กำเนิดจอมราชันสะท้านภพ Re

    บทที่ 30 เส้นทางเต๋าของเย่ฉี(2)

            เส้นทางการฝึกตน…สิ่งที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมาเพียงแต่ผู้ที่จะก้าวเดินบนเส้นทางนี้กลับมีเพียงน้อยนิดในจำนวนคนนับล้านพลังจากขุมอำนาจโบราณมีเพียงผู้ที่ได้รับการยอมรับและคู่ควรเท่านั้นจึงจะสามารถหยิบยืมมาใช้ได้

            เหนือขึ้นไปด้านหลังของเย่ฉี…ภาพที่แปลกประหลาดได้ปรากฏขึ้นเส้นทางการฝึกตนก้าวแรกจะต้องกลั่นเป็นระฆังทองแดงออกมาเพื่อสร้างรากฐานในการใช้เปิดประตูโบราณ…มันคือสิ่งพื้นฐานที่ถูกยอมรับแต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่เย่ฉีกลั่นออกมานั้นไม่ใช่ระฆังแต่เป็น…ดวงดาวสีทองดวงหนึ่ง!

            ยิ่งไปกว่านั้นหากมองลึกเข้าไปด้านในดวงดาวนี้ก็ยังสามารถเห็นเป็นประกายสายฟ้าเส้นเล็กๆแล่นผ่านไปมา และประกายสายฟ้าเส้นเล็กๆนี้เองที่ทำให้เกิดเป็นความปั่นป่วนกระจายออกไป กลิ่นอายที่น่าหวาดกลัวนี้ทำให้ดวงตาของเก้าประตูบนโลกมนุษย์ต้องเปิดขึ้นแต่สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือบรรพชนของตระกูลต้วนที่ยืนเบิกตากว้างอยู่ด้านข้างหลี่หลิงเทียน

            “ทัณฑ์…สายฟ้า?”

            เสียงของบรรพชนตระกูลต้วนดังออกมาอย่างเหม่อลอย…ทัณฑ์สายฟ้าคือสิ่งที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ของจักรวาล!มันไม่สมควรจะมาปรากฏอยู่ที่นี่…ยิ่งกว่านั้นคือไม่สมควรมีใครสามารถครอบครองมันได้!

            “เฮ้อ…เจ้าบ้านั่นทำได้จริงๆสามารถดูดซับได้แม้กระทั่งทัณฑ์สายฟ้า ทักษะบ่มเพาะของจักรพรรดิหยาง…ตำนานของเทพอสูร!”

            หลี่หลิงเทียนกล่าวออกมาอย่างแผ่วเบาทว่าสายตากลับเต็มไปด้วยความจริงจังอย่างบอกไม่ถูกคำพูดของเขาก็ทำให้สีหน้าของบรรพบุรุษตระกูลต้วนต้องเปลี่ยนไปการบ่มเพาะของจักรพรรดิหยาง…นี่คือสิ่งที่มีอยู่เพียงในตำนานเท่านั้น!

            “ท่านหมายถึงจักรพรรดิหยาง…มนุษย์คนแรกและคนเดียวที่ถูกเรียกขานว่าราชันเทพอสูรและยังเป็นผู้ที่นำพาโลกอสูรขึ้นเป็นลำดับที่หนึ่งในยุคนั้น?แต่จะเป็นไปได้อย่างไร…จักรพรรดิหยางมีชีวิตอยู่ในยุครกร้างซึ่งห่างไกลกับยุคราชันมังกรหลายสิบล้านปีทักษะการบ่มเพาะของเขาคือสิ่งเดียวที่ไม่ถูกทิ้งไว้ในมรดกของเขาด้วย”

            “บัดซบ!เจ้ามาถามข้าแล้วข้าจะไปถามใคร? เจ้าคิดว่าเจ้าบ้านั่นจะยอมบอกข้าเรอะ?”

            หลี่หลิงเทียนตวาดออกมาอย่างหัวเสียนี่ก็เป็นสิ่งที่เขาอยากรู้เช่นกันแม้ว่าเขาจะยอมเจ็บตัวเพื่อช่วยเหลือเย่ฉีในการชำระกายและยังยอมแลกด้วยสิ่งล้ำค่าอีกหลายอย่างเพื่อความลับนี้แต่สุดท้ายเย่ฉีกลับตอบเขามาเพียงคำเดียวเท่านั้น

            เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในข้อตกลง!

            เก้าโลกาสะบั้นภพ!ทักษะบ่มเพาะหนึ่งเดียวที่ทรงพลังที่สุดของจักรวาลนี้…มันคือสิ่งที่ผู้คนนับไม่ถ้วนไม่ว่าจะในเก้าโลกสิบสวรรค์ หรือแม้แต่หนึ่งนรกก็ยอมแลกทุกอย่างเพื่อให้ได้มาครอบครองแต่น่าเสียดายที่มันไม่เคยถูกบันทึกไว้และกลายเป็นความลับของจักรวาลทว่าโดยไม่มีผู้ใดคาดคิดกลับมีอยู่คนหนึ่งที่ใช้เวลานับไม่ถ้วนเฝ้ามองเด็กชายคนหนึ่งจนกระทั่งเขากลายเป็นตัวตนที่อยู่เหนือโลกทั้งปวงในจักรวาลนี้!

            เย่ฉียิ้มออกมาอย่างพอใจขณะที่ดวงดาวสีทองเบื้องหลังค่อยๆลอยลงมาหลอมรวมกับร่างกายของเขา

            “ไม่เสียแรงที่ข้าเฝ้ามองเจ้ามาตั้งแต่เด็ก…อัจฉริยะเพียงหนึ่งเดียวของจักรวาลที่สร้างทักษะบ่มเพาะเหนือกฎเกณฑ์นี้ขึ้นมาได้สำเร็จ”

            ในระหว่างที่ดวงดาวสีทองกำลังผสานเข้ากับร่างกายของเย่ฉี…ดวงตาของเขาก็ปรากฏเป็นภาพความทรงจำนับไม่ถ้วนลอยขึ้นมาในภาพเหล่านั้นทุกภาพก็จะมีเงาเลือนรางของใครบางคนอยู่โลกาสะบั้นภพนั้นแต่เดิมไม่ใช่ทักษะการบ่มเพาะแต่มันคือทักษะสายทำลายด้วยอัจฉริยภาพของจักรพรรดิหยางสุดท้ายก็ได้ให้กำเนิดเส้นทางการฝึกตนเพียงหนึ่งเดียวที่เหนือกว่ากฎโบราณขึ้นมา…เก้าโลกาสะบั้นภพ!

            เก้าดาราก่อกำเนิดเป็นหนึ่งจันทราเมื่อยามที่จันทราทั้งเก้าลอยเด่นดวงตะวันก็จะปรากฏขึ้น!

            เมื่อหยินและหยางรวมเป็นหนึ่งโดยมีพลังแห่งดวงดาวเป็นพื้นฐาน…เวลานั้นก็จะปรากฏเป็นหนึ่งโลกที่คงอยู่!

            มันคือเส้นทางการฝึกตนที่หยิบยืมพลังของทั้งเก้าโลกมาใช้ซึ่งแท้จริงแล้วก็คือต้นกำเนิดของขุมพลังโบราณ!พลังทำลายล้างที่เกิดขึ้นจากแก่นแท้ของทั้งเก้าโลก…เมื่อมันถูกเปลี่ยนแปลงเป็นทั้งทักษะการบ่มเพาะที่ผนึกพลังทำลายล้างเหล่านั้นไว้ในร่างกาย…ผู้ที่สำเร็จทักษะบ่มเพาะนี้ขั้นสูงสุดก็คือผู้ที่กุมพลังของจักรวาลนี้ไว้ในมือ!

            ด้วยโลกาสะบั้นภพนี้เองที่ทำให้ในยุคนั้นจักรพรรดิหยางไร้ผู้ต้านอย่างแท้จริงอย่างไรก็ตามพลังยิ่งใหญ่ย่อมต้องอยู่ในเส้นทางที่ยากลำบากจักรพรรดิหยางใช้เวลาเพียงหนึ่งปีในการให้กำเนิดดาราแรก แต่ใช้เวลานับสิบเท่าในการกลั่นดาราทั้งเก้าเป็นดวงจันทรา!ไม่ต้องกล่าวถึงดวงตะวันหรือเหนือไปกว่านั้นกฎของการฝึกฝนทักษะบ่มเพาะนี้นั้นตายตัว เก้าดาราเท่ากับหนึ่งจันทราแปดสิบเอ็ดดาราเท่ากับหนึ่งตะวัน เจ็ดร้อยยี่สิบเก้าดาราจึงจะสร้างโลกได้หนึ่งใบ!ในอดีตนั้นจักรพรรดิหยางใช้เวลานับสิบล้านปีในการสร้างหกพันห้าร้อยหกสิบเอ็ดดาราและครอบครองพลังของทั้งเก้าโลกเอาไว้ในมือพลังของจักรวาลนั้นมีอยู่เท่าเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลง...ยิ่งให้กำเนิดดารามากขึ้นพลังจักรวาลก็จะยิ่งลดน้อยลงนั่นหมายความว่ายิ่งฝึกฝนไปถึงขั้นที่สูงขึ้นก็จะยิ่งสร้างดาราแต่ละดวงได้ยากลำบากยิ่งขึ้น!

            ส่วนสาเหตุที่ทักษะบ่มเพาะอันสุดยอดนี้ไม่ถูกทิ้งไว้ก็เพราะว่านอกจากจักรพรรดิหยางแล้วไม่มีผู้ใดสามารถฝึกฝนมันได้แก่นแท้เพียงหนึ่งเดียวในการฝึกฝนทักษะนี้ก็คือร่างกาย…ร่างกายที่สามารถรองรับพลังของทั้งเก้าโลกเอาไว้ได้!จักรพรรดิหยางนั้นครอบครองเพลิงศักดิ์สิทธิ์ในตำนานทั้งเจ็ดซึ่งเป็นแก่นแท้ต้นกำเนิดของเพลิงศักดิ์สิทธิ์นับหมื่นที่ปะทุขึ้นในภายหลังเขาได้หลอมรวมเพลิงทั้งเจ็ดนั้นไว้ในร่างกายจึงทำให้ร่างกายของเขาอยู่ในระดับที่เกินกว่าจะจินตนาการหลังจากใช้ชีวิตมาจนถึงตอนนี้ในที่สุดเย่ฉีก็ค้นพบความลับของเขาที่ไม่เคยเปิยเผยออกมา...ร่างกายสมบูรณ์แบบ!

            เกิดเป็นเสียงราวกับภูเขาไฟระเบิด...ร่างกายของเย่ฉีกระตุกอย่างรุนแรงจนทำให้เขากู่ร้องออกมาเป็นเสียงคำรามยาวละอองแสงเป็นประกายพร่างพราวไปรอบตัวของเขาในขณะที่ผิวสีขาวนวลของเขาเกิดเป็นประกายสายฟ้าเส้นเล็กๆแล่นไปมาเมื่อดาราแรกถูกหลอมรวมเข้าไปกับร่างกายก็ทำให้เย่ฉีรู้สึกราวกับว่าเขาสามารถบดขยี้ภูเขาได้เพียงแค่สัมผัสเบาๆ

            สายตาของเย่ฉีจ้องมองไปยังกู่โบ่และหลัวข่านที่เรียกใช้พลังโบราณจากระฆังเงินทั้งเก้าก่อนจะแสยะออกมาอย่างที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อนแน่นอนว่าต้องยกเว้นหลี่หลิงเทียนไว้คนหนึ่ง! ยามที่หลี่หลิงเทียนได้เห็นท่าทางของเย่ฉีเช่นนี้ก็ถึงกับทำให้ผู้ครองบัลลังก์เมฆอย่างเขาต้องเสียวสันหลังวูบวาบขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้!

            เย่ฉีในเวลานี้กำลังตื่นเต้นที่จะบดขยี้อีกฝ่ายด้วยมือของเขาเอง!

            รอยยิ้มของเย่ฉีนั้นทำให้อีกฝ่ายเกิดเป็นโทสะก่อนที่ระฆังเงินทั้งสิบแปดใบเบื้องหลังจะสั้นออกมาเป็นเสียงก้องกังวานพร้อมกับกฎโบราณที่ปะทุขึ้นในร่างของกู่โบ่และหลัวข่านพละกำลังที่มากกว่าเดิมนับสิบเท่าทำให้เกิดเป็นเสียงกรีดร้องออกมายามที่ทั้งสองขึ้นพุ่งเขาหาเย่ฉี

            หนึ่งลำแสงสีขาวที่รายล้อมไปด้วยกระดูกอันแหลมคมและหนึ่งประกายสายฟ้าที่ราวกับศรจากสวรรค์สองพลังอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้ผู้ฝึกตนจำนวนมากต้องหวาดผวาได้ผสานกันโดยมีเป้าหมายคือเย่ฉีที่ยืนอยู่ห่างออกไปไม่ถึงสามจั้งความรุนแรงของการโจมตีนี้ทำให้หลายคนต้องลำคอแห้งผากและแม้แต่ศิษย์ที่เหลืออยู่ของนิกายมังกรนพเก้าเองก็ยังเกิดเป็นความกังวลขึ้นมา

            ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นคือสิ่งที่ไม่มีผู้ใดคาดคิด!แม้แต่ประมุขกู่และผู้นำนิกายหลัวเองก็ยังต้องอ้าปากค้าง!

            กระดูกยักษ์สีขาวและสายฟ้าที่แหลมคมถูกหยุดไว้ด้วยมือทั้งสองข้างของเย่ฉีถึงแม้ว่าระลอกคลื่นจากพลังที่กระจายออกไปหลังการปะทะจะรุนแรงแค่ไหนแต่ขาทั้งสองข้างของเย่ฉีกลับไม่ได้ขยับแม้แต่ครึ่งก้าว!

            “การรังแกคนที่อ่อนแอกว่านั้นคือสิ่งที่พวกเจ้าชอบทำ...แต่พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าสิ่งที่พวกเจ้าทำนั้นมันยังอ่อนหัดนัก!”

            กู่โบ่ที่ถือกระดูกขาวยักษ์ไว้ในมือเบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อสายตาในขณะที่เส้นสายฟ้าก็กรีดร้องออกมาอย่างเจ็บปวดทั้งสองคนถูกเย่ฉีกระแทกออกไปด้วยพละกำลังที่เหนือกว่าเมื่อเห็นท่าไม่ดีทั้งสองก็ไม่มีเวลาให้ตกใจเตรียมจะใช้ทักษะเวทลับของตระกูลเพื่อต่อกรกับเยฉีแต่น่าเสียดายที่เย่ฉีไม่ปล่อยให้พวกเขามีโอกาสทำเช่นนั้น!

            ร่างของเย่ฉีปรากฏขึ้นที่ด้านหน้าของหลัวข่านก่อนจะต่อยออกไปหนึ่งหมัดจนหน้าอกของหลัวข่านเกิดเป็นรอยยุบขนาดเท่ากำปั้นในเวลานั้นเพียงพริบตาก่อนที่กู่โบจะใช้ออกด้วยทักษะเวทลับของหมู่เกาะไป๋กู่สายตาของเย่ฉีก็ได้จ้องมองไปยังเขา...มันคือปราณสังหารที่ดุร้ายจนทำให้สมาธิของกู่โบ่แตกกระจายไปด้วยความหวาดกลัวอาศัยจังหวะนั้นร่างของเย่ฉีก็ไปปรากฏขึ้นที่ด้านหน้าของเขาก่อนจะต่อยลงไปเช่นเดียวกับหลัวข่าน

            ร่างของทั้งสองคนกระแทกลงไปยังกำแพงใหญ่อย่างโชคร้าย...ค่ายกลเวทของพระราชวังใต้ดินได้สะท้อนแรงดีดกลับมาทำให้พวกเขาได้รับบาดเจ็บหนักกว่าเดิมเป็นเท่าตัวในขณะที่ทั้งสองคนกำลังพยายามอย่างยากลำบากเพื่อลุกขึ้นมานั้นรอยยิ้มก็ได้ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเย่ฉี!

            ปัง!

            เสียงดังสะเทือนไปทั่วทั้งบริเวณนั้นจนแสบแก้วหู

            ปัง!

            ในขณะที่หัวสมองของกู่โบ่และหลัวข่านขาวโพลนเกิดเป็นเสียงอื้ออึงโดยไม่รู้สาเหตุพวกเขาก็พ่นโลหิตออกมาคำโตและทรุดลงไปอีกครั้งภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้คนทั้งหมดนอกจากกู่โบ่และหลัวข่านที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวต้องเกิดเป็นความหวาดกลัวฝังลึกในจิตใจ!เสียงที่ดังสนั่นนั้นแน่นอนว่าเกิดจากการโจมตีของเย่ฉี...แต่มันไม่ใช่การโจมตีไปยังกู่โบ่หรือหลัวข่านแต่เขากำลังต่อยไปที่...

            ระฆังสีเงินที่ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้าแดงฉาน!

            สองหมัดแรกของเย่ฉีทำให้กฎโบราณที่ล้อมรอบระฆังเงินเหล่านั้นแตกกระจายออกไป!หมัดต่อไปของเขาก็ทำให้ระฆังเหล่านั้นสั่นอย่างรุนแรงจนเกิดเป็นเสียงก้องไปทั่วทั้งท้องฟ้าราวกับว่าพวกมันกำลังหวาดกลัว!

            เย่ฉียังคนต่อยออกไปเรื่อยๆไม่หยุดพักจนกระทั่งระฆังเหล่านั้นเกิดเป็นรอยปริร้าวราวกับว่าจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ!ในเวลาเดียวกันเจ้าของระฆังเหล่านั้นก็กรีดร้องออกมาราวกับกำลังจะตายไปจากโลกนี้ ระฆังโบราณคือสายสัมพันธ์แห่งชีวิตที่เชื่อมต่อกับผู้ฝึกตนเพื่อหยิบยืมพลังจากขุมอำนาจโบราณมันเปรียบเสมือนแก่นแท้และหัวใจของผู้ฝึกตน!

            สีหน้าของประมุขกู่และเจ้านิกายหลัวกลายเป็นเขียวคล้ำอย่างน่าเกลียด!กู่โบ่และหลัวข่านคือบุตรชายและผู้สืบทอดของพวกเขา!ในเวลาที่เย่ฉีหยุดมือลงก่อนที่ระฆังเหล่านั้นจะแตกออกประมุขกู่ก็ไม่สามารถทนได้อีกต่อไปถึงแม้จะเป็นการต่อสู้ของผู้เยาว์แต่เขาก็เห็นว่าเย่ฉีทำเกินไป เขาจะใช้โอกาสนี้ในการสังหารเย่ฉีและจัดการกับนิกายมังกรนพเก้าไปพร้อมๆกัน!

            “สารเลว!หากเจ้ากล้าลงมือต่อข้าจะสับเจ้าเป็นหมื่นชิ้นและกวาดล้างนิกายมังกรนพเก้าจนสิ้นซาก!”

            ในเวลานั้นเองที่สายตาของเย่ฉีเหลือบขึ้นไปมองชายชุดขาวที่กำลังจะพุ่งเข้ามาหาเขาด้วยสายตาเย็นเยียบเดิมทีเขากำลังคิดจะยื่นข้อเสนอกลับบรรพชนโบราณทั้งสองเพื่อแลกชีวิตของกู่โบ่และหลัวข่าน...

            “เจ้ารู้หรือไม่ว่าผู้ที่ข่มขู่ข้าสุดท้ายแล้วจะมีจุดจบลงเช่นไร?”

            เย่ฉีแสยะยิ้มออกมาอีกครั้งก่อนที่หมัดขวาของเขาจะกลายเป็นกำปั้นอันทรงพลังและต่อยออกไปยังระฆังสีเงินที่แตกร้าวของกู่โบ่อย่างรุนแรงจนมันแตกกระจายกลายเป็นผุยผงเสียงของกู่โบ่กรีดร้องออกมาอย่างทุรนทุรายทำให้ประมุขกู่ต้องชะงักไปพร้อมกับใบหน้าที่ซีดลง!

            เย่ฉีแสยะยิ้มอีกครั้งก่อนจะมองไปยังประมุขกู่และกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ

            “หนึ่งก้าวที่เจ้าขยับเข้ามาข้าจะทำลายระฆังโบราณของเขาหนึ่งใบ!”

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดจอมราชันสะท้านภพ Re ที่คุณอ่าน