บทที่ 4 เซียนสถิตตำหนัก
“ยายหมอผี... หรือที่บางคนเรียกว่า ‘ยายหมอผีสองโลก’ ตามตำนานเล่าว่า ใบหน้าของแกแบ่งออกเป็สองซีก ซีกหนึ่งดำสนิท อีกซีกหนึ่งขาวโพลน และเชี่ยวชาญวิชาอาคมสายมืด”
“มือซ้ายทำคลอดให้คน ดูแลเื่ของโลกคนเป็ มือขวาจัดงานศพให้ผี ดูแลเื่ของโลกคนตาย ว่ากันว่าหากเก่งกล้ามาก ๆ ถึงขั้นสามารถทำคลอดให้กับ ‘ผี’ ได้เลยทีเดียว!”
“ไม่นานนัก หญิงชราอายุราวเจ็ดสิบแปดสิบปีคนหนึ่งก็เดินเข้ามาในบ้าน”
“ใบหน้าของแกดูเหมือนคนปกติทั่วไปครับ ดังนั้นตำนานเื่หน้าสองสีคงเป็แค่เื่เล่าที่เติมแต่งกันไป แต่สิ่งที่ผมสังเกตเห็นคือ ‘ดวงตา’ ทั้งสองข้างของแกประหลาดมาก ข้างหนึ่งดำสนิท อีกข้างขาวโพลน ดูเหมือนจุดสองจุดในแผนผังไท่จี๋ไม่มีผิด”
“รูปลักษณ์แบบนี้... พอมองดูนาน ๆ ก็น่ากลัวจนบอกไม่ถูก ทันใดนั้น ดวงตาทั้งสองข้างของยายหมอก็จ้องเขม็งมาที่ผม! สายตาเย็นเยียบของแกทำให้ผมขนลุกซู่ไปทั้งตัว รู้สึกอึดอัดจนต้องขยับตัวไปมา”
“ผมเลยถามออกไปตามสัญชาตญาณ ยาย... ยายจ้องผมทำไมครับ?”
“ยายหมอผีตอบกลับด้วยเสียงแหบพร่า แก... เพิ่งไปเจอดีมาล่ะสิ”
“วิ้งงง!! พอได้ยินประโยคนั้น สมองของผมก็เหมือนจะะเิออกมา”
“ยาย... ยายรู้ได้ยังไงว่าเมื่อคืนผมเจอผีมา! ไหนพ่อบอกว่าก้าวข้ามถ่านไฟแล้วจะไม่มีอะไรแล้วไง?”
“ทันทีที่ยายหมอผีพูดจบ พ่อของผมหน้าเปลี่ยนสีทันที ท่านรีบเดินเข้าไปหาทันทีแล้วพูดกับเธอว่า ยายครับ ช่วยลูกชายผมด้วย ช่วยขับไล่อิทธิพลมืดออกจากตัวเขาหน่อย!”
“ยายหมอผีพูดเรียบ ๆ ไม่เป็ไร ไม่ได้หนักหนาอะไร เดี๋ยวให้ดื่มยาต้มสักหน่อยก็หาย พ่อผมรีบขอบคุณยกใหญ่ จากนั้นยายหมอผีก็เดินผ่านตัวผมไปที่ข้างเตียงของลุง ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน”
“ยายหมอผีเดินวนรอบตัวลุงช้า ๆ ปากก็พึมพำอะไรบางอย่างที่ฟังไม่รู้เื่ คล้ายกับบทสวดหรือคาถาบางอย่าง”
“แม่หันมาบอกผมว่า ยายเขาเป็หมอหยินหยางที่มีชื่อเสียงที่สุดในละแวกนี้ บรรพบุรุษก็ทำอาชีพนี้มาตลอด มีข่าวลือว่าเขาเคยทำคลอดให้ผีด้วยนะ! ต่อมาผีสาวตนนั้นอยากจะตอบแทนบุญคุณ เลยยอมมาเป็ 'เซียนสถิตตำหนัก' ให้กับยายเขา”
“ผมขมวดคิ้วสงสัย เซียนสถิตตำหนักคืออะไรเหรอครับ?”
“เซียนสถิตตำหนักก็คล้าย ๆ กับ ‘ร่างทรงเซียน’ นั่นแหละ ร่างทรงเซียนทั่วไปจะบูชาเซียนสัตว์ห้าประเภท ได้แก่ จิ้งจอก เพียงพอน เม่น งู และหนู แต่เซียนสถิตตำหนักของยายคนนี้... สิ่งที่เธอบูชาคือ ‘ิญญาผี’ โดยเฉพาะ”
“พอฟังคำอธิบายของแม่ ผมก็เริ่มรู้สึกสนใจยายหมอผีคนนี้ขึ้นมาทันที”
“ทำคลอดให้ผีเนี่ยนะ? ช่างเป็เื่ที่พิศดารและน่าเหลือเชื่อจริง ๆ”
เมื่อเล่าถึงจุดนี้ หลินเซียวก็หยุดพักจิบน้ำครู่หนึ่ง
แต่ทางฝั่งผู้ฟัง... กลับเดือดปะทุยิ่งกว่าเดิม!
[ จินตนาการดีเจโคตรล้ำ! มีพล็อตทำคลอดให้ผีด้วยเหรอเนี่ย! ]
[ ร่างทรงเซียน เซียนสถิตตำหนัก... ได้ความรู้แปลก ๆ มาใส่อีกแล้ว โคตรเท่! ดีเจแต่งเื่ได้เนียนกริบจริง ๆ! ]
[ ทำไมต้องเป็ จิ้งจอก เพียงพอน เม่น งู หนู ด้วยล่ะ? ใครรู้ช่วยอธิบายที! ]
[ เื่นี้มันมีของ! ไม่เหมือนเื่ผีดาษ ๆ ที่เคยฟังมาเลย น่าติดตามสุด ๆ! ]
ในขณะเดียวกันที่สถานีวิทยุ เสี่ยวน่าทนรอนิ่ง ๆ ไม่ไหวอีกต่อไป เธอพุ่งพรวดเข้าไปในห้องทำงานของผู้อำนวยการทันที
“ผอ. คะ! ะเิแล้วค่ะ!” เสี่ยวน่าะโเสียงดังลั่น
“อะไระเิ?” หลินเต๋อจื้อขมวดคิ้ว
เมื่อครู่เขามัวแต่คุยโทรศัพท์ออเซาะกับเมียน้อยจนไม่ได้สนใจรายการของหลินเซียวเลย และถึงจะว่าง เขาก็คงไม่สนใจอยู่ดี เพราะเขามองว่าหลินเซียวคือไอ้ขี้แพ้ที่รั้งท้ายมาครึ่งปี และคืนนี้ก็จะเป็คืนสุดท้ายที่จะได้เห็นหน้ากัน
เสี่ยวน่าพยายามรวบรวมคำพูดอย่างตื่นเต้น “เรตติ้งรายการ ‘รายการวิทยุเที่ยงคืน’ ของหลินเซียวะเิแล้วค่ะ! ตอนนี้พุ่งไปถึง 1.3% แล้ว! และยังไม่มีท่าทีว่าจะหยุดด้วย! เผลอ ๆ อาจจะทะลุ 2% ก็ได้นะคะ!”
“อะไรนะ?!”
พอได้ยินแบบนั้น หลินเต๋อจื้อถึงกับอึ้ง “เสี่ยวน่า เธอเพี้ยนไปแล้วเหรอ? อย่างไอ้เด็กหลินเซียวนั่นน่ะนะจะแตะ 2%? เห็นฉันเป็ไอ้เซ่อหรือไง?”
“ผอ. คะ ถ้าไม่เชื่อก็ลองไปดูด้วยตาตัวเองเถอะค่ะ!” เสี่ยวน่ายืนยันเสียงแข็ง
ต่อมา หลินเต๋อจื้อก้าวพรวด ๆ ออกไปที่โถงทางเดิน เมื่อเขาได้เห็นตัวเลขเรตติ้งแบบเรียลไทม์บนจอมอนิเตอร์ เขาก็รู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาดกลางวันแสก ๆ
นั่นมันไม่ใช่ 1.3% แล้ว แต่มันทะลุ 1.4% ไปแล้วต่างหาก!
“หรือว่า... ไอ้เด็กหลินเซียวคนนี้มันจะ ‘ตื่น’ ขึ้นมาจริง ๆ?!” หลินเต๋อจื้อพึมพำขณะมองไปที่หลินเซียวในห้องอัดอย่างไม่เชื่อสายตา
ในตอนนั้นเอง จางไห่ก็เดินดุ่ม ๆ เข้ามา
“ผอ. ครับ! ผมสงสัยว่าหลินเซียวมันจะโกงสถิติ ปั่นยอดคนฟังแน่ ๆ!”
“หืม?” หลินเต๋อจื้อหรี่ตา “มีหลักฐานไหม?”
“ไม่มีครับ...” จางไห่ส่ายหน้า
หลินเต๋อจื้อทำหน้าดุใส่ “ไม่มีหลักฐานแล้วแกจะพูดหาพระแสงอะไรล่ะ!!”
“แต่ ผอ. ไม่คิดว่ามันแปลกเหรอครับ? ทำไมวันสุดท้ายเรตติ้งมันถึงพุ่งขึ้นเร็วขนาดนี้? นี่มันหน้าม้าชัด ๆ!” จางไห่ไม่ยอมให้หลินเซียวได้หน้าในนาทีสุดท้ายเด็ดขาด
หลินเต๋อจื้อเริ่มครุ่นคิดตาม... มันก็น่าสงสัยจริง ๆ นั่นแหละ
“เป็ไปไม่ได้ที่จะปั่นยอดค่ะ!” เสี่ยวน่าแย้งขึ้นทันที
สายตาของจางไห่ฉายแววอาฆาต จ้องเสี่ยวน่าเขม็ง
หลินเต๋อจื้อถาม “ทำไมเธอถึงมั่นใจขนาดนั้น?”
“ดูจากคอมเมนต์ก็รู้แล้วค่ะ ทั้งหมดคือคนจริง ๆ ! แถมหัวข้อที่พวกเขาคุยกันก็เป็ไปตามเนื้อเื่ในรายการ ดังนั้นไม่มีทางเป็กองทัพอวตารแน่นอน” เสี่ยวน่าพูดอย่างมีเหตุผล
“งั้นฟังต่อ!”
หลินเต๋อจื้อทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้เพื่อพิสูจน์ด้วยหูตัวเอง จางไห่ที่อยากจะพูดต่อก็ได้แต่กลืนคำพูดลงคอไป
ในห้องอัด หลินเซียวได้เล่าต่อ
“ยายหมอผีเดินวนเวียนอยู่นานนับสิบนาที ก่อนจะหยุดกะทันหันข้าง ๆ ตัวผม จากนั้น แกหันไปมองป้าก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ผัวของแก... ไปลบหลู่เ้าที่เข้าให้แล้ว ดันไปหักขาเ้าที่เข้าทั้งสองข้าง ท่านก็เลยต้องลงโทษ”
“พอได้ยินแบบนั้น ป้าก็สะดุ้งสุดตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ แล้ว... แล้วต้องทำยังไงล่ะคะ?! ยายหมอผี ช่วยบอกทางสว่างให้พวกเราทีเถอะค่ะ”
“เฮ้อ...” ยายหมอผีถอนหายใจยาว “เื่นี้จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก... ที่บ้านแกมี ‘วัว’ ไหม?”
“มีค่ะ!” ป้าพยักหน้ารัว ๆ
“ยายหมอผีพูดต่อ ไปตัดขาทั้งสี่ข้างของวัวตัวนั้นซะ แล้วเอามาบดเป็ผง จากนั้นเอาไปฝังไว้ใต้ฐานรูปปั้นเ้าที่ จุดธูปเทียนเผากระดาษเงินกระดาษทองชุดใหญ่ขอขมาท่าน ไม่เกินสองวัน... ผัวแกจะหายเป็ปลิดทิ้ง”
“พอฟังจบ ป้าก็แทบจะก้มกราบแทบเท้ายายหมอผีด้วยความซาบซึ้ง ยายหมอผีสำทับ รีบไปจัดการซะ อย่ามัวรอช้า ถ้าช้ากว่านี้... ชีวิตผัวแกอาจจะรักษาไว้ไม่ทัน”
“เมื่อได้ยินแบบนั้น ป้าก็รีบวิ่งออกไปทันที พ่อของผมก็รีบตามไปช่วย จากนั้นยายหมอผีก็หันมาหาผม พ่อหนุ่ม... นี่คือยาของแก เอากลับไปต้มดื่มให้หมดซะ แล้วไอคนตายในตัวแกจะสลายไป”
“ผมรับห่อกระดาษที่พันไว้อย่างแ่านั้นมาแบบเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง และเอ่ยขอบคุณตามมารยาท จะว่าแปลกก็แปลกครับ...”
“หลังจากป้าจัดการตามที่ยายหมอผีบอกเสร็จสิ้น ในคืนนั้นเอง... อาการไข้ของลุงก็ลดฮวบลงอย่างน่ามหัศจรรย์ แถมยังเริ่มกินข้าวได้”
“พอถึง่สายของวันรุ่งขึ้น ใบหน้าของแกที่เคยดำคล้ำก็กลับมามีเืฝาด และสามารถลุกขึ้นเดินเหินได้เป็ปกติราวกับไม่เคยป่วยมาก่อนเลย!”