สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 9 บทที่ 270 คืนที่ไม่อาจนอนหลับ

        นี่แทบจะกลายเป็นธรรมเนียมไปแล้ว

        ทุกครั้งที่ซุนเฟยไปออกรบแองเจล่าจะรอคอยซุนเฟยอันเป็นที่รักของนางกลับมา และคอยเตรียมน้ำอุ่นไว้ให้เขาอาบเพื่อให้เขาคลายความเหนื่อยล้าในน้ำอุ่นได้

        สำหรับซุนเฟยแล้วเขาแข็งแกร่งมากเสียจนไม่จำเป็นต้องใช้น้ำอุ่นมาบรรเทาความเมื่อยล้า นอกจากนี้เขายังมีน้ำยาวิเศษเช่น 'น้ำยาฟื้นฟูความแข็งแกร่ง' คอยฟื้นฟูพลังกาย และรักษาสภาพร่างกายของเขาให้อยู่ในสภาพพร้อมที่สุดได้ตลอดเวลาแต่บางทีอาจเป็นเพราะการคิดไปเองของซุนเฟยทำให้ทุกครั้งที่เขาได้แช่ในน้ำอุ่นที่แองเจล่าเตรียมไว้ให้เขาจะรู้สึกสบายตัวเสมอและอยากฮัมเพลงออกมา มันเป็นการผ่อนคลายสภาพจิตใจของเขาอย่างแท้จริงทุกรูขุมขนบนร่างกายของเขาเปิดออกมันทำให้เขารู้สึกสบายเหมือนตอนที่แม่ของเขามาร้องเพลงกล่อมเด็กให้เขาฟังเมื่อครั้งที่เขายังเป็นเด็ก

        “โอ้ใช่ แองเจล่า ข้ามีของขวัญให้เจ้าด้วย”

        หลังจากแช่น้ำอุ่นแล้ว ซุนเฟยได้เปลี่ยนเป็นเสื้อคลุมหลวมๆ ซึ่งทำให้เขาดูหล่อเหลามากขึ้น เขาเดินไปยังโต๊ะหินและกินอาหารเช้าที่แองเจล่าเตรียมไว้ให้ ทันใดนั้นเขาก็นึกอะไรบางอย่างออก ก่อนจะหยิบของบางอย่างออกมาจากแหวนเก็บของเขาพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้าของสิ่งนั้นคือ เสื้อคลุมขนสัตว์ที่ทำมาจากสัตว์อสูรจิ้งจอกสีฟ้าเสื้อคลุมนี้เคยเป็นของผู้นำกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตมาก่อน

        ซุนเฟยหยิบกระดาษและขวดหมึกที่ทำมาจากโรงงานผลิตกระดาษของเมืองแซมบอร์ดออกมาเขาหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มร่างชุดสตรีจากหนัง 'เซียนกระบี่พิชิตมาร' ออกมา ด้วยทักษะการวาดภาพของเขาทำให้ซุนเฟยสามารถวาดภาพชุดกระโปรงลงบนกระดาษได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง

        “ว้าว ช่างเป็นชุดที่มีเอกลักษณ์และงดงามจริงๆ” แองเจล่าที่ยืนมองอย่างเงียบๆ ก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมออกมา หลังจากที่ซุนเฟยวาดเสร็จ

        “ขอเพียงเจ้าชอบก็พอ ชุดนี้มีชื่อว่า‘ชุดเซียนไหล่กว้าง’ ชุดนี้มีเรื่องเล่าที่งดงามเกี่ยวกับมันด้วยนะ” ซุนเฟยกอดสาวงามที่อยู่ตรงหน้าและเล่าให้นางฟังเกี่ยวกับเรื่องราวความรักที่สวยงามระหว่างองค์ชายกับองค์หญิงคู่หนึ่ง จากนั้นซุนเฟยก็ใช้พลังของคนเถื่อนล้างสัมผัสสุดท้ายของผู้นำกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตที่เหลือไว้ “ชุดขนสัตว์นี้จะส่องแสงราวกับคริสตัลพร้อมกับประกายแสงสีฟ้าลึกลับออกมา มันถูกเลาะมาจากสัตว์อสูรจิ้งจอกสีฟ้าระดับหก ไม่เพียงป้องกันเวทมนตร์ธาตุน้ำแข็งที่มีระดับต่ำกว่าสี่ดาวได้ แต่ยังสามารถป้องกันความหนาวเย็นได้ดี เสื้อคลุมนี้เหมาะสำหรับสร้าง‘ชุดเซียนไหล่กว้าง’ ให้เจ้าจริงๆ ฤดูหนาวกำลังจะมาถึงแล้วหากเจ้าไม่มีชุดนี้ เจ้าจะทนความหนาวที่รุนแรงไม่ได้”

        แองเจล่าเป็นคนตัวเล็กและมีรูปร่างทรงนาฬิกาทรายเพียงชุดคลุมขนสัตว์นี้ก็สามารถตัดเย็บให้นางได้ตั้งหนึ่งชุด และอาจจะเหลือพอตัดชุดอื่นได้ด้วยซ้ำ

        ……

        “อะไรนะ? พวกท่านทั้งสองคนไม่รู้ว่าแพรีสกับฝ่าบาทคุยอะไรกัน แต่ว่าพวกเขาพูดคุยกันมาตลอดทาง?”

        ภายในเต็นท์ที่อยู่ข้างๆ เต็นท์ของราชา เจ็มม่า สาวน้อยผมสีบลอนด์กำลัง‘สนทนา’อยู่กับดร็อกบาและเพียร์ซ เรื่องหลักๆ ที่พูดคุยกันไม่ใช่อะไรอื่น นั่นก็คือ การที่แม่มดสาวแพรีสพยายามเกลี้ยกล่อมองค์ราชาอเล็กซานเดอร์ในระหว่างที่เดินทางกลับ

        ถึงแม้ว่าการสนทนาในวันนั้นจะทำให้เจ็มม่าเลิกเกลียดชังแพรีสแล้ว แต่เพื่อผลประโยชน์ของแองเจล่า เจ็มม่าได้กำชับดร็อกบาและเพียร์ซให้จับตามองฝ่าบาทอย่างลับๆ ก่อนที่พวกเขาจะออกไปทำภารกิจ นางสั่งให้พวกเขาขวางแพรีสที่อาจจะเป็นภัยคุกคามต่อแองเจล่าไว้ ไม่ให้มีโอกาสสานสัมพันธ์กับฝ่าบาทจนกลายเป็นมือที่สามระหว่างแองเจล่ากับอเล็กซานเดอร์ได้ อย่างไรก็ตาม ใครจะไปคิดว่า ในระหว่างการต่อสู้คืนนี้ ดร็อกบากับเพียร์ซกำลังติดพันการฆ่าฟันและลืมเรื่องที่สาวน้อยกำชับไปแล้ว

        เมื่อเห็นสาวน้อยผมสีบลอนด์มีใบหน้าโหดเหี้ยม ดร็อกบากับเพียร์ซก็รู้สึกไม่สบายใจนิดหน่อย

        “เจ็มม่า เจ้าไม่ต้องกังวลไป องค์หญิงแองเจล่าเป็นคนอ่อนโยนและจิตใจดี นางเหมือนเทพธิดาที่ลงมาจากสรวงสวรรค์และเป็นไข่มุกที่ล้ำค่าที่สุดของเมืองแซมบอร์ด ไม่มีทางที่ฝ่าบาทจะไปตกหลุมรักกับแม่มดเจ้าเล่ห์ได้หรอก...”

        “ใช่ๆ เจ้าอาจจะไม่เห็น แต่แม่มดนั่นกำลังอยู่กับชายหนุ่มรูปหล่อมากๆ ที่ชอบอุ้มสุนัขตัวน้อยตลอดเวลา ข้าพนันได้เลยว่าเขาจะต้องเป็นของเล่นของนางแน่ๆ ไม่มีทางที่นางจะชอบฝ่าบาทอย่างแน่นอน!”

        ทั้งสองคนกำลังหาข้อแก้ตัวหลายอย่างเพื่อปัดความรับผิดชอบของพวกเขา และพยายามทุกวิถีทางเพื่อเกลี้ยกล่อมเจ็มม่าผู้ยังสงสัยอยู่วางใจ ในที่สุดพวกเขาก็ส่งสาวตัวน้อยที่น่ากลัวคนนี้จากไป

        “เพียร์ซ ทำไมข้าถึงรู้สึกว่า การแสดงออกของผู้หญิงคนนั้นดูเหมือนแอบชอบฝ่าบาทอยู่เลย...” ดร็อกบาที่เดินกลับเข้ามาในเต็นท์หลังจากที่ไปส่งเจ็มมาก็ถามขึ้นมา

        “ไม่ใช่แค่แม่มดคนนั้นเท่านั้นนะ ข้าคิดว่าแม้แต่องค์หญิงนาตาชาก็มีความรู้สึกดีต่อฝ่าบาท ฮี่ๆเห็นพวกเขาบอกว่า นางมอบป้ายสีดำให้กับฝ่าบาทเป็นของแทนใจเมื่อนางจากไปด้วย” เพียร์ซที่กำลังขัดถูขวานตัวเองก็พูดออกมา

        “เรื่องนี้คงช่วยไม่ได้ ฝ่าบาทของพวกเราทั้งหล่อเหลา ทั้งแข็งแกร่งไร้เทียมทาน ตอนนี้ทั่วค่ายทหารอาณาจักรบริวารและเมืองหลวงใครบ้างที่ไม่รู้จัก 'หมัดเดียวสังหารฟ้า' ราชาแห่งแซมบอร์ดบ้างฮี่ๆ ผู้ชายแบบนี้นี่แหละที่พวกผู้หญิงทุกคนอยากวิ่งไล่ตาม!” เพียร์ซพูดออกมาราวกับว่าเขาเป็น 'ผู้เชี่ยวชาญด้านความรัก'

        มันเป็นช่วงที่มืดที่สุดก่อนจะรุ่งสาง

        เมฆสีดำมากมายจากเทือกเขามอร์โร บดบังดวงดาวทั้งท้องฟ้า

        สองฟากฝั่งข้างๆ แม่น้ำเริ่มกลายเป็นน้ำแข็งไปแล้ว กลางแม่น้ำยังคงมีกระแสน้ำที่กำลังไหลเชี่ยวกราก และมีไอหมอกสีขาวจางๆ ผุดขึ้นมาเป็นครั้งคราว เสียงสายลมพัดโหมไปยังทิศทางของเมืองหลวง

        ทหารรับจ้างสาวเอเลน่ากำลังนั่งกอดเข่าอยู่ริมแม่น้ำอย่างเงียบๆ ธนูยาวของนางที่ไม่เคยห่างจากมือถูกวางไว้ข้างๆ อย่างระมัดระวัง คางที่เรียบเนียนและขาวซีดกำลังเกยอยู่บนเข่า ลมหนาวยามค่ำคืนพัดผมยาวสีแดงเพลิงของนางปลิวไสวดวงตางดงามที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการฆ่าฟันและความเด็ดเดี่ยวกำลังเหม่อมองไปยังกระแสน้ำที่กำลังไหลเชี่ยวกราก

        เทพีแห่งสงครามกำลังคิดถึงใครบางคนอยู่

        ด้วยความแข็งแกร่งระดับห้าดาวระยะปลายทำให้นางไม่รู้สึกหนาว และถึงแม้ว่าสภาพอากาศจะหนาวเย็นกว่านี้เป็นร้อยเท่า นางก็ยังคงไม่รู้สึกหนาวอยู่ดี พลังเวทที่พรั่งพรู่ออกมาจากร่างของนาง ทำให้ภายในรัศมีหนึ่งเมตรเต็มไปด้วยแสงสีฟ้าจางๆ ทอประกายวิบวับออกมาเป็นครั้งคราว มันสวยงามและน่าอัศจรรย์ภายใต้ท้องฟ้าที่มืดมิด

        ถึงแม้ว่านางจะเพิ่งกลับมาจากการต่อสู้ แต่นางก็ไม่รู้สึกเหนื่อยล้าแต่อย่างใด

        หากตอนนี้มีไหล่กว้างของชายอันเป็นที่รักของนางให้ซบอิงแอบ มันคงจะดีไม่น้อย!

        แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เอเลน่ารู้แต่เพียงว่า บนโลกนี้ในภพชาตินี้ นางจะเหนี่ยวคันธนูต่อสู้เพื่อคนคนเดียว คนที่นางรัก!

        นี่เป็นคืนที่นางไม่อาจนอนหลับได้เลย

        ....................

        “หือ ท่านนักบวชบาเรซียกสมบัติทั้งหมดให้แก่อเล็กซานเดอร์?”

        ณตำหนักขององค์หญิง

        องค์หญิงนาตาชาสวมเพียงชุดกระโปรงบางๆ ที่เน้นสัดส่วนผอมบางของนาง ทุกสิ่งทุกอย่างบนตัวนางทำให้รู้สึกถึงความสง่างามและชาญฉลาด สองเท้าที่ขาวซีดของนางกำลังวางอยู่บนเตียงอันอ่อนนุ่มที่มีกลิ่นหอมๆลอยออกมาจางๆ หลังจากได้ยินคำรายงานของจื่อเยี่ยน คิ้วที่ประณีตและเรียวยาวของนางขมวดขึ้น นางย้อนถามกลับมาราวกับไม่อยากจะเชื่อ

        “เจ้าค่ะ ครั้งนี้ท่านนักบวชบาเรซีมาเป็นตัวแทนของ 'บุตรแห่งพระเจ้า' ท่านกาก้า ก่อนที่เขาจะไป เขาได้เชิญอเล็กซานเดอร์ไปร่วมทานมื้อค่ำกับท่านกาก้าสักครั้ง”จื่อเยี่ยนเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในห้องโถงใต้ดินที่สำนักงานใหญ่ของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตอย่างละเอียด

        “โบสถ์ศักดิ์สิทธิ์มักจะคิดว่าตัวเองสูงส่งกว่าใครมาโดยตลอด พวกเขาไม่เคยสนใจคนอื่นนอกจากพวกของตัวเอง ได้ยินมาว่า 'บุตรแห่งพระเจ้า' ท่านกาก้าเป็นบุคคลคนสำคัญของโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ การเดินทางมาท่องเที่ยวในครั้งนี้เขาก็มาแบบเงียบๆ เพื่อไม่ให้ตัวเองกลายเป็นที่สนใจของคนอื่น เมื่อเขาเดินทางมาถึงเมืองหลวงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เขาก็ปฏิเสธที่จะให้พวกขุนนางหรือชนชั้นสูงคนอื่นแม้กระทั่งท่านพ่อเข้าพบ ทั้งๆ ที่เป็นแบบนั้น แต่ท่านกาก้ากลับเชิญอเล็กซานเดอร์เข้าพบ...ทำไมกัน? ถึงแม้ว่าพลังและศักยภาพของอเล็กซานเดอร์จะน่าทึ่ง แต่มันก็ไม่ได้อยู่ในระดับที่ 'บุตรแห่งพระเจ้า' ท่านกาก้าที่มีโอกาสเป็นพระสันตะปาปาในอนาคตสนใจได้ขนาดนี้ หรือว่า...มีอะไรบางอย่างที่เราไม่รู้?“

        องค์หญิงพูดพึมพำกับตัวเอง

        คิ้วของนางขมวดแน่นขึ้น และก้มศีรษะลงขณะที่ครุ่นคิดถึงเรื่องราวต่างๆ รวมกัน ท่าทางของนางดูอ่อนแอมากจนทุกคนต้องการปกป้องนาง

        “อเล็กซานเดอร์ลงมือฉีกหน้าองค์ชายสี่ แต่โดมิงเกวซกลับไม่เข้าไปขวางทั้งยังอนุญาตให้อเล็กซานเดอร์เรียกเขาว่าโอกา…อืม ข้าเดาว่าองค์ชายบ้านี่คงชื่นชมราชาแห่งแซมบอร์ดมากแน่ๆ ข้าต้องยอมรับว่าเขาทำงานได้ดีกว่าท่านพี่อาร์ชาวินในคืนนี้!”

        “ข้าไม่เข้าใจจริงๆ ทั้งๆ ที่ท่านพี่ก็ชื่นชอบและยกย่องเหล่าวีรบุรุษผู้มีพรสวรรค์มากขนาดนี้ แต่ทำไมจู่ๆ เขาถึงจงใจทำเหมือนอเล็กซานเดอร์เป็นศัตรูเล่า!”

        องค์หญิงนาตาชารู้สึกไม่เข้าใจเอาเสียเลย

        แต่นางก็ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว “วันพรุ่งนี้ส่งคนไปที่ค่ายทหารเมืองแซมบอร์ด และมอบสมบัติทั้งหมดที่เราได้รับจากสำนักงานใหญ่ของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิต แล้วบอกว่าพวกเขาว่า...ข้านาตาชาอยากมอบของขวัญเหล่านี้ให้กับเพื่อนรักของข้า แองเจล่ากับเจ็มม่า”

        “เจ้าค่ะ” จื่อเยี่ยนพยักหน้า

        เมื่อเห็นเช่นนี้ องค์หญิงก็หัวเราะออกมาทันที ทำให้ห้องโถงทั้งหมดพลันสว่างสดใสขึ้นมา ดวงตาสีฟ้าเข้มของนางส่องประกายระยิบระยับพลางถามว่า “จื่อเยี่ยน ถ้าข้าจำไม่ผิด ตอนที่เจ้าพบกับราชาแห่งเมืองแซมบอร์ด เจ้าเคยพูดว่าเขาสมควรตายแล้วตอนนี้เล่า? เจ้ามีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับชายคนนี้?”

        “คือ...ตอนนี้ข้าไม่อาจฆ่าเขาได้แล้วเจ้าค่ะ!” จื่อเยี่ยนก้มหน้าลง

        “ฮ่าๆๆ หากเจ้าฆ่าเขาได้ เจ้าจะทำไหม?”

        “ข้าคิดว่า…ราชาแห่งแซมบอร์ดไม่สมควรตาย!”

        “ว้าว คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าจะมีคนที่จื่อเยี่ยนของข้าคิดว่าไม่ควรตายอยู่ด้วย?”องค์หญิงพลันหัวเราะคิกคักออกมา

        …

        …

        วันที่สอง

        เมื่อยามรุ่งสางมาถึงก็เกิดความสับสนวุ่นวายภายในค่ายทหารอาณาจักรบริวารขึ้นมาอย่างกะทันหัน

        เมื่อจู่ๆ ก็มีทหารจากราชอาณาจักรบุกเข้ามาในค่ายและทำการค้นหาบางอย่างอย่างเข้มงวด ทหารม้ามากมายวิ่งเข้าๆ ออกๆ ภายในค่ายทหารอย่างวุ่นวาย แม้กระทั่งคนจากอาณาจักรบริวารระดับหนึ่งก็ยังได้รับคำสั่งให้อยู่แต่ภายในค่ายของตัวเอง ภายในค่ายทหารอาณาจักรบริวารเต็มไปเหล่าทหารจากราชอาณาจักรคอยทำการลาดตระเวนอย่างเข้มงวด เหล่าทหารจากสังกัดของทหารรักษาการณ์แห่งราชอาณาจักร 'ค่ายวีรบุรุษเหล็ก' กับทหารจากกองกำลังหลักถึงสี่กอง และอัศวินผู้ตัดสินลำดับที่สี่ที่พ่ายแพ้ให้แก่ราชาแซมบอร์ดเริ่มดำเนินการตรจสอบและค้นหาเหล่านักฆ่าจากสปาร์ตากุสอย่างเคร่งครัด

        ---------------------------

คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน