ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 66 หอฟ้าสมุทร

            สวี่เหยาที่ยืนรออยู่ด้านนอกนั้น พอเห็นหลินหยางเดินออกมาแล้วนางก็รีบจัดแต่งเสื้อผ้าให้เรียบร้อยจากนั้นก็เดินเข้าไปยืนอยู่ข้างกายของหลินหยาง

            “คุณชายหลิน ประมุขจ้าว”

            นางโค้งหัวลงเล็กน้อย เสื้อไหมสีเขียวอ่อนย้อยลงเผยให้เห็นเนินอกสวยได้รูปอยู่รางๆ จ้าวเหวินชางถึงกับอึ้งไป

            เจ้าอ้วนแซ่จ้าวผู้นี้ยังหนุ่มยังแน่นพอเห็นสิ่งที่มันยั่วยวนขนาดนี้ ภายในใจก็ร่ำร้องแต่คำว่าน่าเสียดายเหลือเกิน!

            ถ้ารู้ว่าสวี่เหยาจะโตมางดงามขนาดนี้ละก็ ตอนนั้นเขาก็คงไม่ส่งนางไปให้คนอื่นหรอก

            น่าจะเก็บไว้เองมากกว่านะนี่...

            “ออกเดินทางกันเถอะ” คำพูดของหลินหยางดึงสติของจ้าวเหวินชางกลับมาพร้อมกับกล่าวเสริมเพิ่มอีกว่า “ตั้วแต่วันนี้ไป สวี่เหยาจะเป็นผู้ช่วยให้กับประมุขจ้าวเมื่ออยู่ข้างนอกส่วนตัวข้าจะเป็นที่ปรึกษาด้านการช่างคนใหม่ของตระกูลจ้าว”

            จ้าวเหวินชางและคนอื่นๆ ย่อมต้องรู้จุดประสงค์ของหลินหยางอยู่แล้วจึงพยักหน้ารับ “ได้เลย พี่หลิน! ข้าเตรียมรถม้าเอาไว้ตรงด้านนอกแล้ว รีบไปกันเถอะ!”

            “เจ้าหลินอี้น้อย เจ้าจะไปเล่นที่ไหน! ทำไมถึงไม่ชวนข้าไปด้วย!!”

            หั่วเอ๋อร์ไม่มีทางพลาดเรื่องสนุกๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในวันนี้แน่มันรีบบินไปเกาะบนไหล่ของหลินหยางทันที

            จากนั้นก็เริ่มออกเดินทาง

            รถม้าที่พวกเขาใช้โดยสารกันนั้นหรูหรางดงาม มี “อาชาเขาเดียว”สองตัวคอยลากรถให้เคลื่อนที่ไปบนถนนขนาดใหญ่ของเมืองฮุยยื่ออย่างสง่างามใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง พวกเขาก็มาถึงด้านหน้าของสิ่งก่อสร้างที่ถูกตกแต่งอย่างสวยงามและดูยิ่งใหญ่หลังหนึ่ง

            หลังลงจากรถม้ามา พอหลินหยางได้เห็นสิ่งก่อสร้างตรงหน้าชัดๆ แล้วก็ต้องลอบร้องอุทานขึ้นในใจ

            เบื้องหน้าของพวกเขาคือสิ่งก่อสร้างรูปทรงสี่เหลี่ยมที่มีขนาดมหึมาจนมองไม่เห็นขอบของอีกฝั่งมันถูกสร้างขึ้นมาด้วยหินผลึกที่มีสีน้ำเงินของน้ำทะเล หากลองสังเกตดูดีๆ จะพบว่าภายในหินผลึกสีน้ำเงินเหล่านี้มีคลื่นน้ำเล็กๆ กำลังไหลเวียนอยู่ในนั้นราวกับว่ายกมหาสมุทรทั้งแผ่นมาวางตั้งอยู่บนพื้น ดูยิ่งใหญ่ตระการตาเสียเหลือเกิน

            และสิ่งที่ชวนให้รู้สึกประหลาดใจยิ่งกว่าก็คือด้านบนของสิ่งก่อสร้างนี้มีก้อนเมฆสีขาวลอยอยู่ด้วยไม่รู้เหมือนกันว่าใช้วิธีไหนในการสร้างมันขึ้นมา แต่ภาพที่เห็นนั้นช่างมหัศจรรย์เกินบรรยายจริงๆ

            ภายในกลุ่มเมฆเหล่านั้นพอจะมองเห็นสิ่งก่อสร้างที่น่าจะเป็นปราสาทหลังหนึ่งถูกประดับตกแต่งไว้ด้วยทองคำและมรกตอย่างสวยงามอลังการนั่นแบบรางๆพอมันถูกกระทบกับแสงอาทิตย์จนเปล่งประกายเป็นแสงสีรุ้งออกมาท่ามกลางหมู่เมฆแล้วภาพที่เกิดขึ้นดูคล้ายกับตำหนักสวรรค์ในดินแดนสุขาวดีก็ไม่ปาน

            ฝีมือยอดเยี่ยมยิ่งนัก!!

            หลินหยางรู้สึกชื่นชมวิชาการช่างอันนี้มากพลางคิดวิเคราะห์ว่าสิ่งก่อสร้างเหล่านี้มีหลักการสร้างอย่างไร

            ดูเหมือนจะใช้หลักการของพลังแม่เหล็กในการทำให้ปราสาทหลังนั้นลอยอยู่บนฟ้าจนได้เป็นภาพที่มหัศจรรย์ขนาดนี้ออกมา

            การที่จะสามารถสร้างสิ่งที่มหัศจรรย์ขนาดนี้ในทวีปชี่อู่ได้แบบนี้ผู้ที่อยู่เบื้องหลังโรงประมูลที่ใหญ่ที่สุดในเมืองฮุยยื่อแห่งนี้จะต้องเป็นพวกที่ไม่ธรรมดาแน่นอน

            “คุณชายหลิน ที่นี่คือ ‘หอฟ้าสมุทร’ ค่ะ” สวี่เหยาบอกชื่อของสถานที่แห่งนี้ให้หลินหยางฟัง

            หอฟ้าสมุทร

            หอเซียนกลางหมู่เมฆ ฟ้าสมุทรรวมเป็นหนึ่ง เป็นชื่อที่ดี

            สวี่เหยาเองก็สมกับที่เป็นประชาชนของเมืองฮุยยื่อแห่งนี้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้ค่อนข้างละเอียด นางพูดขึ้นต่อว่า “หอฟ้าสมุทรแห่งนี้คือโรงประมูลที่ใหญ่ที่สุดในเมืองนี้ค่ะแม้แต่โรงประมูลของทางการยังคึกคักสู้ที่นี่ไม่ได้เลย ทุกๆ ปีจะมีทรัพย์สมบัติมีค่าจำนวนมากมายของเขตตะวันตกเฉียงใต้แห่งทวีปชี่อู่มาประมูลกันในที่แห่งนี้ค่ะ”

            “แม้แต่พวกราชสำนักก็สู้ไม่ได้หรือ?” หลินหยางขมวดคิ้ว

            สวี่เหยาพยักหน้ารับ “ใช่แล้วค่ะ เพราะผู้ที่ดูแลหอฟ้าสมุทรแห่งนี้จากเบื้องหลังคือกลุ่มคนที่แข็งแกร่งที่สุดจนแม้แต่เหล่าเชื้อพระวงศ์ยังต้องเกรงใจพวกเขาถึงสามส่วน‘พันธมิตรพ่อค้าใต้หล้า’”

            ในทวีปชี่อู่นั้น อำนาจของประเทศชาตินั้นแข็งแกร่งมากที่สุด แต่ก็มีอำนาจที่แข็งแกร่งทรงพลังนอกเหนือจากอำนาจของประเทศอยู่ด้วย

            สามพันธมิตรการค้า เจ็ดลัทธิใหญ่เหล่านี้ล้วนเป็นตัวตนที่มีอิทธิพลมากที่สุดในทวีปชี่อู่แห่งนี้อย่างแท้จริง

            พันธมิตรใต้หล้า คือหนึ่งในสามพันธมิตรการค้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอำนาจทางการค้าของพวกเขานั้นแทบจะครอบคลุมไปทั่วทวีปชี่อู่แล้วและสิ่งที่สร้างชื่อให้พวกเขาในเมืองก็คือหอฟ้าสมุทรนี่เอง

            หลินหยางตัดสินใจอะไรบางอย่างได้แล้ว

            ทางด้านจ้าวเหวินชางนั้นเหมือนจะเข้าไปดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆให้แล้วเรียบร้อย จากนั้นเขาก็หันกลับมาทางหลินหยาง

            “พี่หลิน... ที่จริง...ข้าดำเนินการเสร็จหมดแล้วล่ะแต่ว่า...”

            เขาอ้ำๆ อึ้งๆ ท่าทางล่อกแล่ก เหมือนกำลังรู้สึกผิด

            หลินหยางถามไปว่า “เกิดอะไรขึ้น?”

            จ้าวเหวินชางที่ทำท่ารู้สึกผิดอยู่นั้นก็ตอบกลับมาว่า “พี่หลิน ต้องขออภัยด้วยมาคราวนี้พวกเราคงได้พบแค่เถ้าแก่ระดับสองดาวเท่านั้น เพราะว่า เพราะว่า...”

            “เพราะว่าสมาคมการค้าตระกูลจ้าวเรายังมีระดับที่ไม่สูงพอสินะ?”

            หลินหยางยกมุมปากขึ้น ไม่รู้สึกแปลกใจสักเท่าไรทำให้จ้าวเหวินชางรู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้าง

            ภายใต้ระบบการจัดการของพันธมิตรการค้าใต้หล้านี้ ผู้ที่คอยดูแลหอฟ้าสมุทรแห่งนี้นั้นนอกจากเหล่าคนรับใช้แล้ว ก็จะมีเหล่าเถ้าแก่ระดับต่างๆ คอยดูแลจัดการเรื่องราวต่างๆภายในหอแห่งนี้ให้

            ระดับต่ำสุดคือเถ้าแก่ระดับหนึ่งดาวคอยดูแลเรื่องราวปลีกย่อยต่างๆ ให้ ระดับสูงสุดคือระดับห้าดาวแต่เถ้าแก่ระดับสูงสุดที่ดูแลหอแห่งนี้คือเถ้าแก่ระดับสี่เท่านั้นซึ่งเถ้าแก่เหล่านี้ล้วนเป็นคนใหญ่คนโตของเมืองฮุยยื่อทั้งนั้น

            ส่วนพวกเถ้าแก่ระดับห้านั้นล้วนเป็นพวกที่มีฐานะระดับสุดยอดของทวีปชี่อู่ซึ่งมีโอกาสพบตัวได้ยากมาก

            ด้วยฐานะของจ้าวเหวินชางแล้วการที่อีกฝ่ายยอมส่งเถ้าแก่ระดับสองออกมาต้อนรับแบบนี้ก็นับว่าพวกเขาให้เกียรติเขามากแล้ว

            อีกทั้งฐานะของสมาคมการค้าตระกูลจ้าวเมื่อเทียบกับพันธมิตรการค้าใต้หล้าแล้วพวกเขาก็ไม่ต่างอะไรกับลูกแมวน้อยกับพยัคฆ์เลย

            ภายใต้การนำของสาวใช้พวกหลินหยางก็ได้เข้าไปถึงในส่วนของห้องโถงใหญ่

            ภายในนั้นมีสภาพเหมือนเมืองขนาดใหญ่ที่ดูกว้างขวางเป็นอย่างมากมีบานประตูจำนวนนับไม่ถ้วนอยู่ในนั้น

            “นี่คือเมืองที่ถูกสร้างขึ้นภายในหอฟ้าสมุทร...มันคือตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของราชอาณาจักรโล่ยื่อ”

            สวี่เหยายืนอธิบายความเป็นมาของหอแห่งนี้ให้หลินหยางฟังอย่างต่อเนื่องพวกเขาเดินขึ้นไปยังชั้นสองของห้อง

            ตรงทางเข้าของชั้นสองนั้นกลุ่มของพวกตระกูลจ้าวทั้งหมดก็ถูกขวางทางเอาไว้ตรงนั้นมีทหารรักษาการณ์ยืนเฝ้าอยู่ ผู้ที่ไปต่อได้มีแค่จ้าวเหวินชาง หลินหยางและสวี่เหยาทั้งสามคนเท่านั้น ส่วนหั่วเอ๋อร์นั้นก็นั่งอยู่บนไหล่ของหลินหยางอย่างสบายใจเฉิบตามพวกเขาขึ้นไปด้วย

            ชั้นหนึ่งและชั้นสองนั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจนราวกับอยู่คนละโลกเลย

            บนพื้นที่อันกว้างขวางแห่งนี้มีถนนหลายสายพาดผ่านจนแบ่งพื้นที่แห่งนี้ออกเป็นส่วนๆ ยิบย่อยจำนวนมหาศาลบนถนนแต่ละสายล้วนมีทหารรักษาการณ์คอยรักษาความปลอดภัยอยู่มีผู้คนมากมายเดินผ่านไปผ่านมากันอย่างขวักไขว่แต่ละคนล้วนสวมใส่เสื้อผ้าที่หรูหราดูมีฐานะกันทั้งนั้น

            “ชั้นสองนี้ก็คือส่วนของการประมูลโดยภายในนี้ยังแบ่งออกเป็นสามระดับอีก นั่นก็คือระดับ มนุษย์ แผ่นดิน และสวรรค์ซึ่งโดยปกติแล้วมักจะประมูลของที่ระดับมนุษย์กันเป็นส่วนใหญ่ระดับแผ่นดินนั้นมักจะมีแค่เดือนละหนึ่งครั้งเท่านั้นส่วนระดับสวรรค์นั้นจะเปิดก็ต่อเมื่อมีการเปิดประมูลสมบัติชิ้นสำคัญเท่านั้นและสถานที่จัดการประมูลระดับสวรรค์ก็ไม่ใช่ที่นี่ด้วยแต่จะจัดกันในปราสาทลอยฟ้าที่ชื่อว่า ‘ตำหนักเซียนเหนือเมฆ’ ที่พวกเราเห็นกันเมื่อครู่นั่นแทน”

            สวี่เหยานั้นดูจะคุ้นเคยกับหอฟ้าสมุทรแห่งนี้เป็นพิเศษส่วนจ้าวเหวินชางก็ยืนพยักหน้าเห็นด้วยกับคำอธิบายนั่นอย่างไม่ขาดสาย

            เขาพูดเสริมขึ้นมาว่า “เป็นอย่างที่แม่นางสวี่กล่าวไว้เลย พี่หลินพวกเราไปคุยเรื่องสมบัติล้ำค่าที่ท่านจะนำมาเปิดประมูลที่นี่กับเถ้าแก่กันก่อนเถอะการประมูลระดับมนุษย์นั้นเราสามารถเข้าร่วมเมื่อไหร่ก็ได้อยู่แล้ว”

            จ้าวเหวินชางพูดเสร็จก็มีสาวใช้สองคนของหอฟ้าสมุทรแอบมองมาทางนี้ มุมปากแย้มยิ้มออกมา

            ในสายตาของพวกนางแล้ว คนที่ได้รับการรับรองจากเถ้าแก่แค่ระดับสองแบบนั้นจะมีของล้ำค่าแค่ไหนกันเชียว?

            อย่างมากก็คงใช้คำพูดเกินจริงมาเรียกคนให้เข้าร่วมประมูลก็แค่นั้น...

            แต่สาวใช้เหล่านี้ก็สมกับที่ได้รับการฝึกสอนมาอย่างดี ถึงพวกนางจะเคยเห็นของล้ำค่าจำนวนมากมาแล้วก็ตามแต่พวกนางก็ไม่เคยแสดงสีหน้าดูถูกออกมาให้เห็นเลย พวกนางพาพวกของหลินหยางมายังบริเวณเขตที่ค่อนข้างจะห่างไกลผู้คนหน่อยตรงนี้มีประตูเล็กๆ ด้านในนั้นคือห้องรับรองที่ถูกสร้างแยกออกมา

            “พวกเรามาถึงกันแล้วค่ะ”

            สาวใช้ทั้งสองคนหยุดยืนอยู่หน้าห้องรับรองนั่น หลังจากแสดงความเคารพเสร็จแล้วจากนั้นก็หันหลังกลับทันทีเหลือแค่จ้าวเหวินชางที่เข้าไปเปิดประตูด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเพื่อพาพวกหลินหยางเข้าไป

            “มามามา พี่หลิน เชิญข้างในก่อนท่านคงไม่รู้หรอกว่าห้องรับรองของหอฟ้าสมุทรแห่งนี้ไม่ใช่ที่ที่คนทั่วไปจะเข้ามาได้หรอกนะ แต่ข้าพอจะมีเถ้าแก่ที่สนิทกันอยู่ช่วยจัดการให้ไม่อย่างนั้นสมบัติของพวกเราคงถูกคนอื่นเห็นเข้าแล้ว”

            จ้าวเหวินชางแสดงท่าทางภูมิใจในเส้นสายของตัวเองในเมืองฮุยยื่อนี่มากเขาพาหลินหยางเข้าไปด้านในห้องรับรอง

            หลินหยางมองดูเจ้าอ้วนอายุยี่สิบกว่าปีนี่วิ่งไปวิ่งมาตรงหน้าเขาเขารู้ว่าไอ้นี่มันต้องการจะประจบเขา ในใจรู้สึกอยากหัวเราะแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา

            ภายในห้องรับรองนั้นถูกตกแต่งไว้อย่างเรียบง่ายแต่ก็สวยงาม

            ทั้งโต๊ะ ทั้งเก้าอี้ ทั้งถ้วยชาล้วนแต่เป็นของชั้นสูงทั้งนั้น ตัวอักษรที่ถูกสลักบนกำแพงนั่นอีกแต่ละอย่างล้วนมีมูลค่าทั้งนั้นดูท่าเถ้าแก่ที่เป็นเพื่อนกับจ้าวเหวินชางจะมีความสามารถอยู่ไม่น้อย

            ทั้งสามนั่งลงบนเก้าอี้ จ้าวเหวินชางก็นำชามาวางให้ถึงโต๊ะถึงใบชานี่จะไม่ใช่ของมีชื่อเสียงอะไรมากมายก็ตาม แต่ก็ดีกว่าไม่มี ทั้งสามคนพูดคุยกันในระหว่างที่รอให้เถ้าแก่ของหอฟ้าสมุทรมาถึง

            สิบนาทีผ่านไป

            หลังจากที่ดื่มชาจนหมดแล้ว ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของคนสักคน

            จ้าวเหวินชางเองก็เริ่มรู้สึกอึดอัดขึ้นมาเขาตะโกนส่งเสียงออกมาทีหนึ่ง ก็มีสาวใช้คนหนึ่งเข้ามาเทน้ำชาให้พวกเขาจ้าวเหวินชางเลยถามนางไปว่า

            “แม่นาง ข้าติดต่อเถ้าแก่ที่ชื่อ จางชิง เอาไว้ไม่ทราบว่าเขามาถึงที่นี่รึยัง”

            สาวใช้แย้มยิ้มอย่างมืออาชีพพร้อมกล่าวว่า “นายท่านคะพวกเรามีหน้าที่แค่งานบริการเท่านั้นค่ะ เราไม่รู้เรื่องของพวกเถ้าแก่หรอกนะคะ!”

            “ถ้าอย่างนั้นข้าขอรบกวนแม่นางช่วยประกาศตามหาคนให้ข้าหน่อยสิบอกว่าจ้าวเหวินชางรอเขาอยู่ที่นี่นะ”

            “ได้ค่ะ”

            สาวใช้แย้มยิ้มตอบรับตามแบบที่ฝึกมาจากนั้นก็กลับหลังหันแล้วเดินออกไป

            แต่ว่าพอผ่านไปอีกสิบนาทีแล้ว ก็ยังไม่มีใครมาหาพวกเขาอยู่ดี

            บรรยากาศภายในห้องนั้นเต็มไปด้วยความอึดอัด

            “เฮ้ย...เจ้าอ้วนน้อยทำไมข้าถึงรู้สึกเหมือนกับว่าเรากำลังถูกลืมอยู่เลยวะ... เฮ้ย!”

            หั่วเอ๋อร์ตะคอกใส่จ้าวเหวินชางไปทีจนมันหน้าแดงก่ำแล้วตอนนี้

            ทั่วทั้งเมืองฮุยยื่อคงไม่มีใครกล้าเรียกเขาแบบนี้แน่ แต่ตอนนี้เขากลับไม่กล้าโกรธเลยแต่รู้สึกอึดอัดมากกว่า

            อึดอัดมากๆ ด้วย

            ก่อนหน้านี้เขาเพิ่งคุยโม้เอาไว้เยอะเสียด้วยแต่นี่ยังหล่อได้ไม่ทันไร ก็ถูกคนของหอฟ้าสมุทรหักหน้าใส่ซะแล้ว

            เวลาผ่านไปยี่สิบนาทีเต็มๆ แล้วแต่ก็ยังไร้วี่แววว่าจะมีใครมาหาเลยสักคน

            “แหะแหะ... พี่หลิน ท่านรออยู่ตรงนี้ก่อนเดี๋ยวข้าออกไปตามหาเขาให้ด้วยตัวเองก็แล้วกัน”

            จ้าวเหวินชางฝืนนั่งเฉยๆ ต่อไปไม่ไหวแล้วหลินหยางเองก็ไม่ได้ปรามอะไร แต่เห็นมันเดินออกไปแค่สิบกว่านาทีเท่านั้นก็เดินกลับมาแบบหน้าเหยเก

            พอเขาเข้ามาถึง จ้าวเหวินชางถูมือแบบเขินๆ พร้อมกับบอกวา “เอ่อคือว่า พี่หลินเถ้าแก่ท่านนั้นวันนี้ดูจะยุ่งเป็นพิเศษน่ะ เขากำลังยืนคุยกับ ‘สมาคมการค้าแห่งอาณาจักรเปอร์เซียอยู่’ เดี๋ยวก็มาแล้วอีกเดี๋ยวๆ ก็มาแล้วจริงๆ”

            ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นคนออกไปเชิญด้วยตัวเองก็เถอะ แต่ก็ยังไม่สามารถพาคนมาได้

            หลินหยางไม่ได้พูดอะไรออกมา

            สถานการณ์ตรงหน้าทำให้เขาได้รู้ว่า

            ตระกูลจ้าวไม่ได้ยิ่งใหญ่มากอย่างที่คิด

            ส่วนหอฟ้าสมุทรนั้นพลังอำนาจของพันธมิตรการค้าใต้หล้าเองก็แข็งแกร่งยิ่งกว่าที่จินตนาการไว้หลายขุม

            แค่เถ้าแก่ระดับสองดาวก็กล้าหักหน้าของจ้าวเหวินชางขนาดนี้แล้วดูแค่นี้ก็รู้ได้แล้วว่าหอฟ้าสมุทรแห่งนี้มีอิทธิพลในเมืองฮุยยื่อมากแค่ไหน