รุ่งขึ้น อิ้นถังตื่นแต่เช้า ค่ำคืนแห่งความหลงใหลไม่ได้ทำให้เขาเหนื่อยล้าแต่ยิ่งกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยพละกำลังและอารมณ์เบิกบาน เมื่อลืมตาขึ้นชายหนุ่มมองไปที่หว่านซีซึ่งกำลังหลับสนิทในอ้อมแขน แววตาอ่อนแสงลงเจือความพึงพอใจ
เขากอดนางไว้ด้วยแขนข้างหนึ่งก่อนจะค่อยๆ เลื่อนมือลงไปตามเรียวแขนของอีกฝ่ายจนกระทั่งถึงฝ่ามือของนางมือของหว่านซีงดงามมาก นิ้วเรียวยาว ผิวเนื้อเนียนนุ่มผุดผาด เล็บสีชมพูดูสุขภาพดีเมื่อออกแรงกดลงบนฝ่ามือนุ่ม ผิวเนื้อก็กดลึกลงไปตามแรงแฝงการดีดสะท้อนชวนให้ผู้คนรู้สึกรักใคร่อย่างไม่รู้ตัว
เมื่อรู้สึกว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ ในอ้อมแขนของเขาขยับไปมาอย่างไม่สบายตัวนัก นางแนบใบหน้าเรียวเล็กของตนเข้ากับอกชายหนุ่ม ก่อนจะถูไถไปมาเบาๆด้วยท่าทางสนิทสนม ท่าทางที่นอนหลับอย่างสงบสุขเช่นนั้นทำให้คนมองรู้สึกอิจฉาโดยไม่รู้ตัวเขาวางฝ่ามือใหญ่ของตนลงบนใบหน้านุ่มนวลนั้นรบกวนความฝันอันแสนหวานของนางอย่างซุกซน
หว่านซีรู้สึกคันยุบยิบบนใบหน้า ถึงแม้จะพยายามหลบเลี่ยงอย่างไรก็ไม่อาจทำได้ นางขมวดคิ้ว ขนตาโค้งงอนเป็แพค่อยๆขยับไหว ก่อนที่ดวงตางดงามสดใสคู่นั้นจะลืมขึ้นสบเข้ากับการจ้องมองของอิ้นถังพอดิบพอดีหว่านซีชะงักงันไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ความทรงจำของเมื่อคืนนี้จะไหลบ่าท่วมท้นเข้ามาในความคิดของนางใบหน้าน้อยๆ นั้นแดงเรื่อขึ้นในพริบตาเช่นเดียวกับความคิดที่อยากจะมุดลงไปซ่อนตัวอยู่ในผ้านวมที่ผุดขึ้นมาทันใด
"ตื่นแล้ว?"อิ้นถังถาม ดวงตาฉายแววเ้าเล่ห์เป็ประกายพราวระยับ
“เพคะ” หว่านซีซุกตัวอยู่ใต้ผ้านวม ดวงตากลมโตของนางมองออกไปด้านนอก ท่าทางบอบบางและเคอะเขินปลุกความสงสารชของคนมองขึ้นมา “องค์ชาย้าลุกแล้วหรือไม่เพคะหม่อมฉันจะถวายการรับใช้”
อิ้นถังรั้งแขนของนางด้วยแรงเพียงเล็กน้อยทำให้ร่างบอบบางซุกเข้าไปในอ้อมแขน ก่อนจะบีบใบหน้าของนางแ่เบาพร้อมกับยิ้ม "ยังเช้าอยู่นอนต่ออีกหน่อยเถอะ”
"แต่..."หว่านซีหรี่ตาลงเล็กน้อย รู้สึกว่าแขนขาของนางยังคงเจ็บร้าวและอ่อนแรงอยู่
"ข้าบอกให้เ้านอน เ้าก็นอนเถอะ" อิ้นถังใช้แววตาเข้มงวดจ้องมองนาง แต่ครั้นเห็นดวงตากลมโตที่จ้องมองกลับมาอย่างซื่อๆก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดเล็กน้อย ไม่ว่าอย่างไรคนที่รบกวนความฝันของผู้อื่นก็คือเขา ก่อกวนการนอนแล้วยังจะบังคับให้ผู้อื่นหลับ ช่างไร้เหตุผลสิ้นดีท้ายที่สุดแล้วเขาจึงทำได้เพียงเอามือปิดตานางไว้เท่านั้น
ทัศนวิสัยของหว่านซีมืดลง แม้ว่านางจะไม่อยากนอนแล้ว แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นทว่ามือของบุรุษผู้นี้ยังคงก่อกวนนางอยู่ไม่ห่าง ประเดี๋ยวก็บีบหน้านางประเดี๋ยวก็บีบมือนาง หลังจากอดทนไปพักใหญ่และรู้แน่ชัดว่าอีกฝ่ายคงไม่ยอมหยุดเป็แน่นางจึงเอื้อมมือไปดึงมือที่ปิดตาตนเองออก แล้วพูดด้วยความขุ่นเคืองว่า "องค์ชายบอกให้หม่อมฉันนอน แต่ก็ยังรบกวนหม่อมฉันอีกแล้วหม่อมฉันจะนอนได้อย่างไรเพคะ!”
อิ้นถังนิ่งงันไปครู่ใหญ่ ก่อนที่รอยยิ้มกว้างจะผุดขึ้นบนริมฝีปาก เขาเพิ่งเคยถูกสตรีดุว่าเป็ครั้งแรกถือเป็ประสบการณ์ที่แปลกใหม่จริงๆ
ที่จริงแล้วั้แ่ที่เขาได้เห็นสตรีผู้นี้ในอุทยานหลวงเป็ครั้งแรก หญิงงามคนอื่นๆก็ไม่อาจดึงดูดสายตาเขาได้อีกเลย หากไม่ใช่เพราะรอเวลาที่เหมาะสมเขาคงพานางเข้าตำหนักในโดยไม่ต้องคิดไปแล้วครั้นเมื่อได้พบนางอีกครั้งที่ตำหนักอี้คุน เขาจึงเพิ่งรู้สึกผิดที่เพราะสถานะของตนจึงไม่อาจมอบศักดิ์ฐานะให้นางได้มากกว่าการเป็อนุภรรยา
ในเื่สตรีเขาไม่ได้มีความ้าใดเป็พิเศษ เพียงถูกตาต้องใจก็พอแล้ว
ไม่ว่าฮ่องเต้จะพระราชทานสตรีสกุลต่งเอ้อมาให้เป็ชายาเอก หรืออี้เฟยที่มอบจูซื่อ โจวซื่อมาให้ เขาก็เพียงทำตามใจตนเองไปหาใครก็ตามในตำหนักในที่ทำให้เขามีความสุขได้ แต่สำหรับหว่านซี นางไม่เพียงทำให้ความคิดของเขาปั่นป่วนั้แ่แรกแต่ก็ยังทำให้เขาต้องสิ้นเปลืองความคิดในการหาทางพานางเข้ามาเป็คนของตนเองั้แ่แรกพบอีกด้วย
สำหรับหว่านซี อาจพูดได้ว่าเขาตั้งตารอนาง ไม่ใช่เพียงเพราะความงามของนางเท่านั้น แต่เพราะความพยายามที่เขาทุ่มเทลงไปด้วย คราแรกเขาคิดว่านางเป็เพียงผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่อ่อนโยนเปี่ยมเสน่ห์ แต่แล้วนางก็เผยด้านที่เป็แมวป่าตัวน้อยที่สามารถกัดคนได้ออกมาแล้ว
"ตกลงข้าจะไม่รบกวนเ้า" อิ้นถังหัวเราะเบาๆ เอ่ยคล้อยตามนางอย่างไม่รู้ตัว
เห็นท่าทางของเขาแล้วแม้นางไม่รู้ว่าที่แท้แล้วบุรุษผู้นี้มีเจตนาใด แต่นางก็รู้สึกได้ถึงอารมณ์ที่ดีของเขาั้แ่มีราชโองการมาจนถึงบัดนี้นางทราบว่าตนต้องสร้างความประทับใจต่อเขาขึ้นมาใหม่ และดูเหมือนมันจะได้ผลดีด้วย ที่นางทำท่าขุ่นเคืองเขาเมื่อครู่ก็เพียงเพราะ้าทดสอบความอดทนของเขาเท่านั้น
หากนาง้าโดดเด่นในตำหนักในแห่งนี้ความคิดของอิ้นถังเป็สิ่งสำคัญนางไม่ได้อยากคล้อยตามหรือขัดแย้งกับเขาเพียงอย่างเดียวดังนั้นจึงจำต้องแสดงกรงเล็บของตนเองออกมาในเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้เขารู้ว่าแม้แต่กระต่ายยังสามารถกัดคนเมื่อมันถูกยั่วยุได้เช่นกัน
ในชาติที่แล้วนางใช้ชีวิตอย่างอดกลั้นเกินไปหลังจากย้อนกลับมาแล้ว นางรู้สึกเหมือนตนเองได้โยนข้อจำกัดบางอย่างทิ้งไปเสียนางไม่้าอดทนกับความคับข้องใจใดๆ อีกต่อไป อยากจะยืนหยัดเพื่อตนเองให้ได้ นางอยากจะกางกรงเล็บของตนเองออกไปลงโทษหญิงแพศยาพวกนั้นที่ซ่อนความร้ายกาจไว้ใต้หน้ากากอยู่เสมอ...ทว่าตอนนี้นางเหนื่อยเหลือเกิน...ตื่นมาค่อยว่ากันใหม่เถอะ!
อิ้นถังมองหว่านซีซึ่งหายใจสม่ำเสมอด้วยด้วยความสงสารเมื่อคืนเขาเรียกร้องจากนางมากเกินไป แม้จะรู้ว่านี่คือคืนแรกของนางแต่เขาก็ยังปล่อยตัวตักตวงจากนางอย่างไม่คิด ท่าทางนี้ทำให้เขารู้สึกผิดขึ้นมาเล็กน้อย
ทว่าเขาเองรู้แน่แก่ใจหากเขาย้อนเวลากลับไปได้อีกครั้งเขาก็ยังคงทำทุกวิถีทางเพื่อนำนางมาอยู่ใต้ปีกของตนอยู่ดี
อิ้นถังกอดเรือนร่างบอบบางแนบชิด กลิ่นหอมเจือจางอันเป็เอกลักษณ์ของนางโอบล้อมตัวเขาเอาไว้แม้จะไม่รู้ว่าเป็กลิ่นอะไร แต่กลิ่นนี้ก็ทำให้เขารู้สึกสดชื่นขึ้นมาได้ ไม่นานชายหนุ่มก็รู้สึกง่วงและหลับไปไม่นานหลังจากนั้น
"องค์ชาย...องค์ชาย...ตื่นเถิดพ่ะย่ะค่ะ..." หลินชูจิ่วยกมือขึ้นเคาะประตูพร้อมกับส่งเสียงเรียกแ่เบา
อิ้นถังสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆลืมตาขึ้น ใบหน้าที่สงบและอ่อนโยนของหว่านซีปรากฏต่อสายตา อิ้นถังรู้สึกเสียใจแทนนาง แต่ตามกฎแล้ววันนี้นางจะต้องคารวะน้ำชาต่อต่งเอ้อซื่อ
"ฮึ!"เขาแค่นเสียงออกมา แต่ไม่ว่าอย่างไรก็จำต้องปลุกนาง
หว่านซีตื่นจากการหลับใหลมองไปที่อิ้นถังด้วยสีหน้างุนงง คล้ายกำลังหลงทางอยู่ในม่านหมอก “องค์ชาย..."
อิ้นถังเห็นท่าทางสับสนของนางก็รู้สึกสงสารจับใจ ก่อนเอื้อมมือไปตบใบหน้าเล็กๆ ของนางแ่เบาจากนั้นจึงหันไปออกคำสั่ง “เข้ามา!"
"พ่ะย่ะค่ะ"
ประตูห้องถูกผลักเปิดออกกว้าง หลินชูจิ่วนำกลุ่มบ่าวรับใช้เข้ามา เกาหมัวมัวและทิงจู๋เดินนำหมัวมัวที่นางไม่คุ้นเคยเข้ามาพร้อมกัน ขันทีและนางกำนัลคนอื่นถือของใช้ในห้องน้ำอยู่ด้านหลัง
เมื่อเห็นอิ้นถังและหว่านซีทุกคนก็ค้อมศีรษะทำความเคารพอย่างเป็ระเบียบ รอจนเขาตอบรับจึงเงยหน้าขึ้นมาจากนั้นก็ทำตามหน้าที่ของตน
หลินชูจิ่วหยิบเสื้อผ้าที่ขันทีตัวน้อยถือไว้ข้างหลังเขาอย่างคุ้นเคยรอให้อีกฝ่ายสวมใส่ หว่านซีชำเลืองมอง ในสถานการณ์เช่นนี้คงไม่มีประโยชน์ที่นางจะฝืนทำอะไร ดังนั้นนางจึงเดินเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าหลังฉากกั้นโดยมีเกาหมัวมัวและทิงจู๋คอยช่วยเหลือ
หมัวมัวอีกคนให้เ้านายทั้งคู่ผลัดเปลี่ยนอาภรณ์จวนเสร็จแล้วจึงเดินไปที่เตียง และหยิบผ้าเช็ดหน้าสีแดงสดออกมาจากใต้ผ้าปูที่นอนก่อนแสดงความยินดีกับอิ้นถังและหว่านซี ใบหน้าของหว่านซีแดงก่ำ นางลืมเื่นี้ไปหมดสิ้นก่อนจะเหลือบมองเกาหมัวมัวและโบกมือให้นางมอบรางวัลของกำนัลแก่หมัวมัวและบ่าวรับใช้คนอื่นๆในห้อง
ในฐานะผู้มาใหม่ หว่านซีตัดสินใจว่าจะไม่ทำผิดต่อตัวเองอีก แต่การไม่ผิดต่อตนเองไม่ได้หมายความว่านางขาดสติปัญญานางรู้ว่าเมื่อใดควรผูกมิตรและเมื่อใดควรลงโทษนางจะไม่ยอมใจแคบหรือใจอ่อนต่อศัตรูในเวลาที่สมควรอย่างแน่นอน
เมื่อตัดสินใจได้แล้วดวงตาของนางกลับมาแน่วแน่อีกครั้ง ก่อนจะให้เกาหมัวมัวและทิงจู๋ช่วยนางแต่งกาย เพื่อให้แน่ใจว่านางดูสวยงามและเปล่งประกายสดใสมากที่สุด
วันนี้คือวันที่นางต้องคารวะน้ำชาต่อพระชายาจะไม่แต่งกายให้เต็มที่ได้อย่างไร!
ต่งเอ้อซื่อไม่ใช่ว่าชอบแสดงท่าทางใจกว้างแสร้งทำเป็มีคุณธรรมในขณะที่อีกทางก็แอบกดข่มอนุภรรยาหรอกหรือ หว่านซีตั้งใจจะให้อีกฝ่ายต้องกัดฟันด้วยความหงุดหงิดแต่ไม่อาจแตะต้องนางได้ไม้แต่ปลายก้อย
การต่อสู้ระหว่างผู้หญิงคือสมรภูมิที่ปราศจากดินปืน เมื่อการต่อสู้เริ่มขึ้น จุดจบคือไม่เ้าตายก็เป็ข้าที่ม้วย
ในชีวิตนี้ หว่านซีปรากฏตัวต่อหน้าต่งเอ้อซื่อโดยมีสถานะเป็อนุภรรยาบรรดาศักดิ์ที่ฮ่องเต้พระราชทาน ดังนั้นนางจึงไม่ใช่อนุภรรยาหรือบ่าวทาสที่ไม่มีพื้นเพไม่เหมือนชาติก่อนที่ต่งเอ้อซื่อสามารถบีบนางให้ตายได้ตาม้า
ต่งเอ้อซื่อเป็ชายาเอกแล้วอย่างไร
มีพระชายาไม่รู้ตั้งกี่คนแล้วที่ถูกอนุภรรยากดข่มจนไม่อาจเงยหน้าชูคอขึ้นมาได้อีก!