***ยักษาแห่งนภาอากาศ [มาเรียม พลัม]
“จากขุนนางมาเรียม ถึงยักษาแห่งการช่างเชอรี่ ช่วยรายงานตำแหน่งศัตรูให้ด้วย”
“จากขุนนางเชอรี่--”
“เหวอ!? ”
ลูกโลหะที่อาบความร้อนจนส่องเป็นเส้นสีส้มที่เด่นชัด เจ้าสิ่งนั้นได้วิ่งตัดผ่านอากาศเป็นเส้นตรงมาทางฝูงบินของข้าในระหว่างที่รอรับฟังรายงาน
ข้ารีบชักหัวอสูรปีกให้บินทะยานขึ้นท้องฟ้าเพื่อหลบกระสุนสังหารของศัตรู
ปีกของอสูรได้ถูกกางออกกว้างก่อนจะกระพือสร้างลมอย่างอย่างรุนแรง แล้วบินทะยานไต่ระดับขึ้นสูงกว่าเดิม
ถึงจะไม่สามารถใช้กระแสลมพัดให้กระสุนโลหะสังหารปลิวกระจายได้เหมือนลูกธนู แต่อย่างน้อยข้าก็รู้สึกได้ว่าวิถีของกระสุนสังหารนั้นถูกทำให้เบี่ยงออกไปจากเดิม
“โกรว!? ”
มีเสียงกรีดร้องแห่งความเจ็บปวดดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง
ข้ารีบหันกลับไปดู
มีลูกน้องของข้าคนหนึ่งซึ่งไหวตัวหลบไม่ทัน ถูกรุมกระหน่ำยิงด้วยกระสุนสังหารนับร้อยนัด
จากการทดสอบก่อนหน้านี้ พวกข้ารู้แล้วว่ากระสุนเหล่านั้นไม่สามารถเจาะเกล็ดหนาของพวกอสูรปีกได้
แต่ใช่ว่าจะไร้เทียมทานทนรับได้ตลอดไป
อย่างช่วงเกล็ดย้อน บริเวณลูกตา และส่วนปีกที่อ่อนนุ่ม หากถูกกระหน่ำยิงเพียงไม่กี่นัด กระสุนสังหารก็สามารถฉีกร่างของพวกอสูรปีกเป็นชิ้น ๆ ได้
หรือต่อให้ยิงโดนช่วงเกล็ดที่หนาและแข็ง แต่ถ้าเจอกระสุนสังหารขนาดใหญ่พร้อมระเบิดไฟ มันก็ตายได้เช่นกัน
ดังนั้นพวกเราจึงสร้างเกราะให้กับมัน
แต่เกราะของเผ่าภูติใช่ว่าจะทนทานดั่งของวิเศษ ถึงจะป้องกันอำนาจทะลวงได้ แต่มันไม่สามารถดูดซับแรงกระแทกได้ทั้งหมด
แถมถ้าถูกกระหน่ำยิงซ้ำหลายต่อหลายนัด มันก็ยังสามารถถูกยิงทะลุได้อยู่ดี
สรุปคือเจ้าอสูรปีกที่กำลังโดนรุมยิงตัวนั้นไม่รอดแล้วนั่นเอง
ร่างของอสูรปีกขนาดใหญ่สี่เมตรได้ร่วงหล่นสู่พื้นดินพร้อมกับผู้คุมอสูรของมัน
“บินกระจายกำลัง ห้ามหยุดอยู่กับที่! ”
ข้าสั่งการให้ทุกคนบินกระจายตัวออกเพื่อหลบลูกกระสุนสังหาร
กองกำลังอสูรที่สวมเกราะสีขาวต่างบินกระจายตัวออกตามรับคำสั่ง
ในช่วงเวลาที่พวกอสูรเหล็กกล้าของศัตรูบินเข้าหาด้วยความเร็วพร้อมลั่นกระสุนสังหาร ฝ่ายข้าเองก็พ่นลมหายใจเปลวเพลิงเป็นเส้นลำแสงสวนกลับไป
ส่วนข้าเองก็ใช้ [คำราม] ที่ถืออยู่ในมือขวาโจมตีออกไปพร้อมกัน
[คำราม] คือชื่อที่ตั้งให้กับอาวุธที่ยึดมาจากเผ่ายักษาน้อย
เนื่องจากเวลาใช้งานมันจะส่งเสียงระเบิดดังคำรามก้องไปทั่วน่านฟ้า พวกเราจึงตั้งชื่อมันว่า [คำราม]
ในอดีต เหล่านักรบขี่อสูรปีกจะใช้ธนูกับดาบในการสู้รบบนน่านฟ้า
แต่ตอนนี้พวกเราหันมาใช้ [คำราม] กันแทน
[คำราม] ที่สร้างจากท่อโลหะทรงกลมจำนวนหกกระบอก และใช้มันยิงกระสุนสังหารออกไปอย่างต่อเนื่องกระบอกนี้มีอำนาจทำลายเหนือกว่าดาบและธนูอย่างเทียบไม่ติด
แต่เนื่องจากมือหนึ่งต้องคอยเอาไว้ใช้คุมและยึดเกาะกับตัวอสูรปีก จึงทำให้หนึ่งคนจะพกคำรามเอาไว้เพียงแค่กระบอกเดียว ไม่เหมือนกับเหล่านักรบทหารราบที่พกถึงสองกระบอกต่อคน
ลูกกระสุนสังหารของฝ่ายเราได้ถูกยิงสวนกลับออกไป
ฝูงบินอสูรเหล็กของศัตรูบินกระจายตัวออกทันทีที่เห็นเส้นแสงไฟอันร้อนแรงกว่าพันองศากับกระสุนสังหารพุ่งตรงออกไป
เสียงระเบิดคำรามได้ดังไปทั่วน่านฟ้าราวกับว่าสรวงสวรรค์จะถล่มลงมา ก่อนที่จะเงียบเสียงลงพร้อมกับร่างของเหล่าศัตรูที่บินหลบหายเข้าไปในกลีบเมฆ
“ทุกคนบินหลบเข้าเมฆ! ขุนนางเชอรี่ ขอตำแหน่งศัตรูด่วน! ”
เมื่อเห็นดังนั้น ข้าจึงสั่งให้กองทัพของตัวเองเข้าไปซ่อนตัวในหมู่เมฆเช่นกัน
“ค่ะ! ทางด้าน… เออ…”
“รีบรายงานมาเร็ว! พวกมันยิงพวกข้าที่ซ่อนในเมฆได้ราวกับมีตาทิพย์เลยนะยะ! ”
ข้ากรีดเสียงร้องออกไปด้วยความตื่นตระหนก
ถึงจะหลบเข้ามาซ่อนในหมู่เมฆเหมือนกัน แต่พวกมันกลับยิงเข้าใส่พวกเราได้ตรงเป้าราวกับว่ามีดวงตาทิพย์ที่สามารถมองทะลุเมฆสีขาวได้
“...คือว่ามีกองทัพของเผ่าปีกบินเต็มน่านฟ้า จึงทำให้พวกเราไม่สามารถแยกออกได้ค่ะว่าตำแหน่งเหล่านั้นคืออสูรปีกของศัตรู หรือว่าเป็นเผ่าปีก หรือว่าเป็นตำแหน่งของกองทัพของเรานะคะ”
“ค**ย”
ข้าพ่นคำหยาบออกมาโดยไม่รู้ตัว
พวกเผ่าตัวจิ๋วที่ขายเครื่อง [เรด้า] ให้กับพวกเรานั้น ได้เคยเตือนเอาไว้ว่า “สงครามยุคใหม่ ข้อมูลและข่าวสารคือหัวใจสำคัญที่สุด”
ตอนแรกข้าก็ไม่เข้าใจ เพราะปกติพวกเรารบกันด้วยฝีมือและพละกำลังกับจำนวนกองทัพเข้าว่า
แต่ตอนนี้ข้ารู้ซึ้งถึงความสำคัญนั้นแล้ว
เทคโนโลยีหลายอย่างที่พวกเราได้รับมาจากเผ่าตัวจิ๋วและขโมยมาจากเผ่ายักษาน้อยนั้น ย่อมแปลว่าอีกฝ่ายย่อมมีโอกาสที่จะมีเทคโนโลยีซึ่งคล้ายกันอยู่
พวกยักษาน้อยคงมี [เรด้า] เหมือนกับพวกเรา และใช้งานจนชำนาญผิดกับฝ่ายเราที่พึ่งจะเริ่มมีใช้กัน
พวกเราไม่มีแม้แต่ข้อมูลที่จะทราบถึงตำแหน่งของศัตรู แต่พวกศัตรูต้องมีข้อมูลตำแหน่งที่ตั้งของพวกเราอย่างแน่นอน ไม่เช่นนั้นคงตอบคำถามที่พวกมันยิงใส่พวกเราได้ราวกับมีดวงตามองเห็น
การโจมตีทีเผลอครั้งแรกที่พวกเราสามารถยิงใส่พวกมันได้นั้น อาจจะเป็นเพราะว่าศัตรูประมาทไปเองมากกว่า
“ทุกคน จงสู้ด้วยสัญชาตญาณ! กระจายตัวออกรับมือศัตรู! อย่าให้พวกมันมาทำอะไรตามใจชอบตรงน่านฟ้าของเราได้เด็ดขาด! ”
ข้าคำรามประกาสสั่งการออกไปผ่านทางเครื่องสื่อสาร
ในเมื่อหวังพึ่งการสนับสนุนด้านข้อมูลของศัตรูไม่ได้ งั้นข้าก็ขอจักต่อสู้ด้วยความสามารถแทน
ฝูงบินอสูรปีกที่เหลือสี่สิบห้านาย (ถูกยิงระหว่างซ่อนตัวในเมฆไปอีกสี่นาย) เริ่มบินทะยานไปตามหมู่เมฆเพื่อค้นหาศัตรู
พวกเราแบ่งออกเป็นหน่วยละเก้านาย รวมทั้งหมดห้าหน่วยบินกระจายออกไปด้านหน้าแบบปูพรมเพื่อค้นหาศัตรู
“โกร้ว! ”
แล้วพวกเราก็พบตัวศัตรูที่ซ่อนอยู่ในเมฆอันหนาทึบ
หน่วยที่อยู่ทางปีกซ้ายสุดได้ค้นพบฝูงบินของศัตรู และเริ่มทำการไล่สังหาร
เงาของอสูรเหล็กจำนวนหกลำที่กำลังส่งเสียงใบพัดดังกังวาลตรงนั้น เริ่มบินกระจายตัวหลบลมหายใจอสูรของฝ่ายเรา
มีศัตรูถูกสังหารไปจากการโจมตีนั้นราวหนึ่งตัวได้
อสูรของศัตรูบินฉีกออกเป็นวงกว้าง และพยายามสลัดให้กลุดจากการไล่ล่าของกองทัพฝ่ายเรา
หากเป็นอสูรปีกของพวกเรา การถูกโจมตีฉับพลันเข้าด้านหลัง พวกมันจะสามารถพลิกตัวกลับไปสวนกลับได้ทันที แต่ดูเหมือนว่าพวกอสูรเหล็กของศัตรูจะทำแบบนั้นไม่ได้
พวกมันต้องตีวงกว้างเพื่อบินหมุนกลับมาเข้าด้านหลัง ซึ่งแน่นอนว่ากองกำลังของข้าไม่มีวันยอมให้ทำแบบนั้น
“ดีมาก ไล่ล่าต่อไปแบบนั้น อย่าให้ศัตรู--”
*เปรี๊ยง!? *
ในตอนนั้นเองที่มีเสียงระเบิดดังกังวาลขึ้นมาจากทางด้านหลังของกองกำลังปีกซ้าย
ฝูงบินของศัตรูอีกกลุ่มหนึ่งได้ปรากฏตัวขึ้น และเริ่มกระหน่ำยิงมาจากทางด้านหลังของหน่วยที่ปีกซ้ายนั้น
จากผู้ไล่ล่า ได้ฉับพลันกลายเป็นผู้ถูกล่าไปในทันที
“รีบไปช่วย--- ทุกหน่วยหลบ! ”
ในตอนที่คิดว่าจะบินเข้าไปช่วย ก็มีอีกฝูงบินของศัตรูยิงเข้ามาสกัดเอาไว้
ให้ตายสิ พวกมันเคลื่อนไหวและวางกำลังดักเส้นทางการบุกของพวกเราเอาไว้หมดแล้วไม่ใช่หรือยังไง?
“พวกมันกำลังพยายามล้อมพวกเรา! ทุกหน่วย ทิ้งตัวดิ่งเพื่อสลัดการถูกปิดล้อมซะ! ”
ข้ารีบสั่งการแก้สถานการณ์ในทันที
ฝูงบินอสูรต่างหุบปีกลงแล้วบินทิ้งตัวดิ่งลงพื้น
ฝูงบินอสูรเหล็กของศัตรูบินไล่ตามอย่างไม่ลดละ พร้อมกับสาดกระสุนสังหารเข้าใส่จากด้านหลัง
“ทุกคนยิงสกัด! ”
ข้าสั่งเหล่าลูกน้องให้รีบกลับตัวหันกลับไปแล้วสาดกระสุนเข้าใส่ พร้อมกับปล่อยการบินให้เป็นการตัดสินใจของเหล่าอสูรปีกไปแทน
ฝูงบินอสูรทั้งสองฝ่ายต่างทิ้งตัวดิ่งลงพื้นดินข้างล่างที่สูงกว่าหนึ่งหมื่นแปดพันฟุตพร้อมกัน
กระสุนสังหารถูกลั่นแลกกันอย่างดุเดือดพร้อมกับเสียงกระแสลมที่วิ่งกรีดใบหูผ่านด้านข้างไป
เกิดเสียงกรีดร้องที่เจ็บปวดของอสูรปีกดังแทรกผ่านเสียงคำรามของอาวุธ
ในขณะที่ฝ่ายศัตรูยังไม่มีตัวไหนร่วงลงมาเลย
“...ทนทายาดจริงนะ”
ดูเหมือนว่าผิวที่เรียบมันของพวกอสูรเหล็กจะทนทานพอ ๆ กับเกล็ดของอสูรปีก
ทั้งที่โดนกระสุนสังหารเข้าไปเต็ม ๆ กลับกลายเป็นว่ามีเพียงแค่รอยขีดขวนเบา ๆ เกิดขึ้น และบินลุยต่อราวกับไม่เป็นอะไร
ข้าลองเปลี่ยนตำแหน่งเล็งไปที่ปีกซึ่งน่าจะเป็นจุดอ่อนของพวกมัน
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับทำได้เพียงแค่ทำให้เป็นรอยบุบเล็ก ๆ เท่านั้น
กระสุนสังหารของพวกเราไม่สามารถฉีกปีกของพวกมันออกมาได้ คงมีแต่ลมหายใจของอสูรปีกที่สามารถทำร้ายพวกมันได้แล้วกระมั้ง?
“หน่อย! แล้วถ้าตรงนี้ละ!? ”
คราวนี้ข้าเล็งไปที่ใบบัดของศัตรู
กระสุนสังหารจำนวนมากถูกยิงกระทบกับใบพัด และในเวลาต่อมามันก็ส่งควันสีดำน่ากลัวพุ่งออกมา
ใบพัดนั้นหยุดหมุนและเริ่มบินรวนเรราวกับไม่สามารถควบคุมได้ ก่อนจะพุ่งฉีกออกอย่างไร้ทิศทาง
มันได้ผล!
“ทุกหน่วย เล็งโจมตีไปที่ใบพัดของมัน นั่นคือจุดอ่อน! ”
พวกเราต่างลั่นไกแลกกับกระสุนสังหารของฝ่ายศัตรูอย่างกล้าหาญและไม่มีลังเล
ทั้งสองฝ่ายต่างเสียหากหนักมาก จนกระทั้งช่วงเวลาแห่งการไล่ล่านั้นสิ้นสุดลง
ผิวของพื้นดินเบื้องล่างได้ปรากฏจนเห็นเป็นกำแพงที่สูงไร้ขอบเขต
อสูรปีกของพวกเราเล็งจังหวะที่อีกเพียงสามเมตรจะกระทบพื้น กางปีกออกกว้างแล้วบินเลียบพื้นตรงออกไปได้อย่างรวดเร็ว
ส่วนกองทัพอสูรเหล็กของศัตรูที่ต้องใช้ระยะในการตีวงบินหักเชิดหัว จึงทำให้ตั้งหลักช้ากว่าพวกเรา
ซึ่งช่วงเวลาที่พวกมันหยุดยิงชั่วขณะนั้น นั่นละคือโอกาสทำลายล้างพวกมัน
“ทุกหน่วยยิงลมหายใจอสูรปีกได้! ”
อสูรปีกที่เหลือสามสิบนายบินกลับตัวอย่างรวดเร็ว แล้วพ่นลำแสงทำลายล้างออกไป
เส้นแสงทั้งสามสิบนัดได้ฆ่าเอาชีวิตของอสูรปีกเหล็กไปได้ถึงยี่สิบตัวในการโจมตีเดียว
จากที่สังเกตุด้วยสายตาแล้ว กองทัพอสูรเหล็กของศัตรูน่าจะเหลืออยู่อีกราวยี่สิบแปดตัวได้
“อย่าให้ศัตรูตั้งลำหันมาโจมตีได้ จัดการไล่ล่ากลับซะ! ”
ข้ากรีดเสียงสั่งการออกไป
ฝูงบินของข้าเริ่มทำการบินไล่ตามพวกศัตรูกลับ
“แบ่งออกเป็นสามหน่วย หน่วยละสิบนาย บินทิ้งระยะห่างดูหลังของกันและกัน อย่าให้ศัตรูบินดักล้อมแบบเมื่อกี้ได้อีก! ”
ข้าสั่งการออกไปเช่นนั้น
กองทัพของข้ารีบจัดแนวบินใหม่ กลายเป็นฝูงบินที่ทิ้งช่วงห่างออกจากกันราวห้าสิบเมตร และแผ่ออกเป็นหน้ากระดานเรียงตัวอย่างสวยงาม
พวกเราไล่ล่าโจมตีศัตรูจากข้างหลัง ซึ่งมันเป็นตำแหน่งที่อสูรปีกฝ่ายเราสามารถโจมตีได้อย่างอิสระ ผิดกับอสูรเหล็กของศัตรูที่ไม่สามารถโจมตีสวนกลับมาได้
ลำแสงทั้งสิบเส้นถูกยิงขึ้นพร้อมกับบินไล่ล่าด้วยความเร็วที่เหนือชั้น
กองทัพของศัตรูถูกยิงร่วงดั่งต้นไม้พลัดใบไปอีกห้าลำ
ในเวลาเดียวกัน ข้าก็ชำเลืองมองไปทางหน่วยทหารราบที่ยืนอยู่นอกบาเรียของเมืองหลวง
กองทัพนับแสนของพวกตัวปีกลดไปเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะมองยังไง พวกเราก็น่าจะเป็นฝ่ายชนะในสงครามครั้งนี้
อาวุธสมัยใหม่นี่ช่างน่ากลัวยิงนัก เพียงแค่ทหารสองหมื่นนายกลับสามารถขับไล่กองทัพนับแสนของศัตรูกลับไปได้
“... แกเหนื่อยแล้วหรือ? ”
แต่ระหว่างที่คิดลำพองใจเช่นนั้น เจ้าอสูรปีกของข้ากลับเริ่มบินช้าลง
เท่านั้นไม่พอ ความรุนแรงของลมหายใจก็ยังดูเบาบางลงอีกด้วย
“โกรว…”
“ช่วยไม่ได้… สับเปลี่ยนแนว! หน่วยที่สองบินขึ้นหน้าไล่ล่าต่อ หน่วยที่หนึ่งบินร่นไปแถวหลังเพื่อฟื้นแรงซะ! ”
ข้าหันกลับไปมองอสูรเหล็กของศัตรูระหว่างที่ลดความเร็วลงมา
พวกมันยังคงบินด้วยความเร็วในอัตตราที่มากขึ้น และไม่มีท่าทางว่าจะเหนื่อยล้าแม้แต่น้อย
ราวกับเป็นเครื่องจักรที่ไร้ซึ่งชีวิต
“ให้ตายสิ ถ้าหากเชอรี่ใช้เรด้าได้ชำนาญ ป่านนี้คงให้หน่วยภาคพื้นดินยิงสนับสนุนได้แล้ว”
ตามแผนการเดิมนั้น เหล่าหน่วยภาคพื้นดินจะต้องช่วยยิงสนับสนุนภาคพื้นอากาศด้วย
แต่เป็นเพราะว่าใช้เรด้าในการจับตำแหน่งศัตรูอย่างชำนาญไม่ได้ จึงยกเลิกความคิดนั้นไป เพราะไม่อย่างงั้นคงได้มีกระสุนลูกหลงโดนพวกเดียวกันไปแทน
*บรึม! *
ในตอนนั้นเองที่เกิดเสียงระเบิดขึ้นบนท้องฟ้าอีกสิบกว่าครั้ง
เสียงนั้นคือสัญญาณแห่งชัยชนะที่การโจมตีของพวกเราสามารถปลิดชีพอสูรเหล็กของศัตรูลงมาได้
อสูรเหล็กของศัตรูเหลืออีกเพียงแค่สิบสามตัวเท่านั้น ในขณะที่ฝ่ายเรายังเหลืออีกสามสิบตัว
“ศึกนี้เราชนะแน่นอนแล้วสินะ”
ข้าคิดเช่นนั้น
ใช่ ทั้งที่คิดว่าตัวเองชนะศึกนี้ไปแล้วแท้ ๆ ...
*พรึบ---*
สิ่งนั้นมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก
มันเริ่มจากที่มีฝูงบินของศัตรูจำนวนสามสิบลำได้บินแหวกลงมาจากเมฆทางด้านทิศตะวันออกของเมือง ซึ่งเป็นทิศที่ไม่มีฝูงบินคอยปกป้องเอาไว้
รายงานเตือนภัยของขุนนางเชอรี่ที่ทราบตำแหน่งของศัตรูช้าไป ได้ดังขึ้นไปทั่วกองทัพผ่านช่องทางการสื่อสาร
อสูรเหล็กกลุ่มนั้นมีขนาดตัวใหญ่กว่าอสูรปีกและอสูรเหล็กที่พวกเราต่อสู้ด้วยเมื่อกี้ พวกมันมีปีกที่แผ่กว้างน่ากลัว และรู้สึกได้ถึงแรงกดดันอันมหาศาล
หน่วยทหารราบต่างเปลี่ยนเป้าหมายไปที่พวกมันอย่างพร้อมใจกัน และยิงสกัดอย่างสุดความสามารถ
แต่พวกเขากลับสอยลงมาได้เพียงแค่สองลำเท่านั้น
ข้ารู้สึกได้ถึงอันตราย และรีบออกคำสั่งให้แบ่งกำลังครึ่งหนึ่งบินไปจัดการกับพวกมัน
แต่พวกข้าช้าไป
พอมาลองคิดดู ไม่ใช่ว่าพวกข้าถูกล่อให้ออกมารบห่างจากใจกลางของเมืองมาเสียไกลเลยมิใช่หรือ?
แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นลำดับถัดไป คือเจ้าอสูรเหล็กพวกนั้นได้เปิดช่องท้องออกมา พร้อมกับทิ้งอุจาระที่คล้ายกับโลหะสีดำในลักษณะปูพรม
ตอนแรกข้าไม่เข้าใจว่าจะมีถ่ายหนักอะไรในเวลาแบบนี้ แต่พอเห็นสิ่งที่เกิดในเวลาต่อมา สีหน้าของข้าก็ซีดจางในทันที
อุจาระโลหะเหล่านั้นมันระเบิดตัวออก และกลายเป็นเปลวเพลิงที่สุดสว่างขึ้นเหนือผิวโปรงแสงของบาเรีย
มันแผดเผาและทำลายบาเรียชั้นนอกจนแตกออกในเวลาเพียงสามวินาทีเท่านั้น
แล้วอุจาระโลหะที่มีขนาดใหญ่กว่าชุดเมื่อกี้อีกเท่าตัวจำนวนสองลูก ก็ได้ถูกทิ้งตามลงไปที่ใจกลางเมืองหลังจากที่บาเรียได้แตกลง
ด้านล่างของสิ่งนั้นคือคริสตัลแห่งชีวิตที่สร้างขึ้นมาของพวกเรา
และพอข้ารู้ตัวอีกที ทั่วทัศนวิสัยก็เต็มไปด้วยแสงสว่างที่เจิดจ้าซึ่งกำลังกลืนกินซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างลงไป---