นี่ฉันอยู่ในสภาพนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ สติของฉันเลื่อนลอยเหลือเกิน ไม่สามารถรวบควมความคิดได้ ทุกครั้งที่พยายามขยับตัว หนวดพวกนี้ก็จะกระตุกร่างกายขอฉันราวกับเป็นคำขู่ว่าห้ามขัดขืน พร้อมกันนั้นหนวดที่อยู่ในร่องรักของฉันก็จะทำการกระทุ้งเข้ามาจนถึงในมดลูก ทำเอาฉันปวดท้องไปหมด
แต่ว่า พร้อมกับความรู้สึกเจ็บปวดทรมานนั้น มันก็มีความรู้สึกดีผสมอยู่ และตอนนี้ ความรู้สึกดี หรือถ้าจะให้พูดง่ายๆ ความเสียวกระสันพวกนั้นก็เริ่มกลืนกินความเจ็บปวดทั้งหมดไปแล้ว ตัวฉันที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือบางที ฉันอาจจะเลิกที่จะขัดขืนไปแล้ว ทำได้เพียงแค่รับความสุขจากสิ่งมีชีวิตประหลาดตัวนี้…
นี่ฉัน มาอยู่ในสภาพนี้ได้ยังไงกันนะ
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ตัวฉันทำหน้าที่เป็นบรรณารักษ์ห้องสมุด ฉันชื่อหยง เป็นเพียงเด็กสาวมัธยมปลายที่ชีวิตส่วนใหญ่หมดไปกับการอ่านหนังสือ เหตุผลที่ฉันอาสามาเป็นบรรณารักษ์ห้องสมุดก็เพื่อที่จะได้อ่านหนังสือ และดูแลหนังสือแสนล้ำค่าพวกนี้ล่ะ
หลายคนอาจจะมองหนังสือพวกนี้เป็นแค่ตัวอักษรที่ขีดเขียนจากใครบางคน แต่สำหรับฉันแล้ว เวลาฉันอ่านหนังสือ มันเหมือนฉันได้ติดต่อกับวิญญาณ ฟังดูตลกสินะ แต่ว่าลองคิดดูสิ นักเขียนแต่ละคนต้องใส่ความคิดและจิตวิญญาณลงไปในตัวอักษรพวกนั้น
เวลาอ่านหนังสือของพวกเขาก็เหมือนจะรับรู้ตัวตน ความคิด และความรู้สึกกับพวกเขาได้ ต่อให้นักเขียนคนนั้นตายไปเป็นร้อยปีแล้ว แต่พอได้เปิดหน้าหนังสืออ่านก็ราวกับว่านักเขียนคนนั้นยังมีชีวิตอยู่เลย
ฉันไม่ได้เป็นเพียงคนเดียวที่คิดแบบนั้น หนิงเพื่อนสนิทของฉัน เธอเป็นเป็นร่วมห้อง เพื่้อนสมัยเด็ก และเพื่อนที่มักจะมาอ่านหนังสือในห้องสมุดด้วยกันเสมอ เพียงแต่ว่าเธอไม่ได้เป็นบรรณารักษ์เท่านั้น เพราะนอกจากหนังสิอแล้ว เธอยังชอบเล่นกีฬาอีกด้วย
ในตอนแรก ฉันคิดว่าตัวเองกับหนิงจะเป็นแค่เพื่อนเก่ากันเสียแล้ว เพราะหลังจากเข้ามัธยมปลาย ทางเดินพวกเราต่างก็แบ่งแยกเป็นสองทาง ฉันนั่งอ่านหนังสือภายในห้องสมุด ส่วนหนิงก็ออกไปวิ่งในสนาม เล่นบาส เตะลูกบอล หรืออะไรก็ตามที่เธอต้องการ ซึ่งไม่รู้ว่าเธอจะรู้สึกหรือไม่
แต่ว่า ฉันคอยมองเธอจากห้องสมุด และให้กำลังใจเธออยู่ในเสมอ ในฐานะเพื่อนเก่า จนกระทั่งวันหนึ่ง ฉันก็ได้พบกับหนิงอีกครั้ง
“ยืมหนังสือหน่อยค่ะ คุณบรรณารักษ์ตัวน้อย”
ฉันที่กำลังอ่านหนังสืออยู่ถูกเรียกแบบนั้นก็แอบคิ้วกระตุกด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย พอละสายตาจากหนังสือก็เจอกับเด็กสาวคนหนึ่งซึ่งตัวสูงกว่าฉันมาก เธอคนนั้นคือหนิงนั้นเอง เธอกำลังมองฉันด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ทำให้ฉันไม่ค่อยพอใจเท่าไร
“อย่ามาล้อกันนะ”
“ก็คนอย่างเธอไม่ยอมออกกำลังกายซะบ้าง ถึงได้เตี้ยม่อต้อแบบนี้ไง อย่างน้อยก็กินเนื้อเยอะๆ บ้างสิ เผื่อบางส่วนที่อยากจะให้โรมันจะได้โตขึ้นมาบาง”
พอหนิงพูดออกมาแบบนั้น ฉันก็รีบกอดอกตัวเองไว้ราวกับปิดส่วนน่าอายของตัวเองเอาไว้
“พูดจาโลมเลียอย่างกับพวกผู้ชายเลยนะ เพราะชอบไปเล่นกีฬาเลยติดนิสัยพวกผู้ชายมารึไง”
“นั่นสิ อาจจะเป็นแบบนั้นก็ได้”
“แล้วทำไมวันนี้ถึงมายืมหนังสือล่ะ ปกติเธอไม่ใช่พวกที่จะอ่านหนังสือเลยนี่”
“ก็แค่หาข้ออ้างเท่านั้นล่ะ”
“ข้ออ้างเหรอ”
“ก็เรา ไม่ได้คุยกันมานานแค่ไหนแล้วนะ วันนี้อยากจะคุยกับเธอ ก็เลยแกล้งมายืมหนังสือ แต่ความจริงแล้วคืออยากจะเดินกลับบ้านด้วยกันนะ”
“พูดออกมาตรงๆ แบบนี้เลยเหรอ”
“ก็ไม่อยากให้มันยุ่งยากนี่ แล้วว่าไง กลับบ้านด้วยกันไหมวันนี้”
“วันนี้เธอไม่ต้องซ้อมกีฬาเหรอ”
“ไม่ล่ะ เอ็นข้อเท้าฉันอักเสบ กว่าจะกลับมาเล่นกีฬาได้ก็สักพักนั่นล่ะ”
“เพราะงั้น ก็เลยมาหาฉันงั้นสิ”
“อืม จะว่างั้นก็ได้”
“นี่เธอ ไม่เกรงใจคำพูดบ้างเลยนะ อย่างน้อยก็บอกว่าอยากกลับมาหาเพื่อนเก่าหรืออะไรแบบนั้นสิ”
“ก็ฉันไม่ชอบโกหกนี่นา แล้วว่ายังไง วันนี้จะกลับบ้านด้วยกันไหม”
“ไม่ล่ะ”
“ไหงงั้นอ่า อุตส่ามาชวนแล้วนะ หรือว่างอนที่ฉันเอาแต่ไปเล่นกีฬาแล้วไม่สนใจเพื่อนสมัยเด็กอย่างเธอ”
“เปล่า ฉันเป็นบรรณารักษ์ ต้องเฝ้าห้องสมุด อีกอย่างฉันยังอ่านหนังสือไม่จบด้วย”
“เธอก็ยืมหนังสือไปอ่านที่บ้านสิ เป็นบรรณารักษ์ จัดการเรื่องนั้นเองได้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”
“ก็จริง แต่มันยืมได้ทีละห้าเล่มเอง”
“ทำไม ห้าเล่มมันไม่พอสำหรับเธอเลย”
“ก็ต้องไม่พออยู่แล้วสิ นิยายเล่มหนึ่งครึ่งชั่วโมงก็อ่านจบแล้ว อย่างน้อยฉันก็อยากจะใช้เวลาอ่านหนังสือให้ได้มากที่สุด เพราะงั้นจนกว่าห้องสมุดจะปิด ฉันก็จะไม่กลับเด็ดขาด”
ฉันพูดยืนยัน ทำเอาหนิงถอนหายใจออกมา
“เฮ้อ…”
หนิงคงจะถอนใจสินะ ฉันกลายเป็นหนอนหนังสือไปแล้ว สุดท้ายเธอก็คงเลือกที่จะกลับบ้านคนเดียวนั่นล่ะ
“ถ้างั้น ฉันนั่งรอก็ได้”
“ห๋า? ”
“ก็บอกว่าจะนั่งรอไง อ่านหนังสือเสร็จเมื่อไร ปิดห้องสมุดเสร็จเมื่อไร แล้วมากลับบ้านด้วยกันเอาไหม”
“ทำไมวันนี้มาแปลก ปกติไม่ตามตื๊อฉันแบบนี้นี่”
“อยู่ๆ ก็รู้สึกผิดขึ้นมาน่ะ”
“รู้สึกผิดเรื่องอะไร”
“ก็ที่ปล่อยเธอที่เป็นเพื่อนสมัยเด็กให้อยู่คนเดียวในห้องสมุดแบบนี้ ส่วนฉันก็ออกไปเล่นกับคนอื่น ทั้งที่บ้านเราก็อยู่ใกล้กัน แต่ว่า ก็ลืมเพื่อนอย่างเธอไปได้”
“อย่ามาทำซึ้งน่า ฉันแค่ชอบอ่านหนังสือ ก็เลยมาเก็บตัวอยู่ในห้องสมุดแค่นั้นเอง”
“ยังไงก็ตาม ฉันจะรอเธอนั่นล่ะ ถ้าเสร็จแล้วก็เรียกฉันแล้วกัน”
หนิงว่า ก่อนจะเดินไปที่โซฟาแล้วทิ้งตัวนอน เธอ ไม่ได้ระวังว่าตัวเองใส่กระโปรงอยู่เลยสินะ หรือเพราะรู้อยู่แล้วว่าตัวเองใส่ซับใน ยังไงก็เถอะ ห้องสมุดไม่ใช่ห้องนอนสักหน่อย แต่เพราะว่าตอนเย็นแล้ว นักเรียนกลับบ้านกันหมด ฉันเลยยอมปล่อยให้นอนไปอย่างงั้นล่ะนะ
จนกระทั่งผ่านไปได้ประสารชั่วโมงหนึ่ง
“หยง ยังไม่เสร็จอีกเหรอ ฟ้าเริ่มมืดแล้วนะ”
“เสร็จแล้ว”
“หมายความว่าจะได้กลับบ้านกันแล้วใช่ไหม”
“พูดอะไรของเธอ ฉันหมายถึงอ่านหนังสือเล่มนี้เสร็จแล้ว ยังเหลืออีกสองเล่มที่กะจะอ่านให้จบ”
“เดี๋ยวดิ สองเล่มเลยเหรอ เยอะไปแล้ว”
“ถ้าอยากกลับจะกลับก่อนก็ได้นะ”
“ไม่เอา ฉันบอกไปแล้วว่าวันนี้จะกลับด้วยกัน ยังไงก็ต้องกลับด้วยกันให้ได้”
“ถ้างั้นก็เงียบๆ แล้วนอนต่อไปเถอะ”
“ฉันเพิ่งตื่นนะ จะให้นอนอีกเหรอ ไม่เอาอ่ะ น่าเบื่อ”
“เธอนี่น่ารำคาญจังเลยนะ ถ้าเบื่อก็ไปหาหนังสือมาอ่านซะสิ”
“ตัวหนังสือ น่าเบื่อ”
“อย่ามาว่าร้ายตัวหนังสือนะ หัดอ่านของพวกนี้ซะบ้าง ยัยสมองกล้ามเอ๊ย”
“สมองกล้ามเหรอ พูดแรงเกินไปแล้วนะ ก็ได้ เดี๋ยวฉันจะไปหาหนังสือมาอ่าน คอยดูแลกันว่าฉันก็อ่านหนังสือได้เหมือนกัน”
แล้วจากนั้น หนิงก็เงียบไป
“เรียบร้อย กลับบ้านได้แล้วหนิง”
ฉันว่าก่อนจะวางนังสือลง แต่เมื่อหันไปมองตามชั้นหนังสือก็ไม่พบหนิง ฉันจึงเดินหาก่อนจะพบว่าหนิงกำลังหมกตัวอ่านหนังสืออยู่ตรงมุมหนึ่งของห้อง
“หนิง กลับบ้านกันได้แล้ว”
“เดี๋ยวก่อน กำลังสนุกเลย”
และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ฉันกับหนิงกลับมาสนิทด้วยกันอีกครั้ง
หลังจากนั้นหนิงก็มักจะเข้ามาอ่านหนังสือบ่อยขึ้น แต่เธอก็ยังไม่ได้เว้นว่างจากการเล่นกีฬา เหมือนเธอจะแบ่งเวลามามากกว่า และนั่นก็ทำให้ทุกเย็น ฉันจะเดินกลับบ้านพร้อมกับหนิงแล้วพูดคุยถึงหนังสือที่ได้อ่านในแต่ละวันกัน แต่แล้ววันหนึ่ง ฉันเกิดป่วยขึ้นมาเลยไม่ได้มาโรงเรียน
ฉันโทรบอกกับหนิงไปว่าวันนี้ฉันป่วย คงไปโรงเรียนไม่ได้ หนิงก็บ่นเล็กน้อยว่าแบบนี้ก็ไม่มีเพื่อนเดินกลับบ้านน่ะสิ แต่เธอก็ไม่ได้ว่าอะไรมาก เธอบอกว่าจะลาอาจารย์เอง นั่นทำให้ฉันหายห่วง แต่แล้ว ฉันก็ต้องแปลกใจ เมื่อพบว่าวันต่อมา หนิงได้หายตัวไปแล้ว ทางตำรวจพยายามสืบหาข้อมูลการหายตัวไปของหนิง แต่ก็ไม่พบเบาะแสอะไรเลย
ภาพสุดท้ายที่กล้องงวงจรปิดในโรงเรียนจับได้คือเธอเดินเข้าไปในห้องสมุด เหมือนเธอจะอ่านหนังสือ แต่ก็ไม่พบอะไรมากไปกว่านั้น ทางตำรวจไปค้นทุกซอกทุกมุมของห้องสมุด แต่ก็ไม่พบหนิงซ่อนตัวอยู่เลย
ฉันก็แอบภาวนาว่าอย่าให้เจอตัวเธอเลย เพราะการที่เธอหายตัวเป็นวัน แล้วซ่อนอยู่ในห้องสมุดนั้น มีอย่างเดียวที่จะเป็นไปได้คือการฆ่าแล้วอำพรางศพ ดังนั้น การไม่เจอหนิง ก็ทำให้ฉันแอบมีความหวังขึ้นมาว่า หนิงยังมีชีวิตอยู่
แต่ว่าตัวฉันนั้นไม่สามารถทำอะไรได้เลย จะสืบข้อมูลเกี่ยวกับหนิงก็ไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มยังไง พอมาตอนนี้ฉันก็เริ่มรู้สึกว่าหนังสือที่อ่านไป ความรู้ที่ได้รับมา พอถึงเวลาใช้จริงฉันกลับทำอะไรไม่ได้ สุดท้ายแล้ว ข่าวของหนิงก็เริ่มซาลง ฉันก็เริ่มทำใจได้กับการจากไปของหนิง ถึงจะแอบหวังว่าสักวันตำรวจจะพบตัวเธอก็ตาม
จนกระทั่งวันหนึ่ง ระหว่างที่ฉันกำลังจะปิดห้องสมุดอยู่นั้น ฉันก็ได้ยินเสียงบางอย่าง
“หยง…”
นั่นเป็นเสียงเรียกของหนิง หนิงกำลังเรียกฉัน เมื่อฉันได้ยินเสียงนั้นก็พยายามวิ่งไปหาต้นเสียง แต่ก็ไม่พบตัวหยง ฉันพบเพียงหนังสือเล่มหนาที่ดูเก่ามาก เหมือนหน้าปกหนังสือมันจะทำมาจากหนังอะไรสักอย่าง แล้วไม่รู้ว่าทำไม ฉันรู้สึกเหมือนกับว่าได้ยินเสียงของหนิงดังมาจากในนั้น ฉันจึงเปิดหน้าหนังสือดู
พรึบ !
แล้วในจังหวะนั้นเอง หนวดขนาดยักษ์มากมายก็พุ่งออกมาก่อนจะดึงร่างกายของฉันเข้าไปในหนังสือเล่มนั้น