บทที่34สอบภาคปฏิบัติ
ผู้เข้าสอบในแต่ละแถว แถวละยี่สิบคนได้ถูกเรียกขานชื่อให้ก้าวเดินเรียงรายกันออกมาแน่นอนว่ารายชื่อแรกย่อมเป็นต้าจงหมิง ผู้ที่ผ่านเข้ามาด้วยผลคะแนนสอบภาคการคิดวิเคราะห์เป็นอันดับหนึ่งตามด้วยลำดับที่สองจางอู่จี้ พวกมันทั้งสองเดินนำหน้าด้วยท่าทีที่ภาคภูมิ อกผายไหล่ผึ่งดูมั่นอกมั่นใจ สายตาชมเชยของทุกผู้ก็ต่างตกมาอยู่ที่พวกมัน โดยเฉพาะต้าจงหมิงที่ถูกผู้คนคาดไว้ว่ามันมีโอกาสจะไปถึงมือปราบติดลำดับ
ทุกผู้แม้จับจ้องไปที่ต้าจงหมิง ส่วนต้าจงหมิงกลับเพียงเหลือบมองไปที่ดรุณีสะคราญโฉมในชุดขาวอย่างไม่วางตาแต่ทว่าเพียงแค่หางตานางก็มิเคยเหลือบมองมันเพียงแวบเดียว สร้างความขุ่นข้องใจแก่มันมิน้อยผู้อื่นต่างยกย่องมัน แต่นางกลับมิคิดเหลือบมองแม้เพียงครั้ง หรือสำหรับมันในสายตานางคงเป็นดั่งแมลงตัวเล็กๆเท่านั้น ต้าจงหมิงครุ่นคิดในใจ
“หากข้าได้เป็นมือปราบติดลำดับเมื่อไหร่สถานะข้าคงมิอ่อนด้อยกว่าท่านแล้ว เยว่ฉี"
ฟางเยว่ฉี นางมีภูมิลำเนาอยู่ที่เมืองต้าฟู่แห่งเขตธาราร้อยสาย บิดาของนางเป็นเศรษฐีใหญ่แห่งต้าฟู่ เป็นสหายรักกับบิดาของต้าจงหมิงทั้งสองจึงถูกวางให้เกี่ยวดองซึ่งกันแต่เด็ก ฟางเยว่ฉีมิสนใจในเรื่องการครองคู่ นางเพียงมุ่งสู่วิถีเพลิงปราณเพียงอย่างเดียวทว่านางมีพื้นฐานที่ไม่โดดเด่น ครอบครัวก็บังเกิดเหตุกลับตาลปัตรจนต้องแตกแยกล่มสลายหนทางที่เลือกเดินของดรุณีเยาว์วัยอายุยังไม่ทันจะสิบสามตอนนั้นจึงไร้ทางเลือก นางกำลังจะถูกยกให้แก่ตระกูลต้าแต่แล้วสวรรค์มิไร้นัยน์ตา เมื่อทูตสวรรค์ได้ผ่านเมืองต้าฟู่ ได้เห็นนัยน์ตาที่ยากจะพานพบจากที่ใดของนางจึงรับอุปการะเป็นบุตรบุญธรรม ด้วยตัวตนของนางที่สูงใหญ่เทียมฟ้าในชั่วข้ามคืน การจะให้นางตบแต่งเข้าสู่ตระกูลต้าก็ยิ่งริบหรี่ยิ่งมีข่าวที่ว่านางสามารถสร้างเรื่องที่สะเทือนฟ้าสะเทือนดิน โดยการอ่านคัมภีร์เทพพยากรณ์ได้จนจบเล่มและศึกษาได้จนแตกฉานด้วยวัยเพียงสิบห้าปี จนถูกทูตอัคคีขอรับไปสั่งสอนให้เป็นศิษย์เอกการที่จะไปถึงตัวตนที่ยิ่งใหญ่ของนางก็ยิ่งเป็นไปได้ยาก
แต่ถึงแม้จะเป็นไปได้ยาก ทว่าก็มิได้หมายความว่าจะไม่มีทางเสียทีเดียวการเป็นมือปราบติดลำดับแห่งราชวงศ์หลิง สถานะนี้ก็สูงส่งไม่แพ้กันแล้ว และหากมันไปถึงจุดนั้นได้มิแน่ว่าบางทีหางตาของนางก็อาจเหลือบมองมาที่มันบ้างก็ได้ ด้วยการเป็นคนที่มีนิสัยไม่ยอมแพ้ให้กับสิ่งใดของมันการเอาชนะใจและครอบครองตัวนางจึงยิ่งเป็นแรงผลักดันให้มันต้องไปถึงตำแหน่งมือปราบติดลำดับให้จงได้!
การสอบในด่านแรกย่อมเป็นการยิงธนู ผู้เข้าสอบยี่สิบคนแรกต่างยืนเรียงรายแน่นิ่งประจำจุดของแต่ละคนธนูได้ถูกน้าวสาย เสียงขวับก็ดังขึ้นจากคันธนูของต้าจงหมิงทั้งที่ยังมิทันได้เล็งด้วยซ้ำลูกธนูแหวกฝ่าอากาศพุ่งปักเข้าสู่ตำแหน่งตรงกลางเป้าหมายพอดี สร้างเสียงฮือฮาแก่ทุกผู้ไปตามๆกัน แต่นั่นก็ยังมิอาจสร้างความสนใจแก่ฟางเยว่ฉีแม้เพียงนิด
การสอบภาคปฏิบัติทั้งเจ็ดบททดสอบ อันประกอบด้วยยิงธนู ไต่กำแพงสูง หมัดมวย เพลงอาวุธที่ถนัด การใช้อาวุธลับ การวัดพลังลมปราณ และขี่ม้ายิงธนูของทั้งยี่สิบคนแรกก็ดำเนินการรวดเดียวจนเสร็จสิ้นทั้งต้าจงหมิงและจางอู่จี้ล้วนทำได้ดีในทุกด่านจนมีคะแนนสูงลิ่ว ผ่านเข้าสู่การเป็นมือปราบฝึกหัดได้สำเร็จและการสอบในยี่สิบคนแรกนี้มีผู้ผ่านการสอบภาคปฏิบัติทั้งสิ้นสิบเอ็ดคน
การดำเนินการสอบดำเนินเรื่อยมาจนถึงกลุ่มผู้เข้าสอบกลุ่มที่ยี่สิบซึ่งเป็นกลุ่มรองสุดท้ายของการสอบเป็นมือปราบในปีนี้ ฟู่หวินที่นั่งอย่างเบื่อหน่ายมาโดยตลอดก็หันไปหาบุรุษหนุ่มที่คุมบังเหียนม้าของฟางเยว่ฉีก่อนพยักหน้าคราหนึ่ง บุรุษผู้นั้นก็พยักหน้าตอบ อาศัยจังหวะที่ผู้คนกำลังชุลมุนวุ่นวายพร้อมเสียงสนับสนุนผู้เข้าสอบดังสนั่น มันก็ซัดก่อนหินในมือออกไป หินก่อนนี้ห่อหุ้มมาด้วยพลังลมปราณสามส่วนพุ่งกระแทกข้อเท้าม้าตำแหน่งยืนตัวที่สิบสามที่ใช้ในการสอบจนมันกระโดดดีดขาหน้าร้องเสียงหลงด้วยความเจ็บปวด แต่เป็นเพราะผู้คนมัวแต่สนใจการสอบและมีเสียงเฮกลบทับทำให้ไม่มีผู้ใดสนใจมันแม้เพียงผู้เดียว
การสอบของกลุ่มรองสุดท้ายได้ผ่านพ้น ต่อไปจะเป็นการสอบของกลุ่มคนสุดท้ายในปีนี้กลุ่มสุดท้ายมีจำนวนคนเพียงสิบสามคน โดยคนที่ถูกเรียกขานชื่อเป็นลำดับที่สิบสามหรือลำดับสุดท้ายได้แก่อวิ๋นเซ่อจากเกงฉาน เขตเหนือบูรพา ผู้มีลำดับคะแนนการสอบเป็นลำดับสุดท้ายของการสอบภาคข้อเขียน
อวิ๋นเซ่อก้าวเดินมาประจำจุด สายตาที่เหยียดหยามชิงชังก็ทอแววมาจากต้าจงหมิงจางอู่จี้ และรวมถึงผู้ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ด้านบนอย่างฟู่หวินทันที ฟางเยว่ฉีเห็นท่าทีของฟู่หวินเปลี่ยนไปนางสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันชิงชังแลโทสะจากตัวของมัน นางจึงมองไปตามสายตาของฟู่หวินที่จ้องมองบุรุษที่แสนจะธรรมดาผู้หนึ่งบุรุษผู้นี้มีพลังลมปราณก็สามัญธรรมดา ทั้งไม่มีพลังเพลิงปราณ แต่เหตุใดจึงสามารถทำให้คนอย่างฟู่หวินอึดอัดคับข้องใจได้ด้วยความสงสัยนัยน์ตาของฟางเยว่ฉีจึงแปรเปลี่ยนกลับกลายจากใสกระจ่างเป็นประกายสีขาวบริสุทธิ์ยากหยั่งถึงประกายสีขาวลุกวาบขึ้นชั่วขณะ ทุกสรรพสิ่งก็คล้ายจะหยุดชะงักไม่เคลื่อนไหว ทุกสิ่งอยู่ในสภาพหยุดนิ่งแต่ทว่านัยน์ตาของบุรุษที่แสนจะธรรมดาสามัญผู้นั้นกลับขยับ และยังขยับมาเหลือบมองประสานสบตาที่กำลังทอประกายแสงสีขาวของนาง!
ฟางเยว่ฉีขมวดคิ้วเป็นปมแน่น ประกายแสงสีขาวบนนัยน์ตาจางหายทุกสรรพสิ่งเคลื่อนไหวไปตามกาลเวลาเช่นเดิม แต่นัยน์ตาของบุรุษหนุ่มก็ยังจ้องอยู่ที่นางซักพักมันค่อยเบือนหน้าไป ฟางเยว่ฉีทอแววนิ่งขึมออกมาทางสีหน้า ส่วนจิตใจก็ได้แต่ครุ่นคิดด้วยความตึงเครียด
“บุรุษผู้นี้ เรามิอาจมองเห็นโชคชะตาของมันได้!”
อวิ๋นเซ่อยืนหอบหายใจหนัก เมื่อครู่นี้มันสัมผัสได้ถึงพลังที่แปลกประหลาดตกกระทบความรู้สึกของตนมันจึงได้เหลือบไปมองนัยน์ตาที่เจิดจ้าลึกล้ำคู่นั้น เพียงประสานสายตา หัวสมองของมันก็แทบขาวโพลนร่างแทบหยุดชะงัก และทำให้หัวใจหยุดเต้นลงทันควัน
“สตรีผู้นี้เป็นบุคคลที่อันตรายจริงๆ"
ต้าจงหมิงที่เอาแต่จ้องฟางเยว่ฉีมาโดยตลอดได้เห็นว่านางที่มิเคยจะเหลียวมองใคร ครานี้ถึงกับจ้องมองเจ้าขยะอย่างไม่วางตา ทำเอาต้าจงหมิงบังเกิดโทสะขึ้นอย่างยิ่งยวดเจ้าขยะนั่นมีที่ใดน่าสนใจ เหตุใดมันถึงได้ความสนใจจากเจ้ามากกว่าข้า โทสะนี้ได้ลามไปเป็นความโกรธแค้นชิงชังในตัวของอวิ๋นเซ่อจากที่ไม่ชอบหน้ามาก่อน ตอนนี้ก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล
“แล้วข้าจะสั่งสอนเจ้าให้ทบต้นทบดอก!"
เมื่อผู้เข้าสอบกลุ่มสุดท้ายยืนประจำตำแหน่งเป็นที่เรียบร้อยแล้วธนูไม้ก็ถูกแจกจ่ายยังผู้เข้าสอบ
“ใครพร้อมแล้วก็สามารถยิงได้"
เสียงอาจารย์มือปราบกล่าวขึ้น อวิ๋นเซ่อก็ปล่อยวางสมาธิจากเรื่องอื่นๆคนยกคันธนูไม้ในมือสูงระดับอก มือซ้ายถือคันธนูเหยียดตรง มือขวาน้าวสายอย่างหนักแน่นจนสายตึงเปลี๊ยะ คันงอโค้ง
สมาธิของอวิ๋นเซ่ออยู่บนปลายลูกธนูและเป้าหมายเมื่อลมหอบหนึ่งพัดผ่าน ลูกธนูก็ได้หลุดออกจากแหล่ง พุ่งทะลวงฝ่าสายลมหอบนั้นแทงทะลุตรงกลางเป้าหมายอย่างพอดิบพอดีเรียกเสียงปรบมือแลเสียงโฮ่ร้องดังขึ้นเป็นสาย ผู้ที่ยิงธนูได้อย่างแม่นยำถึงขั้นนี้นับว่ามีน้อยคนนักแต่สำหรับอวิ๋นเซ่อมินับเป็นอะไรได้ มันในอีกความทรงจำ สามารถยิงธนูใส่เป้าหมายที่ไกลได้เป็นหลายสิบลี้
บททดสอบแรกพ้นผ่าน อวิ๋นเซ่อได้มาแล้วสิบคะแนนบททดสอบที่สองกระโดดสูงปีนไต่กำแพงยิ่งมิใช่ปัญหา แม้ชายหนุ่มจะยังไม่มีเคล็ดวิชาตัวเบาแต่ด้วยการที่มันฝึกฝนร่างกายโดยการแบกของที่หนักอึ้งแลหนักหน่วง จึงทำให้ร่างตัวเปล่าของมันเบาหวิวแม้มิใช้วิชาตัวเบา แต่เพียงมันขยับก็ราวกับการใช้ออกด้วยวิชาตัวเบาที่แฝงพลังลมปราณขั้นสูงแล้ว
ด่านที่สองปีนไต่กำแพงสูง อวิ๋นเซ่อคว้ามาอีกสิบคะแนนเข้าสู่ด่านทดสอบที่สามวิชาหมัดมวย การทดสอบนี้ให้ใช้แต่เพียงกระบวนท่าล้วนๆ ห้ามแฝงด้วยพลังลมปราณในการจู่โจมการทดสอบนี้จึงไม่เป็นปัญหาสำหรับอวิ๋นเซ่อนัก มันได้เพลงหมัดมวยและร่ายรำหกฝ่ามือเงามายาต่อสู้กับมือปราบฝึกหัดนายหนึ่งแลยืนหยัดอยู่ได้เป็นเวลาชั่วธูปไหม้จึงคว้ามาได้อีกสิบคะแนน
ด่านที่สามผ่านพ้น ด้านที่สี่การใช้เพลงอาวุธและด้านที่ห้าการใช้อาวุธลับก็ยิ่งไม่เป็นปัญหาสำหรับชายหนุ่ม อวิ๋นเซ่อล้วนคว้าคะแนนเต็มสิบมาได้ทั้งสองด่านส่งให้มันมีคะแนนรวมห้าสิบ ความฝันที่จะเป็นมือปราบใกล้จะเป็นจริงขึ้นมาเรื่อยๆ แต่หนทางก็มิได้ที่จะโรยด้วยกลีบกุหลาบอยู่เสมอเมื่อด่านทดสอบที่หก ซึ่งเป็นการทดสอบด้านพลังลมปราณและการทดสอบนี้มีคะแนนถึงยี่สิบคะแนน!
แผ่นศิลาขนาดเท่าฝ่ามือถูกเรียงซ้อนจำนวนสิบแผ่นวางตั้งอยู่ตรงหน้าผู้เข้าสอบ แผ่นศิลาแผ่นหนึ่งมีคะแนนสองคะแนน หากทำให้มันแตกได้ก็จะนับคะแนนตามแผ่นที่แตกโดยที่ผู้เข้าสอบมีโอกาสลงมือเพียงครั้งเดียว และห้ามให้ส่วนใดของร่างกายสัมผัสถูกแผ่นศิลาผู้สอบจะต้องใช้ออกด้วยพลังลมปราณเท่านั้น!
อาจารย์ใหญ่หานตงสือจ้องมองอวิ๋นเซ่อมาเนิ่นนานได้นึกถึงคำกลอนบทกวีของมันบทนั้นก็อดแปลกใจขึ้นมามิได้ ผู้ที่มีพลังลมปราณสามัญธรรมดาเช่นนี้ถึงกับถ่ายทอดปณิธานอันลึกล้ำไปกับตัวอักษรได้อย่างไรกันในเมื่อไม่ว่าจะมองมุมไหนมันก็มิได้มีความลึกล้ำของพลังลมปราณเลยแม้เพียงนิด
ตัวตนของอวิ๋นเซ่อแม้จะธรรมดาสามัญในสายตาผู้อื่นแต่ทว่ามันกลับมีแรงดึงดูดชนิดหนึ่งที่ทำให้ทุกผู้ต้องสนใจหรือเกิดความสงสัยในตัวของมันเรื่องนี้ชายหนุ่มมิรู้ตัว เพราะสมาธิของมันเพียงอยู่ที่แผ่นศิลาสิบชั้นที่วางเรียงอยู่ตรงหน้าเท่านั้น
มิให้สัมผัสโดนแล้วมันจะทำลายได้อย่างไรพลังญาณก็มิอาจใช้ออก พลังลมปราณก็ยังไม่รุดหน้า ทั้งคะแนนยังมีถึงยี่สิบคะแนน อวิ๋นเซ่อครุ่นคิดไปถึงการแอบใช้พลังญาณโดยจะทำอย่างไรมิให้ใครจับสังเกตได้แต่สุดท้ายมันก็เลือกที่จะไม่เสี่ยง ยังเหลือบททดสอบอีกหนึ่งด่าน นั่นคือการขี่ม้ายิงธนูซึ่งมีคะแนนถึงสามสิบคะแนนหากมันทำคะแนนด่านนั้นได้เต็ม มันย่อมทำคะแนนรวมได้แปดสิบต่อร้อยส่วนพอดี และผ่านการสอบภาคปฏิบัติในครั้งนี้
คิดเช่นนั้น อวิ๋นเซ่อจึงเลือกที่จะถอยหลังกลับมิฟาดฝ่ามือออกไปเพราะต่อให้ชายหนุ่มพยายามจนตัวตาย วันนี้มันก็มิอาจทำลายศิลาด้วยพลังลมปราณแม้เพียงแผ่นเดียวได้ทุกผู้ที่มีพลังลมปราณสูงกว่าชายหนุ่มก็รับทราบเรื่องนี้ รับทราบถึงพลังลมปราณในกายมันดีจึงไม่มีผู้ใดปรากฏแววความแปลกใจในการตัดสินใจของมัน มีแต่คำซุบซิบนินทาบ้างก็เหยียดหยามมันแทนโดยเฉพาะจางอู่จี้ที่หัวเราะเยาะออกมาอย่างไม่เก็บงำ ส่วนต้าจงหมิงมันก็ยังแสดงความเหยียดหยามในใจเช่นเคย
อวิ๋นเซ่อมิได้สนใจในคำกล่าวนินทา หรือคำถากถางใดคนเพียงเก็บคำเหล่านั้นมาสร้างเป็นแรงผลักดันสู่จุดสูงสุดและใช้คำถากถางดังกล่าวตบหน้าของพวกมันเองตามลักษณะนิสัยของชายหนุ่ม
คะแนนสอบของอวิ๋นเซ่อตอนนี้มีอยู่ห้าสิบคะแนนคะแนนผ่านคือแปดสิบ และมีคะแนนด่านทดสอบสุดท้ายที่เหลืออีกสามสิบ เช่นนั้นด่านทดสอบสุดท้ายนี้มันต้องทำคะแนนเต็มให้จงได้หากพลาดแม้เพียงหนึ่งคะแนน ความฝันในปีนี้ของมันจะสิ้นสุดลงทันที
มือปราบฝึกหัดส่วนหนึ่งได้ลากจูงม้าที่ใช้ในการสอบตั้งแต่ลำดับที่สิบสี่จนถึงลำดับที่ยี่สิบกลับออกไปพักเป็นเวลาครู่ใหญ่แล้วเนื่องจากกลุ่มสุดท้ายเหลือผู้เข้าสอบเพียงสิบสามคนจึงไม่จำเป็นต้องใช้ม้าทั้งหมด ส่วนเหล่ามือปราบที่เหลือก็เข้าไปลากจูงม้าในแต่ละลำดับจากหนึ่งถึงสิบสามมาให้แก่ผู้เข้าสอบม้าตัวอื่นตั้งแต่หนึ่งถึงสิบสองล้วนก้าวเดินตามไปด้วยดี แต่เจ้าม้าตัวที่สิบสามกลับเดินเขย่งและล้มลงครางเสียงหลงด้วยความเจ็บปวด
“ม้าตัวที่สิบสามได้รับบาดเจ็บที่ข้อเท้าขอรับ”มือปราบฝึกหัดผู้ลากจูงได้ก้มลงไปตรวจดูข้อเท้าของม้าตัวดังกล่าว พร้อมกล่าวเสียงดัง
อาจารย์ใหญ่แห่งสำนักมือปราบกล่าวขึ้น
“แล้วม้าลำดับถัดไปที่เหลือเล่า ให้รีบนำมาเปลี่ยน"
“ขอรับ”
มือปราบฝึกหัดนายนั้นรีบตะบึงเท้าวิ่งออกจากลานศิลาทันทีด้วยการที่ม้าลำดับอื่นๆ ได้ถูกนำไปเก็บยังคอกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ระยะทางก็ค่อนข้างห่างไกลจึงใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าจะมา ฟู่หวินคล้ายมีอารมณ์หงุดหงิดจึงเสนอขึ้นว่า
“ข้ามิอยากเห็นการสอบเกิดความล่าช้า ในเมื่อที่นี่ก็มีม้าเหตุใดต้องถ่อกลับไปไกลถึงสำนักมือปราบ….. หากมิรังเกียจ แดนเทพอัคคีเราให้ท่านหยิบยืมม้าเพื่อการทดสอบได้"
อาจารย์หานตงสือ ก็เกิดความเกรงใจในตัวอาคันตุกะผู้มาเยือนโดยเฉพาะดรุณีในชุดขาว จึงมิอยากให้เสียเวลามากกว่านี้ มันจึงกล่าวว่า
“ย่อมมิรังเกียจ และต้องขอบใจเจ้าเป็นอย่างมากที่ให้สำนักมือปราบเราหยิบยืมม้าชั้นเลิศ”
ฟู่หวินยกยิ้มเย็น คนจ้องมองไปที่อวิ๋นเซ่อผู้ซึ่งยังไม่มีม้าในการใช้ทำการทดสอบ รอยยิ้มนี้ชั่วร้ายแลแฝงความเจ้าเล่ห์ยิ่ง อวิ๋นเซ่อเห็นยังรู้สึกไม่สบายใจยิ่งรู้ว่าตนกำลังจะได้ใช้ม้าจากแดนเทพอัคคีในการทดสอบ คนยิ่งเกิดความสังหรณ์ใจประการหนึ่งปากจึงส่งเสียงรอดผ่านไรฟันออกมา
“หากเจ้าคิดทำลายอนาคตข้า เจ้ากับข้าก็อย่าคิดหวังที่จะร่วมแผ่นดินเดียวกันได้!