หอล่าภูตและหอภูตพราย เป็องค์กรลับที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อทำงานประสานกัน โดยเรียกง่ายๆว่า ‘หอรวมภูต’ โดยที่หอภูตพรายมีข่าวสารที่แม่นยำ ส่วนหอล่าภูตมียอดฝีมือมากมายภายใต้สังกัด พวกเขากระจายตัวไปในพื้นที่ต่างๆ ทั่วทั้งแคว้นหยาง และแคว้นข้างเคียง
ไม่ว่าจะในวังหลวง บ้านขุนนางระดับสูง จวนของผู้มีอิทธิพลต่างๆ จวนพ่อค้า สำนักคุ้มภัยต่างๆ พรรคมาร พรรคธรรมะที่มีชื่อเสียงในยุทธภพ หรือแม้กระทั่ง ชาวยุทธพเนจร
ผู้ที่เป็คนของหอรวมภูต จะมีป้ายแสดงตัวตนอย่างชัดเจน ป้ายแต่ละสีบ่งบอกถึงสังกัดของแต่ละหน่วยย่อย ส่วนหมายเลขบนป้าย จะแสดงถึงอันดับของผู้ถือครอง และป้ายทุกแผ่นจะสามารถตรวจสอบได้ว่าเป็ของใคร
หอภูตพรายจะแบ่งป้ายเป็สามสีได้แก่ สีขาว สีเขียว และสีม่วง
แผ่นป้ายสีขาว ส่วนมากคือหน่วยหาข่าว เมื่อมีข่าวสารที่เป็ประโยชน์หรือมีข่าวสารสำคัญ พวกเขาจะส่งข่าวมายังหอภูตพราย ผู้ที่มีป้ายสีขาวมักจะเป็ ชาวยุทธ พ่อค้า หรือทหารรับจ้างที่มักจะเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ
แผ่นป้ายสีเขียว คือหน่วยกรองข่าวสาร
แผ่นป้ายสีม่วง คือหน่วยขายข่าว เมื่อมีข่าวที่เชื่อถือได้พวกเขาจะทำการค้าขาย และต่อรองผลประโยชน์ต่อไป
ส่วนหอล่าภูตจะมีป้ายสองสีได้แก่ สีแดงและสีดำ
สีแดงคือ หน่วยที่พร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ หรือทำตามคำสั่ง
สีดำคือ หน่วยที่แฝงตัวอยู่ในสถานที่ต่างๆ เพื่อสืบข่าววงในหรือเพื่อรอเวลาทำตามคำสั่ง
ซึ่งแต่ละหน่วยย่อยจะมีหัวหน้าและรองหัวหน้า เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการในเื่ต่างๆ ส่วนจำนวนของแต่ละหน่วยย่อยจะขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิกในหน่วยนั้นๆ ว่ามากหรือน้อยเพียงใด
ความจริงแล้วนั้นคนของหอรวมภูตมากมายนัก จนถูกตั้งเป็องค์กรขนาดใหญ่ที่ขยายตัวไปทั่วทั้งแคว้นหยางและแคว้นข้างเคียง หอรวมภูตมีกฎเกณฑ์ไม่มาก แต่มีบทลงโทษที่ชัดเจนและเด็ดขาด
สาขาย่อยของหอรวมภูตมีมากมาย เมื่อแสดงป้ายของหอรวมภูตในที่ที่มีเศษผ้าสีแดงห้อยอยู่หน้าร้านหรือหน้าบ้าน ก็จะได้รับการติดต่อประสานงานไปยังหน่วยงานหลักได้อย่างรวดเร็ว..เพราะสถานที่เหล่านี้มีไว้เพื่อการนั้นโดยเฉพาะ
แต่หากมองดีๆ เศษผ้าสีแดงเหล่านี้ถูกห้อยอยู่ในสถานที่ต่างๆ ทั่วเมือง ไม่ว่าจะเป็ตรอกซอกซอยไหน ไม่ว่าจะโรงเตี๊ยมเล็กหรือใหญ่ โรงน้ำชา หออาหาร หรือแม้กระทั่งสถานที่เริงรมย์
แม้ชื่อเสียงของหอรวมภูตจะไม่โด่งดังจนใครๆ ก็รู้จัก แต่หากเคยได้ยินชื่อนี้สักครั้งแล้วล่ะก็ ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ว่าหอรวมภูตเป็องค์กรที่มีบุคลากรชั้นยอด และขึ้นชื่อเื่ความโเี้เด็ดขาดเป็ที่สุด
แต่จนแล้วจนรอดก็มีน้อยคนนักที่จะรับรู้ว่านายท่านที่แท้จริงของหอรวมภูตคือใคร ซึ่งผู้ที่ได้รับอนุญาตให้รับรู้ก็มีเพียงแค่หัวหน้าต้นสังกัดเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
หนึ่งในนั้นคือหัวหน้าหน่วยที่หนึ่งของหอล่าภูต ‘เจียงจื่อเหลียง’ที่ตอนนี้กำลังแฝงตัวอยู่ในกองทัพของแคว้นหยางในตำแหน่งรองแม่ทัพ จริงๆ แล้วการเป็คนของหอล่าภูตแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลยด้วยซ้ำ ส่วนมากก็แค่นำข่าวที่เป็ประโยชน์ส่งไปที่หอภูตพรายเป็ครั้งคราวเท่านั้น
โดยส่วนมากจะเป็ข้อมูลของผู้ที่น่าสงสัยในกองทัพ พวกทุจริต หรือพวกที่ลักลอบติดต่ออย่างลับๆ กับแคว้นอื่น แต่จะไม่มีการเปิดเผยความลับในกองทัพแต่อย่างใด เพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่หอภูตพราย้า และไม่ใช่สิ่งที่เจียงจื่อเหลียง้าด้วย
ข้อมูลของพวกที่ทำผิดร้ายแรงแบบนี้ มีมูลค่ามาก เมื่อข่าวพวกนี้ถูกขายออกไป ผู้ที่หาข่าวได้ก็จะได้รับส่วนแบ่งที่เหมาะสม จะถือว่าเป็การทำงานสองต่อก็ไม่ผิด และเมื่อเย็นวานนี้เขาก็ได้รับคำสั่งโดยตรงจากนายท่าน ว่า้าให้หอภูตพรายตามสืบเื่อาการป่วยอย่างกะทันหันของนายท่านเมื่อหลายวันก่อนอย่างลับๆ
หัวหน้าต้นสังกัดของแต่ละหน่วยจึงมารวมตัวกันที่หอคณิกาผูวเย่เพื่อสรุปข้อมูลของแต่ละฝ่ายที่หามาได้ ไม่ง่ายเลยที่จะมีหัวหน้าต้นสังกัดมารวมตัวกันครบเช่นนี้
เื่นี้หากดูผิวเผินเหมือนจะไม่ใช่เื่ที่ซับซ้อนอะไรแต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย แม้ฉากหน้าของนายท่านจะเป็เพียงคุณชายเสเพลคนหนึ่ง แต่อย่างไรเสียผู้ที่สามารถเข้าใกล้จนถึงขนาดวางยาพิษได้นั้น ย่อมต้องเป็คนในอย่างไม่ต้องสงสัย
ไม่มีทางเลยที่คนนอกจะสามารถลักลอบเข้าไปทำเื่เช่นนี้ได้ ถึงแม้จะบอกว่าแค่ป่วยก็เถอะ แต่อยู่ดีๆ นายท่านที่มีร่างกายแข็งแรงมาตลอดจะป่วยได้อย่างไร คนผู้นี้คือผู้ที่พวกเรายอมก้มหัวให้อย่างเต็มใจ จะซักกี่มากน้อยอย่างไร พวกเราย่อมไม่อยากจะเชื่อว่ามันจะไม่มีอะไรจริงๆ...
และเมื่อสรุปข้อมูลครบถ้วนแล้ว จึงได้มั่นใจว่ามีคนของตระกูลเว่ยที่เป็คู่แข่งทางการค้าเข้ามาแฝงตัวอยู่ในจวนสกุลจ้าว เพื่อทำการลอบสังหารนายท่านและขโมยข้อมูลทางการค้า
คนพวกนี้ช่างใจกล้าบ้าบิ่นดีแท้ แต่ที่น่าใยิ่งกว่าก็คือมันผ่านการคัดกรองประวัติจนสามารถเข้าไปแฝงตัวในจวนสกุลจ้าวได้ต่างหาก หรือว่าบางทีมาตรฐานการคัดกรองคนของตระกูลจ้าวจะหละหลวมเกินไป จึงทำให้นายท่านตกอยู่ในอันตรายได้แบบนี้
ไม่ได้การเห็นทีเื่นี้จะต้องนำไปพูดคุยกับนายท่านอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต ส่วนผู้ที่รนหาที่ตายย่อมต้องชดใช้ผลจากการกระทำของตนเอง…
ก็แค่ฆ่าล้างตระกูล ฆ่าก่อนรายงานทีหลังก็ได้ เื่เล็กน้อยเพียงเท่านี้มันไม่สำคัญเลยสักนิด..
ส่วนกิจการต่างๆ ของตระกูลเว่ย คงทำให้นายท่านมีงานต้องทำเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย ส่วนคนของหอภูตพรายย่อมต้องลงมือตกแต่งข้อมูลพวกนี้ใหม่เพื่อทำให้อะไรๆ มันง่ายขึ้น
เมื่อจัดการกวาดล้างตระกูล และเก็บทำลายหลักฐานเรียบร้อยหมดแล้ว ก็ได้เวลาที่เจียงจื่อเหลียงจะต้องกลับค่ายทหารไปทำหน้าที่รองแม่ทัพตามปกติ ส่วนเื่รายงานนายท่านก็ยกให้เป็หน้าที่ของพ่อบ้านเถาจัดการไปเหมือนอย่างเคย
"เ้าหายไปไหนมาจื่อเหลียง"แม่ทัพใหญ่หานชินหลง ผู้ที่เป็ทั้งหัวหน้าในค่ายทหาร และเป็สหายสนิทเพียงไม่กี่คนถามขึ้นด้วยความสงสัย
จื่อเหลียงเลิกคิ้วมองคนที่เข้ามานั่งรอเขาในกระโจมดึกๆดื่นๆเช่นนี้ ก่อนตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจนัก "ข้าก็มีเื่ให้ต้องไปทำบ้างสิ แล้วเหตุใดแม่ทัพใหญ่เช่นเ้าจึงได้มารอข้าถึงในกระโจมเช่นนี้เล่า"
หานชินหลงขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเห็นว่าสหายตนบ่ายเบี่ยงที่จะตอบคำถาม ก่อนถามย้ำอีกครั้ง "ข้าถามว่าเ้าไปที่ไหนมา"
จื่อเหลียงยิ้มเล็กน้อยก่อนเดินเข้ามานั่งในกระโจม จิบชาสักพักจึงตอบ "หอผูวเย่"
หานชินหลงเลิกคิ้วมองสหายตนเหมือนไม่อยากเชื่อก่อนถามต่อ "เหตุใดเ้าจึงไปที่นั่น"
จื่อเหลียง "มันต้องมีเหตุผลอื่นด้วยหรือ เมื่อไปหอคณิกาย่อมต้องไปหาความสำราญเป็ธรรมดาไม่ใช่หรือไง"
หานชินหลงลอบถอนหายใจกับคำตอบที่ไม่สมกับเป็อีกฝ่ายเลยสักนิดก่อนพูด "ข้ากับเ้าสู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาหลายปี มีหรือที่เ้าโกหกแล้วข้าจะไม่รู้.."
จื่อเหลียงหมุนถ้วยชาในมือเล่นสักพักก่อนพูดขึ้น "เ้าคิดมากเกินไปแล้วชินหลง ที่เ้ามารอข้าจนดึกดื่นป่านนี้ก็เพื่อที่จะพูดเื่นี้น่ะหรือ"
หานชินหลงได้แต่ทอดถอนหายใจกับนิสัยของสหายตน ซึ่งหากอีกฝ่ายไม่คิดจะพูดก็เปล่าประโยชน์ที่จะถาม หรือต่อให้อีกฝ่ายยอมตอบ คำตอบนั้นก็จะไม่ใช่ความจริง "จื่อเหลียงคนดีๆ อย่างเ้าอยู่ๆ จะไปเที่ยวเตร่ในหอนางโลมได้อย่างไร ถ้าเ้าไม่อยากบอก ข้าก็จะไม่ซักไซ้แต่ต่อไปอย่าได้โกหกข้าอีก นี่คือคำสั่ง”
จื่อเหลียงได้แต่ยิ้มขำกับคำสั่งที่เอาแต่ใจของอีกฝ่าย ก่อนรับปากแบบส่งๆไปเหมือนอย่างเคย “ก็ได้ๆ แต่นี่ก็ดึกมากแล้วเ้ามีธุระใดก็ว่ามาเถอะ หรือที่เ้ามารอข้าเพราะมีคนมารายงานเ้าว่าข้าไปหอนางโลมกันล่ะ..นี่เ้าหวงข้าหรือ”
หานชินหลงพลันมีสีหน้าดำคล้ำมองสหายตนที่นั่งยิ้มขำกับถ้วยชาในมืออยู่ “ใช่ที่ไหนกัน เฮ้อ! ที่ข้ามารอเ้าเพื่อที่จะถามว่า เ้าเคยได้ยินชื่อองค์กรหอรวมภูตหรือไม่"
จื่อเหลียงเลิกคิ้วมองสหายตนอย่างนึกแปลกใจ "เ้าไปได้ยินชื่อนี้มาจากที่ไหนกัน"
หานชินหลงตอบกลับไปตามตรง "เมื่อเช้าวานนี้ในห้องทรงอักษร ฝ่าาทรงตรัสถึงรวมภูต และมอบหน้าที่นี้ให้ข้าเป็ผู้สืบความอย่างลับๆ"
จื่อเหลียงพยักหน้าเล็กน้อยก่อนถามต่อด้วยท่าทีผ่อนคลายเหมือนอย่างปกติ "แล้วเ้าเคยได้ยินเื่อะไรเกี่ยวกับหอรวมภูตบ้างหรือไม่เล่า"
"เพียงผิวเผินเท่านั้น สายข่าวของหอสดับจันทร์ไม่สามารถเจาะลึกรายละเอียดใดๆ ได้เลยแม้แต่น้อย ข้าจึงลองมาถามเ้าว่าเ้ารู้จักบ้างหรือไม่"
(หอสดับจันทร์ คือหน่วยงานที่ถูกตั้งขึ้นเพื่อสืบหาข่าวใดๆ และเพื่อปกป้องความมั่นคงของแคว้นหยางซึ่งขึ้นตรงต่อองค์จักรพรรดิและมีหานชินหลงเป็หัวหน้าหน่วย)
"โถ่! ขนาดแม่ทัพอย่างเ้าที่มีสายสืบอย่างกับมดยังแทบไม่รู้จัก แล้วข้าจะไปรู้ได้อย่างไร นี่ชินหลงข้าว่าเ้ามาถามผิดคนหรือเปล่า"
เจียงจื่อเหลียงขอโทษสหายในใจเื่นี้ไม่ว่าจะอย่างไรก็พูดออกไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด หากไม่ได้รับอนุญาตจากนายท่านเสียก่อน ส่วนสายข่าวของหอสดับจันทร์นั้น อย่างน้อยที่สุดหนึ่งในสามคือคนของหอรวมภูตที่แฝงตัวอยู่อย่างไม่ต้องสงสัย..
จะบอกว่าคนของหอรวมภูตทำงานได้เงียบมากจนไม่มีใครสังเกตได้ หรือจะบอกว่าพวกเขาละเลยที่จะสังเกตคนรอบตัวดีล่ะ..
"นี่ก็ดึกมากแล้วเ้าควรไปพักได้แล้วท่านแม่ทัพผู้รอบรู้และขยันขันแข็ง หรือคืนนี้เ้าจะนอนกับข้าดีล่ะ ก็ได้นะข้าไม่ถือ"
"..ฝันไปเถอะ ข้าไม่มีทางยอมกลายเป็หมอนข้างให้เ้าหรอก เชิญเ้านอนกอดตุ๊กตาแมวเน่าของเ้าต่อไปเถอะ"
“นั่นมันเสือต่างหาก เอาเถอะ แล้วข้าจะคอยดู อย่าเปลี่ยนใจทีหลังแล้วกัน..”
หานชินหลงไม่สนใจท่าทีของสหายตนอีกก่อนเดินกลับกระโจมไป ตลอดหลายปีที่รู้จักกันมา ก็คงมีแค่ตุ๊กตาแมวเน่าตัวนั้นแหละที่อีกฝ่ายหวงนักหวงหนา ไม่ว่าจะต้องไปออกรถที่ไหน จะขึ้นเหนือล่องใต้ก็จะพกตุ๊กตาเน่าตัวนั้นไปด้วยตลอด ลองคิดสภาพรองแม่ทัพผู้เพียบพร้อมและน่าเกรงขามนอนกอดตุ๊กตาเน่าตัวนั้นดูสิ..แค่คิดก็หมดคำบรรยายแล้วล่ะ..
จื่อเหลียงทอดสายตามองแผ่นหลังของสหายตอนที่เดินจากไป ก่อนลุกขึ้นเยื้องย่างไปยังเตียงสนามที่อยู่ด้านใน เขามองตุ๊กตาเสือขาวสีซีดที่วางอยู่บนเตียง ตุ๊กตาตัวนี้นายท่านลงมือตัดเย็บด้วยตัวเองและมอบให้เขาเมื่อหลายปีก่อน ในตอนที่เขาต้องไปประจำการอยู่ที่ชายแดนครั้งแรก
นี่ถือเป็ตัวแทนของนายท่านเลยก็ว่าได้..เพราะว่าเขามีตุ๊กตาตัวนี้จึงสามารถทนอยู่ในค่ายทหารมาได้ตั้งหลายปี หากไม่เช่นนั้นแล้วเขาคงเลือกที่จะลาออกจากตำแหน่งรองแม่ทัพแล้วกลับไปอยู่กับนายท่านตั้งนานแล้วล่ะ
ขอบคุณสำหรับการติดตามผลงานของนามิ
หากชอบอย่าลืมคอมเม้นเป็กำลังใจให้นามิด้วยนะคะ
ขอให้สนุกกับการอ่านนิยายของนามิ
รักรีดเดอร์ทุกคนค่ะ
จากใจ
นามิแค่อยากอ่านนิยาย
จุ๊บๆ