“อาหนิงเทศกาลล่าปา [1] ผ่านไปแล้วพวกเราจะกินอาหารเชือดหมูเมื่อไรล่ะ”
อาหารเชือดหมูคือหนึ่งในประเพณีของมณฑลเฮย
หลังผ่านเทศกาลล่าปาชาวบ้านจะเตรียมเชือดหมูเชือดไก่หั่นเนื้อหมูเป็นชิ้นแล้วใส่ไว้ในบ่อน้ำหรือโอ่งขนาดใหญ่เพื่อเก็บรักษาความสดใหม่เอาไว้และรอเอาออกมารับประทานตอนเทศกาลตรุษจีน
มณฑลเฮยเพิ่งอนุญาตให้ประชาชนเลี้ยงหมูเป็ด และไก่ในครัวเรือนได้เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาเพราะฉะนั้นพวกชาวบ้านจึงเพิ่งได้กินอาหารเชือดหมูแบบเต็มรูปแบบแค่ไม่กี่ครั้งสำหรับชาวบ้านในชนบทของมณฑลเฮยการกินอาหารเชือดหมูถือเป็นเรื่องที่มีความสุขรองจากการเฉลิมฉลองวันตรุษจีน
“ก่อนหน้านี้หลินอันเขียนจดหมายมาบอกว่าเขาจะลาหยุดกลับมาฉลองตรุษจีนที่บ้านช่วงประมาณวันที่ 27 เดือน12 ซึ่งคืออีกไม่กี่วันนี้แล้ว พวกเรารอเขากันเถอะค่ะ”
“โอ้ได้สิ!”
แม่หลินส่งกระดาษที่ตัดเป็นรูปทรงงดงามให้กับต้าชุน“หลานกับน้องสาวเอามันไปแปะประดับตามหน้าต่าง ระวังหน่อยนะอย่าปล่อยให้มือถูกความหนาวมากเกินไป ”
“ครับคุณย่า”
“อาหนิงข้าวเหนียวกับถั่วแดงที่แม่บอกให้ลูกซื้อมา ลูกได้ซื้อมาหรือยังแม่จะนึ่งซาลาเปาข้าวเหนียวใส่ถั่วแดงให้กิน”
“ซื้อมาแล้วค่ะฉันจะไปหยิบมาให้!”
ทั้งบ้านกำลังยุ่งกับงานของตัวเองแม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น แต่ทุกรายละเอียดกลับเต็มไปด้วยความอบอุ่น
เทียบกันแล้วที่หน่วยจือชิงบรรยากาศเย็นชากว่ามาก
กู้จวิ้นกับหลี่เชี่ยนเชี่ยนกลับมาที่หน่วยจือชิงแล้ว
หลังถูกขังอยู่ในเรือนจำหลายวันพวกเขาสองคนผอมลงไปมาก สีหน้าท่าทางดูห่อเหี่ยวและหมดพลังชีวิต
โดยเฉพาะหลังจากพวกเขากลับมาที่หน่วยจือชิงแล้วพบว่าจือชิงหลายคนที่เคยสนิทสนมกันต่างก็พากันหลบหน้าพวกเขา ราวกับพวกเขาเป็นสัตว์ร้าย
เพราะแผนการเล่นงานสวีหว่านหนิงครั้งก่อนล้มเหลวทำให้พวกอันธพาลถูกจับขังคุกไปหลายคนกู้จวิ้นจึงจ่ายเงินชดเชยให้กับลูกพี่ใหญ่ของอันธพาลเหล่านั้น ถึงรอดพ้นจากการถูกรุมสกรัมมาได้
เพราะฉะนั้น ตอนนี้กู้จวิ้นจึงกลายเป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัวแม้แต่เสบียงอาหารก็แทบไม่หลงเหลืออีกแล้ว
กู้จวิ้นจึงต้องเบนเป้าหมายไปที่หลี่เชี่ยนเชี่ยน
“เชี่ยนเชี่ยนฉันจำได้ว่าเธอมีกำไลทอง เอากำไลนั่นไปขายแลกเงินมาซื้ออาหารหน่อยดีไหม ดูฉันสิไม่ได้กินข้าวมาตั้งหลายวันแล้วนะ”
ตอนกู้จวิ้นขยับปากพูดทำให้เห็นฟันที่เหลืองสกปรกทั้งยังมีกลิ่นปากที่น่าสะอิดสะเอียน
หลี่เชี่ยนเชี่ยนขยับตัวถอยหลังเว้นระยะห่างจากเขา
เมื่อก่อนเธอคิดอะไรอยู่ทำไมถึงคิดว่ากู้จวิ้นคือผู้ชายที่แสนดีหายาก และพยายามแย่งเขามาจากสวีหว่านหนิงตอนนี้กลับกลายเป็นว่าสวีหว่านหนิงตาสว่างแล้ว ไม่ต้องการกู้จวิ้นอีกแล้วส่วนเธอกลับต้องพัวพันกับผู้ชายเฮงซวยแบบเขา
แค่คิดก็รู้สึกอัปมงคล!
“กู้จวิ้นเธอก็รู้ว่ากำไลนั่นเป็นสมบัติของตระกูลฉันที่ย่าทิ้งไว้ให้ถ้าฉันเอามันไปขายแล้วพ่อกับแม่รู้เข้า พวกเขาต้องตีฉันตายแน่ๆ!”
“ปักกิ่งอยู่ไกลจากหมู่บ้านต้าเจียงขนาดนี้ถ้าพวกเราสองคนไม่พูด พวกเขาไม่มีทางรู้”
“ฉันต้องอยู่ที่หมู่บ้านต้าเจียงไปตลอดชีวิตไม่ได้กลับปักกิ่งแล้วหรือไง?”
“ถ้า...ถ้าไม่อย่างนั้นก่อนกลับปักกิ่งฉันค่อยหาวิธีซื้อกำไลกลับคืนมาให้เธอ แบบนี้คงได้ใช่ไหม”
คงได้ใช่ไหม?
น้ำเสียงของเขาทำเหมือนเธอเป็นฝ่ายงี่เง่า?
หลี่เชี่ยนเชี่ยนเกือบหลุดปากด่ากู้จวิ้นแต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะแตกหักกับเขาเธอจึงต้องอดทนและประนีประนอมก่อนชั่วคราว
“ฉันไม่ได้พกกำไลวงนั้นไว้กับตัวต่อให้อยากเอาไปขายก็คงทำไม่ได้ แต่จะว่าไปฉันจำได้ว่าก่อนมาที่หมู่บ้านต้าเจียงเธอมีนาฬิกาพกอยู่เรือนหนึ่งไม่ใช่เหรอมันน่าจะขายได้ราคาสูง เธอเอามันไปขายแลกอาหารดีไหมล่ะ”
กู้จวิ้น “......”
หลี่เชี่ยนเชี่ยนพยายามเกลี้ยกล่อม“กู้จวิ้น เธอทนเห็นฉันหิวได้จริงๆ เหรอ”
กู้จวิ้นเงียบไปอีกครั้ง
บทพูดที่เขาเตรียมเอาไว้ทำไมถึงถูกหลี่เชี่ยนเชี่ยนชิงพูดก่อน?
แต่กู้จวิ้นรู้ดีว่าหลี่เชี่ยนเชี่ยนไม่เหมือนสวีหว่านหนิง แม้หลี่เชี่ยนเชี่ยนจะชอบเขาแต่ไม่ได้หัวอ่อนตามใจเขาตลอดเวลา
“เอาละ ฉันจะลองหาวิธีดูอีกที”
...........
บ้านตระกูลหลิน
แม่หลินนึ่งซาลาเปาข้าวเหนียวเต็มหม้อดูแล้วน่าอร่อย
“พวกนี้คือไส้ถั่วแดงส่วนตรงนี้คือไส้ไก่หยองที่แม่ทำไว้ให้ลูก แม่ไม่เคยทำมาก่อนไม่รู้จะอร่อยหรือเปล่า ลูกลองชิมดูสิ”
ไก่หยองทำมาจากเนื้ออกไก่เลี้ยงตามธรรมชาติเทียบกับไก่หยองที่ใส่ผงชูรส รสชาติของมันย่อมด้อยกว่าอยู่แล้ว
แต่เมื่อถูกนำมาเป็นไส้ของซาลาเปาข้าวเหนียวรสชาติของมันกลับอร่อยอย่างน่าประหลาด สวีหว่านหนิงกินรวดเดียวสามลูก
แต่แม่หลินต้าชุน และเยาเม่ยดูชอบกินไส้หวานมากกว่า พวกเขาไม่สนใจไส้ไก่หยอง
ซาลาเปาข้าวเหนียวลูกไม่ใหญ่แต่เพราะใช้ข้าวเหนียวเป็นส่วนผสมหลักจึงกินแล้วอยู่ท้องสวีหว่านหนิงกินไปแค่สามลูกก็รู้สึกอิ่มแล้ว
“ต้าชุนหลานกับเยาเม่ยเอาซาลาเปาข้าวเหนียวสองจานนี้ไปให้หัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่และผู้ใหญ่บ้านเถิด”
แม่หลินใส่ซาลาเปาข้าวเหนียวเจ็ดและแปดลูกลงไปบนจานตามลำดับโดยแบ่งตามจำนวนสมาชิกครอบครัวของหัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่และผู้ใหญ่บ้าน
นี่คือธรรมเนียมของหมู่บ้านต้าเจียงหลังนึ่งซาลาเปาข้าวเหนียวแล้วจะต้องแบ่งให้เพื่อนบ้านที่สนิทสนมกัน
ต้าชุนกับเยาเม่ยยัดซาลาเปาที่เหลือเข้าปากก่อนจะเดินถือจานกันคนละใบออกจากบ้านไป
ไม่นานนักทั้งสองคนก็กลับมาที่บ้านในมือยังคงถือจานเอาไว้ แต่ในนั้นเหลือซาลาเปาข้าวเหนียวอยู่แค่จานละห้าลูก
แม้หลินอันจะยังไม่กลับบ้านแต่หัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่และผู้ใหญ่บ้านนับรวมเขาด้วยจึงแบ่งซาลาเปาข้าวเหนียวมาเผื่อเขา
แม่หลินหยิบซาลาเปาข้าวเหนียวใส่จานอีกหลายใบเตรียมบอกให้ต้าชุนกับเยาเม่ยเอาไปให้เพื่อนบ้านอีกรอบแต่ตอนนั้นเองก็ได้ยินเสียงเคาะประตูบ้าน
“ผมจะไปเปิดให้ครับ!” ต้าชุนกระโดดลงจากเก้าอี้แล้ววิ่งไปที่หน้าบ้าน
เขาเพิ่งประตูก็มีคนกลุ่มใหญ่กรูกันเข้ามาโชคดีที่ต้าชุนหลบทัน ไม่อย่างนั้นเขาคงถูกเบียดจนแบนเป็นแผ่นแป้ง
“พี่หลินหว่านหนิง อยู่บ้านกันครบเลยหรือ ฉันเอาซาลาเปาข้าวเหนียวมาให้”
“ฉันด้วยฉันก็เอามาให้เหมือนกัน”
“พวกเราบังเอิญเจอกันระหว่างทางน่ะ”
แต่ละคนแย่งกันพูดถึงจุดประสงค์ของการมาเยือนในครั้งนี้เสียงดังเอะอะจนสวีหว่านหนิงปวดหัว
เธอใช้นิ้วนวดขมับหลังทักทายคนกลุ่มนั้นอย่างผิวเผินก็หลบเข้าไปในห้องนอน
เธอไม่ถนัดรับมือกับสถานการณ์แบบนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแม่หลินก็แล้วกัน!
“หน้าที่ส่งซาลาเปาข้าวเหนียวเป็นของเด็กๆมิใช่หรือ ทำไมพวกเธอถึงมาเองล่ะ”
“เฮ้อฉันกลัวหลานจะทำจานหลุดมือน่ะสิ เดี๋ยวซาลาเปาข้าวเหนียวอร่อยๆ จะหล่นพื้นหมด”
“ซู่ตุนของเธออายุมากกว่าต้าชุนหนึ่งปีมิใช่หรือเยาเม่ยของฉันยังเอาซาลาเปาข้าวเหนียวไปให้บ้านหัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่กับผู้ใหญ่บ้านได้เลยทำไมเธอไม่ไว้ใจหลานชายตัวเองบ้าง”
“เยาเม่ยเป็นเด็กผู้หญิงย่อมมีความละเอียดอ่อนหลานชายฉันเทียบไม่ได้หรอก!”
แม่หลินจนปัญญาอย่างไรอีกฝ่ายก็มาดี เธอคงห้ามพวกเขาไม่ให้เข้าบ้านไปตลอดไม่ได้
ถ้าเธอทำแบบนั้นพรุ่งนี้คนทั้งหมู่บ้านคงพากันนินทาลับหลัง
“เข้ามานั่งก่อนสิฉันจะไปเอาน้ำอุ่นมาให้”
เชิงอรรถ
[1]เทศกาลล่าปา ตรงกับวันขึ้น8 ค่ำเดือน12ตามปฏิทินจันทรคติ เป็นเทศกาลที่ชาวจีนจะกราบไหว้บูชาเทพเจ้าเพื่อขอให้ครอบครัวเป็นสุข พืชผลอุดมสมบูรณ์ ฝนตกตามฤดูกาล หลังผ่านเทศกาลล่าปา อีกไม่นานก็ถึงเทศกาลวันตรุษจีน