ตอนที่ 66 เด็กคนนั้นเป็นใครกันแน่
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
"หืม ... ตั้งแต่แรกอย่างนั้นหรอ?" ชายชุดดำคนหนึ่งที่บนใบหน้ามีรอยแผลบากตรงข้างแก้มเอ่ยขึ้น
“เหอะๆ ดูเหมือนข่าวที่ว่านายสามารถต้านรับภาวินได้จะเป็นเรื่องจริง” ชายที่มีเส้นผมปกหน้าเอ่ยอย่างยิ้มๆ
เฟิร์สเหลือบตามองคนทั้งสองเล็กน้อย ทว่าสัมผัสรับรู้ของเขากลับตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา
‘คนพวกนี้มีการบ่มเพาะที่ไม่ธรรมดา แม้กลิ่นอายพลังรบจะไม่สามารถเทียบเท่ากับอีวานได้ แต่ก็ร้ายกาจกว่าผู้กองภาวินอย่างแน่นอน’ เด็กหนุ่มขบคิดในใจ
ผู้ที่สามารถอยู่ในแคลนใหญ่ระดับประเทศได้ แน่นอนว่าจะต้องมีการบ่มเพาะระดับดาราแดงเป็นอย่างน้อย สมาชิกระดับสูงของพวกเขาล้วนเป็นเวเนเตอร์ดาราน้ำเงินเกือบทั้งสิ้น
เฟิร์สตรวจสอบพวกเขาทั้งสองอย่างเงียบๆ และเขาก็ยังคงทำงานของเขาต่อไปโดยที่ไม่สนใจการมีอยู่ของคนทั้งสองเลยแม้แต่น้อย
“ความสามารถในการซ่อนตัวในเงามืดของคุณ ไม่ได้ไร้ช่องโหว่ขนาดนั้น อย่าลืมสิว่าผมเป็นวอชเชอร์ งานของผมคือการสังเกต การเคลื่อนไหวแปลกที่ปรากฏภาพในโดรนล้วนอยู่ในสายตาของผมอยู่แล้ว” เฟิร์สเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ นิ้วมือของเขายังคงพิมพ์กรอกข้อมูลอย่างไม่รีบร้อน
“โอ้ ดูเหมือนว่าวันนี้ฉันจะมาเจอวอชเชอร์ที่เก่งกาจซะแล้ว” ชายหน้าบากเอ่ยอย่างอารมณ์ดี
“ยังไงก็ตามคุณอีวานคงบอกนายไว้แล้วว่าต้องดูแลเด็กพวกนั้นให้ดี”
เฟิร์สหยุดมือที่กำลังทำงานของเขาแล้วเงยหน้าขึ้น
“แน่นอนครับ ผมก็ทำงานในส่วนของผมเป็นอย่างดีเช่นกัน อย่างที่เห็นว่าวันนี้ทีมกวาดล้างไม่ได้สูญเสียเลยแม้แต่คนเดียว” เฟิร์สกล่าวอย่างสบายๆ
“เหอะๆ แต่เท่าที่เห็นนายแทบจะไม่ทำอะไรเลยนอกจากหน้าที่วอชเชอร์ของนาย” ชายหน้าบากเอ่ยอีกครั้ง
“พวกคุณต้องการให้เด็กพวกนั้นฝึกฝนไม่ใช่หรอ? ยังไงก็ตามผมไม่ใช่พี่เลี้ยงพวกเขานะ เด็กพวกนั้นควรเรียนรู้ด้วยตนเอง ไม่ต้องห่วงหากพวกเขามีอันตรายจริงๆ ผมจะลงมือให้เอง”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า นายช่างมีความมั่นใจมากจริง ถ้าฉันจำไม่ผิดนายอายุน้อยกว่าพวกเขาด้วยซ้ำ แต่นายกลับเรียกเด็กพวกนั้นได้อย่างสบายปาก”
“ถ้าคุณสืบข้อมูลของผมเรียบร้อยแล้ว คุณก็อย่าลืมสิครับว่าผมเกิดในปีไหน เด็กพวกนี้ไม่มีคนไหนที่ไม่ใช่รุ่นหลานผมทั้งนั้น” เฟิร์สตอบกลับในทันที
“โอ้ ดูเหมือนจะใช่แฮะ งั้นฉันต้องเรียกนายว่าพี่รึป่าว?”
“อย่าล้อเล่นแบบนั้นสิครับ แล้วนี่พวกคุณไม่กลับไปพักผ่อนกันรึไง นี่ก็ผ่านมาครู่ใหญ่แล้ว เด็กพวกนั้นคงไม่อยู่หน้าประตูอบิสแล้ว”
ชายที่มีผมปกหน้าผายมือแล้วเอ่ย “เชิญนายตามสบายเลย พวกฉันจะอยู่ที่นี่จนกว่าภารกิจจะเสร็จ”
“ขยันจังนะครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก็แล้วกัน” เฟิร์สกล่าวในขณะที่เก็บโดรนตัวสุดท้ายเข้าไปในกระเป๋า
หากมีโอกาสที่จะได้พักผ่อนเขาก็ย่อมไม่พลาดโอกาสนี้เป็นแน่
“เชิญ”
เฟิร์สพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเดินหายเข้าไปในประตูอบิส
“นิวโฮปไปหาเด็กคนนี้มาจากไหน น่าเสียดายที่เขาเล็ดลอดสายตาของพวกเราไปได้ หน่วยก้านของเด็กคนนี้ดูดีไม่แพ้เวเกอร์เลย ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นผู้มีความสามารถพิเศษก็ตาม”
“นิวโฮปนั้นได้เปรียบตรงที่ปลุกผู้ตื่นจากนิทราอยู่แล้ว มันไม่แปลกที่พวกเขาจะเจอเด็กคนนั้นก่อน”
ชายชุดดำทั้งสองคนสนทนากันหลังจากที่เฟิร์สจากไป
แม้พวกเขาจะทราบข้อมูลของเฟิร์สเบื้องต้น แต่ทางนิวโฮปกลับปิดบังเรื่องที่เฟิร์สเป็นทั้งผู้มีพรสวรรค์และผู้มีความสามารถพิเศษให้เป็นความลับยิ่ง
ดังนั้นผู้คนที่สืบข่าวส่วนใหญ่จะได้รับข้อมูลที่ว่าเฟิร์สเป็นผู้มีความสามารถพิเศษเท่านั้น ทั้งนี้เพราะเฟิร์สมีความสามารถพิเศษที่สามารถปิดบังการบ่มเพาะของตนเองได้ ทำให้ผู้คนไม่สงสัยในเรื่องนี้
ภายในคืนนั้นเองภายในบ้านพักหลังหนึ่งที่สร้างแบบน็อคดาวน์ ซึ่งเป็นบ้านพักชั่วคราวที่นิวโฮปสร้างไว้เพื่อรับรองพนักงานที่ทำงานอยู่ที่แห่งนี้เป็นปีๆ
ร่างทั้งหกร่างได้ปรากฏขึ้นยังบ้านหลังนั้น
แน่นอนว่าบ้านหลังนี้เป็นบ้านของเวเกอร์ ผู้เป็นผู้นำทีมกวาดล้างในครั้งนี้
ส่วนอีกห้าคนที่เป็นแขกรับเชิญก็คือผู้มีความสามารถพิเศษทั้งห้านั่นเอง
“เฟนเลีย ดูเหมือนว่าเธอจะรู้อะไรเกี่ยวกับวอชเชอร์คนนั้น” ชายหนุ่มผมสั้นคล้ายทรงนักเรียนเอ่ยถามหญิงสาวผมทอง
เขาก็คือสะหล่าผู้ตีกลองสะบัดชัยนั่นเอง
“ใช่ จากที่ฉันดูเด็กคนนั้นไม่ธรรมดาเลยแม้แต่น้อย ได้ข่าวว่าเขาคือผู้นิทรายุคแรกแต่พึ่งตื่นขึ้นมาได้ไม่กี่เดือนนี้” เวเกอร์เอ่ยสำทับ
“ตกลงเขามีความสามารถอะไร?” ชายในทรงผมสกีนเฮดเอ่ย เขาก็คือผู้มีความสามารถพิเศษทางด้านหมัดมวยคนนั้น
หญิงสาวที่เงียบขรึมไม่ได้เอ่ยตอบในทันที ทั้งหมดเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่เธอจะเอ่ยขึ้น
“หากฉันพูดออกไปทุกคนอาจจะไม่เชื่อ แม้แต่ฉันเองก็ไม่อยากเชื่อในเรื่องนี้เช่นกัน” เธอหยุดไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยต่อ
“ฉันสัมผัสได้ถึงวิญญาณของคนๆ นั้น ทว่าวิญญาณของเขากลับดูเก่าแก่เป็นอย่างมาก ราวกับว่าเป็นวิญญาณที่อยู่มานับร้อยปี แต่เด็กคนนี้ต่อให้นับอายุจริงๆ แล้วก็ยังไม่ถึงร้อยปีเลยด้วยซ้ำ”
เมื่อได้ยินคำพูดของเฟนเลียดวงตาของทุกคนก็เบิกกว้างขึ้น
พวกเขาเชื่อในคำพูดของเธอ เพราะรู้ดีว่าหญิงสาวคนนี้สามารถสัมผัสวิญญาณของผู้คนได้จริงๆ ใครก็ตามที่อยู่ใกล้เธอจะถูกเธอตรวจสอบวิญญาณอย่างไม่รู้ตัว
หากเป็นวิญญาณที่อ่อนแอ มันสามารถสร้างผลกระทบให้คนคนนั้นหมดสติไปได้
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าไม่มีใครอยากจะอยู่ใกล้เธอ หากไม่มีเรื่องจำเป็นจริงๆ
แม้แต่คนที่มีพลังวิญญาณแข็งแกร่งก็ยังอดที่จะสั่นไหวไม่ได้
“เป็นไปได้หรือไม่ว่าเขาจะไม่ใช่เขา แต่เป็นคนอื่นมาสิงสู่” ชายอีกคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
หากเรื่องนี้อยู่ในยุคสมัยก่อน ผู้คนอาจจะหาว่าเขาบ้า แต่ในยุคนี้อะไรๆ ก็สามารถเกิดขึ้นได้ แม้แต่ภูติผีที่ว่าไม่มีจริงก็ยังมีหมอผีทั้งจากศาสนจักร จากพื้นบ้าน อัญเชิญออกมาต่อสู้ได้
ดังนั้นเรื่องที่มีวิญญาณสิงสู่จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าเหลวไหลเลย
“นั่นอาจเป็นไปได้ ฉันเองก็สังเกตเขามาตั้งแต่แรกแล้ว ยิ่งเห็นการหลบหลีกอันตรายของเขาแล้วฉันก็เริ่มแน่ใจ” เฟนเลียเอ่ย
“ใช่ไหม! ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน ความสามารถในการหลบหลีกของเขานั้นยอดเยี่ยมมาก ฉันเห็นเขายืนบนยอดหญ้าโดยที่ปลายเท้าไม่แตะโคลนเลยแม้แต่น้อย” ชายหัวสกีนเฮดเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้น
“ผู้มีความสามารถพิเศษนั้นหาไม่ได้ง่ายๆ แม้แต่แคลนของพวกเราเองในรุ่นนี้ก็มีแค่พวกนายเพียงห้าคนเท่านั้น แต่ตอนนี้ได้มาปรากฏอยู่ตรงหน้าอีกคนหนึ่งแล้ว” เวเกอร์เอ่ย
“แคลนของนิวโฮปนั้นจัดอยู่ในห้าแคลนใหญ่เช่นกัน แม้จะเป็นแคลนของนิวโฮปภาคกลางก็เถอะ ในอนาคตเขาอาจจะถูกโยกย้ายไปที่นั่นและเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวในรุ่นของพวกเรา”
“นายพึ่งฝึกได้แค่ไม่กี่ปีเท่านั้นก็คือฝันถึงการประลองเวเนเตอร์ดาวรุ่งแล้วหรอ?”
“เหอะ อย่าบอกนะว่านายไม่คิดเหมือนกับฉัน หากติดอันดับในการประลองนี้ได้ก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ในการปลุกปั้นให้กลายเป็นเวเนเตอร์ดาราน้ำเงินที่ยอดเยี่ยม มีใครบ้างไม่สนใจผลประโยชน์นี้”
การประลองเวเนเตอร์ดาวรุ่ง คือการประลองของเวเนเตอร์ที่อายุไม่ถึงสามสิบปี ซึ่งจะจัดขึ้นในทุกๆ ห้าปี
อย่างที่รู้กันว่าทรัพยากรในการบ่มเพาะนั้นมีอย่างจำกัด
ประเทศใดก็ต้องการเวเนเตอร์ดาราน้ำเงินทั้งสิ้น
ดังนั้นพวกเขาจึงต้องการส่งเสริมผู้มีความสามารถให้กลายเป็นเวเนเตอร์ดาราน้ำเงินที่เป็นกำลังรบของชาติ
ต้องรู้ไว้ว่าพลังของเวเนเตอร์ดาราน้ำเงินคนหนึ่งนั้นไม่ต่างไปจากกำลังของทหารนับพันนาย
โลกในยุคนี้เวเนเตอร์คือความแข็งแกร่งของประเทศ ซึ่งต่อให้บางประเทศมียุทโธปกรณ์มากมายก็ไม่สามารถเทียบได้กับเวเนเตอร์ที่ล้ำเลิศหนึ่งคนได้
การที่ประเทศไทยมีบัญชาเมฆซึ่งเป็นเวเนเตอร์ร้อยอันดับแรกของโลก จึงเป็นความภาคภูมิใจของประเทศชาติเป็นอย่างมาก ซึ่งนั่นทำให้ประเทศไทยมีอำนาจต่อรองกับอำนาจของประเทศอื่นๆ ได้ด้วย
โลกนั้นเปลี่ยนไปตามยุค ซึ่งยุคนี้เป็นยุคของเวเนเตอร์
การแข่งขันเวเนเตอร์ดาวรุ่งที่ประเทศจัดขึ้น จึงเป็นความหวังของเวเนเตอร์อายุน้อยนับไม่ถ้วน
ซึ่งในทุกๆ ปีนอกจากห้าแคลนใหญ่แล้ว มันยังมีกองกำลังเวเนเตอร์ของเหล่าทัพเข้าร่วมด้วย
ดังนั้นเวทีการต่อสู้นี้จึงเป็นดินแดนของถ้ำเสื้อแดนมังกรทั้งสิ้น
เวเนเตอร์รุ่นเยาว์จึงคาดหวังกับการต่อสู้เวทีนี้เป็นอย่างมาก
การรู้เขารู้เรานั้นเป็นยุทธวิธีอย่างหนึ่ง โดยส่วนใหญ่แคลนของนิวโฮปจะได้ประโยชน์ในส่วนนี้เพราะพวกเขามีข้อมูลของเวเนเตอร์ทุกคนอยู่มาก
ดังนั้นแล้วแคลนพยัคฆ์ครามเองก็ต้องการที่จะรู้ความสามารถเวเนเตอร์ของนิวโฮปด้วยเช่นกัน
รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง
คำพูดนี้สามารถใช้ได้กับทุกยุค