เมื่อเฟิ่งหยูติดตามนางเข้าไปในห้องหนึ่ง เบื้องหน้าของพวกเขามีหญิงวัยกลางคนนอนอยู่บนเตียงใบหน้านางซีดเชียว ใบหน้าหมองคล้ำเฟิ่งหยูเข้าไปจับชีพจรพลันปลดปล่อยจิตสัมผัสตรวจสอบร่างกายของนางเฟิ่งหยูตรวจดูอาการสักครู่ พลันพบว่าหญิงวัยกลางคน คนนี้ถูกพิษจากสัตว์ชนิดหนึ่งอย่างแน่นอนเฟิ่งหยูตรวจสอบบริเวณมือและเท้าของนางพบว่ามีรอยกัดตรงข้อเท้า
เฟิ่งหยูหยิบโอสถออกมาจากแหวนมิติของเขาหนึ่งเม็ดเขานำโอสถเม็ดนั้นใส่ปากของนางทันที เพียงไม่นาน นางก็เริ่มพื้นคืนสภาพร่างกายสีหน้าที่เคยซีด กลับเริ่มเป็นสีชมพู เลือดลมเริ่มกลับมาไหลเวียนเป็นปกติโอสถนั้นคือโอสถที่ใช้แก้พิษที่เฟิ่งหยูหลอมกลั่นเก็บเอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน
เฟิ่งหยูแผ่จิตสัมผัสออกไปทั่วบริเวณรอบ ๆ ร้านจำหน่ายเรือเล็กแห่งนี้ ไม่นานเฟิ่งหยูก็พบต้นตอของปัญหาในครั้งนี้มันคือแมงมุมชนิดหนึ่ง ซึ่งมันซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดของห้องที่ผู้หญิงคนนี้นอนพักอยู่เฟิ่งหยูสะบัดมีเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่งออกไปทันที
ฟิ้ววว..
ปึกก..
แมงมุมตัวนั้นถูกมีเล่มเล็กเสียบเข้ากลางลำตัวพร้อมกับดิ้นไปมา มันติดอยู่กับมีดที่ปักอยู่บนเสาอ้ายหลี่เดินเข้าไปดึงมีดนั้นออกมาพร้อมกับมองดูแมงมุมตัวนั้นอย่างละเอียด
“แมงมุมสามสี มันมีพิษร้ายแรง หากใครถูกกัด พิษจะค่อย ๆ ซึมไปตามกระแสเลือดหากไม่ได้การรักษาที่ถูกต้องจะทำให้เสียชีวิตภายในหนึ่งเดือน”
หญิงคนนั้นพลันหน้าซีดขึ้นมาทันที เขารีบวิ่งไปกอดแม่ของเขาแม่ของเขานอนมายี่สิบกว่าวันแล้ว หากเขาไม่เจอเฟิ่งหยู แม่ของเขาคงต้องจบชีวิตอย่างแน่นอน
“ขอบคุณท่านผู้มีพระคุณ ขอบคุณท่านจริง ๆ เจ้าคะ”
“ไม่เป็นไรหรอก ข้าช่วยเหลือได้ก็ต้องช่วย ข้าทนดูใครตายต่อหน้าต่อตาไม่ได้หรอก”
“ท่านต้องการเรือเล็กใช่หรือไม่ เชิญท่านเลือกได้เลยข้าไม่คิดเงินพวกท่านเจ้าคะ”
“ไม่เป็นไรหรอกแม่นาง พวกเรามีผลึกม่วงไม่เพียงพอหรอกท่านเก็บไว้ขายเถอะ”
“ไม่ได้เจ้าคะ ท่านช่วยเหลือแม่ของข้า ข้าต้องตอบแทนพวกท่าน ท่านเอาเรือลำนี้ไปก็แล้วกัน”
หญิงสาวหยิบเรือเล็กลำหนึ่ง พร้อมกับหินวิญญาณระดับต่ำอีกสิบก้อนให้กับเฟิ่งหยู
“ถึงมันจะลำเล็กไปนิด แต่ก็เดินทางได้สะดวก พวกท่านต้องเดินทางอีกไกลนำไปใช้งานเถอะเจ้าคะ ถือว่าเป็นการตอบแทนที่ท่านช่วยเหลือแม่ของข้าน้อย”
“ เช่นนั้นก็ได้ เราจะรับเอาไว้แต่เจ้าเองก็ต้องรับโอสถเม็ดนี้ไว้ด้วยเช่นเดียวกัน”
เฟิ่งหยูยื่นยาอีกหนึ่งเม็ดให้กับนาง
“ เมื่อแม่ของเจ้าฟื้นขึ้นมา ให้แม่ของเจ้าทานโอสถเม็ดนี้ในคืนนี้อย่าให้คนอื่นรู้หรือเห็นเป็นอันขาด”
เฟิ่งหยูและอ้ายหลี่เดินออกจากร้านขายเรือเล็กโดยที่มีหญิงสาวเดินตามมาส่ง
“ท่านผู้มีพระคุณ ไม่ทราบว่าพวกท่านชื่ออะไรเจ้าคะ?”
“ข้าเฟิ่งหยู ส่วนคนนั้นอ้ายหลี่”
“ข้าน้อย ซูเหนียงเอ๋อเจ้าคะ”
“พวกเราคงต้องไปแล้ว ไว้พบกนใหม่”
“ไว้พบกันใหม่เจ้าคะ”
ซูเหนียงเอ๋อโบกมือลาสายตาของเขาจ้องมองไปยังชายหนุ่มทั้งสองน้ำตาของนางคลอและไหลอาบแก้มของนาง
“ขอบคุณพวกท่านทั้งสอง ข้าจะไม่ลืมพระคุณของพวกท่านเลย”นางรีบปาดน้ำตาพร้อมกับวิ่งเข้าไปหาแม่ของนาง เมื่อนางเข้ามาถึงพบว่าแม่ของนางนั้นฟื้นคืนสติเรียบร้อยแล้วอาการส่วนใหญ่เริ่มหายเป็นปกติแล้ว
“เจ้าไปหาหมอที่ไหนมารักษาแม่? หมอแถวนี้ทุกคนต่างก็หมดหนทางแล้วแม่เองยังทำใจไว้แล้ว”
“เขาชื่อเฟิ่งหยูกับอ้ายหลี่คะแม่พวกเขามาหาซื้อเรือเล็กแต่มีเงินไม่พอ” จากนั้นซูเหนียงเอ๋อจึงเล่ารายละเอียดต่างๆ ให้แม่ของเขาฟัง
“ดีแล้วหละที่เจ้าให้เรือพร้อมกับหินวิญญาณแก่เขาไป”
“ท่านแม่ก่อนไปเขายังให้โอสถอีกเม็ดหนึ่งไว้เขากำชับให้ท่านแม่ทานคืนนี้มันคงเป็นโอสถฟื้นฟูร่างกาย”
ซูเหนียงเอ๋อ ยื่นโอสถเม็ดนั้นให้กับแม่ของตน ในคืนนั้นแม่ของซูเหนียงเอ๋อคุยกับลูกสาวอยู่นานแต่นางก็ไม่ลืมที่จะทานโอสถเม็ดนั้นรุ่งเช้าอีกวันหนึ่งนางตื่นนอนพบว่าลูกสาวของตนกำลังจัดเรียงเรือเล็กในตู้โชว์ของนางจึงเดินเข้าไปหา ซูเหนียงเอ๋อเงยหน้าขึ้นมามอง
“พี่สาวท่านต้องการเรือเล็กหรือเจ้าคะ”
“พี่สาวที่ไหนกันลูก นี่แม่เอง เจ้าคิดอะไรเพลินไปหรือเปล่า”
ซูเหนียงเอ๋อจ้องมองคนที่เรียกตัวเองว่าแม่ ไม่นานนางจึงจำได้ซูเหนียงเอ๋อตื่นเต้นเป็นอย่างมากรีบวิ่งไปเอากระจกมาให้แม่ของเขาดูใบหน้าที่อยู่ในกระจกนางแทบจะจำตัวเองไม่ได้ ตอนนี้ใบหน้าของนางกลับอ่อนเยาว์ลงหลายสิบปี
“ท่านแม่คงเป็นผู้มีพระคุณทั้งสอง ที่มอบโอสถเม็ดนั้นให้ท่านแม่มิน่าเฟิ่งหยูถึงได้บอกว่าอย่าให้ใครรู้ หรือเห็นเป็นอันขาด”
ทางด้านเฟิ่งหยู หลังจากได้เรือเล็กมาพวกเขาทั้งสองก็เดินทางได้รวดเร็วขึ้น ความจริง เฟิ่งหยูอยากจะเอาเรือเล็กของเขาออกมาใช้เพราะประหยัดพลังงานจากหินวิญญาณมากกว่าเพียงแต่ว่ามันจะสะดุดตาเกินไป เขาจึงเลือกที่ใช้งานเรือเล็กของโลกที่หนึ่งนี้แทน
เฟิ่งหยูและอ้ายหลี่ใช้เวลาในการเดินทางเพียงแค่สามชั่วโมงเขาก็มาถึงเมืองหลวงของโลกที่หนึ่ง ซึ่งเป็นเมืองที่กว้างใหญ่และมีความเจริญเป็นอย่างมากพวกเขานำเรือเล็กลงก่อนถึงหน้าประตูเมืองเพื่อเข้ารับตรวจสอบก่อนที่จะเข้าเมือง
“เรือเล็กนี้ข้ายกให้เจ้าไว้ใช้งานก็แล้วกัน” เฟิ่งหยูยื่นเรือเล็กให้กับอ้ายหลี่พร้อมกับหินวิญญาณระดับต่ำอีกกว่าห้าร้อยก้อน
“เจ้าเอาของพวกนี้มากจากไหน ทำไมเจ้ามีหินวิญญาณเยอะมากมายขนาดนี้ได้?”
“อาจารย์ข้าให้มา ยังมีอีกเยอะ เจ้าเก็บไว้ใช้บ้างเถอะเก็บรักษาไว้ให้ดี อย่าให้ใครรู้ว่าเจ้ามีหินวิญญาณมากมายขนาดนี้ไม่เช่นนั้นเจ้าจะเป็นอันตรายได้”
“ได้ข้าจะเก็บไว้ใช้ยามจำเป็นเท่านั้น เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงข้าไม่มีทางให้ใครรู้แม้แต่พ่อของข้า”
อ้ายหลี่รีบเก็บเรือเล็กและหินวิญญาณเข้าแหวนมิติของเขาอย่างรวดเร็วพวกเขาเดินเข้าไปต่อแถวเพื่อรอตรวจสอบเข้าเมืองหลวง พวกเขารออยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงเฟิ่งหยูและอ้ายหลี่จึงมายืนอยู่หน้าทหารยามที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ
“พวกเจ้ามาจากที่ไหน และมาทำอะไรที่เมืองหลวงแห่งนี้”
“พวกเรามาจากโลกที่สิบ พวกเราต้องการไปที่สำนักงานใหญ่ของสมาคมโอสถเก้าโลกขอรับ”อ้ายหลี่ตอบ
“หืม อะไรนะพวกเจ้าจะไปสำนักงานใหญ่สมาคมโอสถเก้าโลกอย่างนั้นหรือ? ฮ่า ฮ่า ฮ่า” พวกยามที่ทำการตรวจพากันหัวเราะเยาะพวกเขาทั้งสอง
“พวกเจ้าจะไปทำอะไรที่นั่น ที่นั่นนะใช่ว่าใครอยากไปก็ไปได้มาทางไหนกลับไปทางนั้นไป เจ้าหนุ่ม หากเจ้าคิดจะไปเที่ยวเล่นที่นั่น ข้าจะบอกให้แม้แต่พวกเรายังไม่มีโอกาสได้ไปเหยียบแม้แต่บันไดทางเข้าเลย แล้วบ้านนอกอย่างพวกเจ้า........”
“บ้านนอกอย่างพวกข้าแล้วพวกเจ้าจะทำไม พวกเจ้าไม่มีสิทธิ์ไปเหยียบ ก็จงอย่าได้คิดดูถูกคนอื่นเจ้าคิดว่าคนอื่นจะไร้ความสามารถเหมือนพวกเจ้าอย่างนั้นหรือ?” เฟิ่งหยูพูดขัดขึ้นพร้อมกับหยิบป้ายสัญลักษณ์นักหลอมโอสถระดับตำนานยื่นออกไป ซึ่งในระหว่างนั้นหัวหน้าทหารยามได้เดินมาถึงจุดที่เฟิ่งหยูและอ้ายหลี่ถูกตรวจสอบอยู่พอดี
“เจ้า เจ้า.........”ทหารยามคนนั้นยังไม่ทันที่จะพูดจบเสียงหนึ่งพลันดังขึ้นทันที
เพี้ยะ เพี้ยะ........ เป็นหัวหน้าทหารยามที่รักษาการอยู่รีบตบเขาอย่างรวดเร็วพร้อมกับกระชากเขาไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว
“ข้าน้อยต้องขออภัยท่านผู้อาวุโส ข้าน้อยอบรมลูกน้องไม่ดีเองขอผู้อาวุโสโปรดอภัย!”
“ข้าน้อยจะรีบให้คนนำทางท่านผู้อาวุโสไปยังสำนักงานใหญ่สมาคมโอสถเก้าโลกทันทีขอรับ”หัวหน้าทหารยามรีบเอ่ยขึ้นมาก่อนโดยที่ทหารยามคนนั้นยังก้มหน้าอยู่ด้านหลังของหัวหน้าทหารยามไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมามองเฟิ่งหยูและอ้ายหลี่ด้วยซ้ำ
“เอาเถอะไม่เป็นไรหรอก ขอบใจในความหวังดีของท่าน พวกเราเดินทางไปเองจะสะดวกกว่าพวกเราต้องการเดินชมเมืองหลวงแห่งนี้ไปด้วย”
“ขอรับท่านผู้อาวุโส เช่นนั้นผู้น้อยไม่รบกวนผู้อาวุโส เชิญผู้อาวุโสเข้าเมืองขอรับ”
เฟิ่งหยูและอ้ายหลี่จึงเดินเข้าเมืองไป โดยไม่หันมามองด้านหลังแม้แต่นิดเดียวหลังจากที่เฟิ่งหยูจากไปได้นานพอสมควร หัวหน้าทหารยามคนนั้นถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ข้าเตือนพวกเจ้ากี่ครั้งกี่หนแล้ว ว่าอย่าได้กำเริบเสิบสาน อย่ามองผู้อื่นแต่ภายนอกพวกเจ้ารู้ไหมว่าคนผู้นั้นเป็นใคร”
“ขออภัยขอรับท่านหัวหน้า พวกเราไม่รู้จริงๆ ว่าคนผู้นั้นเป็นใครพวกเขามาจากโลกที่เก้า พวกข้าน้อยคิดว่าพวกเขาเป็นพวกบ้านนอกขอรับ”
“พวกเจ้าคิดว่าพวกบ้านนอกไม่มีอำนาจ ไม่มีคนใหญ่คนโตหรืออย่างไร คนที่พวกเจ้าหัวเราะเยาะผู้นั้นเป็นถึงนักหลอมโอสถระดับตำนานพวกเจ้ารู้ไหมว่าหากเขาโกรธขึ้นมาพวกเจ้าจะเป็นยังไง แค่ป้ายที่เขาถือมาพวกเจ้ายังไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะถือรองเท้าให้เขาด้วยซ้ำไปพวกเจ้ายังคิดจะไปหัวเราะเยาะเขาอีก อย่าให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกเด็ดขาดเช่นนั้นข้าคงต้องใช้กฎทหารกับพวกเจ้าแล้ว”
ทหารยามที่ทำหน้าที่ตรวจสอบถึงกับเหงื่อผุดเต็มหน้าผาก และแผ่นหลังหากเฟิ่งหยูเอาเรื่องพวกเขาเมื่อกี้พวกเขาคงหมดอนาคตเป็นแน่ แต่ละคนถึงกับหน้าซีดเขาพวกเขาแทบจะทรุดลงกับพื้น
“ขออภัยท่านหัวหน้า ต่อไปพวกเราจะไม่ทำเช่นนี้อีก ท่านหัวหน้าโปรดอภัยให้กับความโง่เขลาของพวกเราด้วย”
“ไปเถอะรีบไปทำงานตามหน้าที่ของพวกเจ้า อย่าให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีกเช่นนั้นแม้แต่ข้าเองก็ช่วยเหลือพวกเจ้าไม่ได้”
เฟิ่งหยูและอ้ายหลี่เดินเที่ยวชมในเมืองหลวงแห่งนี้เฟิ่งหยูพบว่าสินค้าหลายอย่างเป็นที่ต้องการของคนทั่วไปเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นโอสถ อาวุธ ชุดเกราะ หรือแม้แต่สมุนไพรที่เป็นที่ต้องการเป็นอย่างมาก
“อ้ายหลี่หากพวกเราทำให้โลกที่เก้าสามารถปลูกสมุนไพรได้ทั้งโลกมันจะเพียงพอต่อความต้องการของอีกแปดโลกหรือไม่” อยู่ ๆ เฟิ่งหยู่เอ่ยถามขึ้นมา
“ข้าคิดว่า คงยังไม่พอหรอก เพราะผู้ฝึกยุทธ์ทั้งเก้าโลกมีมากมายนักหากว่าโลกที่เก้าและโลกที่สี่ร่วมมือกันก็ไม่แน่อาจจะเพียงพอก็เป็นได้”