ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

บทที่630 คำท้าของ มารพุทธ ทงอี้

      ทว่าในระหว่างที่อี้เฉินผ่อนลมหายใจ คาดหวังให้กลุ่มมิตรสหายของเขา ขึ้นไปเติบโตยังดินแดนจักรพรรดิ จู่ๆ ในระหว่างที่อี้เฉินเตรียมจะสืบฝีเท้า จากลาจากสถานที่ ที่เต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่าน 
 


       แผ่นยันต์ส่งข้อความแผ่นหนึ่งก็บินทะยานข้ามฟ้า  ผ่าแยกมิติ มาหาอี้เฉินในทันใด ก่อนมันจะเปล่งเสียงออกมา จากแผ่นยันต์ชนิดแจ้งข่าวสาร ทำให้ห่างคิ้วอี้เฉิน สั่นกระตุกน้อยๆ เมื่อได้ยินน้ำเสียง จากภายในแผ่นยันต์ส่งข้อความที่เขาคุ้นเคย

 


      “อี้เฉินข้าจะขึ้นไปยังดินแดนจักรพรรดิ ในอีก6วันข้างหน้า หวังว่าเจ้าจะไม่ลืม สิ่งที่พวกเราตกลงกันไว้ เรื่องการประลองในอีก6วันข้างหน้า ข้าจะรอเจ้าอยู่ที่ลาน สนามประลองเทพยุทธ์”

 


อี้เฉินได้ยินน้ำเสียงของมารพุทธ ทงอี้ เขาถึงกับส่ายหัวขึ้นมาไม่คิดไอ้หลวงจีนน้อย จะจากไปแล้ว ยังจะมาทำให้ตัวเขาลำบากใจอีก

 


      ทว่าผู้คนรอบด้านต่างก็หูผึ่ง ได้ยินน้ำเสียงจาก แผ่นยันต์ส่งข้อความนั้นอย่างชัดเจน เสียงซุบซิบจึงดังออกมาลั่น อยากจะรู้ผู้ใดที่หาญกล้า ท้าจักรพรรดิหนุ่ม ประลองภายในสนามประลองเทพยุทธ์ บริเวณหุบเขา ลั่วหยาง

 


      ส่งให้ผู้คนรอบบริเวณ ต่างก็คาดเดาต่างๆ นานา ไม่เว้นแม้กระทั่ง คนดินแดนจักรพรรดิ ที่ได้ยินข่าวคราวของอี้เฉินสามารถเอาชนะ คุณชาย หวังเหยียน แห่งนิกายยอดยุทธ์ได้ อย่างไม่ยากเย็น     จึงทำให้พวกนิกายใหญ่ที่ยังไม่จากไปไหน ต่างก็สนอกสนใจ ว่าภายในดินแดนเทพยังจะมี ผู้ใดที่กล้าท้าจักรพรรดิหนุ่มประลองอย่างไม่หวาดเกรง อีกเช่นนั้นหรือ

 


ด้านโม่กวาง รีบไต่ถามอี้เฉินออกมา พร้อมกับรอยยิ้มกว้าง “เจ้าจะรับคำท้าของ มารพุทธทงอี้ หรือเปล่าอี้เฉิน”

 


      อี้เฉินพยักหน้า “ข้าที่เคยรับปากพวกเขาไว้ อย่างไรก็ไม่อาจเลี่ยงการประลองครานี้ได้ ..เช่นนั้นเรากลับกันเถอะ เหมือนว่าจะมีใครในที่นี้ เริ่มไม่สบอารมณ์แล้วนะ”

 


     ครั้นสิ้นคำพูดอี้เฉิน พวกเขาก็ปรายตาไปมอง ซีเผิง ที่พูดคุยกับกงหนาน เป็นตาเดียว   พอจะรับรู้ได้ว่า พวกเขาทั้งสองมีความสัมพันธ์ ที่ไม่ธรรมดา แม้แต่ซีเยว่ นางยังส่ายหัว ให้กับพี่ชายของนาง

 


       กงหนานกลอกตามอง ทำปากพองลมตุ๊บป่องในทันใด “พวกเจ้าได้ทีขี่แพะไล่ ข้าเลยนะ” ก่อนพวกเขาจะขำกัน ออกมาน้อยๆ กลบเกลื่อนน้ำเสียงที่จริงจังออกไป แล้วสืบฝีเท้า บินทะยานกลับไปยังเขตพระราชวัง

 


...ไม่นานที่พวกเขาแยกย้ายกันไปที่พักของตน อี้เฉินที่เห็นพี่ซีเผิง กับกงหนาน ไม่ค่อยจะลงรอยกัน จากเส้นทางที่พวกเขาเลือก มันก็ทำให้อี้เฉินได้แต่ส่ายหัวออกมา

 


        ก่อนอี้เฉินกวาดสายตาออกไปมองผู้คนภายใน พระราชวังที่มีอยู่ไม่กี่หยิบมือของเขา ก่อนน้ำเสียงอี้เฉินจะถอนหายใจออกมายาว เมื่อเห็นคนตระกูลอี้ อย่างอี้ชิง อี้รั่วจั่ง อัจฉริยะของตระกูลอี้เริ่ม ที่จะตามขั้นพลังของเหล่า จอมยุทธรุ่นใหม่ไม่ทันอีกต่อไป แม้แต่จางเหมยที่ถือว่านาง เป็นครึ่งก้าวเทพสวรรค์อย่างรวดเร็ว ทว่าก็ยังไม่เพียงพอที่จะเทียบกับเหล่า อัจฉริยะดินแดนจักรพรรดิแม้แต่เศษเล็บ ทำให้อี้เฉินกำฝ่ามือแน่นขึ้นมา

 


       อย่างไรพวกเขาก็ต้อง เร่งสร้างอัจฉริยะ ผู้มีพรสวรรค์ ทดแทนผู้ที่จากไปโดยไวไม่เช่นนั้น ดินแดนเทพ ได้เจอสถานการณ์ที่ยากลำบากแน่ เมื่อเส้นเขตแดนพังทลาย จะปล่อยให้โอกาสที่จักรพรรดิอี้เทียนหรง สร้างขึ้นมาศูนย์เปล่าไม่ได้

 


       ทันใดที่อี้เฉินได้ยินเสียงฝีเท้า เขาผสานฝ่ามือ คำนับออกไปให้หญิงสาวในกรอบสายตา เอ่ยเสียงจริงจังเนิบช้าออกมา “เหมือนว่าท่านจะ ลำบากไม่น้อยสินะพี่หญิงอี้ฟางหรง ข้าได้ยินเรื่องราวต่างๆ มาจากผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลอี้ การสร้างค่ายกลเคลื่อนย้าย ไปยังปราการทมิฬโดยตรงเช่นนี้ สิ้นเปลืองปราณพลังของท่านไม่น้อย”

 


      อี้ฟางหรงที่มีสีหน้าอิดโรย พยักหน้า ปรายตามองอี้เฉิน ด้วยสายตาคมกล้า “อืมๆ อี้เฉินที่เจ้ากล่าวพูดมาก็ไม่ถูกเสียทีเดียว เหมือนว่าเจ้ามีอะไรบางอย่าง อยากจะกล่าวพูดกับข้า ใช่หรือไม่อี้เฉิน”

 


        “ข้าได้ยินว่า ท่านให้เหล่าบรรพบุรุษชราของ4สำนักใหญ่ ที่เคยมีเรื่องบาดหมางกับข้า ทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ดินแดนเทพ ข้อนี้ข้าไม่ค่อยจะเห็นด้วยเลยพี่หญิง”

 


        อี้ฟางหรงถอนหายใจ เอ่ยเสียงใสพลางอธิบาย ให้อี้เฉินเข้าใจสถานการณ์ยามนี้ “เราไม่มีขุมกำลังมากพอ ที่จะต่อกรกับพวกเขา เหล่า4สำนักใหญ่ในยามนี้ ..อี้เฉินข้าทำโทษ พวกเขาได้มากที่สุดเพียงเท่านี้ แถมเรายังขาดแคลน ผู้พิทักษ์ดินแดนเทพ ในขั้นราชันสวรรค์ อยู่อีกหลายคน เหล่าชายชราพวกนั้น ต่างก็ไม่มีใครยอมเสียสละ มาติดเเหง็ก คลุกอยู่ภายในปราการทมิฬเช่นนี้ พวกเขาต่างก็หมายมั่นที่จะข้ามไปเป็นจักรพรรดิกันแทบทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้แต่ตัวข้าก็ตาม”

 


        อี้เฉินทำปากมุ่ยอยู่เล็กน้อย ก่อนเอ่ยพูดเสียงเนิบช้าออกมา “ข้าเข้าใจแล้ว ข้าขอโทษ พี่หญิงด้วยที่เอาแต่ใจ ..ข้าว่าเรื่องการสร้างอัจฉริยะเองก็จำเป็นไม่น้อย สำหรับขุมกำลังของเรา …บางทีว่างๆ ข้าอาจต้องลงไปยังดินแดนเบื้องล่างอีกครา เพื่อตามหามรดก ล้ำค่าภายในดินแดนเบื้องล่าง ขึ้นมาสู่ดินแดนเทพ ที่มันควรจะเป็น ไม่แน่มันอาจจะช่วยสถานการณ์ ของพวกเรา ในยามนี้ได้บ้าง”

 


       “อืมๆ ข้าเองก็เคยได้ยินมาเหมือนกัน ว่าดินแดนเบื้องล่าง มีมรดกที่หลับใหลอยู่ ภายในดินแดนเบื้องล่างแห่งนั้น มันน่าจะเป็นของสืบทอดจาก ยุคสมัยจักรพรรดิผู้ร่วงหล่น”

 


        ครั้นอี้เฉินประสานฝ่ามือคำนับ ให้อี้ฟางหรงเจือไว้ด้วยความรู้สึกผิดเล็กๆ ทว่าอี้ฟางหรงนางกลับคลี่ยิ้มออกมากว้าง ราวกับบัดนี้ นางได้เหมือนอยู่เป็นครอบครัวเดียวกับอี้เฉิน การทะเลาะกันเล็กๆ เช่นนี้ ทำให้นางนึกถึงยามอดีต ที่เคยทะเลาะกับพี่ชายของนางในวัยเยาว์

 


        ทางด้านอี้เฉิน เขานั่งลงบริเวณลานกว้าง เริ่มปิดขั้นพลังในทันใด จากอักขระที่หมุนวนทั่วสรรพางค์กาย อี้เฉินค่อยๆ ก่อร่างขึ้นมาเป็นชั้นๆ ปลดปล่อยสิ่งต่างๆ ที่อี้เฉินฝึกปรือออกมา สำแดงออกมาช้าๆ ไม่ว่าจะเป็น วัฏจักรแห่งชีวิต หมุนวนเคียงคู่กับ วัฏจักรแห่งความตาย พร้อมร่างเงาฉลามวาฬโผล่ขึ้นมาเป็นระยะ ทำให้ผู้คนที่นั่งปิดขั้นพลังบริเวณลานกว้าง ต่างก็รับรู้ได้ถึงประสบการณ์ความรู้ของอี้เฉินที่พรั่งพรูออกมา

 


         พวกเขารีบเปิดเปลือกตา ขึ้นมาหยั่งรู้อักขระ รอบสรรพางค์กาย อี้เฉินในทันใด หวังว่าพวกเขาจะได้รับประสบการณ์ อะไรบางอย่างจากอี้เฉินในยามนี้ไป

 


        …จางเหมยที่จ้องมองอี้เฉินไปร่วมสามวันเต็ม นางคลี่ยิ้มออกมากว้างในทันใด เหมือนว่านางจะได้ ประสบการณ์ความรู้ บางอย่างจากอี้เฉิน ก่อนนางจะนั่งปิดขั้นพลัง กลับไปจดจ่อกับวิชาที่นางมี

 


        อี้เฉินยกยิ้มในใจขึ้นมาทันใด ที่รับรู้ว่า จางเหมย เริ่มที่จะคิดตามคนอื่นๆ ได้ แม้วิชาระดับชั้นฟ้า จะมีความหมายกับพวกเขา แต่ใช่ว่ามันจะเป็นทุกสิ่ง ในชีวิตหากไม่มีโชควาสนา ใช่ว่าจะพบเจอมันได้ง่ายๆ  ทว่าพวกเขาสามารถสลัก สร้าง ญาณวิเศษ ขึ้นมาใช้ มีผลดีในภายภาคหน้า แม้จะยากลำบากเป็นอย่างมากก็ตาม

 


       ครั้นเมื่อเช้าของวันประลองมาถึง อี้เฉินจึงเริ่มเปิดเปลือกตา ขึ้นมาช้าๆ จากแสงอรุณแรก ที่สาดส่องตกกระทบใบหน้า ก่อนอี้เฉินจะกล่าวพูดพึมพำออกมา “นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้วนะ เหตุใดหลินเฟยนางถึงไม่มีการเคลื่อนไหว หรือนางคิดจะอยู่ยังดินแดนเทพ ไม่ขึ้นไปเติบโต ยังดินแดนจักรพรรดิกันเล่า”

 


       อี้เฉินผ่อนลมหายใจออกมาน้อยๆ เขาที่ไหว้วานผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลอี้ ให้ส่งหน่วยข่าวกรอง ออกไปเสาะหาข่าวคราวของหลินเฟย ไม่มีการรายงานกลับมาแม้แต่น้อย

 


      ซึ่งข้อนี้ทำให้อี้เฉินไม่สบอารมณ์ หากหลินเฟยขึ้นไปบนดินแดนจักรพรรดิ มันจะทำให้อี้เฉินหมดห่วง แต่ก็ต้องเคารพในการตัดสินใจของนาง ทำให้อี้เฉินยามนี้กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ก่อนลุกพรวดพรวดขึ้นมายืน

 


       ครั้นเมื่อเห็นมิตรสหายของเขา ทยอยมายืนรออยู่ก่อนแล้ว แม้แต่จางเหมยที่ได้ยินข่าวคราวของอี้เฉิน นางออกจากการปิดขั้นพลัง หมายมั่นจะไปดูชม การประลองของอี้เฉิน หวังว่านางจะได้ประสบการณ์ความรู้ จากการต่อสู้จริงของอี้เฉิน

 


“เจ้าก็จะไปกับเขาด้วยหรือ จางเหมย” อี้เฉินที่เห็นแววตาวาวโรจน์ เด็กสาวในกรอบสายตา ไต่ถามในทันใด

คล้ายกับเรื่องลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ] ที่คุณอ่าน