"ฮ่า ฮ่า ฮ่า แม้แต่ลิ่วล้อยังกำแหงหาญแสดงอำนาจออกหน้าออกตาก่อนผู้นำซะนี่ นับว่าตระกูลกังช่างตกต่ำลงสุดกู่แล้วจริง ๆ ข้าจะมาแสดงความยินดีแก่ผู้นำของเจ้าจะมิได้หรือไร หรือตระกูลกังถึงกับกีดกันผู้ที่ต้องการมาแสดงความยินดีด้วยเล่า..!!"
หม่าเทียนหลงหัวร่อกล่าวมองด้วยสายตาเหยียดหยามไปยังผู้คนเบื้องหน้า กังหยางที่ยืนอย่างสงบนิ่งแม้จะทราบว่าการที่หม่าเทียนหลงซึ่งเป็นคู่แข่งทางการค้าและเป็นทั้งอริผู้ที่คอยหาเรื่องราวกับตระกูลกังมาตลอด คงมิมีเจตนาดีต่อการมาในครานี้เสียเก้าในสิบส่วน แต่ด้วยมารยาทของเจ้าบ้านจึงกล่าว
"มิทราบเป็นผู้นำตระกูลหม่าให้เกียรติมาแสดงความยินดีในพิธีรับตำแหน่งผู้นำตระกูลอีกครั้งของข้า ข้าขอขอบคุณในการให้เกียรตืนี้และต้องขออภัยแทนผู้อาวุโสหนึ่งหากกล่าวอันใดผิดไป เชิญท่านทั้งสามนั่งก่อน ทางข้าจะได้เริ่มพิธีต่อ"
"เฮอะ เฮอะ ช้าก่อน ก่อนที่เจ้าจะรับตำแหน่งอันเป็นมงคลนี้ ข้ามีเรื่องจะกล่าว วันนี้ที่ข้ามาก็เพื่อจะมาทำการตกลงเรื่องการค้าในตลาดที่เราสองตระกูลต่างแก่งแย่งกันมาเนิ่นนาน ให้ได้ตกลงตัดสินกันให้เรียบร้อยเป็นที่ชัดเจน "
หมาเทียนหลงกล่าวขึ้นเจตนาก่อกวนนี้สร้างความเดือดดาลให้แก่ผู้อาวุโสสูงสุดผู้ดำเนินพิธียิ่งนักหันไปกล่าว
"เหลวไหล..!!เจ้ามีเจตนาเยี่ยงไรก็บอกมา อย่ามาขัดขวางพิธีซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นนี้.."
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ช่างตรงกับใจข้ายิ่งนักหากเจ้ามีอำนาจตัดสินใจ ข้าก็จะบ่งบอกวิธีจัดการและข้อตกลง มิทราบกังหยางเจ้ากล้ารับข้อเสนอนี้รึไม่?"
หัวร่อแล้วหันไปถามความเห็นความเห็นของกังหยางกังหยางนั้นทราบดีผู้มาย่อมมิมีเจตนาดี หากแม้นมีวิธีจัดการปัญหาต่าง ๆรวมทั้งปัญหาการแก่งแย่งช่วงชิงด้านการค้าลงได้ย่อมประเสริฐ จึงตัดสินใจบอกกล่าว
"หากเป็นข้อเสนอที่ดีข้าย่อมยินดีรับไว้เชิญเจ้าบ่งบอกมาเถอะให้ข้าได้พิจารณาดูก่อนข้าในนามของผู้นำตระกูลรับรองย่อมมิทำให้ผู้นำตระกูลหม่าเช่นเจ้าต้องผิดหวัง"
"เหอ เหอเช่นนั้นข้าขอบ่งบอกเลยวิธีนี้ย่อมแสดงถึงความสามารถและความแข็งแกร่งของผู้นำตระกูลให้เป็นที่ยอมรับนับถือของผู้คนในตระกูลและผู้ที่ได้รับทราบเป็นการเดิมพันพื้นที่การทำการค้าในเมืองเนตรอสูรห้าส่วนของแต่ละตระกูลโดยตระกูลข้าและตระกูลเจ้าต่างส่งตัวแทนออกมาสามคนเข้าประลองกันผู้ที่สามารถยืนหยัดได้เป็นคนสุดท้ายถือเป็นผู้ชนะเดิมพันนี้ส่วนในข้อตกลงการครอบครองพื้นที่การค้านั้น ให้ทำเป็นหนังสือสัญญาไว้เป็นหลักฐานให้ผู้มีเกียรติในที่นี้เป็นพยานรับทราบด้วยเช่นกันมิทราบเจ้าในฐานะที่จะเป็นผู้นำตระกูลรุ่นต่อไปกล้าจะรับคำท้านี้รึไม่หลังจากเสร็จสิ้นการประลองกันปัญหาการแย่งชิงพื้นที่ทางการค้าระหว่างตระกูลของเราสองจะได้มีข้อยุติลงซะทีแต่หากแม้นเจ้ามิกล้ารับคำท้าก็มิเป็นไรเราผู้เป็นผู้นำตระกูลหม่าจะได้กลับไปบอกกล่าวต่อผู้คนว่า คนของตระกูลกังมิมีความกล้าแม้แต่การตกลงอย่างเปิดเผยเช่นนี้ฮ่า ฮ่า ฮ่า"
พูดจบหม่าเทียนหลงก็หัวเราะลั่นแผดเสียงพลังออกจนจนผู้ที่มีระดับปราณอ่อนด้อยถึงกับแทบทนมิได้หากหม่าเทียนหลงมิหยุดหัวร่อซะก่อนกังหยางขมวดคิ้วนิดหนึ่งมองไปที่ทั้งสามที่มีท่าทีหยิ่งยโสคล้ายมิเห็นใครอยู่ในสายตา ในสามคนนี้สำหรับหม่าเทียนหลงกังหยางย่อมรู้จักระดับพลังฝีมือเป็นอย่างดีหม่าเทียนหลงนั้นก่อนนี้มีพลังฝีมือที่สูสีกับกังหยาง
ส่วนสองคนที่มากับหม่าเทียนหลงนั้นกังหยางมิเคยเห็นและมิเคยรู้จักมาก่อนสำรวจดูระดับพลังก็มิอาจพบพลังที่แท้จริงของทั้งสองได้ จึงลังเลครุ่นคิดเพราะการที่หม่าเทียนหลงกล้ามาท้าทายตนพร้อมเดิมพันถึงตระกูลด้วยเดิมพันกึ่งหนึ่งของพื้นที่การค้าของตระกูลหากแม้นมันมิมีที่ถือดี ด้วยนิสัยของหม่าเทียนหลงมันคงมิกล้าทำเช่นนี้แน่ด้วยพลังฝีมือของตนและเยี่ยนฟางหรือผู้อาวุโสของตระกูลมิแน่ว่าจะเอาชนะทางฝ่ายของหม่าเทียนหลงได้อย่างหมดจดหากมิไตร่ตรองให้ดีถ้าเกิดพลาดพลังพ่ายแพ้ขึ้นมาสิ่งที่ต้องสูญเสียก็ใช่จะเล็กน้อย
แต่หากแม้นปฏิเสธมิรับคำท้าที่ผู้อื่นมาท้าทายถึงตระกูลต่อหน้าแขกเหรื่อมากมายเช่นนี้หากเหตุการณ์นี้ถูกเผยแพร่ออกไป คงยากที่ตนจะยืนหยัดสู้หน้าของผู้อื่นต่อไปได้และย่อมสร้างความอับอายให้แก่ตระกูลจนยากจะสู้หน้าผู้อื่นได้เช่นกันลังเลครุ่นคิดแล้วจึงกล่าว
"ผู้เข้าประลองฝ่ายท่านย่อมเป็นทั้งสามคนที่มาด้วยกันมิทราบเป็นคนของตระกูลท่านรึอย่างไร เพราะข้ามิเคยเห็นหน้าพวกเขามาก่อนเดี๋ยวเรื่องประลองข้าขอเวลาตัดสินใจสักครู่หนึ่ง"
กังหยางหันไปมองผู้คนในตระกูลกล่าวถามขึ้น
"มิทราบผู้อาวุโสและทุกท่านคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้"
"เฮอะต้องขอความเห็นใดอีก ตระกูลกังมิอาจยินยอมให้ผู้อื่นมาเหยียดหยามถึงถิ่น ข้ากังยู่หลงจะเข้าประลองเป็นคนแรกให้พวกมันได้รู้จักว่าตระกูลกังมิใช่จะมารังแกเหยียดหยามกันง่ายดายเช่นนี้ไม่สถานที่นี้ไม่เหมาะจะต่อสู้มาในพวกเจ้าใครจะมาต่อสู้กับข้าก่อนจงตามข้ามายังลานประลอง "
กังยู่หลงผู้อาวุโสสองมุทะลุที่มีอารมณ์ร้อนแรงเหี้ยมหาญผุดลุกขึ้นเดินออกไปพร้อมแผดเสียงร้องท้าทายในทันทีด้วยท่าทีสุดจะทนต่อการเหยียดหยามของฝ่ายตรงข้ามได้ สุดที่ใครจะห้ามได้ทันหลายคนต่างส่ายหัวในความหุนหันพลันแล่นของผู้อาวุโสสองแต่ก็มิอาจทำอันใดได้แล้วนี่เท่ากับต้องตกเข้าสู่แผนของหม่าเทียนหลงจนมิอาจถอนตัวกลับได้แล้ว
หากแม้นจะทำการปฏิเสธในตอนนี้ก็เท่ากับเป็นการไม่ไว้หน้าผู้อาวุโสสองเช่นกันและตัวผู้อาวุโสสองเองก็ใช่ว่าจะอ่อนด้อยไปเสียทีเดียวขณะนี้พลังปราณเพิ่งยกระดับเข้าสู่ปราณขุนพลระดับเจ็ดขั้นกลางหากนับในตระกูลกังด้วยกันย่อมมิอ่อนด้อยกว่าผู้ใดในผู้อาวุโสทั้งหลายรวมทั้งกังหยางเหตุการณ์นี้เลยต้องปล่อยเลยตามเลยไปเท่านั้นทุกผู้คนจึงได้ไปรวมตัวกันที่ลานประลองของตระกูลฝ่ายหม่าเทียนหลงนั้นยินดียิ่งทั้งสามเดินตามไปหยุดยืนยังกลางเวทีพร้อมหัวร่อกล่าวขึ้น
"ฮ่า ฮ่า ฮ่านับว่าถูกใจข้ายิ่งนักนิสิถึงจะเรียกว่าชายชาตรีอย่างแท้จริงมิได้หลบหัวหลบหางอยู่ในกระดองเช่นใครบางคน..ข้าจะขอเป็นคนแรกที่ขอลงสนองความต้องการของเจ้าเองกังยู่หลงเจ้าจงรับทราบไว้แม้นหากฝ่ายใดพ่ายแพ้สามครั้งถือเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า"
"หรือข้าจะกลัวเจ้า ย๊ากกกกก..!!"
"ฝ่ามือโพยม..!!"
เมื่อเหตุการณ์เป็นไปเช่นนี้ต่างจึงจำใจต้องจัดการเคลียร์พื้นที่สำหรับการต่อสู้ที่เกิดขึ้นกังยู่หลงเกร็งลมปราณสู่ฝ่ามืออย่างเปี่ยมล้นจนเกิดรังสีสีเขียวบนฝ่ามือแผ่พลังกดดันออกรอบข้างฟาดเข้าใส่ร่างหม่าเทียนหลงแต่ไกลในทันที
ปรากฎเป็นฝ่ามือสีเขียวขนาดครึ่งวารอบ ๆฝ่ามือล้อมรอบไปด้วยหมอกควันสีเขียวแผ่กระจายอยู่ตลอดเวลาพุ่งเข้าประทับหวังขยี้ให้หม่าเทียนหลงบี้แบนไปในการโจมตีครั้งนี้
ฝ่ามือโพยมเป็นพลังที่มีใช้อานุภาพอันหนาวเย็นกัดกร่อนพลังปราณของคู่ต่อสู้จนสิ้นพลังและเพลี่ยงพล้ำไปในที่สุดพลังอันหนาวเหน็บจากฝ่ามือโพยมแผ่กระจายออกรอบข้างจนผู้ชมเริ่มถอยหนีหม่าเทียนหลงเมื่อเห็นเช่นนี้แสยะยิ้มพร้อมโคจรพลังเปี่ยมล้นจนเกิดประกายสีแดงห่อหุ้มร่างกายรวบรวมพลังไปที่ฝ่ามือจนเกิดเปลวเพลิงขึ้นที่ฝ่ามือฟาดออกปรากฎเป็นดวงไฟอันร้อนแรงขนาดใหญ่ถึงหนึ่งวาดวงไฟนี้ดูเจิดจ้าดุจดวงสุริยันยามเที่ยงแผ่พลังอันร้อนแรงออกรอบด้านจนผู้คนสัมผัสได้ถึงความร้อนต่างถอยหนีกันจ้าละหวั่นดวงอาทิตย์อันเจิดจ้านี้ได้พุ่งเข้าต้านรับการโจมตีของกังยู่หลงเสียงดังสนั่นกึกก้องจนเกิดประกายไฟครอบคลุมร่างกายของกังยุหลงจนมิดไป
"ฝ่ามือสุริยัน..!!"
"บึ้ม...!!"
"อ๊ากกกก.."
"พรวด..!!"