บทที่ 42 ไดนาไมต์
“ใช่ครับด็อกเตอร์” ไนซ์พยักหน้า “ก่อนที่พวกคุณจะมา เราเคยบุกศูนย์ราชการเพื่อหาอาวุธปืนและอุปกรณ์ต่างๆ มาใช้งาน ตอนนั้นเราเจอระเบิดไดนาไมต์ แต่สภาพของมันคือ ถูกแช่อยู่ในน้ำมันเครื่องเก่าที่เริ่มแห้งข้นเป็นโคลนแล้ว เราไม่มีความรู้เรื่องพวกนี้ ก็เลยจำใจทิ้งมันไว้ที่นั่นครับ”
โจวต้าซาน วิศวกรใหญ่ที่นั่งฟังอยู่ข้างๆ ถึงกับลุกพรวดขึ้นมาตบเข่าฉาดใหญ่
“นั่นมันไม่ใช่ระเบิดที่เสื่อมสภาพ แต่มันคือวิธีเก็บรักษาแบบหนึ่งที่ชาวบ้านใช้กัน”
เฉินกวางหมิงนิ่งคิดอยู่อึดใจใหญ่ ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล เขาหันมองหน้าโจวต้าซาน
“ช่างโจว... คุณใจเย็นๆ ก่อน”
“ที่คุณบอกว่ามันเป็นวิธีเก็บรักษาของพวกชาวบ้านหรือชาวเหมืองยุคก่อนน่ะมันก็ใช่ พวกนั้นคิดแค่ว่าน้ำมันเครื่องมันหนืด จะช่วยชุบช่วยซับไม่ให้ระเบิดมันไวต่อแรงกระแทก แต่ในทางเคมีอินทรีย์ มันคือฝันร้ายชัดๆ เลยครับ”
โจวต้าซานขมวดคิ้ว ใช้นิ้วมือลูบคางทำท่าครุ่นคิด
“อืม…ด็อกเตอร์มองเรื่องนี้ยังไง ในแง่วิศวกรรมโครงสร้าง น้ำมันช่วยซับแรงกระแทกจากภายนอกได้ดีมากเลยนะครับ” โจวต้าซานถาม
“มันซับแรงได้จริงครับช่างโจว แต่น้ำมันเครื่องกับไนโตรกลีเซอรีนในไดนาไมต์น่ะ มันมีคุณสมบัติละลายเข้ากันได้ดีเกินไป” เฉินกวางหมิงอธิบายพลางเดินไปที่กระดานดำ หยิบชอล์กขึ้นมาเขียนโครงสร้างเคมีคร่าวๆ
“การเอาไปแช่จนข้นเป็นโคลนข้ามปีแบบนั้น น้ำมันจะเข้าไปละลายและแยกเนื้อไนโตรกลีเซอรีนหลุดออกจากแท่งดินเบาจนเสียโครงสร้างควบคุม สภาพตอนนี้ถ้าไม่ด้าน จนจุดไม่ติด ก็อาจจะกลายเป็นสารละลายเคมีเหลวที่ไม่เสถียรยิ่งกว่าเดิม หากเราคิดจะทำอะไรกับมันโดยไม่ควบคุมอุณหภูมิให้ดีก็ ตู้มม!!”
เฉินกวางหมิงทำสองมือแยกออกจากกัน
โจวต้าซานนิ่งฟังอย่างพิจารณา ก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วยกับข้อจำกัดทางเคมีที่เฉินกวางหมิงท้วงติง วิศวกรใหญ่ลูบคางเบาๆ แล้วให้ความเห็นในมุมของตัวเอง
“อืม... จริงของคุณด็อกเตอร์ ผมมองแค่เรื่องแรงกระแทกเชิงกล แต่ลืมนึกถึงปฏิกิริยาละลายของสารเคมีไป ถ้างั้นโจทย์ของพวกเราไม่ใช่แค่การเอามาใช้งานทื่อๆ แล้วล่ะ แต่เราต้องกู้สภาพ มันขึ้นมาใหม่”
โจวต้าซานหันไปมองหน้าเฉินกวางหมิง
“ในเมื่อหมู่บ้านเรามีสถานีแยกสารควบแน่น ถ้าระบบทางกลของผม ผสานกับความรู้ทางเคมีของคุณ เราพอจะมีทางลัด แยกมันออกมาอย่างปลอดภัยไหมด็อกเตอร์”
เฉินกวางหมิงยิ้ม
“ถ้าช่างโจวช่วยปรับแต่งระบบทางกลให้ ผมก็พร้อมเสี่ยงครับ” เฉินกวางหมิงใช้ชอล์กเคาะกระดานดำปังๆ เขียนแผนภาพระบบท่อและถังกลั่นต่อทันที
“ในเมื่อเนื้อสารมันผสมกันไปแล้ว เราจะต้มตรงๆ ไม่ได้ สิ่งที่ผมกับช่างโจวต้องทำคือ ปรับระบบสถานีแยกสารควบแน่น ให้เป็นระบบกลั่นภายใต้สุญญากาศ เราจะใช้แรงดันต่ำเพื่อลดจุดเดือดของสารจากนั้นช่างโจวต้องช่วยผมคุมหม้อต้มระบบน้ำร้อนสองชั้น ค่อยๆ แยกโมเลกุลน้ำมันเครื่องออกทีละชั้น โดยห้ามให้อุณหภูมิเกินเด็ดขาด เพื่อสกัดเอาเนื้อสารที่เหลือมาเซตตัวใหม่ เพิ่มความเสถียรทำเป็นสายชนวนฝักแคระเบิดแรงสูง”
โจวต้าซานยิ้ม พยักหน้าอย่างมั่นใจ “เรื่องคุมความร้อน คุมแรงดัน และระบบท่อปล่อยให้เป็นหน้าที่ผมเองครับ รับรองว่านิ่งสนิทไม่มีแกว่ง”
“งานนี้บอกเลยนะไนซ์ พลาดแค่องศาเดียว โรงซ่อมนี้ปลิวแน่ แต่มันเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดที่เรามีตอนนี้ ถ้าพวกเธอใจถึง กล้าไปขนกล่องนรกนั่นกลับมา ฉันกับช่างโจวก็พร้อมจะจับมือกันกู้คืนเคมีพวกนี้ดูสักตั้ง!”
“ไม่ใช่พวกไนซ์ แต่เป็นพวกเรา ไปกันตอนนี้เลยจะกลางวันหรือกลางคืนก็ไม่มีผลอะไรกับสายตาของพวกเราอยู่แล้ว” หนึ่งกล่าวผ่านจิตสำนึกร่วมขณะเดินเข้ามา
สำหรับโลกสีเทานี้ ยามค่ำคืนมืดมิดกว่าช่วงก่อนวันสิ้นโลกมาก มืดสนิทจนคนปกติไม่สามารถมองเห็น แต่กับเหล่าพวกรอด คือคนที่ผ่านวิวัฒนาการแบบพวกเขาแล้ว มันกลับไม่เป็นปัญหา
“ทิดไข่ไปกับเฮีย” หนึ่งบอกกับไข่ที่เดินเกร่อยู่แถวนั้น
“เราจะไปกันสี่คนนะครับ มีด็อกเตอร์ ช่างโจว ผม และทิดไข่ซึ่งมองในที่มืดชัดกว่าทุกคน” หนึ่งหยุดคิดแล้วพูดต่อ
“ไนซ์ ไม่ต้องไป ถ้าพวกเราตายเพราะระเบิดกันหมด ก็ยังมีไนซ์ดูแลหมู่บ้าน” ไข่ โจวต้าซาน เฉินกวางหมิง หันมองหน้ากันไปมา ทำตาปริบๆ
ฝนได้ยินก็ลุกขึ้นยืนเท้าเอวพูดเสียงดัง
“ถ้ามันต้องเสี่ยงขนาดนั้นก็ไม่ต้องไป! กลับบ้านไปนอน!” หนึ่งยิ้มแห้ง รีบโผเข้าไปกอด ทำท่าประจบเอาใจ
“ไม่ๆ ไม่อันตราย แค่ล้อเล่น เราต้องหาทางเอามันมาให้ได้ ต่อไปอาจต้องใช้มันปกป้องหมู่บ้านเรา”
ฝนค้อนขวับ “ระวังตัวกันให้ดีด้วย” หนึ่งผงกหัวรัวๆ พลันเขาเหลือบไปเห็นสายตาของฮ่าวจางที่มองมา ถึงเจ้านั่นจะทำหน้านิ่งเหมือนปกติ แต่หนึ่งรู้สึกว่ามุมปากของเจ้าหนุ่มคนนั้นมีรอยยิ้มเยาะซ่อนอยู่ เขาจึงถลึงตาใส่อย่างหงุดหงิด
หนึ่งพาทั้งสามคนเข้าไปในโรงรถหลังบ้านของเขา ทุกคนตาเบิกกว้างอย่างตื่นเต้น หนึ่งซุ่มทำรถคันนี้ในโรงซ่อมส่วนตัวไม่เคยมีใครได้เห็นมาก่อน นอกจากสองที่มาช่วยเป็นครั้งคราว
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาโจวต้าซาน เฉินกวางหมิง และไข่ คือรถกระบะสี่ประตูยกสูงรุ่นใหม่ สภาพสวยดุดัน สีตัวถังเป็นเงาปลาบ ภายในห้องโดยสารเปิดไฟเก๋งทิ้งไว้เผยให้เห็นเบาะหนังหรูหรา และที่สำคัญ เสียงเครื่องยนต์กำลังเดินเบาดังกังวานแน่นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พร้อมกับไอเย็นฉ่ำของแอร์ที่ลอยระเหยออกมาตามขอบกระจกหน้าต่างที่แง้มไว้ ในโลกหนาวเหน็บนี้ เมื่อรถปิดประตูสนิททุกบานโดยไม่มีแอร์ กระจกจะเกิดฝ้าบดบังการมองเห็นได้
โจวต้าซานถึงกับเบิกตากว้าง รีบถลันเข้าไปก้มๆ เงยๆ มองรอบตัวรถก่อนจะอุทานเสียงหลง
“เฮ้ย! นี่มันรถดีเซลคอมมอนเรลรุ่นใหม่นี่พี่หนึ่ง! พี่เอาน้ำมันไพโรไลซิสหรือไบโอดีเซลกลั่นเองมาใช้ได้ยังไง ปั๊มแรงดันสูงกับหัวฉีดฝังชิปของมันไม่พังไปหมดแล้วรึ!”
หนึ่งยิ้มไม่ได้ตอบ แต่เดินไปที่ด้านหน้า ยกฝากระโปรงรถสี่ประตูคันหรูขึ้น เผยให้เห็นเครื่องยนต์ดีเซลอนาล็อกรุ่นเก่าบึกบึนที่ถูกวางลงในช่องห้องเครื่องอย่างลงตัว รอยเชื่อมแท่นเครื่องและขาแปลงคอมเพรสเซอร์แอร์ถูกเก็บงานอย่างประณีต
“โอ้พระเจ้า...” โจวต้าซานอุทาน เพ่งมองงานดัดแปลงตรงหน้าด้วยความทึ่ง
“นี่มัน... เครื่องดีเซลกลไกล้วนรุ่นเก่านี่! พี่แปลงระบบแอร์กับหน้าปัดดิจิทัลให้เข้ากับเครื่องยนต์ต่างยุคแบบนี้ได้ยังไงโดยไม่มีเครื่องมือศูนย์ สายไฟระบบแอร์ของบอดี้รุ่นนี้มันซับซ้อนสลับสีกันวินาศสันตะโรเลยนะ!”
หนึ่งหัวเราะเบาๆ อธิบายด้วยจิตสำนึกร่วม เพราะเขามีปัญหาเรื่องการพูดเนื่องจากการกลายพันธุ์
“ครั้งที่ผมซ่อมรถคันเก่าคราวก่อน ตอนนั้นยังไม่มีเครื่องมือ ตาผมก็บอดสีเหมือนกับทุกคน เกือบจะถอดใจไปแล้วครับ แต่หลังจากที่เราบุกศูนย์ราชการคราวนั้น ผมได้มัลติมิเตอร์กลับมาด้วย ผมเลยใช้ไล่วัดค่าสายไฟได้ถูกคู่ ประกอบกับได้ทิดสอง น้องชายของผม ซึ่งกลายพันธุ์ต่างจากพวกเรา เขาได้ความสามารถของพืช ตาเขาสามารถแยกสีได้ละเอียดกว่าครั้งเป็นมนุษย์ธรรมดาเสียอีก พอดีกับจังหวะที่มีไฟฟ้าเพื่อใช้เชื่อมเหล็ก ผมกำลังหาทางแก้ปัญหาเรื่องไฟฟ้าที่ต้องเปิดเป็นเวลา เพราะต้องพักเครื่องยนต์และไดปั่นไฟ”
เฉินกวางหมิงและโจวต้าซานหันมองหน้ากันด้วยความทึ่ง แม้แต่ไข่ก็ยังอดรู้สึกเลื่อมใสไม่ได้
“พี่มันยอดนักดัดแปลงจริงๆ บอดี้หรูนั่งสบาย แอร์เย็นฉ่ำ โดยใช้เครื่องยนต์รุ่นเก่า กินน้ำมันที่กลั่นจากขยะพลาสติก” เฉินกวางหมิงชื่นชม
“เรื่องไฟฟ้าถาวร เราค่อยๆ ช่วยกันคิดหาหนทาง มันต้องสำเร็จแน่ๆ ครับ” โจวต้าซานกล่าว
“รถคันนี้ว่าจะเอาไว้ขับพาเมียเที่ยวกินลมชมวิวเล่นๆ ตามสไตล์เอาท์ดอร์ แต่กำจัดพวกตัวสั่นที่ทำให้เสียบรรยากาศไม่หมดสักที”
โจวต้าซานทำท่าขนลุกขนพอง
“พี่คงไม่ได้เห็นผมเป็นเมียพี่ใช่มั้ย” ทุกคนฮากันลั่นรถ แม้แต่หนึ่งเองก็ตาม
“ผมไม่เคยคิดฝันเลยนะ ว่าจะได้มีโอกาสเห็นแสงจากหลอดไฟ จะได้มีโอกาสนั่งรถยนต์อีกครั้ง”โจวต้าซานเอ่ยขึ้นเบาๆ อย่างสะท้อนใจขณะรถแล่นบนถนนที่มืดมิด
“โลกไม่น่าจะมาถึงจุดนี้ได้เลยนะครับ ทำไมมนุษย์ถึงทำกับดาวบ้านเกิดของตัวเองได้ขนาดนี้ ครั้งนี้ต่อให้เรารอดจากการสูญพันธุ์ไปได้ เทคโนโลยีก็สูญหายไปมากมาย ทรัพยากรที่เราพอจะเอื้อมมือคว้ามาใช้ได้แบบไม่ยากด้วยเทคโนโลยีพื้นฐานก็หมดไปแล้ว เทคโนโลยีขั้นสูงก็โดนทำลาย หรือการที่มนุษย์ต้องสูญพันธุ์ไปก็สมควรแล้ว” เฉินกวางหมิงเอ่ยเบาๆคล้ายรำพึงกับตนเองมากกว่าจะถามใคร
“สิ่งที่เรากำลังร่วมกันสร้างเพื่อความอยู่รอดและมันก้าวหน้าขึ้นทุกวัน คุณคิดว่าหากคนที่เดินทางมาจากทิศเหนือเหมือนคุณมาพบเข้า แล้วพวกเขามีกำลังมากพอ เขาจะแย่งมันไปจากเราไหม” หนึ่งก็ถามขึ้นมาลอยๆเช่นกัน
“แน่นอน แม้แต่พวกเราที่พบพี่ครั้งแรกก็มีความคิดเช่นนั้น ต้องขอบคุณทุกคนที่ยังให้โอกาสเรา”โจวต้าซานกล่าว
“มันก็คงไม่ใช่ทุกกลุ่มหรอกที่ค่อนข้างเป็นมิตรเหมือนพวกคุณ ไอ้ทหารเถื่อนกลุ่มล่าสุดมันประกาศจะฆ่าล้างหมู่บ้านของเรา คุณก็คงได้ยินแล้ว ระเบิดที่เรากำลังไปเอามันมีความสำคัญมากๆ จึงต้องให้คุณสองคนเข้ามาร่วมเสี่ยงตายด้วยแล้ว”
“ถ้าไม่เจอหนองนกเอี้ยง แล้วพวกเราร่อนเร่กันต่อไป ผมว่าป่านนี้เราอาจตายกันหมดแล้ว ตอนนี้ลูกเมียผมก็อยู่ที่นี่ ดังนั้นผมทุ่มเทให้ทั้งชีวิตเช่นกัน” เฉินกวางหมิงเอ่ยยืนยัน
หนึ่งฟังแล้วพยักหน้ารับคำอย่างเข้าใจ สายตาเขามองตรงไปยังถนนมืดมิดเบื้องหน้า แต่ในใจกลับผุดภาพใบหน้าของฝนและลูกๆ ขึ้นมา
“ผมตัวคนเดียว ดังนั้นผมยิ่งไม่กลัวตาย แต่ก็ขอให้ได้ตายอย่างมีค่าสักหน่อย” โจวต้าซานหัวเราะในลำคอ ไข่เอื้อมมือตบไหล่เขาเบาๆ
รถกระบะสี่ประตูยกสูงแล่นฝ่าความมืดอย่างราบรื่น ไม่มีพวกตัวสั่นให้เห็นแม้แต่คนเดียว เพราะพื้นที่แถบนี้ได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว แหล่งรวมใหญ่ที่สุดของพวกมันตอนนี้คือตลาดหนองกอกซึ่งอยู่ห่างออกไปทางตะวันออกของหนองนกเอี้ยง ที่นั่นเทียบได้กับเมืองเล็กแห่งหนึ่ง เป็นแหล่งทรัพยากรใหญ่สุดที่พวกเขาพอจะไขว่คว้าได้ เสื้อผ้าในร้านค้าขนาดใหญ่ อาหารกระป๋องที่ยังอาจไม่หมดอายุ ยารักษาโรคและสารเคมีในคลินิกต่างๆ รวมทั้งโรงพยาบาลประจำอำเภอก็ตั้งอยู่ที่นั่น สิ่งของเหล่านั้นยังอยู่ครบถ้วนเพราะจำนวนพวกตัวสั่นที่หนาแน่น จึงยังไม่มีใครเข้าไปแย่งชิง หนึ่งคิดว่าหากกำจัดตัวสั่นได้หมด ต้องขนทุกอย่างกลับมาหนองนกเอี้ยง ไม่เช่นนั้นจะเป็นการลงแรงเปล่าให้ผู้อื่นถือโอกาสฉกฉวยไป