กระบวนการคัดกรอง
เมื่อคำถามที่สองหลุดออกมาสีหน้าของทุกคนก็ซีดขาวโดยเฉพาะบุรุษที่ถูกถามที่หน้าซีดปากสั่นจนแทบจะหมดสติไปเสียตรงไหน
หัวสมองของมันว่างเปล่าไปแล้วราวกับคำถามที่มันได้ยินไม่ใช่คำถาม แต่เป็นคำตัดสินประหารชีวิตที่มันกลัวที่สุด
ช่วงเวลานั้นความหวาดกลัวที่มันมีก็พุ่งขึ้นถึงขีดสุดก่อนจะระเบิดออกมาและกลายเป็นความสิ้นหวังจนทำให้สีหน้าของมันแปรเปลี่ยนเป็นเฉยชาราวกับหมดสิ้นความหวังที่จะมีชีวิตต่อไปแล้ว
“ล้างแค้นงั้นหรือ..ท่านพูดอย่างกับข้าทำได้..ข้านะไม่ได้เป็นแม้กระทั่งนักรบด้วยซ้ำ..แล้วข้าจะเอาอะไรไปล้างแค้นท่าน..ขนาดความคิดที่จะล้างแค้นข้ายังหาเหตุผลมาสนับสนุนไม่ได้เลย!!”
ดวงตาที่ว่างเปล่าของบุรุษหนุ่มเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง มันตอบคำถามของกัสด้วยน้ำเสียที่เฉยชาต่างจากตอนแรกโดยสิ้นเชิง
สภาพเช่นนี้มองดูก็รู้ได้ในทันทีว่าตัวมันนั้นหมดสิ้นความหวังที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้วและกำลังรอคอยความตาย
ทว่าคำตอบที่มันให้นั้นกลับไม่ได้ทำให้สีหน้าของกัสแปรเปลี่ยนไปแต่อย่างใดรอยยิ้มบางๆ ยังปรากฏขึ้นที่มุมปากของกัสไม่เปลี่ยนแปลง
ขณะที่ดวงตานั้นมองบุรุษหนุ่มตรงหน้าสลับกับหน้าจอของบันทึกโลกวิญญาณอยู่หลายครั้ง
“ดี..เจ้าไปรอตรงนั้น”
พูดแล้วกัสก็ชี้นิ้วไปอีกด้านหนึ่ง ด้านที่ไม่มีใครอยู่และบอกให้บุรุษหนุ่มออกไปรอซึ่งมันก็ทำตามราวกับคนที่หมดสิ้นความหวัง ไม่มีความคิดที่จะต่อต้านไม่มีความสนใจในสิ่งใด มันเพียงเดินออกไปราวกับคนที่สูญเสียวิญญาณแล้วทรุดลงนั่งกอดเข่าด้วยความรู้สึกที่ว่างเปล่า
สภาพนี้ทำให้ทุกคนตื่นตระหนกและสับสนไปตามๆกัน พวกที่ยังมีสตินั้นไม่ได้คิดเหมือนกับที่บุรุษหนุ่มที่ถูกถามคิดพวกมันมองเห็นอะไรบางอย่างจากสีหน้าของกัสและคาดเดาไปถึงความตั้งใจของกัสอย่างจริงจัง
ช่วงเวลานั้นคนจำนวนหนึ่งก็ราวกับพบเจอแสงสว่างท่ามกลางความมืดพวกมันคล้ายกับเข้าใจเจตนาของกัสอย่างแท้จริงจึงมีท่าทีที่ดูดีขึ้นมากใบหน้าถึงกับแดงก่ำด้วยความตื่นเต้นยินดีจนแทบจะวิ่งตรงเข้าไปหากัสแล้วร้องขอให้เขาถามคำถามพวกมันเลย
ทว่าพวกมันก็ยังไม่กล้าทำอะไรแบบนั้นเพราะพวกมันยังไม่มั่นใจว่าความคิดของพวกมันนั้นถูกต้องแน่หรือไม่
ความเห็นแก่ตัวในหัวใจของพวกมันนั้นบอกให้พวกมันอดทนเอาไว้และเฝ้ารอให้มีคนลงมือก่อนเพื่อดูว่าสิ่งที่พวกมันคาดเดานั้นแท้จริงแล้วถูกต้องหรือไม่
ช่วงเวลานั้นอารมณ์ของทุกคนก็เปลี่ยนไปบ้างหมดสิ้นความหวัง บ้างก็เริ่มมีหวัง บ้างก็เริ่มครุ่นคิดเพื่อหาทางฉวยโอกาสที่หาได้ยากนี้
สัญชาตญาณของการเอาชีวิตรอดที่พวกมันฝึกฝนมาเป็นอย่างดีนั้นกำลังบอกให้พวกมันทราบว่าท่ามกลางความสิ้นหวังที่เกิดขึ้นในตอนนี้ยังมีโอกาสที่ล้ำค่าแฝงอยู่
หากมองว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้คือความพ่ายแพ้อย่างสมบูรณ์แล้วละก็มันก็ไม่นับว่าผิดอะไรแต่ถ้ามองในมุมกลับพวกมันก็พบว่าสถานการณ์ในปัจจุบันนี้สามารถมองเห็นเป็นโอกาสในการเปลี่ยนนายได้เช่นกัน
ต้องเข้าใจว่าในโลกใบนี้พลังของคนหนึ่งคนนั้นมีจำกัดเรื่องบางเรื่องแม้จะมีพลังมากก็ไม่อาจกระทำได้สำเร็จเพียงลำพัง ในขณะที่บางเรื่องต่อให้อ่อนแอไร้ซึ่งกำลังก็ยังทำสำเร็จได้ด้วยการพึ่งพาจำนวนคน
หลักการข้อนี้แม้จะใช้กับดันเจี้ยนแห่งอื่นไม่ได้แต่กับดันเจี้ยนสรวงสวรรค์สีเขียวนี้กลับเป็นคำพูดที่จริงแท้แน่นอนที่สุด
ประสบการณ์ในการทำงานหนักของพวกมันได้บอกให้พวกมันรู้แล้วว่าหัวใจสำคัญของดันเจี้ยนแห่งนี้คือคนจำนวนคนและประสิทธิภาพของคน
พวกมันที่ทำงานหนักมาตลอดมีทั้งจำนวนและประสิทธิภาพสิ่งนี้ทำให้พวกมันมั่นใจมากกว่าหากกัสคิดที่จะปกครองดินแดนแห่งนี้ต่อจากโกลเด้นเทลแล้วละก็ไม่ว่ายังไงมันก็ต้องเก็บพวกมันเอาไว้
เมื่อเข้าใจแนวคิดนี้พวกมันก็ราวกับได้เห็นแสงสว่างท่ามกลางความมืดความสิ้นหวังและความหวาดกลัวปลิวหายไปจนหมดสิ้นและตามมาด้วยความกระตือรือร้นที่จะเอาใจนายใหม่
กัสนั้นแม้จะไม่สามารถอ่านความคิดของคนเหล่านี้ได้ทว่าเขานั้นสามารถมองเห็นความรู้สึกของพวกมันได้ผ่านทางบันทึกโลกวิญญาณ
ต้องรู้ว่าตระกูลอันดูวเดธของเขามีความชำนาญเกี่ยวกับวิญญาณมากเป็นพิเศษและด้วยความชำนาญนี้ตระกูลของเขาได้สร้างอุปกรณ์วิญญาณที่ใช้ตรวจจับอารมณ์ความรู้สึกของดวงวิญญาณได้
บนโลกใบนี้คนผู้หนึ่งสามารถเรียนรู้และฝึกฝนที่จะเก็บซ่อนอารมณ์ได้แต่ไม่มีใครสามารถเรียนรู้และฝึกฝนให้ดวงวิญญาณเก็บซ่อนความรู้สึกได้
ต่อให้รักษาสีหน้าแววตาไปจนถึงจังหวะการเต้นของหัวใจไม่ให้เปลี่ยนแปลงยามที่พูดโกหกได้แต่ไม่มีใครสามารถฝึกฝนดวงวิญญาณให้สงบนิ่งโดยไม่มีความเปลี่ยนแปลงยามที่พูดคำโกหกได้
สิ่งนี้เป็นงานวิจัยที่มีมานานนับพันปีของตระกูลและเป็นหนึ่งในอาวุธลับที่ทำให้ตระกูลอันดูวเดธของเขายืนหยัดได้อย่างมั่นคงโดยไม่ถูกโค่นล้มมาตลอดพันปีที่ผ่านมา
หนึ่งในความสามารถที่ทำให้ตระกูลอันดูวเดธของเขาแข็งแกร่งได้ขนาดนี้บัดนี้อยู่ในมือของเขาแล้ว
บนหน้าจอของบันทึกโลกวิญญาณมีจุดแสงมากมายที่มีเพียงเขาเท่านั้นที่มองเห็นอยู่ เขามองดูจุดแสงที่มีสีสันที่แตกต่างกันแต่โดยมากแล้วมันเป็นสีเหลืองที่แสดงให้เห็นถึงความหวาดกลัวกับสีแดงที่แทนความโกรธแค้น
สองอารมณ์นี้ถือเป็นเรื่องปกติที่จะมีต่อศัตรูอย่างเขาคนที่ไม่มีความรู้สึกเช่นนี้ต่างหากที่แปลกประหลาดเพราะคนที่เขาฆ่าตายไปนั้นไม่ได้มีแค่โกลเด้นเทล
แต่มีคนอีกนับพันที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคนเหล่านี้อย่างแนบแน่น
ไม่ว่าจะมีสถานะใดและเกี่ยวข้องกันยังไงการที่ใครคนหนึ่งมาฆ่าคนรู้จักของพวกมันไปเช่นนี้ ไม่ว่าพวกมันจะอ่อนแอและหวาดกลัวยังไงพวกมันก็ไม่มีทางที่จะไม่แค้น
ด้วยเหตุนี้กัสจึงให้ความสนใจกับจุดแสงที่มีสีสันผิดไปจากนี้มากเป็นพิเศษ
ต่อจากการถามบุรุษคนแรกที่มีสีเหลืองปนส้มที่มีทั้งความหวาดกลัวและสับสนไปแล้วกัสก็มองออกไปยังคนที่มีสีแดงดำต่อ
“เจ้า...เข้ามา”
คนต่อไปที่ถูกเรียกนั้นยังคงเป็นบุรุษ มันเป็นบุรุษผ่าหนูที่ผอมแห้งตัวเตี้ยกว่าปกติมีส่วนสูงไม่ถึง 150 เซนติเมตรด้วยซ้ำ ถือได้ว่าเป็นบุรุษเผ่าหนูที่ดูอ่อนแอเป็นพิเศษ
สภาพเช่นนี้บอกให้กัสรู้ว่าบุรุษผู้นี้มีร่างกายที่โดดเด่นในด้านพลังวิญญาณซึ่งโดยมากคนที่มีพลังวิญญาณโดดเด่นมักจะมีสติปัญญาที่สูง
และบุรุษที่รีบวิ่งมาคุกเข่าลงตรงหน้าของกัสนี้ก็มีสีแดงดำที่บ่งบอกถึงประสงค์ร้ายและความโกรธแค้นแสดงอยู่
“นายท่าน!! ข้าสาบานได้ขอรับแม้ว่าข้าจะรู้สึกแค้นท่านอยู่บ้างแต่ข้าสาบานว่าข้าไม่มีความคิดที่จะล้างแค้นแม้แต่น้อย ได้โปรดเชื่อข้าด้วยเถอะครับนายท่าน!!”
ทันทีที่มันวิ่งเข้ามาถึงมันก็คุกเข่าแล้วกล่าวคำสาบานออกมาอย่างจริงจังในทันทีโดยไม่รอให้กัสเอ่ยปากถามแม้แต่คำเดียว
ช่วงเวลานั้นเสียงลมหายใจของผู้คนก็หายไปอีกครั้งพวกมันตื่นตระหนกและตื่นเต้นต่อการแสดงออกของบุรุษผู้นี้
ทว่ากัสนั้นกลับมีสีหน้าที่เย็นชาสายตาของเขายังคงเย็นเยียบราวกับกำลังมองซากศพที่ตายไปนานแล้ว
“ข้า..ถามเจ้าแล้วงั้นหรือ”
คำถามนี้ทำให้สีหน้าของบุรุษหนุ่มซีดขาวไปในทันที ราวกับมันตระหนักว่าตัวมันเองทำพลาดไปแล้ว
ทว่ากัสก็ไม่ได้ไร้เหตุผลเสียทีเดียวเขาเพียงเค้นเสียงออกมาเบาๆพลางยัดอาหารใส่ปากแล้วมองไปยังบันทึกโลกวิญญาณก่อนจะเหยียดยิ้มน้อยๆแล้วกวาดตามองไปยังบุรุษตรงหน้าอีกครั้ง
“เจ้านะ..ชีวิตนี้ทำเรื่องชั่วๆ อะไรมาบ้าง ลองบอกมาสักเรื่องสองเรื่องสิ”
พริบตานั้นลมหายใจของทุกคนก็สะดุดไปอีกครั้ง โดยเฉพาะบุรุษหนุ่มที่ถูกถามที่ถึงกับหน้าซีดเหลืองไปเลยทีเดียว
ริมฝีปากของมันสั่นระริกด้วยความหวาดกลัวและสับสนเพราะมันไม่เข้าใจว่าทำไมกัสถึงได้ถามคำถามนี้กับมันแต่กลับไม่ถามคำถามนี้กับบุรุษคนก่อนหน้า
“ข้า..ข้า..ข้าเคย..เคยฆ่าคน!!..ลักขโมย!!..เคย..เคยหักหลังเจ้านายตัวเอง”
ทุกคำตอบที่หลุดออกมานั้นหลุดออกมาพร้อมกับน้ำเสียงที่สั่นกลัว ยิ่งมันพูดดวงตาของกัสก็ยิ่งเย็นชามากขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งประโยคสุดท้ายที่ทำให้รอยยิ้มของเขายกสูงขึ้น
“ดี!! ทรยศเจ้านายคนแบบเจ้าข้าจะเก็บเอาไว้ทำไมกัน”
พูดจบกัสก็เค้นเสียงออกมาครั้งหนึ่งบุรุษตรงหน้าก็แสดงสีหน้าหวาดกลัวก่อนจะระเบิดเป็นหมอกเลือดในพริบตา
ภาพที่น่าหวาดกลัวนี้ทำให้เสียงกรีดร้องของหญิงสาวดังขึ้นมาด้วยความหวาดกลัวแต่ทันทีที่กัสกวาดตามองไป เสียงเหล่านี้ก็เงียบลงไปชั่วขณะ ก่อนจะมีเสียสะอื้นตามมา
“ข้าเกลียดพวกทรยศ..ต่อไป!!”
แม้จะลังเลใจแต่ท้ายที่สุดก็มีคนต่อไปมาถึง ครั้งนี้ราวกับได้รับบทเรียนจากคนก่อนหน้ามันจึงสงบเสงี่ยมเป็นพิเศษไม่พูดมาก ไม่แสดงท่าทีที่ใดๆ หากแต่นั่งนิ่งรอคำถามอย่างว่าง่าย
เห็นแบบนั้นกัสก็พอใจพลางนึกยินดีในใจที่ใช้ไม้อ่อนไม้แข็งกำราบคนพวกนี้จนเริ่มเข้าใจจุดประสงค์ของเขาได้
ต่อจากนั้นกัสก็ถามออกไปต่อคำถามของเขาไม่มีอะไรตายตัว บางทีก็ถามคำถามเดิมๆ ที่เคยถาม ว่าแค้นไหม อยากล้างแค้นหรือไม่ไม่ก็ เจ้าเป็นอะไรกับโกลเด้นเทล เจ้าชอบชีวิตที่เป็นอยู่ในตอนนี้ไหมอยากออกไปข้างนอกไหม
คำถามแต่ละคำถามไม่มีรูปแบบที่ตายตัวทั้งนี้ก็เป็นเพราะกัสสามารถวิเคราะห์สภาพจิตใจและนิสัยของอีกฝ่ายก่อนที่จะถามได้เขาเลยเลือกถามคำถามที่ทำให้เขามองเห็นจุดประสงค์ซ่อนเร้นเป็นหลัก
นอกจากนั้นก็พยายามมองดูว่าอีกฝ่ายเป็นพวกที่จะสร้างปัญหาในเขาในภายหลังไหม
พวกที่เห็นแก่ตัวและชอบรังแกคนอ่อนแอกว่ามักจะมีภาพลักษณ์แบบหนึ่งที่กัสค่อนข้างคุ้นเคยทำให้เขาตัดสินได้ไม่ค่อยพลาด บางทีก็อาจจะพลาดบ้างแต่ยังไงเสียเขาก็ถามคำถามมากกว่าหนึ่งข้อเลยพอจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะพลาดไปได้บ้าง
หรือต่อให้พลาดจริงๆเขาก็ทำได้เพียงถอนหายใจ หากไม่เสี่ยงที่จะมีปัญหาก็ปล่อยไป แต่ถ้ามีความเสี่ยงเขาก็อาจจะหาเรื่องฆ่าอีกฝ่ายทิ้งไป
ด้วยเวลาที่ไม่สั้นไม่ยาวหนึ่งคนใช้เวลาราวๆ 20 วินาที ชั่วโมงหนึ่งก็ถามไปได้ร้อยกว่าคนเท่านั้น ในขณะที่คนส่วนที่เหลือยังมีอีกมาก
เมื่อเห็นว่าสีหน้าของคนเหล่านี้ดูไม่ค่อยจะดีแล้วกัสก็หันไปมองกลุ่มคนที่ถูกคัดออกไปด้านข้างแล้วออกคำสั่ง
“พวกเจ้า..ไปหาอาหารหาน้ำมาให้พวกมันดื่มเสียแล้วก็หาอะไรมาบังแดดให้พวกเด็กๆ กับผู้หญิงด้วย”
คำสั่งนี้ออกจะเหนือความคาดหมายอยู่บ้างแต่ปฏิกิริยาตอบสนองของคนเหล่านั้นดูเหมือนจะดีกว่าที่กัสคิดเอาไว้ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาพยายามคัดคนที่มีพื้นฐานจิตใจดีหรือไม่ พวกมันถึงได้คิดเผื่อคนที่ยังไม่ถูกถามแบบนี้
ไม่นานนักอาหารหลายกล่องก็ถูกยกมาพร้อมกับน้ำอีกจำนวนหนึ่งก่อนจะเริ่มแจกจ่ายอย่างรวดเร็วภายใต้คำสั่งของกัส
ช่วงเวลานั้นแม้ทุกคนจะยังมีความหวาดกลัวอยู่มากทว่าร่างกายของพวกมันอ่อนแรงไปมากแล้ว การที่ต้องอดทนนั่งตากแดดและแบกรับแรงกดดันของกัสติดต่อกันยาวนานแบบนี้
ไม่ว่าใครก็ต้องอ่อนเพลียกันบ้างไม่ต้องพูดถึงเด็กๆ ที่นอนหลับไปด้วยความอ่อนเพลียกันเกือบครึ่งโดยมีเหล่าหญิงสาวที่ไม่รู้ว่ามีความสัมพันธ์ใดกับเด็กพวกนี้คอยดูแลอยู่ข้างๆ
ตลอดเวลาที่ผ่านไปกัสไม่เคยละสายตาจากหน้าจอของบันทึกโลกวิญญาณเลยเขาเฝ้ามองและสังเกตความเปลี่ยนแปลงของสีสันทางอารมณ์ของผู้คนทั้งหมดอย่างละเอียดจนแยกเอาคนที่แอบซ่อนความชั่วช้าเอาไว้ได้ไม่น้อยและคิดที่จะเก็บกวาดพวกมันให้เรียบร้อยโดยเร็ว
ขณะที่คิดกัสก็ไม่หยุดที่จะเอ่ยปากถามคำถามบางอย่างออกไปต่อคนที่นั่งอยู่ด้านหน้าและตอบคำถามของเขาอย่างว่าง่ายและดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น
หลังจากเฝ้ามองการถามตอบมานานกว่าชั่วโมงพวกมันก็รู้แน่แล้วว่าตอนนี้กัสกำลังทำอะไร พวกมันจึงให้ความร่วมมือแต่โดยดี
คนที่เคยคิดแค้นหรือมีจุดประสงค์แอบแฝงก็เริ่มเปลี่ยนแปลงแนวคิดบ้างก็สลายความโกรธแค้นไปบางส่วน ราวกับตระหนักว่าเบื้องหน้านี้คือโอกาสรอดของพวกมัน
เวลาผ่านไปอย่างช้าๆกัสก็กรองคนจำนวนมากออกไปได้ พวกที่ชั่วร้ายและรังแกพวกเดียวกันมาก่อนถูกกัสฆ่าทิ้งจนหมด
ซึ่งช่วงเวลาที่เขาลงมือนั้นดวงตาของหญิงสาวหลายคนถึงกับทอประกายวาววับเต็มไปด้วยความยินดีที่บ้าคลั่งออกมา
ปฏิกิริยาตอบสนองที่น่ากลัวนี้ทำให้กัสเชื่อโดยสนิทใจว่าคนที่เขาฆ่านั้นเป็นพวกที่เลวร้ายเกินกว่าจะให้อภัย
กัสค่อยๆกวาดไปทีละส่วนๆ จนกระทั่งทุกคนถูกถามคำถามที่คล้ายๆ กันจนหมดจนกระทั่งคำถามนี้ถูกถามออกไปยังเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับโกลเด้นเทลอย่างไม่น่าเชื่อ
เด็กหนุ่มคนนี้มีดวงตาที่โกรธแค้นฉายชัดอยู่อย่างไม่คิดปิดบังเลยมันจ้องหน้ากัสด้วยความโกรธแค้นชิงชังและมีหญิงสาวที่น่าสงสารคนหนึ่งมองอยู่ด้านหลังด้วยความโศกเศร้า
“ดูเหมือนว่าข้าคงจะไม่จำเป็นต้องถามอะไรเจ้าสินะ..เพราะเจ้าไม่คิดปิดบังความเป็นศัตรูกับข้าเลยนี่”
แทนที่จะหวาดกลัว เด็กหนุ่มตรงหน้ากลับเหยียดยิ้มด้วยท่าทีที่ดูถูกเหยียดหยาม
“จะฆ่าก็ฆ่า!! ยังไงเสียข้าก็ไม่มีทางรอดอยู่แล้วนี่!!หากจะต้องตายก็อย่าหวังว่าข้าจะก้มหัวให้เจ้าเหมือนพวกเศษสวะนั่น!!”
สีหน้าของกัสยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เขายังคงยิ้มน้อยๆ เหมือนเดิมขณะมองดูเด็กหนุ่มตรงหน้าที่สูงเพียง130 เซนติเมตรเท่านั้น ดูแล้วน่าจะอายุราวๆ 10 – 12 ขวบดูยังไงก็เป็นเพียงเด็กที่ยังไม่โต
ทว่าความยโสของมันกลับแสดงออกมาได้โดดเด่นกว่าใครหากมองในส่วนนี้ก็คงไม่ต้องบอกว่านี่คือหลานชายที่โกลเด้นเทลให้ความสำคัญที่สุด
‘ไม่เห็นจะจำเจ้านี่ได้เลยแฮะ..หรือว่าจะตายไปก่อนแล้วก็สมควร..หยิ่งยโสและไม่รู้จักสถานการณ์ คงจะโดนใครสักคนฆ่าละมั้ง’
คิดแล้วกัสก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วโบกมือวูบท่ามกลางเสียงกรีดร้องของเหล่าหญิงสาวที่ดังขึ้นเนื่องจากครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่กัสลงมือฆ่าเด็กที่ไม่มีทางสู้คนหนึ่ง
“ท่าน!! ท่านมันโหดร้าย!! ท่านทำแบบนี้ได้ยังไง!!”
ช่วงเวลาที่กัสเริ่มต้นถามคำถามกับผู้คนมากมาย ไลท์บลูมที่ถูกปฏิเสธข้อเสนอจนผิดหวังนั้นก็นั่งมองอยู่ด้านข้างราวกับว่าเธอเข้าใจแล้วว่าตัวเธอนั้นไม่มีความสามารถที่จะช่วยชีวิตทุกคนได้จริง
ด้วยเหตุนี้แม้จะผิดหวังและโศกเศร้าแต่เธอก็ยังเหลือความหวังอยู่เมื่อเห็นว่าคนที่กัสฆ่าทิ้งไปนั้นล้วนแล้วแต่เป็นคนที่ชั่วช้าและเห็นแก่ตัว
ขณะที่คนที่รอดชีวิตมาได้นั้นล้วนแต่เป็นคนที่ยังมีน้ำใจหลงเหลืออยู่ยังไม่ใช่คนที่เลวร้ายจนเปลี่ยนแปลงไม่ได้โดยสิ้นเชิง
การเฝ้ามองนั้นทำให้เธอเข้าใจกัสได้มากขึ้นเรื่อยๆจนเริ่มรู้สึกแล้วว่าบางทีการรับใช้คนแบบนี้ก็อาจจะไม่ได้เลวร้ายเสียทีเดียว
แต่เมื่อกัสลงมือกับเด็กหนุ่มที่ไร้ทางสู้ตรงหน้าไลท์บลูมก็รู้สึกเหมือนโดนทรยศต่อความเชื่อมั่นของเธอจนเผลอกรีดร้องและส่งเสียงตวาดออกมา
พริบตานั้นบรรยากาศโดยรอบก็แปรเปลี่ยนเป็นหนักอึ้งกัสปรายตามองไลท์บลูมเล็กน้อยแล้วเค้นเสียงออกมาเบาๆ แต่กลับไม่คิดที่จะตอบรับหรือพูดอะไรราวกับเขาไม่เห็นเธออยู่ในสายตาแม้แต่น้อย
ยิ่งเห็นแบบนั้นไลท์บลูมก็ยิ่งโกรธอารมณ์ความรู้สึกที่สับสนปนเปในจิตใจของเธอนั้นประดังขึ้นมาพร้อมกันอย่างรุนแรงจนในที่สุดก็ระเบิดออกกลายเป็นความโกรธเกรี้ยวและบ้าคลั่งที่ผิดจากนิสัยของเธอ
“ท่าน!! ท่านมันชั่วช้า!! แม้แต่เด็กคนหนึ่งท่านก็ยังฆ่าได้ลงคอ!! คนเช่นนั้นจะไปดีกว่าท่านปู่ของข้าได้ยังไง!!ท่านมันก็เลวเหมือนกัน!!”
ต่อหน้าเสียงตวาดและคำด่ามากมายที่หลุดออกมา สีหน้าของกัสยังคงนิ่งเฉยเขาเพียงมองดูหญิงสาวตรงหน้าด้วยความผิดหวังก่อนจะถามคำถามกลับไป
“เด็กงั้นหรือ..นั่นสินะ มันเป็นแค่เด็กจริงๆแต่ทั้งที่เป็นเด็กคนหนึ่ง..กลับหยิ่งยโสได้ถึงเพียงนี้ไม่เห็นหัวใครได้ขนาดนี้และดูถูกพวกเจ้าว่าเป็นเศษสวะได้ถึงขนาดนี้..หากไม่ถูกเลี้ยงดูแบบผิดๆมาตั้งแต่แรกคงไม่เป็นแบบนี้ หากจะโทษ..ก็โทษโกลเด้นเทลเถอะ..”
“แล้วที่เจ้าบอก..ข้ากับโกลเด้นเทลเลวพอๆ กัน..อันนี้ข้าไม่เถียง..แต่ข้าจะบอกอะไรให้อย่าง..ถ้าหากมันไม่มายุ่งวุ่นวายกับข้าก่อนเจ้าคิดว่าข้าจะสนใจมันหรือยังไง!! คิดจริงๆหรือว่าข้าจะยอมเสี่ยงอันตรายบุกเดี่ยวเข้ามาในดินแดนแห่งนี้แบบโง่ๆเพียงเพราะความโกรธแค้นไม่พอใจ!!”
สายตาของกัสยามที่พูดออกมานั้น มันเย็นเยียบลงเรื่อยๆเย็นลงจนทำให้บรรยากาศโดยรอบแปรเปลี่ยนเป็นหนาวเหน็บจนทำให้ทุกคนเริ่มตัวสั่น
“เจ้าคิดว่าข้าอยากจะฆ่าคนงั้นหรือ!! เจ้าบอกว่ามันเป็นเด็ก!!! แล้วข้าละ!! ปีนี้ข้าเพิ่งจะอายุ 14 !! ข้าไม่ใช่เด็กใช่ไหม!!ข้าเองก็อยากใช้ชีวิตอย่างมีความสุข วันๆ ไม่ต้องคิดอะไร แค่ปลูกผักเลี้ยงสัตว์เพื่อชดใช้ความผิดที่ข้าทำแล้วกลับไปหาครอบครัวเท่านั้น!!แล้วทำไม!! ทำไมพวกเจ้าต้องมาทำร้ายข้า!!ทำไมต้องพยายามลักพาตัวน้องสาวของข้า!!”
ราวกับความโกรธเกรี้ยวที่สั่งสมอยู่ในใจของกัสได้ถูกระเบิดออกมาช่วงเวลานั้นบรรยากาศโดยรอบถึงกับหยุดนิ่งไปโดยสิ้นเชิง สีหน้าของกัสที่เคยดูน่ากลัวนั้นบัดนี้กลายเป็นสีหน้าของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เต็มไปด้วยความปวดร้าว
ความรู้สึกของผู้คนทั้งหมดพลิกเปลี่ยนไปในทันทีโดยเฉพาะยามที่กัสพูดออกมาว่าตัวเขานั้นเพิ่งจะอายุ 14 ปีเท่านั้น
เรื่องนี้สุดที่จะเชื่อได้ทว่าคำพูดนี้ก็ได้ทำให้พวกมันได้คิดและตระหนักถึงความจริงข้อหนึ่งที่พวกมันหลงลืมไป
อีกฝ่ายเป็นลูกครึ่งเผ่าหนูกับเผ่าสิงโตส่วนสูงของกัสนั้นสูงมากหากเทียบกับเผ่าหนูแต่ก็ดูเตี้ยไปมากหากเทียบกับเผ่าสิงโต
สิ่งนี้ทำให้ยากที่จะมองอายุของเขาออกเมื่อรวมกับความแข็งแกร่งที่น่ากลัวเกินไปของเขา ความโหดเหี้ยมที่น่าสะพรึงกลัวไม่แปลกที่พวกมันจะหลงลืมไปว่าเขายังเป็นเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่ง
หลังจากพูดจบกัสก็กัดฟันข่มความโกรธเกรี้ยวในใจแล้วหมุนตัวจากไปในทันทีแต่ก่อนที่เขาจะหายไปเขาก็ทิ้งคำพูดสุดท้ายเอาไว้ให้
“อีกหนึ่งเดือนข้าจะกลับมาต่อจากนี้ก็คงใช้ชีวิตไปตามที่พวกเจ้ามีเถอะเมื่อไหร่ที่ข้ามั่นใจว่าพวกเจ้าจะไม่ทำอันตรายต่อข้าอีกข้าจะปล่อยพวกเจ้าไป..ส่วนตอนนี้พวกเจ้าต้องทำงานให้ข้า!! หนึ่งเดือนต่อจากนี้ข้าต้องการอาหารจำนวน100 ตัน”
สิ้นคำพูดกัสก็หายไปในทันทีหายไปจากดินแดนแห่งนี้และทำให้คนที่เหลืออยู่เกิดความรู้สึกล่องลอยขึ้นมา
โดยเฉพาะไลท์บลูมที่รู้สึกแตกตื่นตกใจที่สุดที่ได้รู้ว่ากัสนั้นเป็นเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่ง