โหมดความยากระดับนรก: ผมจะอยู่รอดด้วยการอัปเลเวล

    บทที่ 53 สายฝนที่โปรยปราย

    บทที่ 53 สายฝนที่โปรยปราย

     

     

     

    หลังจากจัดการไจแอนท์โทรลล์จนเลเวลอัป ผมก็ตัดสินใจทุ่มแต้มทั้งหมดลงไปที่ค่ามานาอีกครั้ง

     

    ก่อนหน้านี้ผมพยายามหักห้ามใจและไตรตรองอย่างหนักเพื่อที่จะแบ่งแต้มไปลงค่าความทนทานหรือสถานะอื่นบ้างแต่สุดท้ายผมก็ต้านทานแรงดึงดูดของมันไม่ไหวจริงๆ จนเผลอลงมานาไปจนหมดเกลี้ยง

     

    มาถึงจุดนี้ผมเริ่มสังหรณ์ใจแล้วว่าตัวเองอาจจะตายเพราะมานาล้นทะลักจนร่างระเบิดก่อนจะถูกศัตรูฆ่าเสียอีก

     

    มันเหมือนผมถูกเสน่ห์ของพลังนี้ล่อลวงจนถอนตัวไม่ขึ้นผมโหยหาและไขว่คว้ามันอย่างบ้าคลั่งยอมสละทุกอย่างเพียงเพื่อให้ได้ครอบครองมานาที่มากขึ้น

     

    มันดูโง่เขลาและไร้เหตุผลสิ้นดีแต่น่าประหลาดที่มันกลับทำให้ผมมีความสุข...เป็นความสุขที่มาพร้อมกับความหวาดกลัวลึกๆ ในใจไปพร้อมกัน

     

    เลเวล 19

     

    พละกำลัง: 13

     

    ความคล่องตัว: 12

     

    ความทนทาน: 27

     

    มานา: 39

     

    ตอนนี้ผมสัมผัสได้เลยว่าร่างกายเริ่มส่งเสียงประท้วงจากการแบกรับแรงกดดันมหาศาลยามที่เรียกใช้มานา

     

    มีเพียงการควบคุมอันเฉียบคมเท่านั้นที่ยังพอจะสะกดไม่ให้พลังเหล่านี้ระเบิดออกมาทำลายร่างตนเองในขณะที่ผมพยายามเสริมความแข็งแกร่งให้ร่างกาย

     

    ให้ตายเถอะในอนาคตผมต้องหาทางเรียนรู้ทักษะเจ๋งๆ เพื่อเอามาใช้มานาที่อุตส่าห์เสี่ยงตายเพิ่มมาพวกนี้ให้คุ้มค่ากว่านี้หน่อย

     

    การเอามาใช้แค่เสริมพลังกายมันก็รู้สึกดีอยู่หรอกแต่มันให้ความรู้สึกเหมือนขับรถสปอร์ตราคาแพงแค่เพื่อไปซื้อของหน้าปากซอยแล้วขับกลับบ้านยังไงยังงั้น

     

    มานาที่เหลือเฟือเหล่านี้ทำได้แค่สงบนิ่งอยู่ภายในเพื่อรอวันที่ทักษะของผมจะแก่กล้าพอ...ซึ่งผมเชื่อว่าวันนั้นจะมาถึงในเร็วๆ นี้แหละ!

     

    ผมสะบัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไปแล้วรีบกระโดดถอยหลังหลบทันควัน ก่อนที่โทรลล์ตัวหนึ่งจะฟาดกระบองยักษ์ลงตรงจุดที่ผมเคยยืนอยู่จนดินกระจุย

     

    แม้จะจัดการหัวโจกอย่างไจแอนท์โทรลล์ไปแล้วแต่การต่อสู้ยังไม่จบ มอนสเตอร์จำนวนมากยังคงหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย!

     

    [แบทเทิลโทรลล์ - เลเวล 11]

     

    รอยสักตามร่างกายของอสูรกายร่างยักษ์เปล่งแสงสีแดงเจิดจ้าโทรลล์ตัวนั้นคำรามลั่นพร้อมเงื้อกระบองหวดเข้าใส่ผมอีกครั้ง

     

    ผมไม่รอช้ารีบรีดเร้นมานาออกมาห่อหุ้มร่างกายเพื่อความต้านทานพร้อมกับยื่นมือเปล่าออกไปรับแรงกระแทกนั้นโดยตรง!

     

    ในเสี้ยววินาทีที่ปะทะผมใช้ทักษะดูดซับพลังงานจากการเหวี่ยงของกระบองส่งผลให้ความเร็วของกระบองยักษ์ค่อยๆ ลดฮวบลงจนกระทั่งปะทะเข้ากับฝ่ามือของผม

     

    ความรู้สึกในตอนนั้นเหมือนมีใครสักคนชกเข้าที่กลางมือเท่านั้น

     

    ผมรวบรวมสมาธิให้มั่นแล้วระเบิดพลังงานที่เก็บกักไว้สวนกลับไปในพริบตาแรงสะท้อนมหาศาลกระแทกเจ้าโทรลล์จนเสียหลักเซถอยหลัง

     

    ผมอาศัยจังหวะเสี้ยววินาทีนั้นกระโดดเข้าประชิดลำคอหนาเตอะของมันแล้วแทงมือที่อาบด้วยมานาสั่นพ้องเข้าทะลวงคอหอยอย่างแม่นยำก่อนจะดีดตัวถอยออกมาอย่างใจเย็น

     

    ปล่อยให้ร่างมหึมานั้นดิ้นรนและสิ้นใจไปอย่างช้าๆ

     

    [คุณสังหาร แบทเทิลโทรลล์ - เลเวล 11 สำเร็จ]

     

    การต่อสู้ตะลุมบอนดำเนินต่อไปอีกครู่ใหญ่จนสถานการณ์เริ่มคลี่คลายพวกเราจึงตัดสินใจออกเดินทางผ่านป่าอีกครั้ง โดยพยายามหลีกเลี่ยงมอนสเตอร์ฝูงใหญ่ และไม่ยอมหยุดพักอยู่ที่เดิมนานเกินไปเพื่อความปลอดภัย

     

    "คิมเลเวลสิบแล้วนะแถมได้ลักษณะเฉพาะ ใหม่ด้วย"

     

    เทสเอ่ยขึ้นขณะขยับเข้ามาสมทบกับผม

     

    เทสอธิบายว่าลักษณะเฉพาะของคิมคือปฏิกิริยาพลังจิต (ติดตัว) ซึ่งจะช่วยยกระดับการตอบสนองและเวลาในการตอบโต้ให้เหนือชั้นขึ้นไปอีกขั้น

     

    โดยการใช้พลังจิตของเขาจะการเข้าควบคุม และปรับแต่งการเคลื่อนไหวของร่างกายอย่างละเอียดซึ่งช่วยให้เขาสามารถโต้ตอบได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้นในทุกจังหวะการต่อสู้

     

    รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการหลบหลีกท่ามกลางสถานการณ์ที่ซับซ้อน

     

    "เขาบอกว่ามันอาจจะช่วยให้เขาบินได้ในอนาคต...และนั้นทำให้เขาเลือกมัน โดยไม่ยอมชายตามองลักษณะเฉพาะอื่นเลย"

     

    มาถึงจุดนี้ผมแทบจะหมดคำพูด บางที เจ้าหนูคิมอาจจะเสพติดพลังจิตของเขาจนอาการหนักกว่าที่ผมเสพติดมานาเสียอีก

     

    "แฮดวินมาแล้ว"

     

    เทสชะงักคำพูดและกลับมาอยู่ในท่าทีเงียบขรึมอีกครั้งเมื่อชายคนนั้นปรากฏตัวขึ้นจากหลังแมกไม้พร้อมกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งในกลุ่มของเขาที่เดินตามหลังมาติดๆ

     

    เด็กหนุ่มคนนั้นไม่ชื่อเดนนิสก็คงจะเป็นอารอนมันแยกยากเป็นบ้าเพราะสองคนนี้เป็นฝาแฝดกัน

     

    ปกติเรื่องพรรค์นี้ไม่น่าจะเป็นปัญหาสำหรับผมเพราะผมสามารถแยกแยะบุคคลได้จากลักษณะคลื่นมานาเฉพาะตัว

     

    แต่ที่แปลกคือคลื่นมานาของแฝดคู่นี้ดันเหมือนกันเปี๊ยบจนน่าขนลุกคำถามคือ... มันเป็นเพราะพวกเขาเป็นฝาแฝดที่เชื่อมถึงกันหรือมีเล่ห์กลบางอย่างซ่อนอยู่ใต้นั่นกันแน่?

     

    แฮดวินไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่าเขาเข้าประเด็นทันที

     

    "พวกมอนสเตอร์ยังตามราวีพวกเราไม่เลิกแม้แต่ทางข้างหลังก็ไม่เว้น ผมเลยคิดว่าน่าจะดีกว่าถ้าให้เดนนิสมาอยู่กับพวกนายเขากับพี่ชายมีพันธะเชื่อมถึงกันและสื่อสารกันได้ตลอดเวลา ถ้าเกิดอะไรขึ้นเขาจะได้แจ้งพวกนายได้ทันที"

     

    เมื่อกล่าวจบแฮดวินก็จ้องหน้าผมเพื่อรอคำตอบ

     

    อืม...เป็นทักษะที่ใช้ประโยชน์ได้ดีทีเดียว แต่คำถามคือผมควรจะรับภาระนี้ไว้ไหม?

     

    การกลับไปช่วยคนอื่นไม่ใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรงนักอีกอย่าง ลิลลี่ เควิน และคิม ก็อยู่ที่นั่น ผมติดค้างพวกเขาอยู่มากก็ต้องช่วยพวกเขาเป็นธรรมดา

     

    "ก็ได้แต่คุณก็รู้ใช่ไหมว่าผมไม่รับประกันความปลอดภัยของเขา"

     

    เด็กหนุ่มคนนี้ดูจะมีอายุราว 17 ปีส่วนสูงไม่ได้โดดเด่นนัก ผมสั้นสีบลอนด์รับกับดวงตาสีเขียวร่างกายมีมัดกล้ามเนื้อพอกระชับสัดส่วนดูเหมือนพวกนักวิ่งมากกว่าฝึกกล้ามเนื้อ

     

    แต่ก็นั่นแหละรูปลักษณ์ภายนอกมันหลอกกันได้ในโลกใบนี้เพราะมานาสามารถเปลี่ยนเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ให้กลายเป็นเครื่องพ่นไฟเดินได้มาแล้วและผมก็เห็นมันมากับตา

     

    "ไม่เป็นไรครับผมดูแลตัวเองได้!"

     

    เขายิงฟันขาวโชว์รอยยิ้มกว้างให้พวกเรา

     

    ในสถานที่ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือด และรายล้อมด้วยซากศพมอนสเตอร์แบบนี้รอยยิ้มที่ดูร่าเริงเกินไปของเขามันชวนให้รู้สึกสยองขวัญมากกว่าน่าคบหาเสียอีก

     

    นั่นไง... อย่างที่ผมบอกไม่มีใครบนตู้ขบวนรถไฟคันนั้นที่ ปกติ เลยสักคนเดียว

     

    "ตกลงตามนั้น"

     

    ผมตอบกลับสั้นๆ

     

    "แล้วเจอกัน ระวังตัวด้วยล่ะ"

     

    แฮดวินรีบผละจากไปทันทีทิ้งเด็กหนุ่มไว้เป็นสมาชิกชั่วคราวของกลุ่มเรา

     

    ผมหันไปกำชับสมาชิกใหม่ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

     

    "แค่เงียบๆ แล้วอยู่ใกล้ๆ เทสเอาไว้โอเคไหม"

     

    เขาพยักหน้าเข้าใจทันทีและทำตามอย่างเคร่งครัดในขณะที่พวกเราเริ่มออกเดินทางฝ่าความมืดของผืนป่าต่อไป

     

    ในตอนที่การต่อสู้ปะทุขึ้นเดนนิสจะหลบซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบเชียบปล่อยให้ผมและเทสเป็นคนจัดการกวาดล้างทุกอย่าง

     

    ซึ่งนั่นเป็นเรื่องดีสำหรับผมมากเพราะหากเขาพรวดพราดเข้ามายุ่งวุ่นวายอย่างไร้ชั้นเชิงมันจะกลายเป็นภาระที่ถ่วงให้ผมลำบากกว่าเดิมเสียเปล่าๆ

     

    สิ่งที่ทำให้ผมไม่สามารถละสายตาจากเขาได้ไม่ใช่ความสามารถในการหลบซ่อนตัวได้อย่างเงียบเชียบ แต่เป็น เส้นใยมานาบางเบาที่ลากยาวเป็นสายออกจากร่างของเขา

     

    เส้นใยนั้นพุ่งตรงไปยังทิศทางที่กลุ่มของแฮดวินจากไปหากไม่สังเกตุให้ดีก็เป็นการยากมากที่จะมองเห็นมัน นอกจากนี้ดูเหมือนเส้นใยนี้จะมีการสั่นไหวถี่เป็นจังหวะราวกับกำลังส่งผ่านข้อมูลบางอยู่

     

    มันเอาไว้ใช้สื่อสารกับพี่ชายฝาแฝดงั้นเหรอ?

     

    ผมจ้องมองความอัศจรรย์ของศาสตร์มานาแขนงนั้นด้วยความหลงใหลประกายความคิดบางอย่างวูบผ่านเข้ามาในหัว... ถ้าหากผมจับเคล็ดลับของมันได้ผมจะเลียนแบบมันได้ไหมนะ?

     

    ยิ่งคิดก็ยิ่งน่าสนใจจริงๆ

     

    เอาเข้าจริงเจ้าเส้นใยนี้เบาบางเสียจนแทบจะจับสัมผัสไม่ได้หากไม่ใช้สมาธิที่สูงพอซึ่งถ้าแฮดวินไม่ได้บอกใบ้ไว้ก่อนว่าเด็กหนุ่มคนนี้สื่อสารกับพี่ชายได้ผมก็อาจจะมองข้ามมันไปโดยสิ้นเชิง

     

    ผมเฝ้าสังเกตการสั่นสะเทือนของเส้นใยมานาพลางตั้งคำถามในใจ...ข้อมูลที่ถูกส่งผ่านไปนั้นคือคำพูด รูปภาพ ความรู้สึก หรือว่าเป็นเสียงกันแน่?

     

    ยิ่งวิเคราะห์ก็ยิ่งพบความน่าสนใจที่ซ่อนอยู่

     

    "เนเทล..."

     

    เสียงของเทสเรียกสติผมให้กลับมาสู่โลกความจริง

     

    "ท้องฟ้าดูแปลกๆ นะ"

     

    เธอพูดถูกเมฆเริ่มก่อตัวหนาตาขึ้นเรื่อยๆแถมกระแสลมก็เริ่มกรรโชกแรงขึ้นในช่วงหนึ่งถึงสองชั่วโมงที่ผ่านมารอบกายของพวกเราเริ่มเงียบสงัดลงทุกที... เป็นความสงบก่อนพายุจะมาสินะ

     

    นี่นับเป็นเรื่องใหม่ที่น่ากังวลเพราะตั้งแต่พวกเรามาอยู่ที่นี่ท้องฟ้าจะเปลี่ยนแค่จากช่วงกลางวันที่มีดวงอาทิตย์สองดวงและฟ้าใสๆกลายเป็นสีดำสนิทที่มีเพียงแสงคล้ายออโรร่าพาดผ่านเท่านั้น

     

    การที่จู่ๆเมฆมืดครึ้มก่อตัวหนาแน่นแบบนี้จึงไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลย

     

    "อารอนขอให้พวกเรากลับไปรวมกลุ่ม"

     

    เดนนิสเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

     

    หืม ไม่เร็วไปหน่อยเหรอ ผมขมวดคิ้ว

     

    "ฝั่งนั้นโดนโจมตีงั้นเหรอ?"

     

    "ตอนนี้ยังไม่มีอะไรแต่มอนสเตอร์เริ่มล้อมรอบพวกเขามากขึ้นเรื่อยๆเหมือนพวกมันกำลังรอคอยอะไรบางอย่างอยู่"

     

    คำตอบนั้นทำให้ผมไม่ชอบใจเอาเสียเลยระบบกำลังวางแผนบ้าอะไรอยู่อีก?

     

    "กลับกันเถอะ"

     

    ผมตัดสินใจในทันทีพลางหันหลังกลับไปยังทิศทางเดิมที่จากมาคราวนี้ผมไม่ต้องคอยเช็กทิศทางจากเทสด้วยซ้ำแต่เลือกที่จะเดินนำโดยอาศัยการแกะรอยตามเส้นใยมานาบางๆที่เชื่อมโยงจากเดนนิสไปหาพี่ชายของเขาแทน

     

    เมฆหนาทึบเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำทะมึนจนทัศนวิสัยย่ำแย่ลงทุกขณะแสงสลัวจากดวงอาทิตย์ถูกกลืนหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความมืดสลัวที่น่าอึดอัด

     

    ต้นไม้รอบกายส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดจากแรงลมที่ทวีความรุนแรงขึ้นใบไม้ปลิวว่อนบดบังสายตา แม้ร่างกายจะแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมมากแต่การฝ่ากระแสลมพายุนี้กลับเริ่มทำได้ลำบากขึ้นเรื่อยๆ

     

    และแล้ว... สายฝนก็เริ่มโปรยปราย

     

    มันไม่ใช่ฝนธรรมดาแต่มันคือหยาดน้ำที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งที่เทโครมลงมาใส่พวกเราราวกับฝักบัวยักษ์เพียงชั่วพริบตาเดียว ร่างของพวกเราก็เปียกโชกไปทุกสัดส่วน

     

    ทว่าสิ่งที่ทำให้ผมต้องขนลุกซู่คือสีของหยาดฝนพวกนั้นมันเจือสีจางๆ แบบเดียวกับแสงออโรร่าในยามค่ำคืน ทั้งสีชมพู เขียวและน้ำเงินที่เรืองแสงจางๆแถมแรงปะทะของหยดน้ำที่ตกกระทบร่างกายยังหนักหน่วงจนน่าตกใจ

     

    ความเงียบงันพุ่งเข้าปกคลุมผืนป่าไม่มีมอนสเตอร์โผล่มาให้เห็นแม้แต่ตัวเดียวและนั่นยิ่งทำให้ลางสังหรณ์ของผมกระสับกระส่ายหนักกว่าเดิม

     

    "พวกเราต้องรีบแล้ว!"

     

    เดนนิสตะโกนสุดเสียงแข่งกับเสียงฝนและเสียงกิ่งไม้ที่หักระเนระนาด

     

    ในตอนนี้พวกเราพยายามเร่งฝีเท้ากันอย่างเต็มที่แต่การติดตามเส้นใยมานาด้วยทักษะ การรับรู้มานา ของผมเริ่มทำได้ยากยิ่งขึ้น

     

    เพราะฝนที่ตกลงมานั้นมีมานาแฝงอยู่ด้วยมันทำให้การรับรู้มานาของผมปั่นป่วนอย่างมาก ดังนั้นผมจึงตัดสินใจให้เดนนิสเป็นคนนำทางแทน 

     

    เมื่อพวกเราเข้าใกล้จุดที่กลุ่มใหญ่อยู่จู่ๆ ความรู้สึกประหลาดแบบเดียวกับตอนที่ดวงอาทิตย์หายไปครั้งแรกก็จู่โจมเข้ามาหยาดฝนทุกหยดหยุดชะงักค้างอยู่กลางอากาศราวกับเวลาถูกหยุดไว้

     

    แม้แต่ลมที่เคยกรรโชกแรงก็สงบนิ่งไปชั่วอึดใจท่ามกลางความเงียบงันจนหูอื้อนั้นผมได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนของพวกมอนสเตอร์ดังแว่วมาจากที่ไกลๆก่อนที่ฝนจะกลับมาเทกระหน่ำอีกครั้งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

     

    "เร็วเข้า... ได้โปรด"

     

    เสียงของเดนนิสสั่นเครือจนแทบจะถูกเสียงฝนกลืนหาย

     

    หนึ่งนาทีต่อมาคลื่นมานามหาศาลอีกระลอกก็ซัดสาดผ่านป่าไปทั้งแถบจนสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนในอากาศหยาดฝนลอยเคว้งนิ่งสนิทอยู่กลางเวหาโดยไม่ตกถึงพื้น

     

    คราวนี้พวกเราไม่หยุดรอแต่เลือกที่จะกัดฟันวิ่งฝ่าม่านหยดน้ำที่หยุดนิ่งต่อไปอย่างไม่คิดชีวิต

     

    ทว่าท่ามกลางความเงียบงันที่น่าอึดอัดเสียงคำรามต่ำลึกของบางสิ่งที่ดูทรงพลังก็ดังสะท้อนแว่วมาตามสายลม และเพียงไม่กี่วินาทีต่อมาสายฝนที่หยุดนิ่งก็กลับมาทำหน้าที่ของมันอีกครั้ง

     

    มันเทกระหน่ำลงมาบดบังทัศนวิสัยและกลบทุกเสียงของสิ่งมีชีวิตรอบข้างจนมิดราวกับพยายามจะปกปิดความสยดสยองที่กำลังคืบคลานเข้ามา

     

    ผมรีบเช็กตัวจับเวลาในหน้าต่างระบบทันทีด้วยหัวใจที่เต้นระรัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

     

    เวลาที่เหลือก่อนการบังคับส่งกลับ: 4 ปี336 วัน 23 ชั่วโมง 59 นาที 42 วินาที

     

    เหลือเวลาอีกเพียงสองวันเท่านั้นก่อนที่เควสหลักประจำชั้นจะสิ้นสุดลง!

     

     

    คล้ายกับเรื่องโหมดความยากระดับนรก: ผมจะอยู่รอดด้วยการอัปเลเวล ที่คุณอ่าน