เสียงโลหะเสียดสีกันเบา ๆ ดังขึ้นจากเบื้องล่าง พื้นหินของห้องทดสอบสั่นสะเทือนอย่างแผ่วเบา กลิ่นสนิมจาง ๆ ลอยมาแตะจมูกเมื่อหลิงเซียวค่อย ๆ ลืมตาขึ้นในความมืด
เขายังคงอยู่ในห้องกลจักรลับ — ที่ซ่อนของ “บันทึกต้นแบบกลจักรต้องห้าม” ที่ถูกเปิดโดยบังเอิญเมื่อเขาพลั้งไปแตะวงแผ่นพลังหมุนของกลไกโบราณ ทว่าตอนนี้ ทุกอย่างเปลี่ยนไป…
อากาศเย็นเฉียบราวกับไออาฆาต ปรากฏเงาโลหะมากมายซ้อนทับกันบนผนัง ทั้งหมดหมุนเวียนราวกับกำลังจ้องมองผู้บุกรุกเพียงหนึ่งเดียว
เขา — หลิงเซียว
เสียง “คลิ๊ก…คลิ๊ก…” ดังเป็นจังหวะพร้อมกับกลไกบางส่วนที่โผล่พ้นพื้นขึ้นมาทีละชิ้น บางชิ้นเป็นคมมีด บางชิ้นคล้ายแขนกลที่เคยใช้ชำแหละศพ หรืออาจเป็นศัตรูในอดีต
“เจ้าไม่ควรอยู่ที่นี่…” เสียงแหบพร่าดังมาจากมุมห้อง — เสียงนั้นไม่ใช่มนุษย์
มันคือ “กลจิตโบราณ” วิญญาณจำลองของผู้สร้างดั้งเดิมที่ถูกสลักไว้ในโครงร่างกลจักร
“เจ้ามิใช่ผู้สืบทอด…ไม่มีสิทธิ์…ไม่มีอำนาจ…”
ก่อนที่หลิงเซียวจะตอบอะไร กลไกบนเพดานก็เริ่มเปล่งแสงสีแดงสลัว พร้อมกันนั้น — แขนกลขนาดใหญ่ก็ตวัดลงมาอย่างรุนแรง
เขาหลบแทบไม่ทัน แรงปะทะจากการเฉียดร่างเพียงเสี้ยววินาทีก็ทำให้เขากระเด็นไปชนผนังอย่างจัง
เลือดซิบจากมุมปาก กลิ่นสนิมปะปนกับกลิ่นเลือดของเขาเองอย่างชัดเจน
นี่ไม่ใช่แค่บททดสอบ…
มันคือการลงโทษจากกลจักรแห่งอดีต
‘…ข้าอ่อนแอเกินไป’ เขาคิดในใจ ฟันกรามกัดแน่นจนรู้สึกได้ถึงแรงสั่น
แต่ในขณะที่แขนกลอีกชิ้นพุ่งตรงมาด้วยความเร็วเหนือคาด หลิงเซียวกลับนิ่งสงบลงโดยฉับพลัน — ในนาทีสุดท้ายก่อนถูกปะทะ
…เขาเห็นเส้นพลังวิญญาณเบาบางที่เคลื่อนไหวอยู่ในกลไก
มันเป็นเส้นทางที่เชื่อมฟันเฟืองเข้ากับแหล่งจ่ายพลัง — จุดอ่อนของมัน
เขาเคลื่อนไหวด้วยสัญชาตญาณ ฝ่ามือเหวี่ยงทวนเล็กที่ติดตัวฟาดเข้าใส่จุดนั้นพอดี
“เคร้ง!”
แขนกลหยุดชะงักกลางอากาศ ฟันเฟืองกระตุกอย่างรุนแรง ก่อนจะพังลงพร้อมเสียงปะทุของกลไกด้านใน
แต่ยังไม่ทันได้พัก หุ่นกลขนาดคนก็ถูกปล่อยออกมาสามตัว — แต่ละตัวมีเกราะโลหะหนาหนัก ดวงตาแดงสว่าง และถืออาวุธเฉพาะทางราวกับนักสู้ในสงครามจริง
หนึ่งในนั้นตรงเข้าโจมตีด้วยการแทงปลายหอกสูงต่ำสลับอย่างชาญฉลาด หลิงเซียวต้องถอยฉากโดยใช้ขอบผนังและจังหวะหมุนตัวหลบแทบตลอด
ความรู้สึกไร้พลังรุนแรงขึ้นในหัวใจ…ในห้วงนี้ เขาไม่ต่างจากเด็กชายคนหนึ่ง ที่ถูกโยนเข้ากลางสนามรบของเทพและอสูร
‘ข้ายังไม่พอ…ข้ายังไม่สามารถปกป้องใครได้เลย แม้แต่ตัวข้าเอง’
เสียงของใครบางคนลอยมาในหัว — เสียงของ “ท่านปู่” จากหมู่บ้านซื่อหาน
“หลิงเซียว…เจ้าต้องอดทน เจ้าต้องเรียนรู้ทุกบาดแผลเหมือนเครื่องมือ—เจ็บได้ แต่อย่าหยุดกลึงเหล็กในหัวใจ”
ในวินาทีนั้น…มีบางอย่างเกิดขึ้น
ใจกลางอกของหลิงเซียวสั่นสะเทือน พลังปราณที่ตกค้างเริ่มหมุนวนเร็วขึ้น ทว่ามันไม่เพียงหมุนรอบเส้นปราณเดิม…
…มันแทรกเข้าสู่ใจกลาง “จิต” ของเขา
แสงสว่างบางอย่างแตกออกในดวงจิตของเขา — พลังจิตที่หลับใหลคล้ายถูกกระตุ้น
มันไม่ใช่เพียงพลังจากปราณธรรมดา แต่มันคือ “จิตตื่นรู้” ที่แท้จริง
หลิงเซียวรู้สึกถึงการเชื่อมโยงระหว่างตนเองกับทุกกลไกในห้องนี้ — เสียงหมุนของฟันเฟือง, แรงสั่นของคานเหล็ก, แม้กระทั่งแรงเฉื่อยของแขนกล
เขาไม่ได้มองเห็น…แต่ “รู้สึกได้”
มือของเขายกขึ้นโดยไม่ต้องคิด เขาสั่งให้ฟันเฟืองหลักหยุด — และมันก็หยุด
หุ่นกลทั้งสามหยุดชะงักชั่วขณะ
แค่เสี้ยววินาที…แต่ก็พอให้หลิงเซียวพุ่งเข้าไปฟาดทวนเข้าใส่จุดเชื่อมต่อของขาแต่ละตัวทีละจุด
เสียงโลหะแตกดังสนั่น หุ่นกลตัวหนึ่งล้มลง กลไกด้านในหลุดออกมาเป็นเส้นสายไฟสั่นกระตุก
อีกสองตัวยังคงเคลื่อนไหว แต่หลิงเซียวตอนนี้…ไม่ใช่หลิงเซียวเมื่อไม่กี่อึดใจที่แล้ว
เขาควบคุมพลังปราณพร้อมกับใช้พลังจิตควบคุมเส้นพลังในกลไกให้เบี่ยงเบน ก่อนซัดแรงโจมตีเข้าใส่จุดอ่อน
ไม่นาน — หุ่นกลทั้งสามก็เหลือเพียงเศษเหล็กบนพื้น
…
ความเงียบกลับคืนมาอีกครั้ง
กลจิตโบราณเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบาแต่ชัดเจน
“ผู้ที่สามารถ ‘เห็น’ การเคลื่อนไหวของกลจักรผ่านจิต…มีเพียงหนึ่งในหมื่น…”
“เจ้าคือผู้แบกหนี้กรรมแห่งเครื่องจักร…จงอย่าละทิ้งมัน”
กลไกทั้งหมดสงบนิ่ง ราวกับรับรองเขา
ทันใดนั้น ลำแสงหนึ่งก็พุ่งเข้าหาใจกลางของเขา — พลังวิญญาณที่สะสมภายในห้องนี้ไหลเข้าสู่เส้นปราณของเขาโดยตรง
หลิงเซียวแทบทรุด — ร่างกายร้อนวูบเหมือนลาวาไหลผ่านเส้นเลือด เสียง “ตึง” ดังขึ้นในหัวคล้ายกระแทกม่านบางที่ขวางไว้มาเนิ่นนาน
…
หลิงเซียวได้เลื่อนขั้นพลัง
เขาทรุดนั่งกลางห้อง…เหงื่อไหลท่วมร่าง ลมหายใจหนักหน่วง แต่ดวงตาเปล่งแสงแน่วแน่
นี่เป็นเพียงการเริ่มต้น