร์ดในอดีตส่งเข้ามาสำรวจความลับของอุโมงค์นี้อย่างแน่นอนตามตำราบันทึกที่ถูกปิดผนึกไว้ในห้องลับราชาเมืองแซมบอร์ดหลายต่อหลายรุ่นได้ส่งทหารจำนวนมากกว่าร้อยคนเข้ามาสำรวจในอุโมงค์นี้แต่พวกเขากลับหายสาบสูญไปแน่นอนว่าคนที่หายสาบสูญไปเหล่านี้จะต้องพึ่งพาอุปกรณ์ที่สามารถให้แสงสว่างได้เห็นได้ชัดว่าไม้คบเพลิงนี้ หลังจากที่เชื้อเพลิงแห้งก็ถูกโยนทิ้งไว้ที่นี่

            เป็นไปตามที่ซุนเฟยคาดไว้หลังจากที่เดินไปข้างหน้าต่ออีกครึ่งชั่วโมง เขาได้เห็นอุปกรณ์จำนวนมากที่เหล่านักสำรวจในอดีตทิ้งไว้

            มีทั้งคบเพลิง เชือก ตะขอเหล็ก เสื้อผ้าแม้กระทั่งมีเครื่องหมายที่ถูกเผาไหม้ด้วยไฟ ด้วยอากาศที่ไหลเวียนอยู่ในเส้นทางนี้ บวกกับวันเวลาที่ผ่านไปยาวนานทำให้เครื่องมือที่เป็นเหล็กส่วนใหญ่ขึ้นสนิม เชือกและเสื้อผ้าก็ผุผังเพียงสัมผัสเบาๆ ก็กลายเป็นกองฝุ่น

            การค้นพบนี้หมายความว่า กลุ่มสำรวจก่อนหน้านี้สามารถเดินทางมาถึงสถานที่แห่งนี้ได้อย่างปลอดภัยแต่สำหรับซุนเฟยแล้วนี่ไม่มีความหมายอะไร เขาหยุดพักที่นี่ประมาณหนึ่งชั่วโมงหยิบน้ำและอาหารจากเข็มขัดมิติมากินรองท้อง จากนั้นก็ออกเดินทางต่อ

            ซุนเฟยรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงแปลกๆ บางอย่าง

            ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรที่ในอุโมงค์เริ่มมีลมพัดการไหลเวียนของอากาศบางเบามาก เหมือนมีใครบางคนกำลังหายใจเบาๆ อยู่ข้างๆ ตน แต่สำหรับยอดฝีมืออย่างซุนเฟยกลับรู้สึกได้อย่างชัดเจนยิ่งเดินไปข้างหน้ามากเท่าไร การไหลเวียนของอากาศแบบนี้ก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น ผ่านไปอีกชั่วโมงหนึ่งแรงลมที่พัดในอุโมงค์ก็แรงขึ้นจนสามารถพัดเสื้อหนังสัตว์อสูรใต้ชุดเกราะจนแนบไปกับลำตัวซุนเฟยได้ผมของซุนเฟยก็ปลิวสะบัดไปตามสายลม

            ทันใดนั้นซุนเฟยก็นึกถึงคำพูดของพัศดีโอเลเกร์ขึ้นมา

            “ตามตำราบันทึกจะมีช่วงหนึ่งที่ได้ยินเสียงคำรามแปลกๆ ลอยออกมาจากในอุโมงค์ แล้วบางครั้งก็จะมีแรงดูดที่น่ากลัวดูดคนเป็นๆ เข้าไปข้างใน เมื่อไม่มีทางเลือก ราชาองค์ก่อนๆ จึงรับสั่งให้สร้างประตูเหล็กยักษ์ทั้งสองบานนี้ขึ้นมาปิดตายอุโมงค์นี้!”

            แรงลม? แรงดูด?

            ทั้งสองอย่างนี้น่าจะเป็นอย่างเดียวกัน

            เมื่อคิดถึงตรงนี้ก็ยิ่งทำให้ซุนเฟยระมัดระวังและตื่นตัวมากขึ้น สามารถดูดคนเป็นๆ เข้าไปในประตูเหล็กยักษ์ได้ แรงดูดจะต้องมหาศาลแค่ไหนกันเมื่อตระหนักถึงข้อนี้ ความเร็วในการเดินทางของซุนเฟยก็ยิ่งช้าลง เตรียมป้องกันไม่ให้ตัวเองถูกแรงลมเริ่มจะแรงขึ้นเรื่อยๆ นี้ทำให้สะดุดล้มลง

            เดินไปอีกครึ่งชั่วโมงแรงลมในทางเดินก็ยิ่งมากขึ้นจนหมาป่ายักษ์ทั้งสามตัวที่มีพลังเทียบเท่ากับนักรบหนึ่งดาวก็ไม่อาจต้านทานได้ท่ามกลางเสียงครวญครางพวกมันก็ทยอยถูกแรงลมมหาศาลพัดจนลอยขึ้น ก่อนจะปลิวหายไปในอุโมงค์และถูกความมืดกลืนกิน

            จังหวะการก้าวเดินของซุนเฟยก็เริ่มซวนเซขึ้นมาแรงลมในตอนนี้สามารถพัดแม้กระทั่งก้อนหินที่หนักเป็นพันจิน (ห้าร้อยกิโลกรัม) ให้ลอยขึ้นมา

            “อ๊าก!!!”

            ซุนเฟยตะโกนออกมาด้วยความโมโหเกิดประกายแสงสีเหลืองลุกโชนไปทั่วร่าง

            วินาทีต่อมาร่างของซุนเฟยก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงขึ้นมาถ้าใครได้มาเห็นฉากนี้พวกเขาจะต้องกรี๊ดเสียงแหลมออกมาแน่ๆเมื่อเห็นขนแข็งๆ สีดำเหมือนเข็มงอกออกมาจากใบหน้า ลำคอ ลำตัวและบริเวนผิวหนังที่อยู่นอกร่มผ้าของซุนเฟยอย่างรวดเร็วร่างของซุนเฟยเหมือนกับลูกโป่งที่ถูกอัดด้วยอากาศ มันค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆไม่ช้ารอบเอวและส่วนสูงแต่เดิมก็ถูกขยายออกเป็นสองเท่าเขี้ยวแหลมคมงอกออกมาจากในปาก แสงสว่างเปล่งประกายออกมาตรงฝ่ามือ ไม่ช้าเล็บมือก็ยืดยาวกลายเป็นกรงเล็บแหลมคม

            การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในพริบตา

            เมื่อแสงสว่างสลายไปซุนเฟยก็กลายร่างจากคนเป็นหมียักษ์ที่น่ากลัว

            ทักษะธรรมชาติของดรูอิด 'แวร์แบร์' ทักษะนี้สามารถทำให้ร่างของดรูอิดกลายเป็นหมียักษ์ที่ทรงพลังซุนเฟยได้เพิ่มคะแนนทักษะนี้ถึงเลเวล 4 หลังจากที่กลายร่างระดับความเข้มแข็งกับทรหดของร่างกายและพลังจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าแต่จะยังคงสติปัญญาและเอกลักษณ์ในตอนที่เป็นมนุษย์ได้จะไม่สูญเสียจิตใจจากความบ้าคลั่ง

            โฮก!

            ซุนเฟยในร่างกึ่งคนกึ่งหมีคำรามออกมาอย่างโกรธเกรี้ยวจนสะเทือนไปทั่วอุโมงค์ซุนเฟยยกอุ้งเท้าตัวเองย่ำลงบนพื้นอย่างแรงจนเกิดรอยเท้าขนาดใหญ่สองรอยประทับลงบนพื้นหินที่แข็งกระด้างอุ้งมือหมีกางกรงเล็บ ก่อนจะทะลวงเข้าไปในผนังหินโดยตรงแรงลมที่รุนแรงพัดกรรโชกเข้ามาไม่อาจทำอะไรเขาได้ซุนเฟยเริ่มก้าวเท้าไปข้างหน้าทีละก้าว

            ซุนเฟยสามารถใช้ทักษะ 'แวร์แบร์' เลเวล 4 ได้แค่ประมาณครึ่งชั่วโมง เมื่อเขามาถึงตรงหัวมุมในทางเดินร่างของเขาก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม ตรงนี้แรงลมค่อนข้างน้อยทำให้ซุนเฟยหยุดพักได้ชั่วคราว

            โชคดีที่ทักษะของทุกอาชีพในโลก Diablo ไม่มีคูลดาวน์ แค่ค่ามาน่าไม่หมดก็สามารถเรียกใช้ใหม่ได้เรื่อยๆ ซุนเฟยเปลี่ยนร่างอย่างต่อเนื่อง พลางก้าวไปด้านหน้าอย่างช้าๆ ผ่านไปได้สี่ห้าชั่วโมง ในที่สุดแรงลมก็ลดลง ผ่านไปอีกชั่วโมงก็หายไป

            ในทางเดินกลับมาเงียบสงบเหมือนก่อนหน้านี้

            ประหนึ่งไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น

            ซุนเฟยจึงสลายร่างกึ่งคนกึ่งหมีจากนั้นก็อัญเชิญหมาป่าสีขาวทั้งสามตัวออกมา ก่อนจะเร่งความเร็วในการสำรวจ

            เวลาไหลผ่านไปอย่างช้าๆ ซุนเฟยไม่รู้ว่าทางที่จะไปคือทิศไหนและไม่รู้ว่าเส้นทางนี้จะพาไปที่ใดซุนเฟยแค่รู้สึกว่าตัวเองเดินมาตลอดทั้งวันแล้ว แต่มันก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเส้นทางคดเคี้ยวรอบแล้วรอบเล่า ราวกับเขาวงกต

            สุดท้าย ซุนเฟยก็ตัดสินใจหยุดพักชั่วคราวจากนั้นก็เปิดประตูมิติเตรียมจะเข้าไปในโลก Diablo เพื่อไปอัพเลเวล ทันใดนั้นหมาป่ายักษ์สีขาวด้านหน้าสุดก็ส่งเสียงหอนยาวออกมาอย่างตื่นเต้นเพียงพริบตา ภาพก็ปรากฏเข้ามาในหัวของซุนเฟยมีพื้นที่ที่น่าเหลือเชื่อขนาดใหญ่อยู่ด้านหน้า ตรงกลางพื้นที่นั้นมีกองกระดูกสีขาวที่กองสูงจนเหมือนปิรามิด

               ---------------------

    คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน