ลิขิตฟ้าปราบมาร

    บทที่ 48 : ค่ายกลสังหารพันปี

            เหวินซานไม่ได้ลุกขึ้นทันที เขากลับลดลมหายใจลงโดยสัญชาตญาณ ขณะเดียวกันก็ใช้สัมผัสวิญญาณตรวจสอบความเคลื่อนไหวโดยรอบ

            เมื่อแน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดผิดปกติ เขาจึงก้มหน้าลง ตั้งใจจะเก็บสมุนไพรต้นสุดท้ายแล้วกำลังจะจากไป

            แต่ในตอนนั้นเอง

            ฟิ้ว!

            เสียงแหวกอากาศดังขึ้นเหนือศีรษะ

            เงาร่างหนึ่งทะยานข้ามยอดไม้ ก่อนร่อนลงบนกิ่งไม้ใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่จั้ง

            เหวินซานเงยหน้าขึ้น ชุดสีฟ้าอ่อน เรือนผมยาวสีฟ้าที่พลิ้วไหวตามแรงลมและดวงตาสีครามเย็นเยียบคู่นั้น

            เขาจำหญิงสาวผู้นี้ได้ เป็นนางอีกแล้ว

            หญิงสาวเองก็เห็นเขาในเวลาเดียวกัน แววตาเย็นชาปรากฏความประหลาดใจอยู่ชั่วขณะ

            "เจ้า?" เหวินซานเอ่ยพลางมองหญิงสาวที่เพิ่งกระโดดลงมาจากแนวไม้ ก่อนสายตาจะเหลือบผ่านไปยังเส้นทางด้านหลังของนาง

            "แดนลับกว้างใหญ่ถึงเพียงนี้ พวกเรากลับพบกันอีกครั้ง"

            เจ้าหนอนจำหญิงสาวได้เช่นกัน "อึ๊บ!"

            เหวินซานไม่ได้สนใจหญิงสาวอีก เขาหันหลังแล้วเดินต่อไปตามเส้นทางเดิม ต้วนต้วนที่เกาะอยู่บนไหล่หันกลับไปมองนางแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาเคี้ยวสมุนไพรในปากต่ออย่างสบายใจ

            หญิงสาวยืนนิ่งอยู่ที่เดิม มองแผ่นหลังของเหวินซานที่ค่อย ๆ ห่างออกไป ผ่านไปเพียงไม่กี่อึดใจ นางก็ก้าวตามไปโดยไม่กล่าวสิ่งใด

            เหวินซานเดินต่อได้ไม่ถึงสิบก้าว ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าตามหลัง เขาหันกลับไป หญิงสาวยืนอยู่ห่างออกไปหลายก้าว สีหน้าเรียบเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น "เจ้าตามข้าทำไม?"

            นางตอบโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า "ข้าก็ไปทางนี้"

            เหวินซานมองเส้นทางด้านหน้า จากนั้นมองกลับไปยังทิศทางที่นางเพิ่งมา

            ต้วนต้วนบนไหล่ส่งเสียงขึ้นเบา ๆ "อึ๊บ"

            เหวินซานตบหัวมันเบา ๆ "เงียบไปเลย"

            หนอนอ้วนไต่ลงจากไหล่ คลานตรงไปหาหญิงสาวอย่างรวดเร็ว นางย่อตัวลงด้วยความแปลกใจ "จะทำอะไร"

            ต้วนต้วนใช้หัวถูมือของนางเบา ๆ ก่อนมุดเข้าไปในถุงผ้าที่นางแขวนไว้ข้างเอว หญิงสาวถึงกับอึ้ง "เอ๊ะ? เดี๋ยว..."

            แต่ไม่ทันแล้ว ภายในถุงผ้าที่นางแขวนไว้ข้างเอว มีสมุนไพรหายากที่นางเพิ่งเก็บมาตลอดครึ่งวัน หนอนน้อยเริ่มเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย

            งั่ม... งั่ม... งั่ม…

            เสียงเคี้ยวดังไม่หยุด เหวินซานสีหน้าเปลี่ยนไปจากเดิม "ต้วน ๆ!" เจ้าหนอนตัวอ้วนคลานออกมาช้า ๆ ท้องของมันป่องขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

            "เอื้อก..." มันเรอออกมาเบา ๆ กลิ่นสมุนไพรหอมฟุ้งลอยออกจากปาก หญิงสาวรีบเปิดถุงผ้าข้างเอว ก่อนนิ่งค้าง สมุนไพรล้ำค่าหลายต้นถูกแทะจนเหลือเพียงก้าน ส่วนอีกหลายต้นเต็มไปด้วยรอยกัด

            นางเงยหน้าขึ้น สายตาจ้องสัตว์อสูรตรงหน้า เจ้าหนอนตัวอ้วนกลับยกหัวขึ้นอย่างภูมิใจ "ดึ๊บ!"

            หญิงสาวกัดฟันแน่น "เจ้าตัวอ้วน! นั่นสมุนไพรที่ข้าเก็บมาตั้งครึ่งวัน!" นางชี้นิ้วไปทางต้วนต้วน ก่อนหันมาจ้องเหวินซาน "เจ้าต้องรับผิดชอบ!"

            เหวินซานเดินเข้าไปหยิบหนอนอ้วนกลับมาวางบนไหล่ ก่อนใช้นิ้วดีดศีรษะมันเบา ๆ "ตะกละ"

            "อึ๊บ..." ต้วนต้วนหดหัวลง ทำท่าน่าสงสารราวกับรู้ว่าตนเองทำผิด

            เหวินซานเหลือบมองถุงผ้าที่นางแขวนไว้ข้างเอว ก่อนหันกลับมามองหญิงสาว "เมื่อครู่เจ้าบอกว่าติดหนี้ชีวิตข้ามิใช่หรือ?"

            หญิงสาวชะงัก "แล้วอย่างไร?"

            เหวินซานเหลือบมองหนอนอ้วน ก่อนถอนหายใจอย่างจนใจ "เช่นนั้นก็ถือว่าสมุนไพรที่มันกินไป" เขาหยุดลง "เป็นค่าชีวิตของเจ้าแล้วกัน"

            หญิงสาวอ้าปากเหมือนอยากเถียง แต่กลับพูดไม่ออก นางก้มมองเศษสมุนไพรในถุงแล้วมองต้วนต้วนที่รีบซุกตัวหลบอยู่หลังคอเสื้อของเหวินซาน "นี่มันคนละเรื่องกันไม่ใช่หรือ?!"

            "สำหรับข้า เรื่องเดียวกัน" เหวินซานตอบหน้าตาย ก่อนหมุนตัวเดินต่อ

            "ไปเถอะต้วนต้วน"

            "อึ๊บ!" เจ้าหนอนโผล่หัวออกมาตอบอย่างร่าเริง ราวกับเมื่อครู่ไม่ได้เพิ่งกินสมุนไพรของผู้อื่นจนเกลี้ยง

            นางก้มถุงผ้าที่นางแขวนไว้ข้างเอวด้วยความเสียดาย ก่อนถอนหายใจแรง ๆ แล้วรีบก้าวตามไป

            หลังเหตุการณ์ของต้วน ๆ ทั้งสองต่างก็ไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องสมุนไพรอีก เหวินซานเดินนำอยู่ด้านหน้า หญิงสาวผมสีฟ้าอ่อนเดินตามห่าง ๆ อยู่ด้านหลัง ไม่มีผู้ใดเปิดบทสนทนา

            เหวินซานหยิบแผ่นหยกประจำกลุ่มออกมาตรวจสอบเป็นระยะ จุดแสงของมู่เฉิงและคนอื่น ๆ ยังคงอยู่ห่างออกไปหลายร้อยลี้ เขาจึงมุ่งหน้าไปตามทิศทางของแผ่นหยก

            ระหว่างทางต้วนต้วนโผล่หัวออกมาจากชายเสื้อเป็นครั้งคราว เจ้าหนอนตัวอ้วนสูดจมูกฟุดฟิด ก่อนจะใช้หัวชี้ไปตามพุ่มไม้หรือซอกหิน และแทบทุกครั้ง เหวินซานก็จะพบสมุนไพรหายากซ่อนอยู่จริง บางต้นมีอายุหนึ่งร้อยปี บางต้นเกือบสามร้อยปี

            หญิงสาวที่เดินตามอยู่ด้านหลังเริ่มตกตะลึง นางเคยเข้าป่าเก็บสมุนไพรมาหลายครั้ง แต่กลับไม่เคยพบสมุนไพรได้ง่ายดายเช่นนี้ 'เจ้าหนอนตัวนั้น มันสัมผัสสมุนไพรได้หรือ?'

            ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยาม ต้วน ๆ หยุดลง ดวงตากลมโตเป็นประกาย "อึ๊บ!" มันรีบใช้ขาน้อย ๆ ชี้ไปยังหน้าผาแห่งหนึ่ง เหวินซานเดินเข้าไปอย่างระมัดระวัง เมื่อแหวกพุ่มไม้หนาทึบออก เขาก็เห็นสมุนไพรต้นหนึ่งกำลังเปล่งแสงสีทองอ่อน ใบทั้งเจ็ดเรียงซ้อนดุจดวงดาว รากแผ่ซึมลงในหินวิญญาณ เพียงมองก็รู้ว่าไม่ใช่ของธรรมดา

            เหวินซานเบิกตากว้าง "หญ้าดาราทอง... อายุไม่น้อยกว่าห้าร้อยปี" สมุนไพรชนิดนี้หายากอย่างยิ่ง แม้แต่ในตำราของสำนักโอสถจันทรา ก็ระบุว่าพบเห็นได้เพียงไม่กี่แห่ง เหวินซานค่อย ๆ ย่อตัวลง กำลังจะขุดรากสมุนไพร

            ทันใดนั้น เสียงหัวเราะก็ดังขึ้นจากด้านหลัง "ฮ่า ๆ โชคของพวกเราช่างดีนัก" ชายหนุ่มสามคนเดินออกมาจากพุ่มไม้ แต่ละคนสวมอาภรณ์ต่างสำนัก เห็นได้ชัดว่าเป็นผู้ฝึกตนอิสระที่รวมกลุ่มกันชั่วคราว

            ชายร่างกำยำหัวเราะ "เด็กน้อย ถอยไปเสีย สมุนไพรต้นนี้เป็นของพวกข้า"

    หญิงสาวผมฟ้าขมวดคิ้ว มือขวาจับด้ามกระบี่ แต่เหวินซานกลับยกมือห้ามนางไว้

            ชายอีกคนหัวเราะเยาะ "รู้จักประมาณตนก็ดี รีบไสหัวไป"

            เหวินซานกลับก้าวถอยหลังพร้อมยิ้ม "เชิญ"

            ชายทั้งสามหัวเราะอย่างได้ใจ "นับว่าเจ้าฉลาด รู้จักเจียมตัวบ้าง จะได้ไม่ต้องเจ็บตัว"

            หญิงสาวผมฟ้าที่เดินตามหลังมาขมวดคิ้ว นางเหลือบมองเหวินซาน จากที่ได้เห็นฝีมือของเด็กหนุ่มก่อนหน้านี้ นางไม่คิดว่าเขาจะยอมถอยง่ายถึงเพียงนี้

            ยิ่งไปกว่านั้น รอยยิ้มเมื่อครู่ ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนคนที่ยอมแพ้

            ทั้งสามรีบพุ่งเข้าไปยังสมุนไพร แต่ขณะที่กำลังจะเอื้อมมือเก็บ เหวินซานกลับดีดเม็ดยาสีดำเม็ดหนึ่งเข้าไปในพุ่มไม้ไกลออกไป

            ปุ!

            เม็ดยาแตกออกอย่างไร้เสียง กลิ่นฉุนอ่อน ๆ ค่อย ๆ ลอยกระจายไปตามสายลม

            หญิงสาวผมฟ้ามองทุกอย่างอย่างเงียบงัน ดวงตาสีครามปรากฏความสงสัย เขาทำอะไร? หากคิดวางยาพิษชายสามคนนั้น เหตุใดจึงพ่นพิษไปไกลถึงเพียงนั้น?

            แต่เหวินซานเพียงยกต้วนต้วนกลับขึ้นบนไหล่ ก่อนก้าวถอยหลังอีกสองก้าวอย่างใจเย็น

            สามลมหายใจผ่านไป

            กรรรรร…

            เสียงคำรามต่ำดังออกมาจากส่วนลึกของพุ่มไม้

            มือของชายทั้งสามที่กำลังจะสัมผัสสมุนไพรหยุดชะงักพร้อมกัน "เสียงอะไร?"

            ครืด…

            พุ่มไม้ขนาดใหญ่สั่นไหว บางสิ่งกำลังเคลื่อนตัวอยู่ภายใน เพียงชั่วพริบตา อสูรก็หันไปเห็นชายทั้งสามที่ยืนอยู่ข้างสมุนไพร

            โฮก!!

            "บัดซบ! มันมาได้อย่างไร! หนี!" ชายทั้งสามแตกตื่น ไม่มีผู้ใดสนใจสมุนไพรอีก ต่างวิ่งหนีกันอลหม่าน

            อสูรหมีดำไล่ตามพวกเขาไปอย่างบ้าคลั่ง ไม่นาน เสียงกรีดร้องก็ค่อย ๆ ห่างออกไป ป่าแห่งนั้นกลับคืนสู่ความเงียบอีกครั้ง

            เหวินซานจึงเดินกลับไปยังหน้าผา ก้มลงเก็บหญ้าดาราทองอย่างใจเย็น

            หญิงสาวผมฟ้ายืนมองภาพทั้งหมดด้วยความเงียบงัน

            เหวินซานเก็บสมุนไพรเข้าชายเสื้อแล้วจึงส่งมันเข้าไปในมิติ ก่อนเดินต่อราวกับเป็นเรื่องธรรมดา หญิงสาวมองแผ่นหลังของเขา ดวงตาสีครามฉายแววประหลาดใจ

            หลังเดินทางต่ออีกกว่าครึ่งวัน หมอกสีเทาที่ปกคลุมผืนป่าจางลงหลายส่วน ต้นไม้เริ่มโปร่งตา เบื้องหน้าปรากฏกำแพงหินขนาดมหึมาที่พังทลายไปกว่าครึ่ง เถาวัลย์สีเขียวเข้มเลื้อยปกคลุมทั่วกำแพง รอยแตกร้าวเต็มไปด้วยตะไคร่น้ำ

            แม้กาลเวลาจะผ่านมานานนับพันปี… ก็ยังสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ในอดีต

            เหวินซานหยุดฝีเท้า 'สัมผัสวิญญาณ' ในทะเลจิตสั่นไหว สายตาของเขากวาดมองผ่านซุ้มประตูหินที่เหลือเพียงครึ่งเดียว

            ภายในคือเมืองโบราณ ถนนหินสีดำทอดยาวสุดสายตา อาคารหลายร้อยหลังตั้งเรียงรายเป็นระเบียบ แม้หลังคาจะพังลงไปเกือบหมด แต่โครงสร้างยังคงแข็งแรงอย่างน่าอัศจรรย์

            รูปสลักหินขนาดยักษ์ตั้งอยู่สองข้างถนน แต่ละองค์สวมชุดนักรบโบราณ มือกำกระบี่หินยาวหลายจั้ง ปลายกระบี่ปักลงบนพื้น ใบหน้าของรูปสลักถูกกาลเวลากัดกร่อนจนมองไม่ออกแต่ดวงตาหินทั้งสองกลับยังให้ความรู้สึกราวกับกำลังจ้องมองผู้บุก

            หญิงสาวผมสีฟ้ามองไปรอบ ๆ ก่อนกล่าว "คงเป็นซากของสำนักโบราณแห่งหนึ่ง"

            เหวินซานพยักหน้า สายตาหยุดอยู่ที่พื้นถนน

            หินทุกก้อนสลักอักขระโบราณจาง ๆ เอาไว้ แม้เวลาจะผ่านมานับพันปี อักขระบางส่วนยังคงแผ่คลื่นพลังวิญญาณออกมาอย่างแผ่วเบา แสดงให้เห็นว่า เมืองแห่งนี้เคยมีค่ายกลขนาดมหึมาปกคลุมอยู่

            ทั้งสองก้าวผ่านซุ้มประตูหินเข้าสู่เมืองโบราณ แต่ทันทีที่เหยียบลงบนถนนสายหลัก สัมผัสวิญญาณของเหวินซานสั่นสะเทือนรุนแรง เขาหยุดฝีเท้า ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย

            "อย่าขยับ..."

            หญิงสาวชะงัก "มีอะไร"

            เหวินซานก้มลงมองพื้นหินเบื้องหน้า อักขระที่จางจนแทบมองไม่เห็นกำลังส่องแสงสีทองอ่อนทีละเส้น

            แทบจะพร้อมกันนั้นเอง ผู้ฝึกตนกลุ่มหนึ่งราวห้าหกคนเพิ่งเดินทางมาถึง เมื่อเห็นเมืองโบราณเบื้องหน้า สีหน้าของหลายคนพลันเต็มไปด้วยความตื่นเต้น "เมืองโบราณ!"

            "รีบเข้าไป หากช้ากว่านี้สมบัติคงถูกผู้อื่นชิงไปหมด!"

            ชายวัยกลางคนที่ดูเหมือนจะเป็นผู้นำกลับยกมือขวาง "ช้าก่อน สถานที่แห่งนี้ไม่ธรรมดา อย่าเพิ่ง

            ยังไม่ทันกล่าวจบ ชายหนุ่มสองคนในกลุ่มก็สบตากัน ก่อนพุ่งผ่านทุกคนไปโดยไม่สนใจคำเตือน "มัวแต่ระแวงอยู่ได้ หากกลัวนักก็รออยู่ข้างนอกเถอะ!"

            อีกคนหัวเราะตาม "สมบัติไม่มีส่วนของคนขี้ขลาด!" ทั้งสองทะยานผ่านซุ้มประตูหินเข้าไปอย่างรวดเร็ว

            ครืนนน…

            เสียงสั่นสะเทือนต่ำดังขึ้นจากใต้พื้นดิน สีหน้าของชายที่รออยู่เปลี่ยนไปในชั่วขณะ "ถอยออกมา!"

            แต่สายเกินไปแล้ว

            ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!

            ลำแสงกระบี่หลายสิบสายพุ่งขึ้นจากพื้นโดยไร้สัญญาณเตือน "อะไร"

            ฉัวะ!

            ชายคนแรกเบี่ยงตัวหลบตามสัญชาตญาณ แต่ยังถูกลำแสงกระบี่ตัดผ่านไหล่จนเลือดสาด เขาร้องลั่น ก่อนรีบถอยกลับไปยังทางเดิม ส่วนอีกคนตกใจจนเสียจังหวะ เขากระโดดหลบไปด้านข้างโดยไม่ทันมองตำแหน่งที่เท้ากำลังจะเหยียบ

            กึก!

            อักขระอีกจุดสว่างขึ้น

            ครืน!

            รูปสลักนักรบหินริมถนนพลันลืมตา ดวงตาสีแดงฉานส่องประกายท่ามกลางใบหน้าที่ถูกกาลเวลากัดกร่อน กระบี่หินขนาดมหึมาถูกยกขึ้น ก่อนฟาดลงอย่างรุนแรง

    ตูม!!

            พื้นถนนแตกกระจาย ฝุ่นควันพวยพุ่งขึ้นบดบังสายตา เมื่อทุกอย่างสงบลง ร่างของชายผู้นั้นก็จมหายอยู่ท่ามกลางเศษหินและกองเลือด

            ความตื่นเต้นบนใบหน้าของผู้ฝึกตนที่เหลือหายไปในพริบตา ไม่มีผู้ใดกล้าก้าวเข้าไปอีก แม้แต่ชายหนุ่มที่รอดกลับมาได้ก็ยังยืนกุมบาดแผลบนไหล่ ใบหน้าซีดเผือดขณะมองถนนเบื้องหน้าด้วยความหวาดหวั่น

            ชายวัยที่รอด้านนอกกัดฟัน ก่อนหันไปตำหนิ "ข้าบอกแล้วว่าอย่าเพิ่งบุ่มบ่าม!"

            สายตาของคนทั้งกลุ่มกลับค่อย ๆ เลื่อนไปหาเหวินซานกับหญิงสาวผมสีฟ้า

            หญิงสาวหรี่ตาลง ก่อนคุกเข่าตรวจดูบริเวณที่เหวินซานกำลังจับจ้องอยู่ ในตอนแรกนางมองเห็นเพียงพื้นหินธรรมดา ไม่พบร่องรอยของค่ายกลแม้แต่น้อย

            นางขมวดคิ้ว ก่อนยกสองนิ้วแตะหว่างคิ้วเบา ๆ "เนตรกระจ่างฟ้า... เปิด"

            วูม…

            ประกายสีฟ้าจาง ๆ ปรากฏขึ้นภายในดวงตาคู่นั้น นี่คือวิชาลับที่สืบทอดภายในตระกูลของนางโดยเฉพาะ สามารถมองเห็นร่องรอยของค่ายกลที่ถูกซ่อนเอาไว้

            ภาพตรงหน้าพลันเปลี่ยนไป เส้นอักขระบางเบานับสิบสายปรากฏขึ้นบนพื้นหิน บางเส้นทับซ้อน บางเส้นเชื่อมโยงกันจนแทบแยกไม่ออก

            สีหน้าของหญิงสาวจริงจังขึ้นเล็กน้อย นางคุกเข่าลง ใช้ปลายนิ้วไล่ไปตามอักขระสายหนึ่งอย่างระมัดระวัง "เป็นค่ายกลซ้อนค่ายกล..."

            นางเงยหน้ามองเส้นทางเบื้องหน้า "หากเหยียบผิดเพียงก้าวเดียว ค่ายกลทั้งหมดจะทำงาน"

            แต่หลังกล่าวจบ นางกลับชะงัก ประกายสีฟ้าในดวงตาจางหาย ก่อนสายตาจะเลื่อนไปหยุดบนร่างของเหวินซาน นางต้องใช้ถึงวิชาลับประจำตระกูลจึงจะมองเห็นค่ายกลนี้ได้แต่เมื่อครู่เด็กหนุ่มกลับเป็นผู้เตือนนางก่อน

            หญิงสาวหรี่ตาลง "แปลก..."

            "ข้ายังต้องใช้วิชาของตระกูลจึงจะมองเห็นอักขระ แล้วเจ้า" นางจ้องเขาอย่างสงสัย "มองออกได้อย่างไร?"

            เหวินซานเพียงหลับตาลงชั่วครู่ ก่อนแผ่สัมผัสวิญญาณออกไปรอบด้าน "ข้าสัมผัสได้ถึงความผิดปกติของพลังวิญญาณ" เด็กหนุ่มรับรู้ได้เพียงทิศทางและความเข้มข้นของพลังเท่านั้น ไม่อาจมองเห็นอักขระหรือโครงสร้างของค่ายกลได้อย่างหญิงสาว

            หญิงสาวผมสีฟ้าชะงักไป ก่อนดวงตาจะเป็นประกายขึ้น "เช่นนั้นก็ดี"

            ทั้งสองสบตากันชั่วครู่

            ก่อนหญิงสาวจะยกสองนิ้วแตะหว่างคิ้ว ประกายสีฟ้าภายในดวงตาสว่างขึ้นอีกครั้ง "พวกเราช่วยกัน"

            เหวินซานหันกลับไปยังเส้นทาง เด็กหนุ่มแผ่สัมผัสวิญญาณออกไปอย่างละเอียด กระแสพลังนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นในการรับรู้

            เขาสังเกตอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกนิ้วชี้ไปยังแผ่นหินด้านหน้า "ตรงนั้น..."

            เหวินซานเพ่งสัมผัสอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจ "กระแสพลังเบาบางที่สุด น่าจะปลอดภัย"

            หญิงสาวผมสีฟ้ามองตาม ก่อนส่ายหน้า "ไม่ สามก้าวแรกปลอดภัย แต่ก้าวที่สี่จะกระตุ้นค่ายกล"

            เหวินซานชะงัก รีบเพ่งมองอีกครั้ง คราวนี้เขาพบว่ากระแสพลังบริเวณนั้นเปลี่ยนจังหวะทุกสามลมหายใจ เขายิ้มบาง ๆ "เช่นนั้น ต้องก้าวตอนที่พลังไหลออกไป"

            นางพยักหน้าช้า ๆ "เจ้าตามข้ามา"

            ทั้งสองเริ่มก้าวเดินอย่างช้า ๆ "ตอนนี้"

            "หยุด" รอสามลมหายใจ

            "ซ้ายหนึ่งก้าว"

            "ขวาสองก้าว" ทุกย่างก้าวราวกับกำลังเต้นรำอยู่บนคมมีด ด้านหลัง ผู้ฝึกตนอีกหลายคนเริ่มลอกเลียนแบบ แต่เพราะไม่เข้าใจหลักการ เพียงก้าวผิดไปครึ่งก้าว ค่ายกลก็ถูกกระตุ้นอีกครั้ง

            ฟึ่บ!

            ลำแสงกระบี่นับร้อยสายพุ่งขึ้นจากพื้น เสียงกรีดร้องดังสนั่นทั่วเมือง แต่เหวินซานและหญิงสาวผมสีฟ้า กลับเดินลึกเข้าไปเรื่อย ๆ

            จนกระทั่งผ่านไปกว่าสองชั่วยาม เบื้องหน้าปรากฏขอบเขตสุดท้ายของค่ายกล

            หญิงสาวผมสีฟ้าหยุดชะงัก ประกายสีฟ้าภายในดวงตาสั่นไหว ก่อนชี้ไปยังแผ่นหินสามแผ่นเบื้องหน้า "ซ้าย... กลาง... แล้วขวา"

            ในขณะที่เหวินซานกำลังจะก้าวตาม สัมผัสวิญญาณของเขากลับสั่นสะท้าน

            ไม่ถูก!

            กระแสพลังที่ควรไหลไปทางซ้ายกลับเปลี่ยนทิศกะทันหัน ราวกับมีบางส่วนของค่ายกลเสียหายไปตามกาลเวลา ทำให้รูปแบบการทำงานคลาดเคลื่อนจากอักขระเดิม

            และตำแหน่งที่หญิงสาวกำลังจะเหยียบ พลังนับสิบสายกำลังไหลเข้าหามันพร้อมกัน!

            "หยุด!!!"

            หญิงสาวชะงัก แต่เท้าของนางกลับก้าวลงไปแล้ว

            ครืนนน!

            อักขระรอบด้านสว่างวาบ

            เหวินซานไม่ทันคิด เขาใช้ก้าวสายลมพุ่งออกไป คว้าเอวของนางแล้วกระโจนไปข้างหน้าเต็มแรง "เจ้า!"

            ตูม!!