ช่วงปีใหม่ทุกวันล้วนเป็นวันที่ไม่ได้ทำอะไรทั้งสิ้น ทำเพียงแต่ดื่มกินเท่านั้นวันเวลาเช่นนี้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว แค่พริบตาเดียวก็มาถึงวันที่ 15 แล้ว วันที่ 15 ในเดือนแรกของปีเป็นวันที่ครึกครื้นมากวันหนึ่ง นั่นคือวันเทศกาลหยวนเซียวทุกบ้านจะทำขนมบัวลอยกิน จะไส้อะไรก็มีทั้งสิ้น ตอนเย็นยังมีงานเทศกาลโคมไฟอีกด้วย
ครอบครัวเฉียวมีสามคนเฉียวซีทำบัวลอยเพียงสองรสชาติ ชนิดแรกคือไส้เนื้อ อีกชนิดคือไส้งาทั้งสามต่างกินจนอิ่มท้อง
เฉียวซงและเฉียวไป่ทั้งคู่ได้กินจนใบหน้าแสดงแต่ความพอใจเมื่อก่อนตอนที่ฉลองเทศกาลหยวนเซียว พวกเขาได้กินแค่ของง่ายๆจะเหมือนของอร่อยที่น้องรอง (พี่รอง) ทำได้อย่างไรคิดไม่ถึงว่าฝีมือการทำอาหารของน้องรอง (พี่รอง)จะดีขึ้นอย่างรวดเร็วจนทำให้พวกเขาต้องชื่นชม
หลังจากกินบัวลอยเสร็จจึงเก็บกวาดเล็กๆน้อยๆ สามพี่น้องปิดบ้านแล้วเดินทางไปดูโคมไฟในเมือง
เมื่อมาถึงในเมืองพี่น้องตระกูลเฉียวก็ไปที่จวี้เซียนโหลวก่อนเพื่อสวัสดีปีใหม่เถ้าแก่หยางและทุกคน
“ท่านอาหยาง สวัสดีปีใหม่”สามพี่น้องตระกูลเฉียวเข้าไปในจวี้เซียนโหลวเถ้าแก่หยางกำลังคิดบัญชีอยู่หลังเคาน์เตอร์ ดีดลูกคิดเสียงดังแต๊กๆ
“โอ้ แม่หนู สวัสดีปีใหม่วันนี้เหตุใดจึงเข้ามาในเมืองหรือ”เถ้าแก่หยางผู้อยู่ที่เคาน์เตอร์ได้ยินเสียงทักทายเข้าเขาจึงเงยหน้าขึ้นมาก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม
“แหะๆ พวกเรามาดูโคมไฟเถ้าแก่กลับบ้านปีใหม่แล้วใช่หรือไม่” ก่อนหน้านี้เนื่องจากหิมะตกหนัก นางจึงงดการส่งผักและปลามายังจวี้เซียนโหลวจึงไม่รู้ว่าจวี้เซียนโหลวยังเปิดทำการอยู่หรือหยุดไปในช่วงวันหยุด
“ข้าตัวคนเดียวไม่มีญาติพี่น้องอยู่ที่ไหนก็เหมือนกัน แต่อาหวังของพวกเจ้าได้กลับไปแล้ว”
“ท่านอาหยางวันนี้มาที่นี่อยากถามเรื่องจะกลับมารับผักอีกเมื่อไหร่” เริ่มฤดูใบไม้ผลิแล้วทุกบ้านต่างมีผักกันทั้งสิ้น แม้นางจะรู้ดีว่าผักของพวกนางแตกต่างจากผักของคนอื่นแต่อาหยางไม่รู้ ดังนั้นจึงต้องมาถามให้แน่ใจเสียก่อน
“แม่หนูเจ้าเห็นใช่ไหมว่ามาถึงฤดูใบไม้ผลิแล้ว ราคาจำเป็นต้องลดลงมา เป็นชั่งละ 2 อีแปะ ส่วนปลากับเห็ดเยื่อไผ่ข้ายังคงรับราคาเดิม”
“ท่านอาข้ารู้แล้วเช่นนั้นข้าก็จะไม่ขายผักแล้ว จะจัดหาปลากับเห็ดเยื่อไผ่ให้ก็พอแต่ว่าทั้งสองอย่างสามารถจัดหาให้ได้มากที่สุดเพียงเดือนเดียวอีกหนึ่งเดือนหลังจากนี้พี่ชายของข้าต้องไปเรียนหนังสือในเมืองใหญ่แล้วเพียงข้ากับน้องสามคงไม่สามารถจับปลาได้ ส่วนเห็ดเยื่อไผ่ก็หมดฤดูแล้วต้องรอถึงฤดูหนาวปีนี้จึงจะมี”หากใช้พลังวิเศษเพิ่มการเจริญเติบโตของผักนางยังสามารถขายได้เพียง 2 อีแปะเช่นนั้นช่วงเวลานี้นางตัดสินใจไม่ขายจะดีกว่า รอจนกระทั่งเกิดการเปรียบเทียบขึ้นเชื่อว่าอาหยางจะต้องมาหานางเพื่อซื้อผักเป็นแน่นางมีความมั่นใจในตัวเองเป็นอย่างยิ่ง
“ตกลง เช่นนั้นก็ตามนี้”เถ้าแก่หยางได้ฟังเฉียวซีกล่าวเช่นนี้ เขาก็พอจะเข้าใจ จึงไม่ยืนหยัดอะไร
“ท่านอาหยาง เช่นนั้นพวกข้าขอตัวก่อนงานโคมไฟเริ่มแล้วกระมัง”
“ตกลง เที่ยวให้สนุกนะ”
หลังจากอำลาเถ้าแก่หยางทั้งสามพี่น้องพูดคุยกันไปพลาง เดินไปที่งานเทศกาลโคมไฟที่มีชีวิตชีวาไปพลาง
“น้องรอง จะไม่ขายผักแล้วจริงหรือ”ไม่ว่าจะเป็นเช่นไรก็ยังสามารถหาเงินได้เล็กๆ น้อยๆ ไม่ใช่หรือ
“ไม่ขาย ผักที่พวกเราปลูกไม่เหมือนกับผักที่คนอื่นเขาปลูกหากขายได้ราคาเพียง 2 อีแปะนั้นไม่คุ้มเสียเลย”
“มีอะไรไม่เหมือนกันหรือ”ผักกาดกวางตุ้งก็คือผักกาดกวางตุ้งมิใช่หรือ กินเข้าไปแล้วจะมีรสแตงกวาหรืออย่างไร
“ไม่เหมือนกันเจ้าค่ะ พวกท่านไม่รู้สึกเลยหรือ”
“รู้สึกๆข้ารู้สึกว่าผักที่พี่รองปลูกหวาน และสดชื่นมากอร่อยกว่าผักที่ท่านแม่ปลูกแล้วเอามาทำกับข้าวเสียอีก” เฉียวไป่กระโดดออกมาในทันใด
“เช่นนั้นหรือ”
“ใช่” เฉียวไปออกแรงพยักหน้า
“พี่ใหญ่ช่วงนี้ท่านไปเรียนหนังสือต่อเถิด เรื่องในบ้านท่านวางใจเถอะ มีข้าอยู่ทั้งคน จะต้องเรียบร้อยดีเป็นแน่”เมื่อเข้าฤดูใบไม้ผลิ สถานศึกษาต่างๆ ล้วนเริ่มเปิดสอนหนังสือกันแล้วพี่ชายใหญ่ควรไปเรียนหนังสือต่อ ไม่ควรจะอยู่ทำการเกษตรที่บ้านแล้ว
“ได้ ข้าจะตั้งใจเรียนพวกเจ้าอยู่ที่บ้านต้องระมัดระวังให้มากนะ” เขาได้เห็นความสามารถของน้องสาวแล้วเขาเชื่อว่านางทำได้
ร้านค้าทุกร้านในเมืองจะแขวนโคมไฟสองสามดวงไว้เป็นสัญลักษณ์ลวดลายบนโคมนั้นล้วนวิจิตรงดงาม ดึงดูดผู้คนมากมายให้หยุดดูแต่ถนนที่มีชีวิตชีวาที่สุดคือถนนฟู่หมินซึ่งเป็นที่ที่มีการจัดงานเทศกาลโคมไฟได้ครึกครื้นที่สุดอย่างแท้จริง
เมื่อพวกเฉียวซีมาถึงบนถนนฟู่หมินก็ครึกครื้นมากแล้ว มีผู้คนขวักไขว่
หลังจากนี้คนต้องเยอะขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนเฉียวซงกังวลว่าประเดี๋ยวจะพลัดหลงกันในหมู่ผู้คนมือทั้งสองข้างจึงจับน้องชายและน้องสาวของตนเอาไว้แน่น
เมื่อมาอยู่บนถนนสายนี้โคมไฟที่มีช่างหลายหลากมากมาย ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบอะไรก็มีไปหมด ละลานตาไปหมด
เฉียวซงอดไม่ได้ที่จะฉีกยิ้มออกมาเมื่อเห็นโคมไฟเหล่านี้ซึ่งเฉียวไป่เป็นผู้ที่แสดงออกชัดเจนที่สุดในทั้งสามคน
เมื่อเห็นโคมไฟที่สวยงามรอยยิ้มบนใบหน้าของเขาไม่เคยจางหายไป แม้ลมหนาวจะพัดมาที่ร่างกายเล็กๆ ของเขาแต่เขาก็ไม่รู้สึกถึงความหนาวเลยแม้แต่น้อย
“พี่ใหญ่ อันนี้สวยมากเลย ซื้อได้หรือไม่”เฉียวไป่ชี้ไปที่โคมไฟรูปเสือด้วยความตื่นเต้นพร้อมเอ่ยออกมา
“เรื่องนี้เจ้าต้องถามพี่รองของเจ้าเงินอยู่กับนางทั้งหมด” ยื่นคางให้น้องชายเพื่อบอกให้เขาไปถามพี่สาวของเขาเองว่าเห็นด้วยหรือไม่
“พี่รอง ข้าซื้อโคมสักลูกได้ไหม”เฉียวไป่มองไปที่พี่สาวของเขาด้วยความหวัง ถ้าเขาไม่ได้ถูกพี่ชายจูงเอาไว้อาจจะเข้าไปกอดอ้อนนางโดยตรงแล้ว
“เอาสิ เช่นนั้นก็ซื้อสักลูกก็แล้วกัน” เฉียวซีกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
“พี่รองใจดีจริงๆ”เฉียวไป่ยิ้มจนใกล้จะมองไม่เห็นตาเสียแล้ว
“มีแต่พี่รองใจดี พี่ใหญ่ไม่ใจดีหรือ”เฉียวซงตั้งใจแสร้งกล่าวอย่างน้อยใจ
“ใจดีสิ ใจดีทุกคนเลย”
“ประจบสอพลอเก่งจริงๆ เชียว”จ่ายเงินไปแล้ว เฉียวซีก็ยื่นโคมไฟให้กับน้องชายคนเล็ก ทั้งยังหยิกแก้มเล็กๆของเขาเล็กน้อย ซึ่งนางเพียงแค่หยิกเบาๆ และทิ้งรอยนิ้วไว้เท่านั้น
“พี่รอง จะหยิกแก้มข้าไม่ได้นะ”ลูบจุดที่ถูกแอบหยิก ส่วนปากก็กล่าวไปตรงๆ
“ทำไมจะไม่ได้เล่าเจ้าจะมาลิดรอนสิ่งที่พี่รองชอบไม่ได้นะ” เฉียวซีพูดหยอกเขาเช่นเคย
“ไม่เอา พี่ใหญ่ช่วยข้าด้วยท่านดูพี่รองสิ มันจะเป็นรอยนะ น่าเกลียดจะตาย”
“โอ้โห รู้จักคำว่าน่าเกลียดด้วยหรือ อืมแต่เจ้าก็ไม่เคยสวยสักหน่อย”
“พี่รองเด็กผู้ชายจะเรียกว่าสวยไม่ได้หรอกนะ ต้องเรียกว่ารูปหล่อ”เฉียวไป่กลัวว่าใบหน้าเล็กๆ ของเขาจะถูกพี่สาววางยา ทั้งยังโกรธที่พี่สาวมาพูดว่าสวยกับเขาด้วยคำว่าสวยนั่นเอาไว้ใช้กับผู้หญิงพี่รองกล่าวเช่นนี้ไม่ใช่กำลังพูดว่าเขาเป็นเด็กผู้หญิงหรอกหรือเขาคือลูกผู้ชายตัวน้อย จะไปสวยได้อย่างไร
“ฮ่าๆ ๆ น้องสามเจ้าน่ารักเสียจริง”นางตลกจะตายอยู่แล้ว ใบหน้าน้อยๆ ที่ทำท่าทางจริงจังนั่น น่ารักเสียจริงเชียวนางอยากจะเข้าไปกัดสักคำจริงๆ
“...”เฉียวไป่ถูกพี่สาวของตนหัวเราะจนหน้าแดงด้วยความเขินอายเขาจึงเอาแต่ซ่อนตัวอยู่ข้างหลังพี่ชายคนโตของเขา เช่นนี้ ก็จะไม่ถูกใครเห็นใบหน้าที่น่าขายหน้าของตนแล้ว
“น้องรอง เจ้าอย่าไปแกล้งเขาเลยระวังประเดี๋ยวเขาจะโกรธเจ้าเอานะ” น้องรองนี่จริงๆ เลยมีแต่จะแกล้งน้องสามอยู่เรื่อย รู้ก็รู้ว่าเขาเป็นคนหน้าบางขี้อายยังไม่หยุดยั่วยุเขาอีก
“เอาล่ะ ไม่พูดก็ได้” เฉียวซีหุบปากและไม่พูดอะไรอีก
ในเมืองมีกิจกรรมมากมายยังมีการทายคำปริศนาโคมไฟ เป็นการทายอักษรปริศนา ทุกคนสามารถเข้าร่วมได้ทั้งนั้น
เฉียวซีสนใจกิจกรรมเหล่านี้เป็นอย่างยิ่งนางไม่เคยทายคำเช่นนี้มาก่อน และไม่รู้ว่าจะทายถูกหรือไม่
ทว่าสิ่งที่ทำให้นางสนใจยิ่งกว่าคือรางวัลที่มากมายมหาศาลนั่นผู้ที่ทายอักษรปริศนาถูกทั้งหมดจะได้รับ 10 ตำลึงเงิน
10 ตำลึงเงินเชียวเจ้าสิ่งนี้มีแรงดึงดูดมากเหลือเกินดึงดูดผู้คนมากมายให้มารวมตัวกันใต้เวทีของพวกเขา
เฉียวซียุให้พี่ชายของนางเข้าร่วมในท้ายที่สุดมีคนมากถึง 30 คนเข้าร่วมกิจกรรมทายปริศนาโคมไฟสุดท้ายผู้จัดกิจกรรมจึงใช้วิธีการแข่งขันแบบแพ้แล้วตกรอบในการดำเนินการแข่งขันทายอักษรในคนทั้ง 30 คน ขอเพียงแค่มีใครสักคนทายผิด คนคนนั้นก็จะตกรอบไป
ในบรรดาผู้ที่เข้าร่วมการแข่งขันส่วนใหญ่เป็นผู้ที่เรียนหนังสือส่วนคนอื่นๆ โดยพื้นฐานก็จะไปเล่นอะไรที่ได้ส่งเสียงสนุกสนานเบิกบานใจในบรรดาทั้งสามสิบคนนั้น เฉียวซีเป็นผู้ที่โดดเด่นมากมีนางเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ยังมีอายุไม่ถึง 10 ปี
“แม่หนูน้อย เจ้าไม่ได้หรอกไม่ต้องร่วมเล่นจะดีกว่า” เมื่อมีคนเห็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ เข้าร่วมจึงส่ายหน้าและแสดงท่าทีไม่เห็นด้วย
“จะไม่ได้ได้อย่างไรเขาไม่ได้กล่าวว่าเด็กผู้หญิงไม่สามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้สักหน่อย”เฉียวซีไม่กลัวสักนิด นางหันหลังไปเผชิญหน้า
“เจ้ารู้จักตัวอักษรไหมเจ้าจะรู้คำตอบเหรอ อย่าพูดเรื่องตลกเลย”
“ข้าไม่ได้รู้จักท่านมาก่อน ท่านจะรู้ได้อย่างไรว่าข้ารู้หนังสือหรือไม่ยุ่งเสียจริง” ตัวเจ้าทำไม่ได้ เหตุใดจึงคิดว่าคนอื่นทำไม่ได้เล่า
“ใช่แล้ว อย่างน้อยแม่นางก็กล้าขึ้นไปเจ้าเล่า เจ้ากล้าขึ้นไปหรือไม่” บางคนอิจฉา บางคนต้องการเพียงมาดูให้สนุกเท่านั้นไม่ต้องการให้เกิดเรื่องใหญ่
“ข้าไม่รู้หนังสือ”
“ฮ่าๆๆๆๆ” คนคนนั้นพูดจบทำให้คนข้างล่างพากันหัวเราะลั่น
“เอาล่ะๆ ให้ทุกท่านสงบลงได้แล้วการแข่งขันทายปริศนาในครั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง ไม่ว่าจะอายุมากหรือน้อย หากทุกคนคิดว่าตนมีความสามารถล้วนเข้าร่วมการแข่งขันได้ทั้งสิ้นดังเช่นแม่หนูผู้ที่ นางมีความมั่นใจในตัวเองมากทีเดียว”ผู้จัดการแข่งขันทายอักษรปริศนาในครั้งนี้ยังเชิญพิธีกรมาคอยอำนวยการโดยเฉพาะเมื่อเขากล่าวออกมา ผู้คนที่อยู่ข้างล่างก็ไม่พูดอะไรแล้ว
“การแข่งขันกำลังจะเริ่มขึ้นแล้วยังมีผู้ต้องการเข้าร่วมการแข่งขันอีกหรือไม่” หลังจากที่ชายผู้นั้นพูดจบเขาก็หยุดไปชั่วขณะ และมองไปยังฝูงชนที่อยู่ข้างล่าง “เอาล่ะ ในเมื่อไม่มีใครแล้วเช่นนั้นการแข่งขันของเราจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ บัดนี้”
ภายใต้คำสั่งจากพิธีกรการแข่งขันทายอักษรปริศนาจึงเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ
“อันดับแรกข้าจะอธิบายกฎการแข่งขันทุกครั้งที่ข้าให้คำปริศนา พวกท่านทุกคนจำเป็นต้องเอ่ยคำตอบออกมาในระยะเวลา 5 ลมหายใจผู้ที่ตอบไม่ได้ต้องตกรอบไป แล้วจึงจะเริ่มการแข่งขันในรอบต่อไปทุกคนเข้าใจหรือไม่” ในขณะที่พิธีกรกำลังพูด พู่กัน หมึก กระดาษและจานฝนหมึกล้วนถูกวางไว้ต่อหน้าทุกคนเป็นที่เรียบร้อย
“เข้าใจแล้ว”
“เอาล่ะ ต่อไปข้าจะให้คำถามข้อที่หนึ่งพระจันทร์สองดวงใต้ขุนเขา (山下两个月亮) จงทายหนึ่งตัวอักษร”ทันทีที่เสียงของพิธีกรเงียบลง ก็มีคนรู้คำตอบแล้ว จึงเอ่ยอักษร “เปิง (崩)” ออกมาโดยตรงเวลาชั่วห้าลมหายใจนั้นผ่านไปไวมาก ในรอบที่หนึ่งไม่มีผู้ใดตอบผิดแล้วทุกคนจึงเข้าสู่รอบต่อไปด้วยผลคะแนนที่ดีเยี่ยม
รอบที่สองทุกคนยังคงตอบถูกเช่นเดียวกับรอบแรกเมื่อมาจนถึงรอบที่ห้า ในที่สุดก็มีผู้แพ้แล้วหนึ่งคน ทำให้เป็นคนแรกที่ตกรอบไปเฉียวซีผู้ซึ่งเดิมถูกหัวเราะเยาะเย้ยนั้นยังคงห้าวหาญนางยังไม่มีท่าทีว่าจะแพ้และตกรอบเลย ทำให้คนข้างล่างต่างชื่นชมจะทำอย่างไรก็คิดไม่ถึงว่าเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ผู้นี้จะสามารถอยู่ได้ถึงรอบที่ห้านี่ทำให้ทุกคนพากันเอาใจช่วยนางมากยิ่งขึ้น ผู้คนข้างล่างหลายคนปรบมือเป็นกำลังใจให้นางเพื่อให้นางมีกำลังใจ
ผู้ที่เพิ่งหัวเราะเยาะเย้ยนางคนนั้นจึงไม่มีทียืนข้างล่างเวทีมากยิ่งขึ้น ลูกสาวบ้านเขามีความสามารถมากจริงๆคิดไม่ถึงเลยว่าผู้ที่ตกรอบเป็นคนแรกจะไม่ใช่นางถือเป็นสิ่งที่ใช้ยืนยันประโยคที่ว่า “ไม่สามารถดูถูกผู้ใดได้” ได้จริงๆ
เฉียวไป่ดูจนรู้สึกเลือดเดือดพล่านอยู่ข้างล่างเขาเอาแต่กระโดดโลดเต้น พี่ใหญ่และพี่รองของเขาเยี่ยมยอดมากจริงๆขอเพียงแค่ยืนหยัดต่อไปได้ พวกเขาก็จะมีโอกาสชนะและได้เงินก้อนนั้นไปจริงๆ เงิน~~~ เมื่อนึกถึงคำคำนี้แล้วพี่รองคงจะไม่ได้ยุให้พี่ใหญ่ขึ้นเวทีไปเพราะสิ่งนี้จริงๆ กระมังแม้แต่ตัวเองก็ไม่ยอมแพ้ ยังขึ้นไปด้วยกันอีกด้วย